ทดสอบ NHT SuperOne 2.1

xlarge (2)

ลำโพง NHT หรือ Now Hear This กับผมนี่ต้องถือว่าเป็นแฟนเก่าแก่กันมานานครับ ถ้านับความหลังครั้นแบรนด์นี้เข้ามาใหม่ๆ ก็จำความได้ว่าเห็นครั้งแรกก็ประทับใจแล้วกับรูปร่างหน้าตาของ NHT ที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใครจริงๆ

ไม่ว่าจะเป็นผิวสีดำ High Gloss ที่สวยงาม ไปจนถึงรูปร่างที่แปลกกว่าใคร จากการเป็นลำโพงตู้ที่หน้าแคบ แต่ลึก แถมทำหน้าเอียงเป็นเหมือนโท-อิน ไปในตัว ก็ต้องบอกว่าแปลก ยิ่งพอได้ยินเสียงก็ต้องบอกอีกว่า เป็นลำโพงที่ให้เสียงและมิติดีแบบ 3 มิติ น่าประทับใจมากๆ

NHT ยุคแรกๆนั้นออกแบบโดย Ken Kantor ซึ่งเป็นหนุ่มนักออกแบบลำโพงไฟแรงที่เคยฝากผลงานไว้กับลำโพง AR Magic Speaker ที่โด่งดังในระดับตำนาน โดยแนวคิดของ Ken Kantor นั้น อยู่ที่การทำลำโพงให้ได้มิติดีเยี่ยมแบบ Holographic 3 มิติ โดยเน้นการคำนวณการกระจายเสียงให้ลดการตกกระทบจากผนัง เฉลี่ยมุมตกกระทบกับมุมตรงของเสียงมาที่ผู้ฟังให้ได้ลงตัวที่สุด

ตัวอย่างผลงานออกแบบของ Kantor ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดก็เห็นจะเป็น NHT 3.3 นี่แหละครับ อภิมหาลำโพงหน้าแคบ แต่ลึกสุดๆ หน้าเอียงโท-อิน ใช้วูฟเฟอร์ 12 นิ้วอยู่ด้านข้าง ทำให้ได้ลำโพงรูปทรงแปลก มองด้านหน้าเหมือนลำโพงหน้าแคบๆรุ่นใหม่ๆ แต่พอมองด้านข้างเหมือนเจอกำแพงอยู่ด้านหน้า ซึ่งเป็นลำโพงให้เสียงดีน่าอัศจรรย์ครับ ตอนนั้นได้ Stereophile Recommended Class-A ที่ราคาต่ำที่สุด โด่งดังขายดีมาก เสียงดี แต่กินแรงแอมป์น่าดูครับ จำได้ว่าเคยมีลูกค้านำเอาไปใช้ในชุดโฮมฯ ใช้เพาเวอร์-แอมป์ ญี่ปุ่น ตัวท็อพขับ ปรากฏว่าพอหนังโหมหนักๆ แอมป์ตัดครับ ตัดแป๊ะตัดแป๊ะตลอด เพราะขับไม่ไหว

อย่างไรก็ตาม แม้ NHT จะโด่งดังในแง่ลำโพงไฮ-เอ็นด์ แต่จริงๆแล้วปรัชญาของเขานั้นคือ High-End ที่ไม่ High-Price ที่ใช้มาตั้งแต่ตั้งกิจการ ดังนั้นเขาก็ไม่ได้มีลำโพงที่เน้นตลาดไฮ-เอ็นด์ แต่อย่างเดียว (จริงๆราคาก็ไม่ได้แพงมากเท่ายี่ห้ออื่นในระดับเสียงเดียวกัน) แต่ก็ยังมีลำโพงในกลุ่มราคาประหยัดและไม่แพงออกมาอีกด้วย ซึ่งในยามนั้นตัวที่ดังที่สุดก็เห็นจะเป็น NHT SuperZero ซึ่งเป็นลำโพงมินิ มอนิเตอร์ ตัวจิ๋ว เล็กนิดเดียว แต่เสียงดีมากๆ

SuperZero นั้น โด่งดังมาก เพราะช่วงนั้นมีการนำไปทดสอบโดยนักวิจารณ์ของ Stereophile และได้รับการชื่นชมเป็นอย่างมาก ถึงขนาดให้ติด Class ของ Stereophile Recommended Components ซึ่งในยุคนั้น ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้ที่ลำโพงราคาต่ำอย่าง SuperZero จะมาติดคลาสส์กับเขา เพราะ Stereophie ยุคนั้นนี่ จะไม่มองสินค้าราคาประหยัดเลยแม้แต่น้อย แต่กับ SuperZero อาจจะเรียกได้ว่า เป็นลำโพงรุ่นแรกที่มีราคาต่ำมาก (ไม่ถึงหมื่นต่อคู่) ที่เข้ามาติดคลาสส์แบบนี้จะไม่ให้ดังได้ไงละครับ เรียกว่าทะลุฟ้าเลยก็ว่าได้

อย่างไรก็ตาม SuperZero นี่ มันเป็นลำโพงเล็กจิ๋วครับ ตัวเขาเองเดี่ยวๆ เบสส์น้อย ฟังเพลงไม่ครบเครื่องนักหรอกครับ บอกกันตรงๆยุคนั้นต้องเอาเข้าผสมกับสับรุ่น SW2 เข้ากันแล้วเสียงดีเหลือเชื่อ แต่กับลูกค้าบางท่านก็ยังบอกว่า อยากเล่นตัวเดียวจบ แนวเสียงดี มิติเยี่ยมเหมือน SuperZero แต่ขอเบสส์เยอะกว่านั้นหน่อย ไม่ต้องมากระดับถล่มบ้าน เอาให้แค่ฟังเพลง Pop เพลง Jazz หรือ Rock แบบไม่หนักหนามาก ให้ได้พอดีๆไม่ขาดไม่เกินก็จะดีมาก

NHT ก็เลยตอบสนองด้วยการทำ SuperOne ออกมาครับ ซึ่ง SuperOne ก็คือการเอา SuperZero มาเพิ่มขนาดและปริมาตรตู้ให้ใหญ่ขึ้น เปลี่ยนมาใช้วูฟเฟอร์ขนาด 6.5 นิ้ว ซึ่งก็ทำให้ได้เสียงทุ้มที่ดีและหนักแน่นขึ้น โดยยังได้มิติที่ยอดเยี่ยมเหมือนเดิม ซึ่งเจ้า SuperOne นี่แหละ ที่ตอนนั้นผมฟังแล้วผมว่าเป็น ลำโพง NHT ที่ “น่าเล่น” ที่สุด เพราะให้ความเป็น NHT ที่เต็มเปี่ยม คือ มิติเยี่ยม เสียงโปร่งใสสะอาด เบสส์ตึงกระชับแบบลำโพงตู้ปิด และราคาขายที่พอเหมาะพอควร

ผมชอบ SuperOne มาก แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของสักที เพราะมัวง้างไปง้างมา ของหมดครับ NHT เลิกทำ ผมยังเสียดายอยู่เลย เวลาเจอฝรั่งของ NHT ทีไรก็มักจะบอกว่า เสียดาย ยูไม่น่าเลิกทำ SuperOne เลย ลำโพงรุ่นนี้เสียงดีราคาเยา ขายได้ตลอดกาลอยู่แล้ว ฝรั่งก็พยักหน้างึกๆ วันดีคือดีก็ทำ SuperZero 2.0 ออกมาก่อน ผมก็กระเซ้าไปอีกว่า ทำไมไม่ทำ SuperOne นะ ไอรับรองว่าขายดีกว่า SuperZero อีก (อิอิ) ฝรั่งก็พยักหน้างึกๆ (คงไม่เข้าใจที่ผมพูดแต่เกรงใจ) แต่วันดีคืนดีก็ทำ SuperOne 2.1 ออกมาจนได้ครับ

สมใจสักที

xlarge 

หน้าตา

SuperOne 2.1 ทำไมต้องสองจุดหนึ่ง ผมพิจารณาแล้วก็แกะกล่องลำโพงคู่แรกของประเทศไทยออกมาดู อ้อ จากด้านนอกนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนครับ แม้ 2.1 ยังใช้ตู้ขนาดเดิมไม่เปลี่ยนแปลงไปจากรุ่นเก่า แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ตัวตู้ทำผิวใหม่สวยงามขึ้นมากมายครับ จากเดิมเทคนิคที่ใช้คือ ใช้แผ่นลามิเนท สีดำ ปิดผิวรอบๆตู้ ทำให้ความเงางามยังไม่ถึงกับสุดยอด และจะมีรอยต่อที่ขอบๆตู้ ในทุกด้าน แต่พอมารุ่นใหม่นี้ เปลี่ยนมาใช้เทคนิคการพ่นสีลงสีแบบ Piano Black แบบเดียวกับรุ่นพี่ๆในClassic Series ครับ ผิวตู้ของ SuperOne 2.1 จึงเงางามสวยกว่าเดิมมากมายนัก

จุดที่สองที่เห็นได้ชัดคือ วูฟเฟอร์เปลี่ยนใหม่ครับ ของเก่าเป็นกรวยกระดาษขอบโฟม ของใหม่เป็นกรวยกระดาษขอบยาง ซึ่งแน่นอนว่าขอบยางนั้นทนทานกว่าโฟมมาก เรื่อยเปื่อยเป็นผงนี่ ลืมไปได้เลย ส่วนกรวยกระดาษนี่ ผมบอกตรงๆชอบมากครับ ส่วนตัวชอบเสียงจากกรวยกระดาษมากที่สุด เพราะนุ่มนวลเป็นธรรมชาติดี เบา เสียงสะอาดครับ

นอกจากนั้น พอไปอ่านข้อมูลในเว็บฯของ NHT เขาก็บอกว่า ส่วนของครอสส์โอเวอร์นั้นก็ทำการปรับปรุงใหม่ ปรับแต่งเพื่อให้การทำงานของวูฟเฟอร์กับทวีทเตอร์ สอดประสานกันให้ดีกว่าเดิม ให้เสียงแบบ Seamless คือ ต่อเนื่องกลมกลืนกันดีขึ้นไปอีก ซึ่งก็หมายความว่า SuperOne 2.1 นั้น ไม่ใช่แค่เอาของเก่ามาปัดฝุ่นทำใหม่นะครับ ว่าไปแล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงมากมายในหลายจุดเหมือนกัน

 

การใช้งาน

พอพูดถึงลำโพง NHT คนส่วนใหญ่จะมีคำถามขึ้นมาก่อนเลยว่า “กินวัตต์” เพราะสเปคลำโพงยี่ห้อนี้ส่วนใหญ่ระบุความไวว่า 86 ดีบี เป็นส่วนมาก ความไวขนาดนี้นั้น จริงๆถือว่าเป็นความไวระดับปานกลางนะครับ ไม่ถือว่าต่ำ แต่ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นลำโพงความไวสูงแบบลำโพงฮอร์น ซึ่งพอมาถึงตรงนี้ผมต้องเรียนว่า ลำโพง NHT ไม่ใช่ลำโพงที่กินวัตต์ แต่เป็นลำโพงที่ชอบแอมป์คุณภาพดี ในที่นี้หมายความว่าเป็นแอมป์ที่ออกแบบมาดี อย่างน้อยๆก็ให้กำลังสำรองที่ดี ซึ่งก็โชคดีอีกนั่นแหละที่แอมป์ส่วนใหญ่ในสมัยนี้ ก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรมากในเรื่องของกำลังขับ

ยกตัวอย่างง่ายๆ เคยมีลูกค้านำแอมป์หลอด Single Ended EL84 กำลังขับแค่ 10 วัตต์ มาเปิดกับ NHT Classic Three ซึ่งลือกันว่ากินวัตต์อย่างโน้นอย่างนี้ แต่เชื่อไหมครับ แอมป์ 10 วัตต์ขับลำโพงคู่นี้อิ่มแน่นเต็มห้อง! เบสส์ลึกสะท้านสะเทือนอย่างไม่น่าเชื่อ! ใครเห็นก็ไม่เชื่อ ไม่คิดว่าแอมป์ 10 วัตต์ แถมเป็นหลอดจะขับลำโพงที่มีความไว 86 ดีบี ได้ดีแบบครบเครื่องขนาดนี้

กับ SuperOne 2.1 นี่ก็เหมือนกันครับ ตอนที่เราเริ่มแนะนำกันไปใน Facebook ก็มีสมาชิกจำนวนมากสอบถามกันมาว่า กินวัตต์ไหม แอมป์ 3020 ขับไหวไหม 326 ไหวไหม 356 ไหวไหม คำถามหลักที่ท่านสมาชิกเป็นห่วงกันคือ มันกินวัตต์ไหม?

ตอบตรงนี้เลยว่า “ไม่” ครับ NHT SuperOne ไม่กินวัตต์ แต่เขาชอบแอมป์ที่ “ดี” ครับ แอมป์ที่ดีในที่นี้คือ มีกำลังสำรองที่ดีพอ-ขอแค่นั้น–ซึ่งในเคสนี้แอมป์ NAD ผ่านทุกรุ่นครับ ผ่านนี่ไม่ใช่ว่าแค่มีเสียงดังออกมานะครับ “ดังแล้วดี” (ตามลำดับราคาเครื่อง) ด้วยถึงจะเรียกว่าผ่านครับ

เพราะที่นี่เราลองกันตั้งแต่ D 3020 ซึ่งถือว่าเป็นแอมป์ที่กำลังน้อยที่สุดเท่าที่เรามี คือ 30 วัตต์ ก็ขับฉลุยครับ (เคล็ดลับให้เบสส์นิ่มแน่นหนักขึ้นไปอีกคือ กด Bass EQ ปุ่มเล็กๆที่ด้านหลังเครื่องครับ) เปิดกันออกมาเต็ม ใครได้ไปฟังที่งาน TAV Show ที่ผ่านมาก็คงจะพอได้ยินกันนะครับ เสียงออกมาอิ่มๆเต็มๆกับ D 3020 เลย ทีนี้หาก D 3020 ผ่าน รุ่นอื่นก็โอเคเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็น 316 @ 40 วัตต์, 326 @ 50 วัตต์, 356 @ 80 วัตต์, 375 @ 150 วัตต์, ส่วนพวกมาสเตอร์ M2/M3 นี่ไม่ต้องพูดถึงกันเลยนะครับ

xlarge (4) 

เสียง

ผมฟัง NHT SuperOne กับซิสเต็มที่หลากหลายมากครับ อย่างแอมป์ NAD นี่ลองแทบทุกรุ่นอย่างที่แจงไปก่อนหน้านี้แหละครับ เพราะอยากรู้จริงๆว่าไหวไม่ไหว พอได้คำตอบแล้วก็มานั่งฟังกันแบบเค้นคุณภาพแบบจัดเต็มกับ NAD M2 กันทีเดียว ปิดต้นฉบับกันไปเลย

เสียงจาก SuperOne นั้น คงความเป็น NHT อย่างเต็มเปี่ยมครับ คือให้แนวเสียงที่มีความเปิดโปร่ง พลิ้วใส สะอาด กระจ่าง เรียกว่ามาคนละฝั่งกับ PSB เลยครับ รายนั้นเขาจะมานุ่มนวล อิ่มเอิม เนียนๆอุ่นๆหวานๆ ต่างคนต่างแนวครับ มีแฟนกันคนละฝั่ง

ดังนั้นคนที่จะมาฝั่ง NHT เป็นใคร? ข้อหนึ่งที่ผมนึกออกเลยคือ คนที่ชอบฟังเสียงเพลงในแบบที่เน้นรายละเอียดแบบ Audiophile ครับ ใครชอบเสียงร้องที่ลอยชัดเด่น ขึ้นรูปชัด ไม่เน้นความหนาอ้วน แต่เน้นโฟคัสชัดๆ เสียงร้องที่รายล้อมไปด้วยบรรยากาศปลีกย่อยเล็กๆน้อยๆ ฟรุ้งฟริ้งไปด้วยหางเสียง เอ็คโค่ เสียงกลืนน้ำลาย ขยับปาก จะชอบเสียงกลางจาก NHT แน่นอนครับ ใครชอบฟังไซ่ฉิน เพลงร้องนักร้องจีนที่กำลังนิยมกันอยู่ ก็ Now Hear This (มาฟังกันทางนี้) ได้เลยครับ

เสียงกลางของ SuperOne นั้นแจ่มครับ อย่างที่เรียนไว้คือโปร่ง สะอาด ไม่เน้นหนา ไม่เน้นขนาด แต่เน้นความชัด ไม่ใช่แค่เสียงร้องนะครับ เสียงเปียนโนก็ฟังดีมาก เสียงแซ็กอาจจะไม่ใหญ่อ้วนมาก แต่ก็ชัดเจนมีบรรยากาศ ทรัมเป็ท แปร๋นในแบบที่ควรแปร๋น ฟังดีครับ

เสียงแหลมจากทวีทเตอร์ โดมผ้านั้น มีจุดดีคือสะอาด ความเพี้ยนต่ำ แต่ต้องควบคุมไว้ดีๆนะครับ เพราะถ้าทำงานเกินขีดเมื่อไหร่ เสียงจะสะบัดเจี๊ยวจ๊าวไม่น่าฟัง ซึ่งในคราวนี้ NHT ทำได้ดีมากทีเดียว เรียกว่าในระดับเสียงการฟังปกติถึงดังมาก ทวีทเตอร์ตัวนี้ทำงานได้ดีมาก เสียงแหลมใสพลิ้วละเอียดยังกับเป็นโดมโลหะก็ไม่ปาน เรียกว่าเอกลักษณ์ของ NHT เชียวล่ะ เสียงแหลมนี้ทั้งใส ทั้งสะอาด กรุ้งกริ้งได้ใจ เสียงฉาบ แฉ ไทรแองเกิล มีความเงาแวววาว สว่างสวย, ใช่เลยครับ โทนเสียง “สว่าง” นี่แหละคือแนวของ NHT เวลาฟังเพลง เหมือนดูนักดนตรีที่เล่นอยู่บนเวทีที่สป็อตไลท์ และไฟเวลา ฉายสว่างเต็มที่ ทำให้เห็นนักดนตรีชัดเจนครบทั้งวงครับ

เสียงทุ้ม ตู้ปิด ทุ้มของ SuperOne นั้น ไม่ถึงกับอิ่มแน่นหนา เน้นปริมาณครับ ทุ้มออกแนวราบ เรียบ กระชับ สะอาด ไม่เน้นตูมตาม เน้นเก็บตัวเร็ว กระชับ แบบตู้ปิด ไม่เน้นบูม แต่พอจะลงลึก ก็ลึกได้อย่างที่ควรจะเป็น เล่นได่ดัง ไดนามิคเร็วฉับไว แต่ต้องบอกก่อนนะครับ กรวยกระดาษขอบโฟม ต้องเบอร์น-อิน นานมากกว่าปกติเยอะเลย ผมว่าต้องมีไม่ต่ำกว่า 100 ชั่วโมง ไม่งั้นแรกๆจะแห้งๆจมๆ เบสส์น้อย ต้องรอสักพัก มันจะค่อยๆมาเรื่อยๆจนเต็มที่แล้ว บอกได้เลยว่าเบสส์แบบนี้หายากครับ

เวทีเสียง อันนี้ไม่ต้องเป็นห่วงเลย ผมพบว่า SuperOne เป็นลำโพงที่จัดวางเพื่อให้ได้เวทีเสียงดีๆได้ง่ายมากๆ หาขาตั้งดีๆที่พอเหมาะ จัดระยะห่างให้สวยๆ ทำมุมเป็นสามเหลี่ยมด้านเท่า โท-อินเล็กน้อย จัดบาลานซ์ นิดๆหน่อยๆ แค่นั้น มิติมาเพียบ แบบว่าลำโพงล่องหนก็ว่าได้ครับ เปิดเพลงปุ้บ หายไปปั้บ ด้านหน้ากลายเป็นเวทีเสียงที่ชัดเจน กว้างมากๆ ลึกมากๆ แผ่ไกลขยายไปรอบๆลำโพงได้อย่างน่าทึ่ง มิติก็ชี้ชัดขึ้นรูปเป็นตัวเป็นตนกันแบบไม่ต้องเพ่ง เป็นลำโพงเจ้ามิติ และเวทีเสียงจริงๆ เรียกว่าราคาเท่านี้ ผมว่าหาตัวเปรียบความเก่งกาจทางด้านนี้ยาก หรืออาจจะไม่มีเลยครับ

แนวเพลงที่เหมาะที่ผมฟังนั้นครอบคลุมหลากหลายครับ ผมพบว่าผมสนุกมากๆกับการฟังเพลงจากแผ่นออดิโอไฟล์ยุคใหม่ๆที่นิยมฟังกัน แบบเน้นรายละเอียดเป็นเม็ดๆ ก็ฟังสนุกเหลือหลาย พอไล่มาฟังเพลงร้อง เพลงพ็อพ ก็ไพเราะสบายหู ฟังแจสส์ เบสส์อาจจะเก็บตัวเร็วไปหน่อย แต่พอได้เสียงเปียนโนมาก็…เออ เจ๋งแฮะ มาคลาสส์ต้องเจอแชมเบอร์ครับ พลิ้วเลย เป็นลำโพงที่ฟังเพลงได้หลากหลายครับ บอกได้เลย

 

สรุป

ด้วยราคาคู่ละไม่ถึงหมื่นสี่พันบาท นี่เป็นลำโพงที่น่าเล่นมากๆเรียกได้ว่าราคานี้หาคู่แข่งยากมากๆ สำหรับการเป็นลำโพงสำหรับนักฟังออดิโอไฟล์ ที่ชอบฟังเพลงแบบเน้นรายละเอียด มิติ เวทีเสียง นักฟังเพลงที่ชอบเสียงที่น่าตื่นเต้น นักฟังเพลงที่อยากจะเริ่มกับการจริงจังในการฟังแบบเอาจริง คุณจะได้ลำโพงที่เป็นจุดเริ่มต้นให้กับชีวิตนักออดิโอไฟล์ได้ดีที่สุดในราคานี้เลยก็ว่าได้ครับ

อยากให้หยิบแผ่นโปรดถือติดมือไปที่โชว์รูมของเราทุกแห่ง แล้วมาลองฟังครับด้วยตัวเองครับ รับรองจะติดใจ

คอลัมน์ “In House Test” / จากวารสาร Life Entertainment#241
ทดสอบโดย คุณอธิวัฒน์

Advertisements

ทดสอบ Acoustic Energy AE300

เมื่อฉบับที่แล้ว ผมได้ทำการทดสอบลำโพง Acoustic Energy AE100 ไปด้วยความประทับใจ และก็ไม่ลังเลเลยที่จะแนะนำให้ใครก็ตามที่กำลังมองหาลำโพงวางหิ้งดีๆสักคู่ในราคาต่ำกว่าหนึ่งหมื่นบาท ได้ทดลองฟังกัน

มาคราวนี้ ผมได้มีโอกาสฟังลำโพง Acoustic Energy หรือ AE ที่เพิ่งเข้ามาใหม่อีกรุ่น โดยเป็นรุ่นที่เขยิบขนาด งานผลิต และคุณภาพโดยรวมขึ้นมาอีกระดับ โดยราคาขึ้นมาเป็นระดับเกือบสองหมื่นบาทต่อคู่ ในรุ่น AE300 ซึ่งถูกออกแบบมาเป็นลำโพงที่ให้คุณภาพเสียงระดับที่จริงจังขึ้นมาอีกขั้น

สำหรับประวัติความเป็นมาของลำโพงจากอังกฤษยี่ห้อนี้นั้น ผมคงขออนุญาตไม่เล่าซ้ำ เพราะว่าเพิ่งเล่ากันไปเมื่อคราวก่อนแล้ว เอาเป็นว่าลำโพงแบรนด์นี้นั้น ผมมองว่ามีแววดีเป็นอันมาก

AE300 เป็นลำโพงวางบนขาตั้งหรือวางหิ้งนั้นเอง (แต่หากอยากให้เสียงดีๆก็ควรวางบนขาตั้ง) แรกแกะกล่องออกมานั้น ก็เห็นว่ามีขนาดที่ใหญ่กว่า AE100 ที่เพิ่งทดสอบไปพอประมาณ ทั้งขนาดภายนอก ปริมาตรตู้ ด้วยว่าขยายขนาดวูฟเฟอร์มาเป็น 130 มิลลิเมตร หรือราวๆ 5 นิ้วครึ่ง วูฟเฟอร์ตัวนี้เป็นดีไซน์คนละแบบกับ AE100 อย่างสิ้นเชิงนะครับ โดยใช้กรวยวูฟเฟอร์แบบใหม่ ทำจากเซรามิค/อะลูมิเนียม ประกบอัดเข้าด้วยกันแบบแซนวิช ที่แหวกแนวกว่าคนอื่นที่เห็นมา คือ ตัวโคนนั้นมีความตื้นมาก แต่ไปลึกที่ช่วงชักของกระบอกสูบวอยซ์คอยล์แทน ผมเข้าใจว่าดีไซน์กรวยตื้นนั้น จะช่วยให้การกระจายเสียงย่านมิด-เบสส์ ทำได้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น ในขณะที่เบสส์ลึกๆนั้นไปอาศัยช่วงชักที่ลึกเป็นพิเศษของวอยซ์คอยล์ในการปั๊มเบสส์ ออกมานั่นเอง

ทวีทเตอร์เป็นแบบใหม่เช่นกัน เป็นโดมทำจากอะลูมิเนียมขนาด 28 มิลลิเมตร หรือราวๆ 1 นิ้ว ออกแบบให้มีมุมกระจายเสียงกว้างขวางเป็นพิเศษ ด้วย Wide Dispersion Technology Waveguides จากการที่รอบๆตัวทวีทเตอร์จะมีลักษณะผายออกคล้ายๆกึ่งๆปากแตรกึ่งๆกรวย หรือจะเรียกว่า ฮอร์นแบบตื้นๆก็คงไม่ผิด ลักษณะแบบนี้ เห็นแล้วก็เดาได้เลยว่า ช่วยในการกระจายเสียงของทวีทเตอร์ให้กว้างขวางหลุดออกจากการสะท้อนกับพื้นผิวด้านหน้าของตู้ลำโพง ทำให้การกระจายเสียงแหลมเป็นอิสระกว้างขวางมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

ออกแบบเป็นลำโพงตู้เปิด เบสส์ออกทางด้านหลัง ท่อเบสส์ออกแบบเป็นปากเหลี่ยม สไตล์ Slot เอกลักษณ์ ของลำโพง AE ซึ่งพิสูจน์มาแล้วก่อนหน้านี้กับรุ่น AE100 ว่าทำเบสส์ได้สะอาดและลึกเกินตัวมาก

ตัวตู้ขนาดย่อมๆใหญ่กว่า AE100 แต่ไม่ได้ใหญ่กว่าลำโพงวางหิ้งระดับราคานี้ทั่วไปครับ วางบนขาตั้ง 24 นิ้วกำลังเหมาะ ตู้ทำแบบไฮ กรอสส์ สีดำเงาสวยงามมาก ขั้วต่อด้านหลังเป็นไบน์ดิง-โพสท์ ความไวระบุไว้ 86 ดีบี อิมพีแดนซ์ 6 โอห์ม แนะนำแอมป์สูงสุด 100 วัตต์ ตอบสนองความถี่ 45–30,000 เฮิทซ์เลยทีเดียว

เสียง

ผมเลือกทดสอบ AE300 ในเงื่อนนำไขเดียวกับที่เคยทดสอบ NHT C-1 คือผมสงสัยอย่างนึง คือ  AE300 เป็นลำโพงตู้เปิด แต่ระบุความไวที่ 86 ดีบี ซึ่งจะว่ากันจริงๆคือ ค่อนข้างต่ำ ผมจึงทดสอบแบบผิดกฎแบบจับผิด ด้วยการนำเอามาขับกับแอมป์หลอดกำลังขับแค่ 10 วัตต์ต่อข้าง นี่คือบททดสอบแรก ว่าจริงๆแล้ว มันเป็นลำโพงที่กินวัตต์หรือเปล่า?

คำตอบคือ “ไม่” ครับ

แอมป์หลอด 10 วัตต์ ขับลำโพงคู่นี้สบายๆเลย

ด้วยการเร่งโวลูมเพิ่มขึ้นมาอีกราวๆ 25 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับลำโพงความไว 95 ดีบี ก่อนหน้านี้ก็บอกได้แล้วว่านี่เป็นระดับโวลูมปกติสำหรับลำโพงทั่วๆไป (ก็คู่เดิมมันไวเว่อร์ครับ) แต่ที่สำคัญ คือระดับความดังเสียง ความอิ่มเอิบของเสียง เนื้อเสียงความสะอาดที่ได้จากการใช้แอมป์ 10 วัตต์ ขับนั้น มันบ่งบอกออกมาว่า เพียงพอและเหลือเฟือที่จะคลุมห้องขนาดกลางๆได้อย่างสบายๆเพียงคู่เดียวเลย

จุดเด่นแรกที่สัมผัสได้ในทันที คือ มิติและเวทีเสียงจากลำโพงคู่นี้นั้น ต้องชมเปาะเลยว่าเยี่ยมมาก ยิ่งเมื่อคิดคำนวณราคาซื้อกันแล้ว คงต้องบอกว่าไม่อยากจะเชื่อว่ามาจากลำโพงราคาแค่นี้ ด้วยเวทีเสียงที่กว้างมาก กว้างขวางให้เสียงหลุดตู้ออกไปทางขอบข้างของลำโพงแต่ละข้างได้อย่างยอดเยี่ยม หลุดลอยออกไปเป็นอิสระแบบไม่ค่อยเคยเห็นลำโพงราคาไม่แพงทำกันได้แบบง่ายๆเช่นนี้ ตอนเริ่มต้นเบิร์นฯ ผมเล่นกันง่ายๆด้วยการต่อเครื่องเล่นเกมส์ PS4 เล่นเกมส์ Grand Tourismo Sport เป็นเกมส์แข่งรถ เสียงรถแข่งที่วิ่งฉวัดเฉวียนจากซ้ายไปขวา ขวาไปซ้ายนั้น กว้างขวางมากๆ เวลารถวิ้วเฟี้ยวไปทางซ้าย เสียงนั้นตามจอไปแบบแม่นยำ แล้วก็หลุดขอบลำโพงซ้ายออกไปทางผนังห้องด้านซ้ายแบบหลุดตู้แบบน่าทึ่งมาก (เช่นเดียวกันเมื่อรถวิ่งไปทางขวา) มันสร้างความสนุกในการเล่นเกมส์ได้ดีจริงๆ ความกว้าง การต่อเนื่องของมิติเสียงเยี่ยม จนผมบอกกับตัวเองว่า แค่นี้ก็พอแล้ว ไม่ต้องต่อเซอร์ราวน์ดก็ได้เสียงยังกับเซอร์ราวน์ดก็ว่าได้  เสียงเครื่องยนต์รถแต่ละคัน สามารถจำแนกความแตกต่างของเสียงออกมาได้ชัดเจนดั่งผู้ออกแบบเกมส์ต้องการ เครื่องสูบ V ใหญ่ๆ เป็นสูบ V เครื่องสูบเรียงก็สูบเรียง เครื่องเทอร์โบ เครื่อง NA แยกแยะชัดเจน รายละเอียด ความกว้าง ความแม่นยำของเสียงที่ตรงกับภาพ เล่นและฟังอยู่เป็นสัปดาห์ บอกได้คำเดียวว่าลำโพงนี้ เอาไปดูหนังได้ดีเยี่ยมเลยล่ะคุณ จะดูกันแค่สองแชนเนลก็ได้ เพราะเสียงเขากว้างและโอบล้อมดีจริงๆ

หลังจากรอพ้นเบิร์นแล้ว ก็มาเล่นกับการฟังเพลง ผมเลือกฟังทั้งทางฝั่งอะนาล็อกจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง NAD C 556 ติดหัวเข็ม Denon DL103R กับฝั่งดิจิทัล ผมใช้ Bluesound NODE (Gen 1) ฟังทั้งจากไฟล์ Hi-res และ MQA จาก Tidal ก็บอกได้ว่าลำโพงคู่นี้นั้น ไม่ปฏิเสธแหล่งโพรแกรมครับ ได้ทั้งอะนาล็อกและดิจิทัล ด้วยสไตล์เสียงที่ฟังง่าย เป็นมิตรกับดนตรีที่หลากหลาย แนวเสียงออกไปทางลำโพงกฤษแท้ๆ คือ เบสส์อิ่ม นุ่ม หนัก กลางอบอุ่นนุ่มนวล และแหลมใสสะอาดกำลังพอดี (หลายคนบอกว่า AE คือลำโพงที่ให้เสียงอยู่ตรงกลางระหว่าง PSB และ NHT ผมก็ว่าเช่นนั้น) เบสส์นั้นหนักและทิ้งตัวลงพื้นอย่างน่าแปลกใจ มีรายงานเข้ามาบอกว่า เอา NAD C 338 ตัวเล็กขับเบสส์ออกมาเป็นลูกๆน่าทึ่งมากๆ ก็อยากให้ไปลองฟังกันครับ ซึ่งกับซิสเต็มผมนั้น เบสส์ดีมากๆ ผมว่าเวิร์คนะครับ ท่อเบสส์แบบทรงเหลี่ยม มันทำให้พื้นที่หน้าตัดของการกระจายเสียงทุ้มออกทางด้านหลังได้ดีมาก เสียงลมไม่กวนด้วย เบสส์มีบุคลิกของลำโพงตู้ปิดอยู่พอควรทีเดียว

เสียงกลางมีความเนียน ผมทดสอบส่วนตรงนี้กับเพลงร้อง เสียงเปียนโน เสียงแซ็กโซโฟน (เยอะมากครับ สมัยนี้พอฟังกับ Tidal แล้ว แทบจำไม่ได้แล้วฟังเพลงอะไรบ้าง) เฉลี่ยๆแนวเสียงกลางออกมาที่ชอบมากอันดับหนึ่ง คือ สเกลเสียงใหญ่เกินตัวมาก ไม่แพ้ลำโพงคู่ใหญ่ๆที่ตั้งอยู่ก่อนเลย เสียงร้องเอาแบบเต็มฝาห้องนี้ ต้องไปหา Dean Martin ชุด “Dream with Dean” มาฟังเลยครับ แทร็คแรก I’m Confessin’ นี่ละครับ เสียงร้องใหญ่ ชัดเต็มฝาเต็มต้อง ฟังกลางคืนนี่มีกลัวผีกันบ้างแหละ ร้องริมฝีปาก เสียงกลืนน้ำลาย เสียงทอดถอนใจ สุดๆเลยชุดนี้ แค่แทร็คนี้แทร็คเดียวก็บ่งบอกบุคลิกเสียงกลางของ AE300 ได้ดีมากครับ เป็นเสียงกลางที่เป็นธรรมชาติได้ดีมาก ไม่งั้นผมไม่สามารถฟังมันได้นานวันละหลายชั่วโมงหรอกครับ

เสียงแหลมมีความสดใสสะอาด เป็นประกายดี ปลายแหลมออกจะเรียวเล็กไปนิดเดียว ผมว่าตรงนี้หาสายลำโพงที่ให้ปลายแหลมนุ่มนวลมาชดเชยกัน ก็โอเคแล้วละครับ การผายปากแตรขอบๆทวีทเตอร์นั้น ช่วยให้เสียงแหลมกว้างขวาง และหลุดตู้ได้ดีมากๆ แถมทำงานประสานกับมิด-วูฟเฟอร์ ได้เป็นเนื้อเดียวกันดี ตรงนี้เลยทำให้มิติกว้าง และหลุดลอยออกไปอย่างที่เล่ามาก่อนน่ะครับ

มิติมีความชัดเจน เวทีเสียงนอกจากจะกว้างขวางหลุดตู้ดีแล้ว ตรงกลางก็ชัด นิ่ง ด้านลึกก็ทำได้ดีมาก เป็นลำโพงราคาเกือบสองหมื่นบาทที่ให้เวทีเสียงได้ดีมาก จะว่าให้เสียงเป็นสาม-มิติ ก็คงไม่ผิด ด้านลึกถอยลงไปได้ดีงาม สร้างความสมจริงในการฟัง จะเรียกว่าเป็นลำโพงล่องหนได้ก็คงไม่ผิดครับ

สรุป
Acoustic Energy AE300 เป็นลำโพงที่หากจะหาคำสรุปมา ก็คงต้องบอกว่า
1.เป็นลำโพงที่เล่นง่าย ขับง่าย ไม่เลือกแอมป์ (อย่ากลัวสเปค 86 ดีบี)
2.จัดวางง่ายไม่เรื่องมาก เซ็ทกันเพียงไม่นานเสียงก็ลงตัว
3.เสียงฟังสบาย แต่กลับเอาจริงเอาจังในแง่ของมิติ เวทีเสียง ที่ดีเกินราคา
4.ทุ้มดี กลางนุ่มสะอาด แหลมใสกระจ่าง จังหวะจะโคนดี ครบเครื่อง
5.ฟังเพลงได้หลากหลาย ตั้งแต่เพลงร้องเบาๆ แจสส์ พ็อพ ร็อคแบบไทยๆ สบายมากๆ
6.สวยงามดูดีมาก หน้ากากเป็นแบบแม่เหล็กดูด เก๋ไก๋
7.ราคาไม่สูงเลยเมื่อเทียบกับคุณภาพเสียงที่ได้ยิน

Matching
1.ลองหาแอมป์เบสส์อิ่มนุ่ม หลายคนบอกว่า NAD Classic Series ใหม่นี่แหละเวิร์คนัก โดยเฉพาะ C 338 นี่เข้ากันดีมากๆ เบสส์หนักเป็นลูกๆ ฟังไพเราะมาก เป็นคู่ขวัญกันเลย
2.ลองหาสายลำโพงเสียงอิ่มปลายแหลมเนียนๆมาผสมครับ
3.หากอยากได้มิติ เวทีเสียงที่ดี วางห่างฝาออกมาหน่อย ขาตั้งดีๆ มั่นคง มาเสริมก็จะเยี่ยมไปอีก แต่หากใครจะวางหิ้งก็ไม่ว่ากัน อยากได้เบสส์เยอะก็วางเข้าฝาหน่อยครับ เวทีด้านลึกอาจจะหายไปหน่อยแต่ได้ความหนักแน่นกลมกล่อมครบเครื่องของเบสส์มาแทน
4.ใช้งานได้ทั้งดูหนังฟังเพลงแน่นอน การโยนเสียง ความกว้าง เอามาทำเป็นลำโพงคู่หน้าสบายๆ แต่หากจะเอาเบสส์ สั่นห้องคงต้องเสริมสับ-วูฟเฟอร์เข้าไปหน่อยครับ

สุดท้ายคงต้องบอกว่า นี่เป็นลำโพงที่ให้เสียงที่น่าฟังมากคู่หนึ่งในราคานี้ ผมแนะนำให้ไปทดลองฟังกันได้เลย รับรองว่าในราคาขนาดนี้ มีคำเดียวที่สรุปได้ คือ “คุ้มค่าน่าเล่น” ครับ

HFC-AE300-Review-Header

Technical Specifications
Bandwidth: 45Hz -30kHz
Sensitivity: 86dB
Peak SBL: 112dB
Power Handling: 100w
Crossover frequency: 2.8kHz
Impedance: 6ohms
Design: 2 way
Dimensions: 300 x 175 x 260 (HxWxD)
Weight: 6.5kg (each)
Finishes: Piano Gloss Black and  Walnut wood veneer

สนใจทดลองฟังและซื้อสินค้าได้ที่ Conice ทุกสาขา
Acoustic Energy AE300  สี Black ราคาคู่ละ 19,800 บาท
Acoustic Energy AE300  สี Walnut ราคาคู่ละ 21,800 บาท

คอลัมน์ In House Test / จากวารสาร Life Entertainment#262
ทดสอบโดย: อธิวัฒน์

 

NAD T 758 V3 A/V Surround Sound Receiver

 

NAD-T-758-V3-Front

นี้คือการอัพเดทล่าสุดกับเครื่องเอ/วี รีซีฟเวอร์ ที่ได้รับรางวัลมามากมาย NAD T 758 เป็นเครื่องที่ได้รับการออกแบบยึดถือปรัชญา “เรียบง่าย คือดีกว่า” ที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถปรับแต่งได้โดยง่าย เน้นคุณภาพเสียงสูงสุด โดยในเวอร์ชันล่าสุด V3 นี้ ก็อัดเต็มไปด้วยสิ่งที่แฟนๆ NAD คาดหวังได้จากสินค้าของ NAD ทั้งเสียงจากภาพยนตร์ที่สมจริงจนใจสั่น จากการออกแบบพลังเสียงที่เต็มเปี่ยม ไปจนถึงการบวกเอาลูกเล่นเพิ่มเติมเพิ่มความละเมียดละไมไปอีกขั้น ไม่ว่าจะเป็นระบบ MDC ที่สามารถอัพเกรดได้ในอนาคต, การตอบสนองระบบภาพแบบ 4K Ultra HD, การ Preset ค่าการปรับแต่งตามรูปแบบที่ต้องการหลายแบบ นอกจากนั้นยังสามารถคอนโทรลผ่าน iOS App ผ่านทางมือถือ พร้อมทั้งการจูนเสียงให้สามารถใช้งานในการฟังเพลงได้ดีพอที่จะเป็นศูนย์กลางในระบบที่เยี่ยมทั้งดูหนังและฟังเพลงได้

MDC-The Most Distinctive Feature

ที่ NAD นี้ เราพยายามที่จะทำตัวให้ทันสมัยกับโลกเอ/วีที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาไม่เคยหยุด การคิดค้นระบบ MDC คือคำตอบที่ทำให้เครื่องไม่มีวันล้าสมัย เพราะช่อง MDC ที่มีมาให้ใน T 758 V3 นี้ จะทำให้คุณสามาถอัพเกรดระบบเสียงได้ในอนาคตแบบไม่จำกัด เพียงแค่เติมโมดูลแบบใหม่ใส่เข้าไปเท่านั้นเอง

Logo

Music First

ระบบเสียงที่ให้มานั้นมีมาครบทุกแบบที่กำลังได้รับความนิยม รวมไปถึงระบบ HD Dolby Atmos และ DTS Master Audio ที่ถอดรหัสเสียงด้วยระบบ DSP ใหม่ล่าสุด High Speed/Multicore พร้อมตอบสนองต่อเสียงแบบไฮ-เรสทุกรูปแบบ รวมถึง MQA ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่สุดของการฟังเพลงในตอนนี้ นอกจากนั้นแล้ว ภาคขยายของ T 758 V3 ก็อัดแน่นด้วยพลังของวงจร PowerDrive ที่ีให้พลังเสียงเต็มที่ จ่ายกระแสได้สุดยอด พร้อมกำลังสำหรับระดับสูงที่จะผลักดันสิ่งที่ดีที่สุดออกมาจากลำโพงของคุณได้ ไม่ว่าจะเป็นการดูหนังหรือฟังเพลง พร้อมให้เสียงเพลงที่สมจริง กระจ่าง เต็มไปด้วยรายละเอียด จนหากเอาไปเทียบกับเอ/วี รีซีฟเวอร์ทั่วๆไป คุณจะพบว่าเครื่องเหล่านั้นให้เสียงเพลงแบนเป็นหน้ากระดานไปเลย

Pure and Simple Video

T 758 V3 ใช้ระบบภาพแบบใหม่ล่าสุดระดับสุดยอด พร้อมตอบสนองต่อระบบ Ultra HD 4K 3840×2160 พิกเซล ที่ 60 เฟรมต่อวินาที 4:4:4 gamut และรองรับระบบ HDR ให้ภาพชัดเข้มคมลึก ในขณะที่สัญญาณอะนาล็อกก็สามารถรองรับ HDMI ได้ตามมาตรฐาน พร้อม Bypass ส่งตรงไปให้จอภาพของคุณทำการ Process ภาพ โดยไม่ทำงานซ้ำซ้อนกันระหว่างตัว AVR กับจอเหมือนเอ/วีอื่นๆ ซึ่งทำให้ภาพที่ได้นั้นมีคุณภาพที่ดร็อพลงไปเปล่าๆ

T-758-V3_Rear-on-Black-Background

Easy Flexibility

การใช้งานเรียบง่าย ออกแบบมาให้ปรับแต่งใช้งานง่าย ไม่ต้องระดับโปรก็ทำได้ แต่ละช่องอินพุท สามารถที่จะตั้งค่าเสียงเฉพาะช่องได้อิสระ คุณสามารถเลือกแต่งเสียงตามแนวทางที่ชอบให้เหมาะกับหนังที่ดู เพลงที่ฟัง แล้วตั้งเก็บเป็น Preset มาเลือกใช้ภายหลังจากการกดที่รีโมทเพียงปุ่มเดียวได้โดยง่ายและสะดวก หรือจะเปลี่ยนชื่อ Input ตามถนัดก็ทำได้ ส่วนใครที่เล่นระบบมัลติ-รูมก็สามารถต่อ Zone 2 ออกไปเล่นห้องอื่นๆได้โดยสะดวก จะใช้แอมป์นอกหรือจะดัดแปลงเอาภาคขยายที่ไม่ได้ใช้ในตัว (เช่น Surround Back) ออกไปขับลำโพง Zone 2 อีกห้องก็ได้

State-of-the-Art Room Correction

ระบบ Dirac Live ได้รับการยกย่องว่าเป็นระบบแก้ไขสภาพห้องฟังที่ดีที่สุดในปัจจุบัน และเป็นที่ทราบกันดีว่า Dirac Live นั้น ส่วนใหญ่จะมีเฉพาะในเอ/วีที่มีราคาแพงกว่า T 758 V3 หลายเท่าตัวเท่านั้น จึงเป็นความคุ้มค่าที่ T 758 V3 มีระบบนี้เตรียมไว้ให้แล้ว โดยระบบนี้จะทำให้คุณได้รับการฟังเพลงที่ถูกต้อง แก้ไขความผิดพลาดทางเสียงที่เกิดจากห้องฟังได้โดยใช้ไมโครโฟนและซอฟท์แวร์ที่มีมาให้พร้อม

BluOS Streaming High-res Audio Included

T 758 V3 ล่าสุดนี้มีการบรรจุระบบ Wireless Streaming BluOS เข้าไว้ในตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้คุณสามารถที่จะสตรีมเสียงเพลงไฮ-เรส Lossless ได้ในทันทีโดยไม่ต้องซื้อเพิ่ม ไม่ว่าจะฟังไฮ-เรส หรืออินเตอร์เน็ท เรดิโอ ก็พร้อมต่อการทำงาน โดยสามารถควบคุมผ่านแอพมือถือ BluOs หรือจากคอมฯก็ได้ หรือจะเอาไปร่วมกับระบบของ Bluesound ก็ย่อมได้ 

Get More Music

ไม่เหมือนกับเอ/วี รีซีฟเวอร์ทั่วๆไป T 758 V3 นั้นออกแบบด้วยประสบการณ์ 45 ปีในวงการ ที่ทุ่มเทในการทำเครื่องเสียงที่ให้เสียงดนตรีที่ดีที่สุดในท้องตลาด ไม่ว่าคุณจะใช้งานเพื่อดูหนังหรือฟังเพลง T 758 V3 จะให้ประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมน่าทึ่ง, เรียบง่ายในการใช้งาน อีกทั้งคล่องตัวในการอัพเกรดได้อย่างที่คุณต้องคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

 

สนใจทดลองฟังและซื้อสินค้าได้ที่ Conice ทุกสาขา
สอบถามเพิ่มเติมโทร.02-276-9644
http://www.conice.co.th
LINE: @conice

NAD C 568 CD Player

เครื่องเล่นซีดีรุ่นใหม่ล่าสุดที่ได้รับการพัฒนามาจากเครื่องระดับ 5 ดาว ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงรุ่น C 565BEE ให้ดีขึ้นไปอีกระดับ ด้วยการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นในทุกด้าน C 568 จึงถือว่าเป็นเครื่องที่ออกแบบมาเป็นคู่ที่ดีเยี่ยมกับแอมป์รุ่น C368 ของ NAD หรือชุดเครื่องเสียงใดๆก็ได้

4

หลายคนคงสงสัยว่า C 565BEE นั้น ทั้งดีและทั้งดัง พร้อมรางวัลต่างๆติดตัวอีกเพียบ แล้วทำไม NAD ถึงได้ออก C568 ทดแทนกัน

ก็เพราะ NAD ไม่เคยหยุดการพัฒนานั่นเอง แม้ว่าจะมีของดีอยู่แล้ว หากทางแผนกวิจัยของเราพบว่ามีหนทางใดที่จะทำให้สิ่งที่ดีอยู่แล้ว ดียิ่งขึ้นไปอีก (และต้องดีขึ้นไปเป็นอย่างมากด้วย) เราก็จะทำมันออกมา อย่างใน C 568 นี้เองก็เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะนอกจากภายนอกที่ปรับแต่งให้ดูสวยงามร่วมสมัยกับเครื่อง NAD รุ่นใหม่อื่นๆได้ดีแล้ว การพัฒนาในแง่คุณภาพเสียงก็มากขึ้นไปอีก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมิติที่ขึ้นไปอีกมาก ทั้งด้านลึก และขนาด รวมไปถึงการพัฒนาโทนเสียงให้มีความเที่ยงตรง ลื่นไหลน่าฟังเพิ่มขึ้นไปอีก

 

ลูกเล่นและการออกแบบ

การรวมเพลงลงไปในแผ่น CD-R หรือ CD-RW นั้นก็ยังเป็นที่นิยมของใครหลายๆคนที่ยังชอบรวมเพลงโปรดลงในแผ่นเหล่านี้ แน่นอนว่า C 568 สามารถที่จะเล่นแผ่นเหล่านี้ได้อย่างดีไม่มีปัญหาเหมือนเครื่องเล่นซีดีรุ่นเก่า นอกจากนั้นแล้ว แผ่นที่บันทึกไฟล์มาเป็น MP3หรือ WMA ก็ยังสามารถอ่านได้ด้วย ทำให้คุณสามารถฟังเพลงได้นานกว่า 10 ชั่วโมงจากแผ่น CD-R เพียงแผ่นเดียว ด้วยคุณภาพเสียงที่ 128KPS ที่ให้คุณภาพที่ดีพอสำหรับการฟังแบบแบ็คกราวน์ดไปได้ทั้งวัน นอกจากนั้นแล้วเรายังเติมลูกเล่นต่างๆลงไปให้คุณได้สนุกกับการฟังเพลงได้อีกมาก เช่น การ Random ที่สุ่มสลับเพลงไม่ให้รู้สึกเบื่อ, Repeat เพื่อให้เพลงวนไปได้ตลอดทั้งวัน, Skip เพื่อข้ามเพลง, Scan เพื่อหาเพลง

img-c568

หน้าจอแสดงผลเป็นแบบฟลูออเรสเซนท์  VFD ที่ชัดและเห็นได้ง่ายพร้อมให้ข้อมูลหลักต่อผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นหมายเลขแทร็ค หรือโหมดการทำงานอื่นๆ

ช่องต่อดิจิทัลขาออกนั้นได้รับการออกแบบมาเพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มที่ กับเครื่องอัพเกรดอื่นๆไม่ว่าจะเป็น DAC หรือจะต่อตรงเข้าเอ/วี รีซีฟเวอร์ ช่องโคแอ็กเชียลได้รับการออกแบบววงจรให้ทำงานแยกออกจากส่วนของภาคแปลงสัญญาณเสียงอย่างอิสระ และยังสร้างภาคนี้ให้มีค่าความต้านทานคงที่และแม่นยำที่ 75 โอห์มตามสเปคที่สุด ซึ่งการออกแบบเช่นนี้ ทำให้ลดความผิดพลาดเหลื่อมล้ำทางเวลาของสัญญาณดิจิทัล หรือที่เรียกว่า Jitter ไปได้มากที่สุด ในขณะที่ช่องOptical นั้น ก็เช่นกัน สามารถทำให้สามารถต่อเข้ากับระบบ DAC อีกหลายแบบที่รับได้แต่ช่อง Optical เท่านั้นได้

การควบคุมต่างๆนานาเหล่านี้สามารถคุมได้จากรีโมท คอนโทรล CD-8 ครบทุกฟังค์ชัน สั่งงานสบายๆจากเก้าอี้ของคุณ โดยรีโมทนี้สามารถสั่งงานเลือกแทร็คโดยตรง ทำให้คุณเลือกเพลงได้ในทันทีที่ต้องการ นอกจากนั้นยังสามารถโพรแกรมเพลงได้ 20 เพลง แล้วเมื่อไหร่ที่อยากลบบางเพลงออกจากการโพรแกรม ก็สามารถกดปุ่ม Delete ลบเพลงออกไปจากการโพรแกรมเฉพาะเพลงนั้นๆได้โดยไม่ต้องล้างการโพรแกรมไปทั้งหมด

c568rear_large

ภาคปรับแรงดันไฟ ทำงานแยกอิสระเป็นสองส่วน คือส่วนดิจิทัล และอะนาล็อก ช่วยลดการกวนซึ่งกันและกันลง แผงวงจรรอบๆส่วนของ DAC จะถูกวางทิศทางเดินสัญญาณและอุปกรณ์ต่างๆอย่างระมัดระวังเพื่อลดการส่งสัญญาณรบกวน RF ลง ภาค DAC นี้ ใช้ชิพ 24Bit Hi-res ของ Wolfson รุ่น WM8741 ที่ให้ความเที่ยงตรงสูงและมีประสิทธิภาพในการถ่ายทอดรายละเอียดเล็กๆน้อยๆได้อย่างยอดเยี่ยม โมดูลจัดการเวลาใช้ของ Crystek ช่วยลด Jitter เป็นโมดูลเกรดสูงบที่ไม่มีพบเจอในเครื่องเล่นซีดีระดับนี้ ทำให้สามารถใช้ C 568 ให้กลายเป็นทรานสปอร์ต ระดับไฮ-เอ็นด์ คู่กับ DAC ระดับ Super High-End ได้อย่างสบาย Capacitor ใช้แบบ Metal Film และ Polypropylene เพื่อให้สามารถตอบสนองความถี่ได้เที่ยงตรงสูงสุด Op-Amp เกรดสติวดิโอ LM4562 ถูกเลือกนำมาใช้แทนที่จะเป็นอ็อพ-แอมป์ เกรดต่ำๆธรรมดาเพื่อลดต้นทุน และนอกจากจะใช้คาปาซิเตอร์แบบ Single-Film ในส่วนขาออกเพียงจุดเดียวแล้ว เส้นทางสัญญาณเสียงอื่นๆนั้นจะปราศจากการใช้คาปาซิเตอร์อย่างสิ้นเชิง ทำให้ค่าความต้านทานขาต่ำมากเพียงแค่ 150 โอห์ม ซึ่งตรงนี้ทำให้ NAD C 568 นั้น เป็นเครื่องที่ไม่เลือกชนิดของสายสัญญาณที่จะเอามาเข้าคู่เลยแม้แต่น้อย

และด้วยความดีงามเหล่านี้ เราอยากขอให้คุณได้ลองสละเวลาไปทดลองฟัง C 568 กับเพลงที่หลากหลายแนว เพื่อที่จะได้ค้นพบว่า นี่คือเครื่องที่สามารถตอบสนองเสียงเพลงได้ทุกแบบ ทุกแนว และสามารถให้คุณภาพเสียงในระดับมาตรฐานไฮ-เอ็นด์

nad_c568_-_08w.jpg

แน่นอนว่าคุณสามารถที่จะหาซื้อเครื่องเล่นซีดีที่มีราคาแพงกว่านี้ได้สบายๆ แต่เราอยากจะบอกว่า มันเป็นเรื่องยากจริงๆหากคุณจะหาเครื่องที่ให้เสียงดนตรี เป็นดนตรีครบถ้วนกระบวนความสมบูรณ์ฉบบได้เท่า NAD C568 เครื่องนี้อย่างแน่นอน

KEY FEATURES

  • CD, CD-R and CD-RW Compatible
  • USB Input supports external memory and audio rates up to 384kbps
  • MP3 and WMA decoding
  • NAD CD-8 full function remote control
  • Ultra-High Precision Clock Module for lowest jitter
  • Wolfson 24 bit Digital to Analogue Converter
  • Super High-Speed OPAmps
  • Coaxial Digital Output
  • Optical Digital Output
  • Toroid Power supply with separate power regulators for analogue and digital Sections
  • VFL Display with CD text
  • Selectable Track, Time and Repeat
  • Repeat Mode for single track or entire CD
  • Program Play up to 20 tracks
  • Random Play
  • External IR input
  • 12V Trigger input
  • <0.5 watt Standby consumption
  • Detachable AC cord

GENERAL PARAMETERS

  • Output level
  • Analog: 2.2 ± 0.1 V
  • Frequency response
  • ±0.3 dB (ref. 0 dB 20 Hz-1 kHz)
  • ±0.5 dB (ref. 0 dB 5 kHz-20 kHz)
  • Total harmonic distortion
  • 0.01% (ref. 1 kHz, Audio LPF)
  • Signal/Noise ratio
  • 118 dB (ref. 1 kHz, A-weighted LPF Stop, Pause)
  • Channel balance
  • ±0.5 dB (ref. 0dB 1kHz)
  • Dynamic range
  • 95 dB
  • Channel separation
  • >90 dB
  • De-emphasis
  • -3.73 to -5.33 dB (ref. 0dB 1 kHz, 5 kHz)
  • -8.04 to -10.04 dB (ref. 0dB 1 kHz, 16 kHz)
  • Linearity
  • ±0.01 dB (ref. 0dB 1 kHz at -3 dB)
  • ±0.02 dB (ref. 0dB 1 kHz at -6 dB)
  • ±0.02 dB (ref. 0dB 1 kHz at -10 dB)
  • ±0.05 dB (ref. 0dB 1 kHz at -20 dB)
  • ±0.15 dB (ref. 0dB 1 kHz at -60 dB)
  • Standby power
  • <0.5W

USB

  • Output level
  • 2.2 ± 0.2 V
  • Frequency response
  • ±1 dB (ref. 0 dB 20 Hz – 16 kHz)
  • Total harmonic distortion
  • <0.03% (ref. 0 dB 1 kHz, Audio LPF)
  • Signal/Noise ratio
  • 118 dB

DIMENSION AND WEIGHT

  • Unit Dimensions (W x H x D)
  • 435 x 83 x 311 mm (Gross)
  • 17 1/8 x 3 5/16 x 12 1/4 inches
  • Net weight
  • 4.8 kg
  • 10.6 lbs
  • Shipping weight
  • 6.9 kg
  • 15.2 lbs

NAD C 568 ราคา25,900บาท
ติดต่อซื้อสินค้าได้ที่ Conice ทุกสาขา
สอบถามเพิ่มเติมโทร.02-276-9644
http://www.conice.co.th

 

เลือก NAD เครื่องไหนดี?

นระหว่างความคิดที่ต้องเลือก NAD รุ่นหนึ่งรุ่นใด ผมมักจะต้องคิดมากเช่นเดียวกับคนที่มักถามว่าเล่นแอมป์ NAD แบบไหนดี เพราปัจจุบันเครื่องเสียง NAD มีหลานซีรีส์ เริ่มจากซีรีส์ Classic ดั้งเดิมที่มีแนวทางออกแบบวงจรแบบ Class-AB อนาล็อคทั่วไปที่เราคุ้นเคยกันมาตั้งแต่ยุค NAD 3020 Series แรก ซึ่งคงไม่ต้องอธิบายรายละเอียดคุณสมบัติเพิ่มเติม

เครื่องเสียง NAD Classic Seires ในรูปแบบนี้ก็ยังมีให้เลือกอยู่บ้างหากคุณชื่นชอบแบบเดิมๆ เช่น NAD C375BEE ซึ่งแน่นอนว่าอนาคตข้างหน้า ระบบแอมปลิไฟเออร์สมัยใหม่ก็ต้องเข้ามาทดแทนในที่สุด ตามยุคสมัย ซึ่งเราพิเคราะห์ได้จากการขยับตัว พัฒนาแต่ละย่างก้าวของ NAD นั่นเอง

NAD มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ปรับตัวมาเป็น D Seires ที่มีการปรับวงจรขยายแบบดิจิตัลเต็มตัว อาทิ D7050, D1050, D3020 ที่ปรับปรุงทรงวางแนวตั้งอย่างเก๋ไก๋ ไม่เหมือน C Series เดิม ซึ่งต้องมาพิจาณากันว่า ความเปลี่ยนแปลงมาในรูปแบบนี้ ทั้ง 3 รุ่นที่เราเห็นอยู่มีความเปลี่ยนไปอย่างไร เป็นแนวคิดล้ำสมัยที่จะบ่งบอกเราว่า โลกเบื้องหน้าคือการปรับไปสู่ Media Server/Network Amplifier อย่างแน่นอน

Digital Family-7050 1050 3020

โดยที่ D1050 เป็นเครื่องแปลงรหัสดิจิตัลสู่อนาล็อค หรือ DAC มันจะทำหน้าที่รับสัญญาณจากคอมพิวเตอร์ ไปต่อเข้าที่ระบบเสียงดั้งเดิมที่คุณมีอยู่ หมายความว่าเรามีแค่แอมป์อนาล็อคที่ใช้ประจำมาจับคู่ได้ ทำให้ระบบเครื่องเสียงของเรากลายเป็นระบบคอมพิวเตอร์ ออดิโอ ได้ในทันทีทันใด

imgส่วน D3020 คือเป็นสองภาคที่รวมไว้ในเครื่องเดียว ระหว่างเอา DAC ผนวกกับภาคขยาย ที่ทำหน้าที่รับสัญญาณดิจิตัลและบลูทูธจากคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์สมาร์ทโฟน จากนั้นเราก็ต่อออกสู่ลำโพงเล่นได้ ในการควบคุมระบบหรือการนำเพลงมาฟังก็จะผ่านมาทางคอมพิวเตอร์และเครื่องโทรศัพท์ที่เราใช้งาน มีแอพพลิเคชั่นก็ใช้งานได้ไม่ยากเย็น

ส่วนแอมปลิไฟเออร์ D7050 นั้น ก็ถือว่าเป็นเน็ตเวิร์ค แอมปลิไฟเออร์ อย่างเต็มตัวเลยทีเดียว มีหนึ่งเครื่องก็D7050-Frontนำมาต่อกับลำโพงที่คุณชื่นชอบ ฟังเพลงได้ ไม่ต้องมีคอมพิวเตอร์ เพียงแค่ภายในบ้านเรามีระบบเน็ตเวิร์ค ทั้งแบบสาย LAN หรือระบบไร้สาย เครื่องรุ่นนี้จะมีคุณสมบัติพร้อมในการตอบสนองในการฟังเพลงผ่านแอพฯได้อย่างสะดวกมากๆ มันสามารถดึงเพลงที่คุณเก็บไว้ในฮาร์ดดิสค์ในคอมฯของคุณ ออกมาเล่นผ่านตัวเครื่องโดยการเลือกเพลงจากแอพฯในมือถือรวมถึงการเชื่อมกับระบบ NAS ที่เป็นศูนย์กลางการจุข้อมูลความบันเทิงในบ้านก็ได้ด้วย ดังนั้นการออกแบบเพิ่มซีรีย์ D Series เท่ากับเป็นการนำเอาความเป็น NAD สู่การฟังเพลงในรูปแบบของ Network Audio ได้โดยไม่มีอะไรต้องพะวงอีกต่อไป

เอาล่ะ แค่นี้ยังไม่หมดนะครับ เรามาว่ากันต่อถึงเครื่องเสียง NAD ในซีรีส์ใหม่ล่าสุดอย่าง New Classic Series ได้แก่ NAD C388, NAD C368, NAD C338 กันบ้าง นี่คือ Hybrid Digital DAC Amplifier ที่ NAD คาดหวังว่าจะเป็นตัวแทนของเครื่องเสียง ระดับออดิโอไฟล์ยุคใหม่ โดยการออกแบบให้การทำงานของภาคขยายเป็นแบบ Hybrid ให้ภาคจ่ายไฟเป็นระบบ DC 100% ภาคจ่ายไฟพัฒนาการจ่ายไฟให้ทางประสิทธิภาพ โวลเทจเที่ยงตรงสมานเสมอทั้งย่านความถี่ ทำให้ไร้ซึ่งเสียงรบกวนตลอดย่านการทำงาน อันนี้คือหัวใจการออกแบบ

NAD Classic Series Stack

การต่อสัญญาณขาเข้าทำได้ทั้งแบบ Digital และ Analog โดยรุ่นใหญ่อย่าง NAD C338 นั้นมีช่องต่อแบบ Optical 2 ชุด ซึ่งถ้าต้องการเพิ่มแบบ USB ก็สามารถเพิ่ม MDC Module ภายหลัง ส่วนภาคอนาล็อคนั้น ต่อไลน์อินพุทได้ 2 ชุด และแถมพกให้สำหรับคอ Vinyl ด้วยภาคขยายหัวเข็ม Phono MM สำหรับเครื่องเล่นแผ่นเสียงอีกหนึ่งชุด อีกทั้งรับสัญญาณ Bluetooth AptX ได้โดยมีเสาอากาศในตัวแบบถอดได้ ในขณะที่รุ่น C368 จะมีความใกล้เคียงกัน และคุณสมบัติรุ่น C338 จะเป็นการเริ่มต้นในแนวทางนี้

M32 in Blue Living Room No Talent
NAD Masters Series M32 : DirectDigital DAC Amplifier

เครื่องเสียง NAD อีกซีรีส์หนึ่งที่ผลิตมานานคือ Master Series เป็นเครื่องเสียงระดับ Hi-End ในแบบของ NAD คือคัดสรรทุกสิ่งที่ดีที่สุด เหนือชั้นขึ้นไปอีกทั้งอุปกรณ์และวงจร แต่สิ่งที่ NAD ยังปกปักรักษาปรัชญาอย่างมั่นคงคือ ราคาใน Master Series ก็จะไม่แพงแบบไร้เหตุผล ทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานที่ถูกต้องต่อความเป็นจริง อะไรที่เป็นคอสเมติกเกินจำเป็นและไม่ได้ช่วยให้คุณภาพเสียงดีขึ้น Master Series ก็จะไม่นำมาใส่ไว้ให้เปลืองงบประมาณของคนเล่นเครื่องเสียง

ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องเสียง NAD ที่มีอยู่ แสดงตัวตนชัดเจนในแต่ละซีรีส์ การถามว่าควรเลือก NAD รุ่นไหนสำหรับคุณ ผมจะตอบแบบรวบรัดทันทีดูจะยาก แต่ก็อาจจะพอมีแนวทางสังเกตไว้บ้าง ตั้งแต่คุณสมบัติของเครื่องไปจนถึงคุณภาพ บุคลิกเสียง และการนำไปใช้งาน การเลือกเครื่องเสียงล้วนเป็นการเลือกเพื่อให้ตรงกับความพึงใจของคุณ

  1. ดูว่า NAD รุ่นใด ตรงกับงบประมาณที่คุณคิดไว้ในใจแบบคร่าวๆ และต้องดูว่า ในงบประมาณนั้นๆ สามารถขยายเพิ่ม หรือบวกลบได้เท่าใด เผื่อว่าความต้องการเราเกินกว่าที่มองไว้แต่แรกจะได้ขยับขยายได้
  2. บุคลิกเสียงของแต่ละซีรีส์จะต่างกัน ความละเอียดละเมียดละไม ความสะอาดของเสียง Master Series คือสูงสุดเท่าที่คุณจะค้นพบได้ใน NAD ถ้างบประมาณของเราไม่ถึงขนาดนั้น ก็อาจจะลงมาดูซีรีส์ที่เบสิคกว่า คือ D Series และ New Classic Series หรือ Classic Series ดั้งเดิม

    ถ้าถามว่า บุคลิกเสียงของ Series D แตกต่างไปจาก Classic Series ดั้งเดิมเช่นไร ก็ต้องบอกว่า D Series และ New Classic Series จะให้เสียงในแนวฉับไวมากขึ้น โปร่งใสขึ้น เป็นความสดใสในแบบแอมป์ขยายเสียงยุคใหม่ที่เราต้องการเข้าถึงทุกย่านความถี่เท่าที่ระบบดิจิตัลสมัยใหม่จะส่งผ่านมาได้ จึงทำให้เสียงที่คงอยู่บนพื้นฐานมิวสิคของ NAD ก้าวไปสู่ความกระชับฉับไวอีกระดับหนึ่ง

  3. เลือกดูว่า กำลังขับ ฟังก์ชั่นต่างๆ ของภาคขยายพอเพียงจะนำไปขับลำโพงที่เรามีอยู่หรือไม่ เพื่อให้สมดุลกัน อีกทั้งฟังก์ชั่นในการใช้งานจะบ่งบอกไลฟ์สไตล์ของเครื่องแต่ละเครื่องว่า เหมาะกับการนำไปใช้งานอย่างไร สำหรับฟังเพลงอนาล็อค หรือเล่นกับเครื่องเล่น CD ทั่วไป เล่นกับแหล่งโปรแกรมได้หลากหลายรวมทั้งโปรแกรมยุคดิจิตัล การเป็นระบบ Network และการสตรีมมิ่งเพลง การดึงเอาไฟล์เพลงทั่วไปมาเล่นกับเครื่อง ฯลฯ

สามประการเบื้องต้นนี้ เชื่อว่าเป็นการค้นหาคุณสมบัติทีมีอยู่ในตัวของ NAD รุ่นหรือซีรีส์ต่างๆ ได้ตรงตามความต้องการของคุณ เริ่มต้นทดลองฟังและใช้งานสักรุ่นหนึ่งและขยายวงออกไปเปรียบเทียบกับรุ่นอื่นๆ เชื่อว่า NAD จะไม่ทำให้คุณต้องผิดหวังสมดังชื่อของเราเลยว่า New Acoustic Dimension ครับ

โดย : ภูธร

เผยแพร่ในวารสาร Life Entertainment ฉบับที่ 260/219 LE#260-219 Nov-Dec 2017