D3020 V2 แอมป์ฯสำหรับนักฟังมือใหม่สุดคลาสสิค

5213nad3020
ภาพจาก Stereophile.com

40 ปีผ่านไป จากเครื่อง 3020 ตัวแรกที่ออกมาเพื่อเป็นบรรทัดฐานของเครื่องเสียงในระดับราคานี้ออกสู่ตลาด ในวันนี้ D 3020 ที่เมื่อครั้งออกมาเมื่อปลายปี 2013 ออกแบบมาเพื่อตอบรับต่อการเล่นดนตรีจากคอมพิวเตอร์ก็ถึงคราวที่จะมีการปรับปรุงเพิ่มเติมอีกครั้ง D 3020 เวอร์ชันแรกนั้นมีรูปร่างที่กะทัดรัด สามารถเลือกว่าจะวางได้ทั้งแนวนอนและแนวตั้ง การต่อเชื่อมนั้นก็เน้นไปทาง Digital เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นช่อง Asynchronus USB, Toslink, Coaxial และการต่อไร้สายผ่าน Bluetooth ซึ่งมันเป็นเครื่องที่ออกแบบมาให้สามารถใช้งานได้สนุกและดีเยี่ยมสำหรับนักฟังเพลงที่มีงบประมาณจำกัด

NAD-D3020-Front-Black-on-Blackสำหรับ Version 2.0 นี้ ก็เหมือนกับรุ่นแรกในทางด้านนอก ทั้งรูปร่างหน้าตา ขนาดและน้ำหนัก แต่ภายในนั้นได้รับการปรับแต่งมาหลายจุด กำลังขับยังคงเป็นที่ 30 วัตต์/ข้างเท่ากันทั้ง 8 และ 4 โอห์ม ทำงานในแบบ Class-D ที่ผนวกเอาระบบ Power Drive และ Soft Clipping ของ NAD มาใช้เพื่อให้ขับลำโพงได้หลากหลายในความเพี้ยนที่ต่ำ นอกจากนั้นแล้ว การทำงานในแบบนี้ก็ทำให้ตัวเครื่องมีความร้อนต่ำมาก ไม่จำเป็นต้องมีช่องระบายอากาศ ทำให้ตัวเครื่องที่ขนาดที่กะทัดรัดและกินไฟต่ำมาก ในระดับสแตนด์บายนั้นใช้พลังงานแค่ 0.5 วัตต์ ซึ่งตัวเครื่องจะปิดเองเมื่อไม่มีสัญญาณเข้ามาเกิน 30 นาที
อินพุทในเวอร์ชัน 2… มี Coaxial, Optical มาให้ มีช่องสัญญาณไร้สายคือ BluetoothAptX แต่ได้ตัดช่องUSB ออกไป ทำให้ไม่สามารถต่อใช้งานกับคอมพิวเตอร์ทางช่องUSB ได้ โดยทาง NAD ชดเชยการหายไปของช่องนี้ด้วยการเพิ่มช่อง Phono MM สำหรับต่อกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงมาให้แทนตรงนี้ถือเป็นความกล้า เพราะตลาดแผ่นเสียงกำลังโตวันโตคืน แม้จะดูแปลกสำหรับเครื่องที่ออกแบบมาเหมือนเครื่อง Desktop ก็ตามที

 

การเลือกช่องสัญญาณต่างๆ ทำได้จากปุ่มสัมผัสด้านหน้า เป็นวิธีกดซ้ำให้เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ด้วยการแสดงผลที่อ่านง่าย สว่างพอเพียง อาจจะงงๆกดไม่โดนหรือไม่ไปในตอนแรก แต่หลังจากที่คุ้นเคยรู้จังหวะกันดีแล้วก็เป็นเรื่องหมูๆที่จะทำ โดยหากใครไม่สะดวกก็เลือกกดผ่านทางรีโมทขนาดกะทัดรัดที่ให้มาก็ได้ ซึ่งที่รีโมทนี้นอกจากจะเลือกอินพุทหรือหรี่เร่งเสียงแล้ว ยังสามารถเลือกที่จะบูสท์เสียงทุ้มได้จากปุม Bass ซึ่งจะยกเสียงทุ้มขึ้นมา 6dB สำหรับการเพิ่มทุ้มให้กับลำโพงขนาดเล็ก

NAD-D3020-Front-Black-on-Black

การแสดงผลต่างๆนั้นทำในแนวตั้งเท่านั้น การเร่งโวลูมที่ด้านหน้านั้นดูจะง่ายกว่ารุ่นเก่า ความหนืดของลูกบิดกำลังดี ลูกบิดก็เปลี่ยนใหม่ไม่ได้ใช้แบบหุ้มยางแบบเก่าแล้ว โดยการเร่งโวลูมนั้นพบว่าเมื่อทดสอบกับลำโพงราคา 500ปอนด์ อย่าง Monitor Audio Silver 2 นั้นพบว่าต้องเร่งโวลูมไปเกินครึ่งอยู่เหมือนกันถึง จะได้ยินระดับเสียงที่พอใจ ด้วยขนาดแค่นี้ ไม่แปลกที่ด้านหลังจะต่อเชื่อมยากสักหน่อย เพราะอินพุท/เอาท์พุท อยู่เบียดกันไปหน่อย แต่ขั้วลำโพงก็ต่อได้ง่ายและสะดวกดี เพียงแต่รูมันจะตื้นไปนิดเพราะ บานาน่าที่ใช้เสียบได้ไม่สุดเท่าไหร่ ส่วนทางด้านหน้านั้นมีรูแจ็ค 3.5 มิลลิเมตรเอาไว้ต่อหูฟังได้มีช่อง Sub-Woofer ไว้ต่อเล่นกับ Sub-Woofer ได้ด้วย

หนักแน่นทรงพลัง

NAD-D3020-Rear-Black-on-Blackแม้การออกแบบของแอมป์คลาสส์-ดี ตัวนี้จะต่างกับต้นตำรับเมื่อยุค 70 อยู่อย่างมากแต่ในเรื่องจิตวิญญาณแห่งดนตรีและน้ำเสียงที่ได้ยินนั้น ก็ยังคงถ่ายทอดความคลาสสิคจากต้นแบบอยู่ได้ มันให้เสียงที่มีชีวิตชีวา สดชื่นกระฉับกระเฉง และมีความสามารถในการจับลำโพงอะไรก็ตามที่เอามาต่อด้วย จนน่าแปลกใจในขนาดที่เล็กกะทัดรัดของมัน โดยให้เสียงย่านเสียงกลางที่มีชีวิตชีวา เสียงทุ้มที่นุ่มนวล เสียงแหลมที่มีรายละเอียดพลิ้ว เคลียร์ และเวทีเสียงที่กว้างและลึกในการฟังแบบต่อจากช่องอะนาล็อก Aux ต่อจากเครื่อง Qobuz Sublime+ สตรีมเพลงของ David Byrne American Utopia ในแบบ 24/96 เสียงจาก D 3020 V2 แสดงให้เห็นถึงการสร้างเสียงเพลงที่น่าประทับใจกับเสียงร้องที่ทรงพลัง มีน้ำหนักและวางตำแหน่งแม่นยำสวยงามอยู่บนเวทีเสียงที่แผ่กว้างขวาง รองรับไปด้วยเครื่องดนตรีต่างๆที่วางกระจายไปทั่วอาณาบริเวณของลำโพง

“Everybody’s Coming to My House” ตามต่อมา ไลน์เบสส์แม้จะไม่ลึกสุดๆ แต่ก็กระชับและต่อเนื่องไปกับดนตรีได้เป็นอย่างดี ทำให้เสียงจาก D 3020 V2 นั้นมีสปีดที่ฉับไว รวดเร็ว กำลังขับ 30 วัตต์ อาจจะดูน้อยไป แต่ก็สามารถจับลำโพงได้หลากหลายมากกว่าที่คิดมาก ฟัง Tidal กันต่อจาก Oliver James เสียงจาก D 3020 V2 นั้นสามารถควบคุมดนตรีออกมาได้ดีเลิศ เสียงร้องเดี่ยวในตอนท้ายเพลงนั้นเหมือนถูกถ่วงสมอให้นิ่งสนิทอยู่ตรงกลางเวทีเสียง เป็นแทร็คที่ให้ความเป็นสาม-มิติได้อย่างดีเลิศจาก D 3020 V2
สิ่งที่น่าแปลกใจอย่างหนึ่งคือ เสียงจากอินพุทต่างๆนั้นไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะจากช่องดิจิทัล และอะนาล็อก จากการต่อเครื่องเล่นซีดี Quad Elite CD สองช่อง คืออะนาล็อกและ Toslink นั้นพบว่า เสียงจากสองช่องต่างกันโดยช่องอ็อพทิคัลจะออกมาสว่างสดใสมากกว่าทางช่อง Aux ที่ต่อแบบอะนาล็อก แต่ผลต่างก็ไม่ได้มากมายอะไรมากจนเป็นนัยะสำคัญหรือมาทำลายคุณภาพเสียงไป โดยส่วนตัวผมเองผมว่าผมชอบเสียงจากทางช่องอะนาล็อกมากกว่า nad_d_3020_v2_remote
สำหรับการฟังผ่านทางบลูทูธ AptX นั้นได้กลายเป็นช่องทางเดียวของการฟังไร้สายไปแล้ว เพราะ NAD ไม่รองรับการต่อแบบ AirPlay อีกต่อไป โดยเสียงของการต่อแบบบลูทูธนี้ ให้เสียงที่ใช้ได้ น่าประทับใจทีเดียว แต่หากฟังกันอย่างเอาจริงเอาจังจะพบว่าเสียงบลูทูธจะบางและคมไปบ้างพอสมควร ตรงนี้พบได้เมื่อฟังเปรียบเทียบแหล่งเดียวกันระหว่างการฟังแบบต่อสายและไร้สายข่าวดีอีกอย่างคือ D 3020 V2 เครื่องนี้ มีภาคโฟโนมาให้ด้วย เป็นภาคโฟโนแบบ MM ซึ่งเราได้ลองต่อกับเครื่องเล่นแผ่นเสียง RegaPlanar 3 กับหัวเข็ม Rega Elys 2 แล้วก็พบว่าเสียงจาก D 3020 V2 นั้นสามารถถ่ายทอดบุคลิกเสียงจากเทอร์นฯตัวนี้ได้เป็นอย่างดี

เสียงจากแผ่น Massive Attack “Mezzanuine” เต็มไปด้วยพลังและสิ่งดีๆที่แผ่นไวนีลควรจะให้ได้ ส่งผลให้สเตรีโอ อิเมจ ที่ออกมานั้น มีขนาดที่ใหญ่โตและไร้ซึ่งการบีบคั้น เป็นเสียงที่ฟังแล้วสนุกด้วย จาก PaulSimon’s “You Can Call me Al” จาก ”Graceland” เสียงเร็ว กระชับ ได้อารมณ์ ดึงความมีส่วนร่วมในการฟังเพลง ดึงให้ผมลุกขึ้นมาฟังอย่างจริงจังมากกว่าแค่จะปล่อยผ่านเป็นแค่แบ็คกราวน์ดมิวสิค ไปเสียงรบกวนต่ำมากในระดับที่น่าพอใจอย่างยิ่งสำหรับภาคโฟโนในตัวเครื่อง ในราคานี้ไม่มีฮัมอย่างสิ้นเชิง แต่การเร่งเสียงทางช่องนี้จะต้องเร่งมากกว่าทางช่องอื่นๆพอสมควร อันนี้เป็นเรื่องปกติ อย่างไรก็ตามโดยรวมแล้วผมมีความรู้สึกว่าภาคโฟโนของ D 3020 V2 นั้นอาจจะเหมาะกับนักเล่นนักฟังที่กำลังเริ่มต้นเล่นแผ่นเสียงมากกว่านักเล่นที่หวังจริงจังอย่างมากๆกับภาคโฟโนในตัวของเครื่องระดับราคานี้ ซึ่งใครที่จริงจังมากๆก็อาจจะต้องหาโฟโนแยกชิ้นที่มีราคาสูงกว่านี้มาเล่นนั่นเอง

nad_d_3020_v2_detail_2

สรุป
“เป็นก้าวแห่งความร่วมสมัยของอินติเกรตเตดแอมป์ NAD D 3020 V2 เป็นเครื่องที่สมควรแก่การพิจารณาอย่างแน่นอนในระดับราคานี้ มันเป็นเครื่องที่ออกแบบมาดี เสียงดี ให้เสียงที่ลื่นไหลนุ่มนวลฟังสบายในแบบที่นักเล่นเครื่องเสียงระดับเริ่มต้นจะต้องหลงรัก บางคนอาจจะคิดถึงช่องยูเอสบีที่หายไป แต่ก็ได้ชดเชยมาทางช่องอะนาล็อก และเสียงที่ได้รับการปรับปรุงขึ้นมาอีกระดับจนทำให้ D 3020 V2 กลายเป็นแอมป์ระดับเริ่มต้นที่คลาสสิคจริงๆ”

จาก Hi-Fi News/May 2018 โดย Paul Miller

แปลโดย คุณอธิวัฒน์ อัมพะเตมีย์

Advertisements

Acoustic Energy ลำโพงนี้มีที่มา…

เป็นเวลานานมาแล้ว ที่บ้านทวาทศิน ของเราไม่ได้มีสมาชิกใหม่เข้ามาร่วมอยู่ใต้ชายคา เพื่อเป็นทางเลือกแห่งเครื่องเสียงและลำโพงที่ให้แต่ความคุ้มค่า คุ้มราคา ซึ่งหลังจากที่ใช้เวลาในการคัดสรรสินค้าที่ต้องตอบโจทย์ สไตล์ของเรามาเป็นเวลานาน ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เราจะได้สมาชิกใหม่เข้ามาเป็นทางเลือกที่เหมาะสม สำหรับเสียงดนตรีชั้นดีในบ้านคุณ ซึ่งก็คือ Acoustic Energy นี่เอง

ae1a-header-main-page-image

สำหรับ Acoustic Energy นั้น นักเล่นที่ผ่านวงการเครื่องเสียงมาเป็นเวลาพอสมควรก็คงพอทราบกันว่า เป็นแบรนด์ลำโพงจากประเทศอังกฤษแท้ๆที่อยู่ในวงการมานานกว่า 30 ปี คือเริ่มตั้งแต่ปี 1987 โดยลำโพงรุ่นที่โด่งดังมากในตอนนั้นคือ รุ่น AE1 ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นลำโพงวางหิ้งที่ให้เสียงดีเยี่ยมติดอันดับต้นๆของโลกในตอนนั้นเลยก็ว่าได้

30-Years-Logo-Colour-e1484048046321หลักจากเวลาผ่านมากว่า 30 ปี AE นั้นมีลำโพงดังออกมาสู่ตลาดนับไม่ถ้วน แต่ละรุ่น แต่ละช่วง ล้วนแล้วแต่ได้รับความนิยม กวาดรางวัลมากมายโดยเฉพาะจากสื่อในอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็น What Hi-Fi? หรือ Hi-Fi Choice ในแง่ของการเป็นลำโพงที่ให้เสียงเป็นดนตรีน่าฟังยิ่ง

ลำโพง AE นั้น เป็นลำโพงที่ให้สไตล์ที่แฟนๆโคไน้ซ์ฯถามหากันมานาน กับลำโพงสไตล์เสียงแบบผู้ดีอังกฤษ มีความนุ่มนวล อิ่มเอิบ สุภาพ ฟังสบาย พร้อมๆกับเก่งฉกาจในการให้มิติ เวทีเสียงที่โดดเด่นเป็นสามมิติ อีกทั้งยังขับง่าย ไม่เลือกแอมป์ มีราคาที่เป็นมิตรต่อกระเป๋า และที่สำคัญคือ “แม็ทช์กับ NAD ได้เป็นอย่างดียิ่ง” เพราะสไตล์เสียงเกื้อกูลกันมากจริงๆ 

Acoustic Energy นั้น มีลำโพงที่หลากหลายระดับราคาหลายรุ่น หลายซีรีย์ โดยในระยะแรกนี้ ทางโคไน้ซ์ฯขอนำเข้าอนุกรม 100 Series เข้ามาเป็นกลุ่มแรกก่อน ซึ่งลำโพงในซีรีย์นี้รูปร่างหน้าตา คุณสมบัติเป็นอย่างไร ขอเชิญติดตามกันเลย…

AE100 Bookshelf

เป็นลำโพงรุ่นล่าสุดแบบตั้งบนขาตั้งหรือชั้นวาง ที่ออกแบบมาเพื่อบ่งบอกความเป็นตัวตนของ AE ได้ดีที่สุด เป้าหมายหลักคือ การออกแบบลำโพงขนาดเล็กที่สามารถเปิดได้ดัง และมีพลังเสียงอย่างน่าทึ่งที่สุดเมื่อเทียบกับขนาดตู้ โดยคุณจะต้องแปลกใจเมื่อได้ฟังเสียงเบสส์จากมิด/วูฟเฟอร์ ขนาด 4 นิ้ว ที่ออกแบบด้วยการใช้ช่วงชักที่ลึกมากเป็นพิเศษ (Ultra Long Throw) พร้อมทำงานร่วมกับช่องระบายเสียงเบสส์แบบ Slot ทรงสี่เหลี่ยม ที่ช่วยปลดปล่อยเสียงทุ้มได้ดียิ่งขึ้นจากขนาดของช่องที่เพิ่มขึ้น พร้อมๆกับสามารถที่จะลดปัญหาการเกิดการหมุนวนของลมในท่อเบสส์แบบทั่วๆไป ที่ทำให้เกิดเสียงลมจากท่อออกมารบกวนความเที่ยงตรงของเสียงทุ้ม 

ทวีทเตอร์ ซอฟท์โดม ขนาด 28 มิลลิเมตร Wide Dispersion Technology ให้การกระจายเสียงแหลมกว้างขวางเป็นอิสระอย่างน่าทึ่ง โดยทวีทเตอร์ตัวนี้นั้น ถูกติดตั้งแบบ “ฝัง” ลงไปบนแผงหน้า MDF หนา 18 มิลลิเมตร เพื่อความสวยงามและส่งผลในการกระจายเสียง ลดการรบกวนจากแผงหน้า โดยการออกแบบนี้ได้รับการถ่ายทอดมาโดยตรงจากรุ่น Top อย่าง Reference Series เลยทีเดียว

AE100 ออกมาให้เลือกในสีไม้วอลนัท ที่สวยงาม รูปร่างลบเหลี่ยมมุมโค้งมน ที่พร้อมจะเตะตาคุณในความมีสไตล์ และทำให้คุณหลงใหลมากยิ่งขึ้นเมื่อได้ยินเสียงจากลำโพงตัวเล็กๆที่น่าทึ่งรุ่นนี้ 

Brochure AE100สเป็ค…

  • วูฟเฟอร์ 4 นิ้ว กรวยกระดาษ
  • ทวีทเตอร์โดม 1 นิ้ว
  • ความถี่ 45 เฮิทซ์ – 35 กิโลเฮิทซ์ 
  • ความไว 87 ดีบี
  • ระดับเสียงสูงสุด 110 ดีบี
  • รับกำลังขับ 75 วัตต์
  • ความต้านทาน 4 โอห์ม
  • ระบบสองทาง
  • ผิวลายไม้วอลนัท
  • ขนาด 270 x 160 x 240 (HxWxD)

AE109 Tower

ถ้าเป็นนักเล่นที่เล่นเครื่องเสียงมาสัก 20 ปี ก็อาจจะพอจำได้ว่า ชื่อ AE109 นี้เคยเป็นลำโพงตั้งพื้นที่โด่งดังมากๆ อยู่ช่วงหนึ่งของวงการลำโพงอังกฤษ ซึ่งสำหรับ AE109 ที่นำมาแนะนำครั้งนี้ แม้จะใช้ชื่อรุ่นเดิม แต่ก็ต้องถือว่าเป็นลำโพงตั้งพื้นรุ่นใหม่ล่าสุด ที่ออกแบบใหม่หมดจดจาก Acoustic Energy เพื่อให้เสียงที่เติมเต็มห้องขนาดใหญ่ได้  ในขณะที่มีขนาดที่เพรียวบางอย่างน่าทึ่ง เช่นเดียวกับรุ่นพี่ที่ใช้ชื่อเดียวกันที่ออกมาเมื่อ 20 ปีก่อนนี้ และได้รับคำชมเป็นอย่างสูงยิ่ง

โดยคราวนี้เป็นลำโพงตั้งพื้นที่ใช้ไดรเวอร์ขนาด 4 นิ้ว Ultra High Force Motor System แบบช่วงชักสูงยิ่ง มาทำงานร่วมกัน 2 ตัว/ตู้ เพิ่มประสิทธิภาพทั้งเสียงทุ้ม ไดนามิค และพลังเสียงให้หนักแน่นเต็มพิกัด โดยทำงานในแบบ 2.5 ทาง วูฟเฟอร์ตัวบนรับความถี่เสียงทุ้มต้น ไปจนถึงกลางต่ำ ในขณะที่ตัวล่างทำหน้าที่เสียงทุ้มต้นลงมาถึงทุ้มลึก ซึ่งวิธีการออกแบบเช่นนี้ ทำให้วูฟเฟอร์แต่ละตัวทำงานอย่างคล่องตัวในย่านความถี่เฉพาะ ทำให้สามารถตอบสนองความถี่ได้ราบเรียบมากยิ่งขึ้น โดยวูฟเฟอร์ทั้งสองนี้ทำงานร่วมกับทวีทเตอร์ซอฟท์โดมขนาด 28 มิลลิเมตร และครอสส์โอเวอร์ เน็ทเวิร์ค ที่ออกแบบมาอย่างโดดเด่น เพื่อให้ไดรเวอร์ทั้งหมดผสมผสานกันอย่างลงตัว ได้ผลลัพธ์คือ ความสามารถในการส่งคลื่นความถี่มาถึงหูผู้ฟังที่เท่าเที่ยมกันในทุกย่านอย่างเหมาะสม (Time Alignment) และเพิ่มขีดความสามารถในการรับกำลังขับได้อย่างเต็มที่ จนสามารถตอบสนองต่อการใช้งานทั้งดูหนังและฟังเพลงอย่างลงตัว 

Brochure AE109

สเป็ค…

  • วูฟเฟอร์ 4 นิ้ว กรวยกระดาษ x 2 ต่อข้าง
  • ทวีทเตอร์โดม 1 นิ้ว
  • ความถี่ 40 เฮิทซ์ – 35 กิโลเฮิทซ์ 
  • ความไว 89 ดีบี
  • ระดับเสียงสูงสุด 113 ดีบี
  • รับกำลังขับ 150 วัตต์
  • จุดตัดครอสโอเวอร์ 2.3 กิโลเฮิทซ์
  • ความต้านทาน 4 โอห์ม
  • ระบบ 2.5 ทาง
  • ผิวลายไม้วอลนัท
  • ขนาด 800 x 160 x 240 (HxWxD)

AE107 Center

ลำโพงเซ็นเตอร์ที่ออกแบบมาเพื่อให้เข้าชุดกับลำโพงอื่นๆใน AE100 Series โดยเฉพาะโดยใช้วูฟเฟอร์และทวีทเตอร์แบบเดียวกันกับรุ่น AE109 วางเรียงกันในแบบลำโพงเซ็นเตอร์มาตรฐานเพื่อการกระจายเสียงพูด เสียงกลางที่กว้างขวาง ตรงจอและสมจริงพอๆกับเสียงเบสส์ที่หนักแน่นเกินตัวเป็นอย่างยิ่ง

Brochure AE107

สเป็ค…

  • วูฟเฟอร์ 4 นิ้ว กรวยกระดาษ x 2 ต่อข้าง
  • ทวีทเตอร์โดม 1 นิ้ว
  • ความถี่ 45 เฮิทซ์ – 35 กิโลเฮิทซ์ 
  • ความไว 90 ดีบี
  • ระดับเสียงสูงสุด 113 ดีบี
  • รับกำลังขับ 150 วัตต์
  • จุดตัดครอสโอเวอร์ 2 กิโลเฮิทซ์
  • ความต้านทาน 4 โอห์ม
  • ผิวลายไม้วอลนัท
  • ขนาด 165 x 420 x 240 (HxWxD) 

และนั่นก็เป็น 3 รุ่นแรกของ Acustic Energy ที่ทางโคไน้ซ์ฯได้นำเข้ามาให้ท่านได้ลองเล่น ลองฟัง ลองจับคู่จับชุดกันดู เพราะเป็นเวลานานมาแล้วที่แฟนานุแฟนของเราฝากมาว่า อยากเล่น อยากฟังลำโพงที่ให้เสียงสไตล์อังกฤษ นุ่มๆ หวานๆกันบ้าง คราวนี้ก็ได้โอกาสที่ดีแล้ว ลองสละเวลาของท่านมาทดลองฟังที่สาขาของโคไน้ซ์ฯใกล้บ้านท่านกันได้เลย

www.conice.co.th
LINE ID: @conice
โทร: 02-276-9644

 

รีวิว D3020 V2 โดย Ed Selley จาก AVForums

NAD D 3020 V2? คืออะไร? 
คำตอบคือ…มันเป็นอินติเกรตเตดแอมป์ ขนาดกะทัดรัด ที่ได้เข้ามาแทนที่เครื่องรุ่นก่อน คือ Model D3020 ที่เคยรีวิวไปแล้วเมื่อกรกฎา’ ปีค.ศ.2014 โดยรหัสตัวเลขของชื่อโมเดลนั้น หาได้ตั้งขึ้นโดยอุบัติเหตุ แต่มีเจตนาเพื่อแสดงความเคารพไปยังเครื่องต้นแบบตัวจริง คือ NAD 3020อินติเกรตเตด แอมป์ ที่ถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ยุคทศวรรษที่ 70s ซึ่งแอมป์นี้ได้เปรียบเสมือนเครื่องสำหรับนักเล่นมือใหม่ที่ใครก็สามารถเป็นเจ้าของได้ โดยเป็นที่รับรู้กันว่ามันมักจะให้การทำงานร่วมกับอุปกรณ์ต้นทางที่มีราคาแพงๆได้อย่างยอดเยี่ยม

แนวคิดในการนำ 3020 กลับมาพัฒนาอีกครั้ง ก็เพราะต้องการให้สอดรับกับเทคโนโลยีแห่งยุคสมัย เพื่อให้นักเล่นเครื่องเสียงมือใหม่ในยุคนี้ สามารถสัมผัสได้ถึงความยอดเยี่ยมของมันในยุคปัจจุบัน ที่สามารถรับรู้ได้ถึงความยิ่งใหญ่ของมันนับแต่ถือกำเนิดมาในอดีตได้อย่างแจ่มชัด แม้ว่าตลาด 2-Channel จะไม่เติบโตแบบเดียวกับพวกระบบ Multi-Channel ที่มีทั้งภาพและเสียงก็ตามแต่ช่วงเวลา 4 ปีก็น่าจะนานเกินพอแล้วสำหรับNAD ที่จะปรับปรุงและพัฒนาเครื่องรุ่นนี้ ซึ่งในที่สุดแล้ว Model D 3020 V2 ก็ได้ถูกนำเสนอออกมา ซึ่งแม้ว่าภาพลักษณ์ภายนอกจะดูไม่แตกต่างกับเครื่องรุ่นก่อน แต่คุณสมบัติภายในรวมทั้งสเปคต่างๆที่ให้มาก็น่าแปลกใจและน่าสนใจไม่น้อยเลยด้วยมันบ่งบอกถึงความเป็นแอมป์ร่วมสมัยโดยแท้ เพราะย้อนเวลากลับไปไม่นาน รวมทั้งเมื่อไม่นานเดือนที่ผ่านมา เราพบเห็นแอมป์ที่มีความยอดเยี่ยมผ่านตามาไม่น้อย ซึ่งมันก็ทำให้เรากังขาว่า NAD จะเอาตัวรอดในตลาดที่มีการแข่งขันสูงนี้ได้หรือ

D3020V2

NAD D 3020 V2 กับคุณสมบัติทางด้านเทคนิค
อินติเกรตเตด แอมป์ ของ NAD ก็เช่นเดียวกับแอมป์อื่นหลายๆเครื่องที่เราได้พบเห็นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือมีอะไรต่อมิอะไรให้มามากกว่าแถวอินพุทแบบ RCA แบบดั้งเดิม

อย่างไรก็ตาม NAD ตระหนักถึงความต้องการของผู้คนที่มองหาสิ่งต่างๆในแอมป์ และพวกเขาก็ได้รังสรรค์มันออกมาให้มีประโยชน์มากกว่าที่แอมป์ของใครอื่นจะให้มา ซึ่งเครื่องในอดีตที่ผ่านๆมาของค่ายนี้ได้ยืนยันสิ่งที่กล่าวนี้ได้เป็นอย่างดีนั้น, หมายถึง Model D 3020 V2 ก็ยังคงมีช่องเสียบอินพุทให้ แต่มีเพียงช่องเดียวโดดๆ และกำกับมันไว้ว่าสำหรับ AUX ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการจำเป็นในการนำอุปกรณ์ภายนอก ที่มีเอาท์พุทประเภทเดียวกัน นี้มาต่อใช้งานด้วยน้อยลง ขณะเดียวกันมันก็มีอินพุทสำหรับ Coaxial และ Optical ที่สามารถรองรับการทำงานได้ถึงระดับ 24/92ให้มาด้วย แม้ในเอกสารของ NAD จะไม่ได้ระบุว่าชิพที่ใช้ใน DAC เป็นแบบใด ของใคร แต่ที่น่าสนใจก็คือข้อมูลระบุว่ามันได้ถูกออกแบบมาสำหรับ 8-Channel ร่วมกับการทำงานในแบบ 2-Channel Stereo ซึ่งมันส่อให้เห็นได้ถึงเจตนาในการที่จะทำให้เป็นเครื่องที่มีการทำงานอันมั่นคง และเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ อย่างที่มิอาจมองเป็นอื่นใดไปได้เลยจากอินพุทที่มีให้แสดงให้เห็นว่ามันเป็นเครื่องที่สามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ ได้อย่างหลากหลาย โดยที่มิพักต้องมีช่อง
เชื่อมต่อมากๆแต่อย่างใด ซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงการเป็นเจ้าของเครื่องได้ง่ายขึ้น ในขณะเดียวกันหากใครอยากได้แอมป์ที่มีอินพุทให้เชื่อมต่อได้หลากหลายแบบเดิมๆ NAD C 316BEE มีทุกอย่างพร้อมรองรับความต้องการได้อย่างสมบูรณ์

การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่เกิดกับเครื่องเจเนอเรชันใหม่ตัวนี้ก็คือ การนำเอาพอร์ทสำหรับ USB-B ที่มีในเครื่อง Model D 3020ออกไป แล้วแทนที่ให้ด้วย Phono Input ที่รองรับการใช้งานกับหัวเข็ม Moving Magnet:MM

ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้อาจจะดูเป็นเรื่องดีไม่น้อยในการที่นำมากล่าวถึง เพียงแต่วิธีการมันออกจะดูห่ามๆอยู่สักหน่อย หนึ่งคือ ตลาดเครื่องเล่นแผ่นเสียงยังคงมีความสำคัญอย่างมีนัยยะ และ NAD ก็กลับมาที่ตลาดนี้อีกครั้ง ดังนั้นการที่ Model D 3020V2 สามารถทำงานร่วมกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงได้ มันจึงออกจะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อยู่ แต่สิ่งที่สำคัญไม่น้อยเช่นเดียวกันก็คือ เราไม่รู้ว่ามีคนจำนวนมากเท่าไรที่ต้องการต่อเชื่อมแอมป์ของเขาเข้ากับคอมพิวเตอร์โดยตรง ซึ่งแม้ว่าโดยเนื้อแท้แล้วผมจะชอบความคิดนี้อยู่ไม่น้อยก็ตาม แต่ผมก็ไม่รู้เช่นเดียวกันว่าจะมีใครสักเท่าไรที่ทำแบบนั้น (หมายถึงเล่นทั้งสองอย่างผ่านแอมป์เครื่องเดียวกัน) จึงเป็นเรื่องที่ผมบอกข้างต้นว่า NAD ทำเรื่องแปลกๆที่ออกจะดูห่ามๆสักหน่อย แต่ก็ไม่ได้เป็นเหตุผลว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำหรอกนะ

nad-d3020-rear-black-on-black.jpgสำหรับการทำงานเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ Bluetooth AptX ยังคงมีให้อยู่เหมือนเดิมแสดงให้เห็นว่ายังมีเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนไม่น้อยที่สามารถสื่อสารกับมันผ่านช่องทางนี้ได้อย่างมีความสุข นอกจากนี้ที่แผงหน้าปัดของModel D 3020 V2 ยังมีช่องเสียบเฮดโฟนแบบ Mini Jack 3.5mm ให้มาด้วย รวมทั้งที่แผงหลังยังมีช่อง Pre Out และ Sub-Woofer Out ให้ด้วย ซึ่งเป็นเอาท์พุทขนาด 3.5mm ที่สามารถหา Stereo RCA Adaptor มาใช้ร่วมได้ไม่ยากรวมทั้งยังมีช่อง 12V Trigger ให้พร้อมสรรพแอมปลิไฟเออร์เครื่องนี้ทำงานในแบบ Class-D เหมือนกับแอมป์ในยุคปัจจุบันของค่ายนี้ ให้กำลังขับอย่างต่อเนื่องที่ 30 วัตต์/แชนเนล ทั้งที่โหลด 4 โอห์ม และ 8 โอห์ม โดยให้ทำงานได้กับลำโพงเพียงคู่เดียว ซึ่งเมื่อเทียบ กับแอมป์ทั่วๆไป ที่ทำงานในแบบ Class-A/B ที่ระบุกำลังขับเท่าๆกันแล้ว มันจะมีประสิทธิภาพในการทำงานที่สูงกว่า สามารถให้พลังขับออก มาได้ด้วยคุณภาพที่เหนือกว่า เพราะการทำงานของแอมป์ในแบบ Class-D นั้น มันไม่ต้องสูญเสียพลังงานไปในรูปของความร้อนแต่อย่างใดเครื่องจึงสามารถทำงานออกมาได้เต็มที่มากกว่า ประสิทธิภาพที่ได้จึงเต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่า 30 วัตต์ ที่มีของมันจึงหาใช่เรื่องที่น่ากังวลแต่อย่างใดเพียงแต่ต้องพิจารณาหาลำโพงที่ทำงานเข้าขากับมันหน่อยก็เท่านั้นเอง อีกสิ่งหนึ่งก็คือการใช้งานปุ่ม Bass EQ นั้น บางครั้งอาจเป็นการเพิ่มเบสส์ที่ย่านความถี่ต่ำมากๆให้ออกมามากเกินจำเป็นได้

การออกแบบ
NAD D 3020 V2 มีลักษณะคล้ายกับเครื่องรุ่นก่อนหน้านี้ ซึ่งนั้นอย่างน้อยมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดีสำหรับผม การตัดสินใจออกแบบรูปร่างหน้าของเครื่องให้สามารถตั้งวางได้ในลักษณะแบน บาง ออกจะให้ความ
ยืดหยุ่นอยู่ไม่น้อย รวมทั้งแลดูทันสมัยกว่าคู่แข่งอีกด้วย อีกทั้งยังช่วยให้การสัมผัสหน้าจอเพื่อสั่งการทำงานต่างๆสามารถทำได้อย่างสะดวก และไฟส่องสว่างบ่งบอกสถานะการทำงานของเครื่องก็เห็นได้ชัดเจนดี หน้าจอสัมผัสก็สนองตอบต่อการทำงานได้เป็นอย่างดีสำหรับลูกบิดโวลูม คอนโทรล ที่อยู่ด้านบนก็ได้รับการออกแบบมาดี นอกจากจะแลดูลงตัวกับโครงสร้างเครื่องแล้ว ยังให้ความรู้สึกสัมผัสในการทำงานได้เป็นอย่างดีด้วย

NAD-D3020-Front-Black-on-Blackอย่างไรก็ตาม, ในหลายๆความรู้สึกของผู้คนเมื่อเห็นหน้าตาเครื่องแล้ว ผมเชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่ได้คิดว่ามันคือเครื่องเสียง แต่ไพล่ไปนึกว่ามันเป็นเครื่องเล่นเกมส์ หรือเป็นพวกกล่องรับสัญญาณมากกว่า สำหรับผมแล้วมันออกจะดูดีกว่าหน้าตาของเครื่องลักษณะเดิมๆอย่างเช่น Model C338 รวมทั้งเมื่อเทียบกันด้านราคาแล้ว Model D 3020 V2 มีค่าตัวที่ย่อมเยากว่ามากด้วยและกับราคา 450.-ปอนด์ ของมันออกจะเป็นสิ่งที่น่าสนใจ กับที่เพิ่มขึ้นมาอีก 50.-ปอนด์จากเครื่องรุ่นก่อน เมื่อเทียบกับสิ่งที่ NAD เพิ่มเข้ามาในเครื่องรุ่นใหม่แล้ว มันดูจะให้ความคุ้มค่าสูงมาก รวมทั้งยังเป็นจุดแข็งที่ทำให้ดู เหนือกว่าคู่แข่งอยู่ไม่น้อย เพราะเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่มีราคาต่ำกว่าแล้ว ความหลากหลายในการใช้งานที่ Model D 3020 V2 ให้ ไม่ว่าจะเป็นการรองรับการใช้งานกับสัญญาณดิจิทัลและระบบบลูทูธแล้ว มันดูยอดเยี่ยมกว่าจนทำให้คุณสามารถลืมเรื่องราคาค่าตัวของมันไปได้อย่างรวดเร็วในระดับนี้ เพราะสามารถสื่อให้ผู้ฟังรับรู้ได้ง่ายว่าแอมป์ที่มาทำงานร่วมกับมันนั้นเป็นอย่างไร

ในขณะที่อุปกรณ์ที่ผมใช้เป็นแหล่งโพรแกรมนั้น ประกอบไปด้วย Naim ND5 XS โดยการเชื่อมต่อผ่านทางโคแอ็กเชียล อินพุท แล้วก็ใช้ Yamaha WX-AD10 ต่อผ่านทางช่อง AUX Input รวมทั้งใช้เครื่องเล่นแผ่นเสียง Audio-Technica LP5 ที่ประกอบเข้ากับหัวเข็ม Goldring E3 มาร่วมทดสอบในหนนี้ผ่านทาง
ภาคโฟโน สเตจ ของแอมป์ สำหรับการทดสอบระบบบลูทูธของ NAD D 3020 V2 นั้น ผมใช้ไฟล์เพลงที่มีในสมาร์ทโฟนระบบแอนดรอยด์คือ Motorola G4 ซึ่งมีทั้งไฟล์แบบ Losslessและที่เป็น Hi-res อย่าง FLAC และ AIFF รวมทั้งไฟล์เสียงที่ดาวน์โหลดมาจาก Qobuz (ผู้ให้บริการสตรีมมิงสัญชาติฝรั่งเศส) และใช้ไวนีลอีกจำนวนหนึ่ง

คุณภาพเสียง
เกือบจะสี่ปีเห็นจะได้ที่ผมเคยรีวิว Model D 3020 ผมยังจำความรู้สึกที่สนุกกับมัน ได้ดี ผมพบว่าสิ่งที่เปลี่ยนแปลงในเครื่องรุ่นใหม่นี้ นอกจากการนำเสนออีกแนวทางเลือกของการใช้งานแล้ว มันไม่ได้ทิ้งพื้นฐานเดิมที่มุ่งเน้นความบันเทิงใจแต่อย่างใด

R-11717593-1521196162-1416.jpegจากการฟัง Springer ของ Tosca ด้วยเนม ผ่านทาง AUX พบว่า NAD ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของสุ้มเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวาเอาไว้ได้อย่างน่าชื่นชม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีเพราะมันเป็นน้ำเสียงที่ชวนให้ติดตามอย่างไม่รู้เบื่อ และกำลังขับ 30 วัตต์ ที่มีในตัวของมัน
ก็สามารถทำงานร่วมกับลำโพงสเพนเดอร์ได้เป็นอย่างดี สามารถรังสรรค์เสียงดนตรีออกมาได้ในระดับความดังที่เหมาะสมกับสภาพห้องได้อย่างลงตัว ชนิดที่ไม่ได้รู้สึกถึงความขึ้งเครียดในน้ำเสียงแต่อย่างใด
Model D 3020 V2 ให้การทำงานอย่างยอดเยี่ยม ด้วยการรังสรรค์เสียงดนตรีออกมาได้อย่างดงามแบบไม่มีที่สิ้นสุด มันไม่ได้มีน้ำเสียงใดที่โดดเด่นหรืออ่อนด้อย เป็นพิเศษที่จุดใดจุดหนึ่ง แต่มันเป็นน้ำเสียงที่มีความ
สมดุลโดยรวมอย่างสมานเสมอ คือเป็นน้ำเสียงที่เหมาะสำหรับการฟังดนตรีโดยแท้และที่น่าสังเกตเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้าก็คือเครื่องในเวอร์ชันใหม่นี้ให้น้ำเสียงที่เปิด และครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างกว่าเครื่องเวอร์ชัน
ก่อนอย่างรับรู้ได้ชัดเจน ซึ่งกับประเด็นนี้ผมก็ไม่ชัดเหมือนกัน ว่ามันเนื่องมาจากลำโพงสเพนเดอร์ หรือเป็นเพราะรีวิวครั้งก่อนผมใช้ลำโพง Mordaunt-Short Mezzo 1 กับเครื่องเวอร์ชันเก่ากันแน่

d3020_v2_cleanedup-011.png
แต่อย่างไรก็ตาม, ผมยืนยันว่ามันสามารถให้ซาวน์ด สเตจ ออกมาได้ดีกว่าที่เคยฟังครั้งก่อนอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ มันยังมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างการฟังผ่านดิจิทัล อินพุทและอะนาล็อก อินพุท ในเครื่องเวอร์ชัน 2 นี้เพราะปลายเสียงแหลมที่ได้ยินจากเครื่องที่ต่อผ่านทางโคแอ็กเชียลนั้น สามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนกว่าเสียงที่ได้ยินจากเครื่องที่ต่อผ่านอ็อกซิลารีย์-อิน พลังของเสียงย่านความสูงตอนปลายๆนี่แหละ ที่เป็นเครื่องบ่งชี้ความแตกต่างที่ว่านี้ได้เป็นอย่างดี มันเป็นปลายเสียงแหลมที่น่าฟัง สละสลวย สวยงาม ปลอดจากความกระด้างแข็งอย่างสิ้นเชิง จึงเมื่อเทียบกันแล้วกับบางเครื่องที่นำมาต่อผ่าน
อะนาล็อก อินพุท อาจจะฟังดูไม่น่าสนใจสักกี่มากน้อยก็เป็นได้ นั้นเอง, ที่มันทำให้เสียงของยามาฮาน่าสนใจน้อยกว่าเสียงของเนมจึงกับการเล่น NAD เครื่องนี้ ผมขอแนะนำให้ใช้การต่อผ่านดิจิทัล อินพุท จะเป็นการดีกว่า ขณะเดียวกันการทำงานของภาคโฟโนสเตจ ก็สามารถให้ออกมาได้เป็นอย่างดี มันออกจะยอดเยี่ยมมากเมื่อมองในประเด็นที่ว่าสามารถเล่นแผ่นไวนีลได้ในแอมป์ราคาระดับนี้และให้สุ้มเสียงออกมาได้ดีด้วย มันทำงานร่วมกับชโกลด์ริง อี3 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ซึ่งนั้น,ต้องยกประโยชน์ให้กับตัวเครื่องเล่นแผ่นเสียงออดิโอ-เทนิคา แอลพี 5 ด้วยเช่นดียวกัน และที่น่าสนใจก็คือการใช้งานวงจรปรับแต่งเสียงเบสส์จากปุ่มที่แผงหลังเครื่อง มันสามารถช่วยเติมเต็มในบางความรู้สึกที่คุณอาจรับรู้ว่าขาดหายไปก็ได้ ซึ่งหากกล่าวโดยสรุปกับภาคโฟโน สเตจ ของแอมป์เครื่องนี้แล้ว มันนับว่าดีเพียงพอที่จะทำงานร่วมกับเครื่องเล่นแผ่นมาตรฐานทั่วๆไปได้อย่างสบายๆสำหรับการทำงานร่วมกับระบบบลูทูธนั้นมันสามารถให้ประสิทธิภาพออกมาเทียบเคียงได้กับการเล่นผ่านดิจิทัล อินพุท เสียงของเบสส์
ที่ฟังจากสมาร์ทโฟน โมโตโรลา รับรู้ได้ว่าทอดขยายไปได้ไม่เท่าที่ได้จากจากไฟล์เสียงของกูบีซที่มาจากเครื่องเล่นของยามาฮา แต่นั้นก็หาใช่ปัญหา เพราะ NAD D 3020 V2 เครื่องนี้ก็มีปุ่มปรับเบสส์เพื่อแก้ไขให้คุณได้อยู่แล้วจึงกล่าวโดยรวมว่ามันเครื่องที่รวมการเล่นแบบไม่ธรรมดา คือสามารถเล่นแผ่นไวนีลและรองรับระบบบลูทูธอยู่ในเครื่องเดียวกันได้อย่างลงตัวดีแท้

สรุป
หากมองจากภาพลักษณ์ภายนอกแล้ว อาจจะไม่เห็นความแตกต่างของ NAD D 3020 V2กับเครื่องเจเนอเรชันก่อน แต่เมื่อพิจารณาถึงการที่เครื่องเวอร์ชันใหม่สามารถทำงานได้อย่างหลากหลายกว่า รองรับรูปแบบการเล่นได้มากกว่าด้วยแล้วนั้น มันคือความยอดเยี่ยมมากของเครื่องเวอร์ชันใหม่นี้ และแม้คุณจะใช้งานมันแค่ดิจิทัล อินพุท เพียงอย่างเดียว มันก็คือแอมปลิไฟเออร์ที่เหนือชั้นกว่ามากแล้วในกลุ่มเครื่องราคาระดับนี้อีกทั้งยังเป็นเครื่องที่สามารถรังสรรค์น้ำเสียงอันเปี่ยมไปด้วยความเป็นดนตรี ในความหมายของคำว่า Musicality ออกมาได้อย่างสวยงาม ผ่านแหล่งโพรแกรมอย่างหลากหลายได้อย่างน่าชื่นชมโดยแท้ด้วย

NAD D3020 V2

Integrated Amplifier Are the number ‘3020’ still the key to affordable Hi-Fi greatest?

จาก avforums

โดย Ed Selley/March 2,2018 / แปลโดย คุณพิพัฒน์ คคะนาท

ทดสอบ NHT SuperOne 2.1

xlarge (2)

ลำโพง NHT หรือ Now Hear This กับผมนี่ต้องถือว่าเป็นแฟนเก่าแก่กันมานานครับ ถ้านับความหลังครั้นแบรนด์นี้เข้ามาใหม่ๆ ก็จำความได้ว่าเห็นครั้งแรกก็ประทับใจแล้วกับรูปร่างหน้าตาของ NHT ที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใครจริงๆ

ไม่ว่าจะเป็นผิวสีดำ High Gloss ที่สวยงาม ไปจนถึงรูปร่างที่แปลกกว่าใคร จากการเป็นลำโพงตู้ที่หน้าแคบ แต่ลึก แถมทำหน้าเอียงเป็นเหมือนโท-อิน ไปในตัว ก็ต้องบอกว่าแปลก ยิ่งพอได้ยินเสียงก็ต้องบอกอีกว่า เป็นลำโพงที่ให้เสียงและมิติดีแบบ 3 มิติ น่าประทับใจมากๆ

NHT ยุคแรกๆนั้นออกแบบโดย Ken Kantor ซึ่งเป็นหนุ่มนักออกแบบลำโพงไฟแรงที่เคยฝากผลงานไว้กับลำโพง AR Magic Speaker ที่โด่งดังในระดับตำนาน โดยแนวคิดของ Ken Kantor นั้น อยู่ที่การทำลำโพงให้ได้มิติดีเยี่ยมแบบ Holographic 3 มิติ โดยเน้นการคำนวณการกระจายเสียงให้ลดการตกกระทบจากผนัง เฉลี่ยมุมตกกระทบกับมุมตรงของเสียงมาที่ผู้ฟังให้ได้ลงตัวที่สุด

ตัวอย่างผลงานออกแบบของ Kantor ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดก็เห็นจะเป็น NHT 3.3 นี่แหละครับ อภิมหาลำโพงหน้าแคบ แต่ลึกสุดๆ หน้าเอียงโท-อิน ใช้วูฟเฟอร์ 12 นิ้วอยู่ด้านข้าง ทำให้ได้ลำโพงรูปทรงแปลก มองด้านหน้าเหมือนลำโพงหน้าแคบๆรุ่นใหม่ๆ แต่พอมองด้านข้างเหมือนเจอกำแพงอยู่ด้านหน้า ซึ่งเป็นลำโพงให้เสียงดีน่าอัศจรรย์ครับ ตอนนั้นได้ Stereophile Recommended Class-A ที่ราคาต่ำที่สุด โด่งดังขายดีมาก เสียงดี แต่กินแรงแอมป์น่าดูครับ จำได้ว่าเคยมีลูกค้านำเอาไปใช้ในชุดโฮมฯ ใช้เพาเวอร์-แอมป์ ญี่ปุ่น ตัวท็อพขับ ปรากฏว่าพอหนังโหมหนักๆ แอมป์ตัดครับ ตัดแป๊ะตัดแป๊ะตลอด เพราะขับไม่ไหว

อย่างไรก็ตาม แม้ NHT จะโด่งดังในแง่ลำโพงไฮ-เอ็นด์ แต่จริงๆแล้วปรัชญาของเขานั้นคือ High-End ที่ไม่ High-Price ที่ใช้มาตั้งแต่ตั้งกิจการ ดังนั้นเขาก็ไม่ได้มีลำโพงที่เน้นตลาดไฮ-เอ็นด์ แต่อย่างเดียว (จริงๆราคาก็ไม่ได้แพงมากเท่ายี่ห้ออื่นในระดับเสียงเดียวกัน) แต่ก็ยังมีลำโพงในกลุ่มราคาประหยัดและไม่แพงออกมาอีกด้วย ซึ่งในยามนั้นตัวที่ดังที่สุดก็เห็นจะเป็น NHT SuperZero ซึ่งเป็นลำโพงมินิ มอนิเตอร์ ตัวจิ๋ว เล็กนิดเดียว แต่เสียงดีมากๆ

SuperZero นั้น โด่งดังมาก เพราะช่วงนั้นมีการนำไปทดสอบโดยนักวิจารณ์ของ Stereophile และได้รับการชื่นชมเป็นอย่างมาก ถึงขนาดให้ติด Class ของ Stereophile Recommended Components ซึ่งในยุคนั้น ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้ที่ลำโพงราคาต่ำอย่าง SuperZero จะมาติดคลาสส์กับเขา เพราะ Stereophie ยุคนั้นนี่ จะไม่มองสินค้าราคาประหยัดเลยแม้แต่น้อย แต่กับ SuperZero อาจจะเรียกได้ว่า เป็นลำโพงรุ่นแรกที่มีราคาต่ำมาก (ไม่ถึงหมื่นต่อคู่) ที่เข้ามาติดคลาสส์แบบนี้จะไม่ให้ดังได้ไงละครับ เรียกว่าทะลุฟ้าเลยก็ว่าได้

อย่างไรก็ตาม SuperZero นี่ มันเป็นลำโพงเล็กจิ๋วครับ ตัวเขาเองเดี่ยวๆ เบสส์น้อย ฟังเพลงไม่ครบเครื่องนักหรอกครับ บอกกันตรงๆยุคนั้นต้องเอาเข้าผสมกับสับรุ่น SW2 เข้ากันแล้วเสียงดีเหลือเชื่อ แต่กับลูกค้าบางท่านก็ยังบอกว่า อยากเล่นตัวเดียวจบ แนวเสียงดี มิติเยี่ยมเหมือน SuperZero แต่ขอเบสส์เยอะกว่านั้นหน่อย ไม่ต้องมากระดับถล่มบ้าน เอาให้แค่ฟังเพลง Pop เพลง Jazz หรือ Rock แบบไม่หนักหนามาก ให้ได้พอดีๆไม่ขาดไม่เกินก็จะดีมาก

NHT ก็เลยตอบสนองด้วยการทำ SuperOne ออกมาครับ ซึ่ง SuperOne ก็คือการเอา SuperZero มาเพิ่มขนาดและปริมาตรตู้ให้ใหญ่ขึ้น เปลี่ยนมาใช้วูฟเฟอร์ขนาด 6.5 นิ้ว ซึ่งก็ทำให้ได้เสียงทุ้มที่ดีและหนักแน่นขึ้น โดยยังได้มิติที่ยอดเยี่ยมเหมือนเดิม ซึ่งเจ้า SuperOne นี่แหละ ที่ตอนนั้นผมฟังแล้วผมว่าเป็น ลำโพง NHT ที่ “น่าเล่น” ที่สุด เพราะให้ความเป็น NHT ที่เต็มเปี่ยม คือ มิติเยี่ยม เสียงโปร่งใสสะอาด เบสส์ตึงกระชับแบบลำโพงตู้ปิด และราคาขายที่พอเหมาะพอควร

ผมชอบ SuperOne มาก แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของสักที เพราะมัวง้างไปง้างมา ของหมดครับ NHT เลิกทำ ผมยังเสียดายอยู่เลย เวลาเจอฝรั่งของ NHT ทีไรก็มักจะบอกว่า เสียดาย ยูไม่น่าเลิกทำ SuperOne เลย ลำโพงรุ่นนี้เสียงดีราคาเยา ขายได้ตลอดกาลอยู่แล้ว ฝรั่งก็พยักหน้างึกๆ วันดีคือดีก็ทำ SuperZero 2.0 ออกมาก่อน ผมก็กระเซ้าไปอีกว่า ทำไมไม่ทำ SuperOne นะ ไอรับรองว่าขายดีกว่า SuperZero อีก (อิอิ) ฝรั่งก็พยักหน้างึกๆ (คงไม่เข้าใจที่ผมพูดแต่เกรงใจ) แต่วันดีคืนดีก็ทำ SuperOne 2.1 ออกมาจนได้ครับ

สมใจสักที

xlarge 

หน้าตา

SuperOne 2.1 ทำไมต้องสองจุดหนึ่ง ผมพิจารณาแล้วก็แกะกล่องลำโพงคู่แรกของประเทศไทยออกมาดู อ้อ จากด้านนอกนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนครับ แม้ 2.1 ยังใช้ตู้ขนาดเดิมไม่เปลี่ยนแปลงไปจากรุ่นเก่า แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ตัวตู้ทำผิวใหม่สวยงามขึ้นมากมายครับ จากเดิมเทคนิคที่ใช้คือ ใช้แผ่นลามิเนท สีดำ ปิดผิวรอบๆตู้ ทำให้ความเงางามยังไม่ถึงกับสุดยอด และจะมีรอยต่อที่ขอบๆตู้ ในทุกด้าน แต่พอมารุ่นใหม่นี้ เปลี่ยนมาใช้เทคนิคการพ่นสีลงสีแบบ Piano Black แบบเดียวกับรุ่นพี่ๆในClassic Series ครับ ผิวตู้ของ SuperOne 2.1 จึงเงางามสวยกว่าเดิมมากมายนัก

จุดที่สองที่เห็นได้ชัดคือ วูฟเฟอร์เปลี่ยนใหม่ครับ ของเก่าเป็นกรวยกระดาษขอบโฟม ของใหม่เป็นกรวยกระดาษขอบยาง ซึ่งแน่นอนว่าขอบยางนั้นทนทานกว่าโฟมมาก เรื่อยเปื่อยเป็นผงนี่ ลืมไปได้เลย ส่วนกรวยกระดาษนี่ ผมบอกตรงๆชอบมากครับ ส่วนตัวชอบเสียงจากกรวยกระดาษมากที่สุด เพราะนุ่มนวลเป็นธรรมชาติดี เบา เสียงสะอาดครับ

นอกจากนั้น พอไปอ่านข้อมูลในเว็บฯของ NHT เขาก็บอกว่า ส่วนของครอสส์โอเวอร์นั้นก็ทำการปรับปรุงใหม่ ปรับแต่งเพื่อให้การทำงานของวูฟเฟอร์กับทวีทเตอร์ สอดประสานกันให้ดีกว่าเดิม ให้เสียงแบบ Seamless คือ ต่อเนื่องกลมกลืนกันดีขึ้นไปอีก ซึ่งก็หมายความว่า SuperOne 2.1 นั้น ไม่ใช่แค่เอาของเก่ามาปัดฝุ่นทำใหม่นะครับ ว่าไปแล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงมากมายในหลายจุดเหมือนกัน

 

การใช้งาน

พอพูดถึงลำโพง NHT คนส่วนใหญ่จะมีคำถามขึ้นมาก่อนเลยว่า “กินวัตต์” เพราะสเปคลำโพงยี่ห้อนี้ส่วนใหญ่ระบุความไวว่า 86 ดีบี เป็นส่วนมาก ความไวขนาดนี้นั้น จริงๆถือว่าเป็นความไวระดับปานกลางนะครับ ไม่ถือว่าต่ำ แต่ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นลำโพงความไวสูงแบบลำโพงฮอร์น ซึ่งพอมาถึงตรงนี้ผมต้องเรียนว่า ลำโพง NHT ไม่ใช่ลำโพงที่กินวัตต์ แต่เป็นลำโพงที่ชอบแอมป์คุณภาพดี ในที่นี้หมายความว่าเป็นแอมป์ที่ออกแบบมาดี อย่างน้อยๆก็ให้กำลังสำรองที่ดี ซึ่งก็โชคดีอีกนั่นแหละที่แอมป์ส่วนใหญ่ในสมัยนี้ ก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรมากในเรื่องของกำลังขับ

ยกตัวอย่างง่ายๆ เคยมีลูกค้านำแอมป์หลอด Single Ended EL84 กำลังขับแค่ 10 วัตต์ มาเปิดกับ NHT Classic Three ซึ่งลือกันว่ากินวัตต์อย่างโน้นอย่างนี้ แต่เชื่อไหมครับ แอมป์ 10 วัตต์ขับลำโพงคู่นี้อิ่มแน่นเต็มห้อง! เบสส์ลึกสะท้านสะเทือนอย่างไม่น่าเชื่อ! ใครเห็นก็ไม่เชื่อ ไม่คิดว่าแอมป์ 10 วัตต์ แถมเป็นหลอดจะขับลำโพงที่มีความไว 86 ดีบี ได้ดีแบบครบเครื่องขนาดนี้

กับ SuperOne 2.1 นี่ก็เหมือนกันครับ ตอนที่เราเริ่มแนะนำกันไปใน Facebook ก็มีสมาชิกจำนวนมากสอบถามกันมาว่า กินวัตต์ไหม แอมป์ 3020 ขับไหวไหม 326 ไหวไหม 356 ไหวไหม คำถามหลักที่ท่านสมาชิกเป็นห่วงกันคือ มันกินวัตต์ไหม?

ตอบตรงนี้เลยว่า “ไม่” ครับ NHT SuperOne ไม่กินวัตต์ แต่เขาชอบแอมป์ที่ “ดี” ครับ แอมป์ที่ดีในที่นี้คือ มีกำลังสำรองที่ดีพอ-ขอแค่นั้น–ซึ่งในเคสนี้แอมป์ NAD ผ่านทุกรุ่นครับ ผ่านนี่ไม่ใช่ว่าแค่มีเสียงดังออกมานะครับ “ดังแล้วดี” (ตามลำดับราคาเครื่อง) ด้วยถึงจะเรียกว่าผ่านครับ

เพราะที่นี่เราลองกันตั้งแต่ D 3020 ซึ่งถือว่าเป็นแอมป์ที่กำลังน้อยที่สุดเท่าที่เรามี คือ 30 วัตต์ ก็ขับฉลุยครับ (เคล็ดลับให้เบสส์นิ่มแน่นหนักขึ้นไปอีกคือ กด Bass EQ ปุ่มเล็กๆที่ด้านหลังเครื่องครับ) เปิดกันออกมาเต็ม ใครได้ไปฟังที่งาน TAV Show ที่ผ่านมาก็คงจะพอได้ยินกันนะครับ เสียงออกมาอิ่มๆเต็มๆกับ D 3020 เลย ทีนี้หาก D 3020 ผ่าน รุ่นอื่นก็โอเคเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็น 316 @ 40 วัตต์, 326 @ 50 วัตต์, 356 @ 80 วัตต์, 375 @ 150 วัตต์, ส่วนพวกมาสเตอร์ M2/M3 นี่ไม่ต้องพูดถึงกันเลยนะครับ

xlarge (4) 

เสียง

ผมฟัง NHT SuperOne กับซิสเต็มที่หลากหลายมากครับ อย่างแอมป์ NAD นี่ลองแทบทุกรุ่นอย่างที่แจงไปก่อนหน้านี้แหละครับ เพราะอยากรู้จริงๆว่าไหวไม่ไหว พอได้คำตอบแล้วก็มานั่งฟังกันแบบเค้นคุณภาพแบบจัดเต็มกับ NAD M2 กันทีเดียว ปิดต้นฉบับกันไปเลย

เสียงจาก SuperOne นั้น คงความเป็น NHT อย่างเต็มเปี่ยมครับ คือให้แนวเสียงที่มีความเปิดโปร่ง พลิ้วใส สะอาด กระจ่าง เรียกว่ามาคนละฝั่งกับ PSB เลยครับ รายนั้นเขาจะมานุ่มนวล อิ่มเอิม เนียนๆอุ่นๆหวานๆ ต่างคนต่างแนวครับ มีแฟนกันคนละฝั่ง

ดังนั้นคนที่จะมาฝั่ง NHT เป็นใคร? ข้อหนึ่งที่ผมนึกออกเลยคือ คนที่ชอบฟังเสียงเพลงในแบบที่เน้นรายละเอียดแบบ Audiophile ครับ ใครชอบเสียงร้องที่ลอยชัดเด่น ขึ้นรูปชัด ไม่เน้นความหนาอ้วน แต่เน้นโฟคัสชัดๆ เสียงร้องที่รายล้อมไปด้วยบรรยากาศปลีกย่อยเล็กๆน้อยๆ ฟรุ้งฟริ้งไปด้วยหางเสียง เอ็คโค่ เสียงกลืนน้ำลาย ขยับปาก จะชอบเสียงกลางจาก NHT แน่นอนครับ ใครชอบฟังไซ่ฉิน เพลงร้องนักร้องจีนที่กำลังนิยมกันอยู่ ก็ Now Hear This (มาฟังกันทางนี้) ได้เลยครับ

เสียงกลางของ SuperOne นั้นแจ่มครับ อย่างที่เรียนไว้คือโปร่ง สะอาด ไม่เน้นหนา ไม่เน้นขนาด แต่เน้นความชัด ไม่ใช่แค่เสียงร้องนะครับ เสียงเปียนโนก็ฟังดีมาก เสียงแซ็กอาจจะไม่ใหญ่อ้วนมาก แต่ก็ชัดเจนมีบรรยากาศ ทรัมเป็ท แปร๋นในแบบที่ควรแปร๋น ฟังดีครับ

เสียงแหลมจากทวีทเตอร์ โดมผ้านั้น มีจุดดีคือสะอาด ความเพี้ยนต่ำ แต่ต้องควบคุมไว้ดีๆนะครับ เพราะถ้าทำงานเกินขีดเมื่อไหร่ เสียงจะสะบัดเจี๊ยวจ๊าวไม่น่าฟัง ซึ่งในคราวนี้ NHT ทำได้ดีมากทีเดียว เรียกว่าในระดับเสียงการฟังปกติถึงดังมาก ทวีทเตอร์ตัวนี้ทำงานได้ดีมาก เสียงแหลมใสพลิ้วละเอียดยังกับเป็นโดมโลหะก็ไม่ปาน เรียกว่าเอกลักษณ์ของ NHT เชียวล่ะ เสียงแหลมนี้ทั้งใส ทั้งสะอาด กรุ้งกริ้งได้ใจ เสียงฉาบ แฉ ไทรแองเกิล มีความเงาแวววาว สว่างสวย, ใช่เลยครับ โทนเสียง “สว่าง” นี่แหละคือแนวของ NHT เวลาฟังเพลง เหมือนดูนักดนตรีที่เล่นอยู่บนเวทีที่สป็อตไลท์ และไฟเวลา ฉายสว่างเต็มที่ ทำให้เห็นนักดนตรีชัดเจนครบทั้งวงครับ

เสียงทุ้ม ตู้ปิด ทุ้มของ SuperOne นั้น ไม่ถึงกับอิ่มแน่นหนา เน้นปริมาณครับ ทุ้มออกแนวราบ เรียบ กระชับ สะอาด ไม่เน้นตูมตาม เน้นเก็บตัวเร็ว กระชับ แบบตู้ปิด ไม่เน้นบูม แต่พอจะลงลึก ก็ลึกได้อย่างที่ควรจะเป็น เล่นได่ดัง ไดนามิคเร็วฉับไว แต่ต้องบอกก่อนนะครับ กรวยกระดาษขอบโฟม ต้องเบอร์น-อิน นานมากกว่าปกติเยอะเลย ผมว่าต้องมีไม่ต่ำกว่า 100 ชั่วโมง ไม่งั้นแรกๆจะแห้งๆจมๆ เบสส์น้อย ต้องรอสักพัก มันจะค่อยๆมาเรื่อยๆจนเต็มที่แล้ว บอกได้เลยว่าเบสส์แบบนี้หายากครับ

เวทีเสียง อันนี้ไม่ต้องเป็นห่วงเลย ผมพบว่า SuperOne เป็นลำโพงที่จัดวางเพื่อให้ได้เวทีเสียงดีๆได้ง่ายมากๆ หาขาตั้งดีๆที่พอเหมาะ จัดระยะห่างให้สวยๆ ทำมุมเป็นสามเหลี่ยมด้านเท่า โท-อินเล็กน้อย จัดบาลานซ์ นิดๆหน่อยๆ แค่นั้น มิติมาเพียบ แบบว่าลำโพงล่องหนก็ว่าได้ครับ เปิดเพลงปุ้บ หายไปปั้บ ด้านหน้ากลายเป็นเวทีเสียงที่ชัดเจน กว้างมากๆ ลึกมากๆ แผ่ไกลขยายไปรอบๆลำโพงได้อย่างน่าทึ่ง มิติก็ชี้ชัดขึ้นรูปเป็นตัวเป็นตนกันแบบไม่ต้องเพ่ง เป็นลำโพงเจ้ามิติ และเวทีเสียงจริงๆ เรียกว่าราคาเท่านี้ ผมว่าหาตัวเปรียบความเก่งกาจทางด้านนี้ยาก หรืออาจจะไม่มีเลยครับ

แนวเพลงที่เหมาะที่ผมฟังนั้นครอบคลุมหลากหลายครับ ผมพบว่าผมสนุกมากๆกับการฟังเพลงจากแผ่นออดิโอไฟล์ยุคใหม่ๆที่นิยมฟังกัน แบบเน้นรายละเอียดเป็นเม็ดๆ ก็ฟังสนุกเหลือหลาย พอไล่มาฟังเพลงร้อง เพลงพ็อพ ก็ไพเราะสบายหู ฟังแจสส์ เบสส์อาจจะเก็บตัวเร็วไปหน่อย แต่พอได้เสียงเปียนโนมาก็…เออ เจ๋งแฮะ มาคลาสส์ต้องเจอแชมเบอร์ครับ พลิ้วเลย เป็นลำโพงที่ฟังเพลงได้หลากหลายครับ บอกได้เลย

 

สรุป

ด้วยราคาคู่ละไม่ถึงหมื่นสี่พันบาท นี่เป็นลำโพงที่น่าเล่นมากๆเรียกได้ว่าราคานี้หาคู่แข่งยากมากๆ สำหรับการเป็นลำโพงสำหรับนักฟังออดิโอไฟล์ ที่ชอบฟังเพลงแบบเน้นรายละเอียด มิติ เวทีเสียง นักฟังเพลงที่ชอบเสียงที่น่าตื่นเต้น นักฟังเพลงที่อยากจะเริ่มกับการจริงจังในการฟังแบบเอาจริง คุณจะได้ลำโพงที่เป็นจุดเริ่มต้นให้กับชีวิตนักออดิโอไฟล์ได้ดีที่สุดในราคานี้เลยก็ว่าได้ครับ

อยากให้หยิบแผ่นโปรดถือติดมือไปที่โชว์รูมของเราทุกแห่ง แล้วมาลองฟังครับด้วยตัวเองครับ รับรองจะติดใจ

คอลัมน์ “In House Test” / จากวารสาร Life Entertainment#241
ทดสอบโดย คุณอธิวัฒน์

ทดสอบ Acoustic Energy AE300

เมื่อฉบับที่แล้ว ผมได้ทำการทดสอบลำโพง Acoustic Energy AE100 ไปด้วยความประทับใจ และก็ไม่ลังเลเลยที่จะแนะนำให้ใครก็ตามที่กำลังมองหาลำโพงวางหิ้งดีๆสักคู่ในราคาต่ำกว่าหนึ่งหมื่นบาท ได้ทดลองฟังกัน

มาคราวนี้ ผมได้มีโอกาสฟังลำโพง Acoustic Energy หรือ AE ที่เพิ่งเข้ามาใหม่อีกรุ่น โดยเป็นรุ่นที่เขยิบขนาด งานผลิต และคุณภาพโดยรวมขึ้นมาอีกระดับ โดยราคาขึ้นมาเป็นระดับเกือบสองหมื่นบาทต่อคู่ ในรุ่น AE300 ซึ่งถูกออกแบบมาเป็นลำโพงที่ให้คุณภาพเสียงระดับที่จริงจังขึ้นมาอีกขั้น

สำหรับประวัติความเป็นมาของลำโพงจากอังกฤษยี่ห้อนี้นั้น ผมคงขออนุญาตไม่เล่าซ้ำ เพราะว่าเพิ่งเล่ากันไปเมื่อคราวก่อนแล้ว เอาเป็นว่าลำโพงแบรนด์นี้นั้น ผมมองว่ามีแววดีเป็นอันมาก

AE300 เป็นลำโพงวางบนขาตั้งหรือวางหิ้งนั้นเอง (แต่หากอยากให้เสียงดีๆก็ควรวางบนขาตั้ง) แรกแกะกล่องออกมานั้น ก็เห็นว่ามีขนาดที่ใหญ่กว่า AE100 ที่เพิ่งทดสอบไปพอประมาณ ทั้งขนาดภายนอก ปริมาตรตู้ ด้วยว่าขยายขนาดวูฟเฟอร์มาเป็น 130 มิลลิเมตร หรือราวๆ 5 นิ้วครึ่ง วูฟเฟอร์ตัวนี้เป็นดีไซน์คนละแบบกับ AE100 อย่างสิ้นเชิงนะครับ โดยใช้กรวยวูฟเฟอร์แบบใหม่ ทำจากเซรามิค/อะลูมิเนียม ประกบอัดเข้าด้วยกันแบบแซนวิช ที่แหวกแนวกว่าคนอื่นที่เห็นมา คือ ตัวโคนนั้นมีความตื้นมาก แต่ไปลึกที่ช่วงชักของกระบอกสูบวอยซ์คอยล์แทน ผมเข้าใจว่าดีไซน์กรวยตื้นนั้น จะช่วยให้การกระจายเสียงย่านมิด-เบสส์ ทำได้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น ในขณะที่เบสส์ลึกๆนั้นไปอาศัยช่วงชักที่ลึกเป็นพิเศษของวอยซ์คอยล์ในการปั๊มเบสส์ ออกมานั่นเอง

ทวีทเตอร์เป็นแบบใหม่เช่นกัน เป็นโดมทำจากอะลูมิเนียมขนาด 28 มิลลิเมตร หรือราวๆ 1 นิ้ว ออกแบบให้มีมุมกระจายเสียงกว้างขวางเป็นพิเศษ ด้วย Wide Dispersion Technology Waveguides จากการที่รอบๆตัวทวีทเตอร์จะมีลักษณะผายออกคล้ายๆกึ่งๆปากแตรกึ่งๆกรวย หรือจะเรียกว่า ฮอร์นแบบตื้นๆก็คงไม่ผิด ลักษณะแบบนี้ เห็นแล้วก็เดาได้เลยว่า ช่วยในการกระจายเสียงของทวีทเตอร์ให้กว้างขวางหลุดออกจากการสะท้อนกับพื้นผิวด้านหน้าของตู้ลำโพง ทำให้การกระจายเสียงแหลมเป็นอิสระกว้างขวางมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

ออกแบบเป็นลำโพงตู้เปิด เบสส์ออกทางด้านหลัง ท่อเบสส์ออกแบบเป็นปากเหลี่ยม สไตล์ Slot เอกลักษณ์ ของลำโพง AE ซึ่งพิสูจน์มาแล้วก่อนหน้านี้กับรุ่น AE100 ว่าทำเบสส์ได้สะอาดและลึกเกินตัวมาก

ตัวตู้ขนาดย่อมๆใหญ่กว่า AE100 แต่ไม่ได้ใหญ่กว่าลำโพงวางหิ้งระดับราคานี้ทั่วไปครับ วางบนขาตั้ง 24 นิ้วกำลังเหมาะ ตู้ทำแบบไฮ กรอสส์ สีดำเงาสวยงามมาก ขั้วต่อด้านหลังเป็นไบน์ดิง-โพสท์ ความไวระบุไว้ 86 ดีบี อิมพีแดนซ์ 6 โอห์ม แนะนำแอมป์สูงสุด 100 วัตต์ ตอบสนองความถี่ 45–30,000 เฮิทซ์เลยทีเดียว

เสียง

ผมเลือกทดสอบ AE300 ในเงื่อนนำไขเดียวกับที่เคยทดสอบ NHT C-1 คือผมสงสัยอย่างนึง คือ  AE300 เป็นลำโพงตู้เปิด แต่ระบุความไวที่ 86 ดีบี ซึ่งจะว่ากันจริงๆคือ ค่อนข้างต่ำ ผมจึงทดสอบแบบผิดกฎแบบจับผิด ด้วยการนำเอามาขับกับแอมป์หลอดกำลังขับแค่ 10 วัตต์ต่อข้าง นี่คือบททดสอบแรก ว่าจริงๆแล้ว มันเป็นลำโพงที่กินวัตต์หรือเปล่า?

คำตอบคือ “ไม่” ครับ

แอมป์หลอด 10 วัตต์ ขับลำโพงคู่นี้สบายๆเลย

ด้วยการเร่งโวลูมเพิ่มขึ้นมาอีกราวๆ 25 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับลำโพงความไว 95 ดีบี ก่อนหน้านี้ก็บอกได้แล้วว่านี่เป็นระดับโวลูมปกติสำหรับลำโพงทั่วๆไป (ก็คู่เดิมมันไวเว่อร์ครับ) แต่ที่สำคัญ คือระดับความดังเสียง ความอิ่มเอิบของเสียง เนื้อเสียงความสะอาดที่ได้จากการใช้แอมป์ 10 วัตต์ ขับนั้น มันบ่งบอกออกมาว่า เพียงพอและเหลือเฟือที่จะคลุมห้องขนาดกลางๆได้อย่างสบายๆเพียงคู่เดียวเลย

จุดเด่นแรกที่สัมผัสได้ในทันที คือ มิติและเวทีเสียงจากลำโพงคู่นี้นั้น ต้องชมเปาะเลยว่าเยี่ยมมาก ยิ่งเมื่อคิดคำนวณราคาซื้อกันแล้ว คงต้องบอกว่าไม่อยากจะเชื่อว่ามาจากลำโพงราคาแค่นี้ ด้วยเวทีเสียงที่กว้างมาก กว้างขวางให้เสียงหลุดตู้ออกไปทางขอบข้างของลำโพงแต่ละข้างได้อย่างยอดเยี่ยม หลุดลอยออกไปเป็นอิสระแบบไม่ค่อยเคยเห็นลำโพงราคาไม่แพงทำกันได้แบบง่ายๆเช่นนี้ ตอนเริ่มต้นเบิร์นฯ ผมเล่นกันง่ายๆด้วยการต่อเครื่องเล่นเกมส์ PS4 เล่นเกมส์ Grand Tourismo Sport เป็นเกมส์แข่งรถ เสียงรถแข่งที่วิ่งฉวัดเฉวียนจากซ้ายไปขวา ขวาไปซ้ายนั้น กว้างขวางมากๆ เวลารถวิ้วเฟี้ยวไปทางซ้าย เสียงนั้นตามจอไปแบบแม่นยำ แล้วก็หลุดขอบลำโพงซ้ายออกไปทางผนังห้องด้านซ้ายแบบหลุดตู้แบบน่าทึ่งมาก (เช่นเดียวกันเมื่อรถวิ่งไปทางขวา) มันสร้างความสนุกในการเล่นเกมส์ได้ดีจริงๆ ความกว้าง การต่อเนื่องของมิติเสียงเยี่ยม จนผมบอกกับตัวเองว่า แค่นี้ก็พอแล้ว ไม่ต้องต่อเซอร์ราวน์ดก็ได้เสียงยังกับเซอร์ราวน์ดก็ว่าได้  เสียงเครื่องยนต์รถแต่ละคัน สามารถจำแนกความแตกต่างของเสียงออกมาได้ชัดเจนดั่งผู้ออกแบบเกมส์ต้องการ เครื่องสูบ V ใหญ่ๆ เป็นสูบ V เครื่องสูบเรียงก็สูบเรียง เครื่องเทอร์โบ เครื่อง NA แยกแยะชัดเจน รายละเอียด ความกว้าง ความแม่นยำของเสียงที่ตรงกับภาพ เล่นและฟังอยู่เป็นสัปดาห์ บอกได้คำเดียวว่าลำโพงนี้ เอาไปดูหนังได้ดีเยี่ยมเลยล่ะคุณ จะดูกันแค่สองแชนเนลก็ได้ เพราะเสียงเขากว้างและโอบล้อมดีจริงๆ

หลังจากรอพ้นเบิร์นแล้ว ก็มาเล่นกับการฟังเพลง ผมเลือกฟังทั้งทางฝั่งอะนาล็อกจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง NAD C 556 ติดหัวเข็ม Denon DL103R กับฝั่งดิจิทัล ผมใช้ Bluesound NODE (Gen 1) ฟังทั้งจากไฟล์ Hi-res และ MQA จาก Tidal ก็บอกได้ว่าลำโพงคู่นี้นั้น ไม่ปฏิเสธแหล่งโพรแกรมครับ ได้ทั้งอะนาล็อกและดิจิทัล ด้วยสไตล์เสียงที่ฟังง่าย เป็นมิตรกับดนตรีที่หลากหลาย แนวเสียงออกไปทางลำโพงกฤษแท้ๆ คือ เบสส์อิ่ม นุ่ม หนัก กลางอบอุ่นนุ่มนวล และแหลมใสสะอาดกำลังพอดี (หลายคนบอกว่า AE คือลำโพงที่ให้เสียงอยู่ตรงกลางระหว่าง PSB และ NHT ผมก็ว่าเช่นนั้น) เบสส์นั้นหนักและทิ้งตัวลงพื้นอย่างน่าแปลกใจ มีรายงานเข้ามาบอกว่า เอา NAD C 338 ตัวเล็กขับเบสส์ออกมาเป็นลูกๆน่าทึ่งมากๆ ก็อยากให้ไปลองฟังกันครับ ซึ่งกับซิสเต็มผมนั้น เบสส์ดีมากๆ ผมว่าเวิร์คนะครับ ท่อเบสส์แบบทรงเหลี่ยม มันทำให้พื้นที่หน้าตัดของการกระจายเสียงทุ้มออกทางด้านหลังได้ดีมาก เสียงลมไม่กวนด้วย เบสส์มีบุคลิกของลำโพงตู้ปิดอยู่พอควรทีเดียว

เสียงกลางมีความเนียน ผมทดสอบส่วนตรงนี้กับเพลงร้อง เสียงเปียนโน เสียงแซ็กโซโฟน (เยอะมากครับ สมัยนี้พอฟังกับ Tidal แล้ว แทบจำไม่ได้แล้วฟังเพลงอะไรบ้าง) เฉลี่ยๆแนวเสียงกลางออกมาที่ชอบมากอันดับหนึ่ง คือ สเกลเสียงใหญ่เกินตัวมาก ไม่แพ้ลำโพงคู่ใหญ่ๆที่ตั้งอยู่ก่อนเลย เสียงร้องเอาแบบเต็มฝาห้องนี้ ต้องไปหา Dean Martin ชุด “Dream with Dean” มาฟังเลยครับ แทร็คแรก I’m Confessin’ นี่ละครับ เสียงร้องใหญ่ ชัดเต็มฝาเต็มต้อง ฟังกลางคืนนี่มีกลัวผีกันบ้างแหละ ร้องริมฝีปาก เสียงกลืนน้ำลาย เสียงทอดถอนใจ สุดๆเลยชุดนี้ แค่แทร็คนี้แทร็คเดียวก็บ่งบอกบุคลิกเสียงกลางของ AE300 ได้ดีมากครับ เป็นเสียงกลางที่เป็นธรรมชาติได้ดีมาก ไม่งั้นผมไม่สามารถฟังมันได้นานวันละหลายชั่วโมงหรอกครับ

เสียงแหลมมีความสดใสสะอาด เป็นประกายดี ปลายแหลมออกจะเรียวเล็กไปนิดเดียว ผมว่าตรงนี้หาสายลำโพงที่ให้ปลายแหลมนุ่มนวลมาชดเชยกัน ก็โอเคแล้วละครับ การผายปากแตรขอบๆทวีทเตอร์นั้น ช่วยให้เสียงแหลมกว้างขวาง และหลุดตู้ได้ดีมากๆ แถมทำงานประสานกับมิด-วูฟเฟอร์ ได้เป็นเนื้อเดียวกันดี ตรงนี้เลยทำให้มิติกว้าง และหลุดลอยออกไปอย่างที่เล่ามาก่อนน่ะครับ

มิติมีความชัดเจน เวทีเสียงนอกจากจะกว้างขวางหลุดตู้ดีแล้ว ตรงกลางก็ชัด นิ่ง ด้านลึกก็ทำได้ดีมาก เป็นลำโพงราคาเกือบสองหมื่นบาทที่ให้เวทีเสียงได้ดีมาก จะว่าให้เสียงเป็นสาม-มิติ ก็คงไม่ผิด ด้านลึกถอยลงไปได้ดีงาม สร้างความสมจริงในการฟัง จะเรียกว่าเป็นลำโพงล่องหนได้ก็คงไม่ผิดครับ

สรุป
Acoustic Energy AE300 เป็นลำโพงที่หากจะหาคำสรุปมา ก็คงต้องบอกว่า
1.เป็นลำโพงที่เล่นง่าย ขับง่าย ไม่เลือกแอมป์ (อย่ากลัวสเปค 86 ดีบี)
2.จัดวางง่ายไม่เรื่องมาก เซ็ทกันเพียงไม่นานเสียงก็ลงตัว
3.เสียงฟังสบาย แต่กลับเอาจริงเอาจังในแง่ของมิติ เวทีเสียง ที่ดีเกินราคา
4.ทุ้มดี กลางนุ่มสะอาด แหลมใสกระจ่าง จังหวะจะโคนดี ครบเครื่อง
5.ฟังเพลงได้หลากหลาย ตั้งแต่เพลงร้องเบาๆ แจสส์ พ็อพ ร็อคแบบไทยๆ สบายมากๆ
6.สวยงามดูดีมาก หน้ากากเป็นแบบแม่เหล็กดูด เก๋ไก๋
7.ราคาไม่สูงเลยเมื่อเทียบกับคุณภาพเสียงที่ได้ยิน

Matching
1.ลองหาแอมป์เบสส์อิ่มนุ่ม หลายคนบอกว่า NAD Classic Series ใหม่นี่แหละเวิร์คนัก โดยเฉพาะ C 338 นี่เข้ากันดีมากๆ เบสส์หนักเป็นลูกๆ ฟังไพเราะมาก เป็นคู่ขวัญกันเลย
2.ลองหาสายลำโพงเสียงอิ่มปลายแหลมเนียนๆมาผสมครับ
3.หากอยากได้มิติ เวทีเสียงที่ดี วางห่างฝาออกมาหน่อย ขาตั้งดีๆ มั่นคง มาเสริมก็จะเยี่ยมไปอีก แต่หากใครจะวางหิ้งก็ไม่ว่ากัน อยากได้เบสส์เยอะก็วางเข้าฝาหน่อยครับ เวทีด้านลึกอาจจะหายไปหน่อยแต่ได้ความหนักแน่นกลมกล่อมครบเครื่องของเบสส์มาแทน
4.ใช้งานได้ทั้งดูหนังฟังเพลงแน่นอน การโยนเสียง ความกว้าง เอามาทำเป็นลำโพงคู่หน้าสบายๆ แต่หากจะเอาเบสส์ สั่นห้องคงต้องเสริมสับ-วูฟเฟอร์เข้าไปหน่อยครับ

สุดท้ายคงต้องบอกว่า นี่เป็นลำโพงที่ให้เสียงที่น่าฟังมากคู่หนึ่งในราคานี้ ผมแนะนำให้ไปทดลองฟังกันได้เลย รับรองว่าในราคาขนาดนี้ มีคำเดียวที่สรุปได้ คือ “คุ้มค่าน่าเล่น” ครับ

HFC-AE300-Review-Header

Technical Specifications
Bandwidth: 45Hz -30kHz
Sensitivity: 86dB
Peak SBL: 112dB
Power Handling: 100w
Crossover frequency: 2.8kHz
Impedance: 6ohms
Design: 2 way
Dimensions: 300 x 175 x 260 (HxWxD)
Weight: 6.5kg (each)
Finishes: Piano Gloss Black and  Walnut wood veneer

สนใจทดลองฟังและซื้อสินค้าได้ที่ Conice ทุกสาขา
Acoustic Energy AE300  สี Black ราคาคู่ละ 19,800 บาท
Acoustic Energy AE300  สี Walnut ราคาคู่ละ 21,800 บาท

คอลัมน์ In House Test / จากวารสาร Life Entertainment#262
ทดสอบโดย: อธิวัฒน์