NAD : Hi-Fi ตัวจริงสำหรับศตวรรษที่ 21

 

ปีนี้เป็นปีที่ NAD กำลังย่างเข้าสู่ปีที่ 45 แล้ว เรามาย้อนดูกันว่า จากระยะเวลาที่ผ่านมา 45 ปี เครื่องเสียงแบรนด์นี้ มีอะไรที่สำคัญต่ออดีต ปัจจุบัน และอนาคตของวงการเครื่องเสียงบ้าง

แม้ว่าเทคโนโลยีนั้นเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว แต่บางอย่างก็ยังคงอยู่นิ่งแบบไร้กาลเวลา แกนหลักของเครื่องเสียง Hi-Fi นั้นคือ ทำอย่างไรก็ได้ให้มีประสิทธิภาพในการถ่ายทอดเสียงออกมาให้ใกล้เคียงกับของจริงที่สุด เครื่องเสียงและอุปกรณ์ต้องกายไป สิ่งที่เหลืออยู่ต้องเป็นดนตรีจริงๆ กับความสมจริงที่ทำให้คุณขนลุกชันขึ้นมาได้เมื่อได้ยิน

เมื่อ NAD เข้าสู่วงการเครื่องเสียงเมื่อปี 1972 นั้น บริษัทถูกตั้งขึ้นใน London โดยผู้ช่ำชองของวงการเครื่องเาียงอย่าง Dr. Martin L. Bolish ในช่วงเวลาที่ยักษ์ใหญ่แห่งวงการอีเล็คทริคกำลังหลงทาง เพราะพวกเขานั้นพยายามที่จะแข่งขันกันในสิ่งที่ไม่ได้มีประโยชน์ต่อคุณภาพเสียงใดๆกับรูปลักษณ์หน้า ลูกเล่นแพรวพราวที่มีไว้เพื่อเป็นจุดขายในหน้าโฆษณา ซึ่งด้วยเหตุผลนี้เอง ที่บริษัทอังกฤษเล็กๆ รายนี้ได้ถือกำเนิดขึ้นมา เพื่อสร้างความแตกต่างและบอกต่อวงการว่าควรทำเช่นไร 

The 3020 Integrated Amplifier 

NAD 3020 Original Front

7 ปีต่อมา ทุกสิ่งทุกอย่างก็เกิดในปี 1979 MAD ออกแอมป์ 3020 แอมป์ที่มีหน้าตาแสนจะธรรมดา ที่กลายมาเป็นตัวสร้างแบรนด์ให้ถือกำเนิดขึ้นมาอย่างจริงจัง ในขณะที่แอมป์อื่นๆเพิ่ม แต่ 3020 กลับตัดออก Bjorn Erik Edvardsen ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาสินค้า เชื่อว่าลูกเล่นไร้สาระเป็นการเพิ่มต้นทุนและความซับซ้อนให้กับวงจร ทำให้เกิดปัญหาและอุปสรรคต่อทางเดินสัญญาณ ทางแก้ก็คือตัดเอาสิ่งเหล่านี้ออก แล้วอุปสรรคต่อการเดินสัญญาณในเครื่องสั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้ ช่วยป้องกันความเพี้ยนและผิดพลาดในทางเดินสัญญาณ เสียงก็จะดีและเที่ยงตรงตามแหล่งที่มาอย่างไม่ถูกบิดเพี้ยน แล้วเจ้าหนู 3020 ผู้ฆ่ายักษ์ก็เกิดขึ้น

“The NAD 3020 took on the Japanese giants and won”

แม้ 3020 จะมีกำลังขับแค่ 20 วัตต์ แต่ 20 วัตต์ แบบ NAD นั้นก็ต่างกับคนอื่นมาก ต้องขอบคุณการคิดค้นภาคขยายแบบ High Voltage/High Current ที่ออกแบบให้มีกำลังขับชั่วคราวได้ถึง 40 วัตต์ ที่ 8 โอห์ม และ 58 วัตต์ที่ 4 โอห์ม ไปจนถึง 72 วัตต์ ที่ 2 โอห์ม ซึ่งถือว่าเหลือเฟือที่จะขับลำโพงขับยากๆ เกือบทุกแบบในเวลานั้นได้ และ NAD ก็ย้ำเสมอว่า ให้ลองเอา 3020 ทดลองขับกับลำโพงที่ว่ายากๆดูก่อนเถอะ และในขณะที่หน้าตานั้นดูเรียบง่าย ภายในนั้นถือว่าอัดมาเต็ม มันให้นิยามใหม่ของการใช้อุปกรณ์เกรดดีที่สุดเท่าที่จะดีได้สำหรับแอมป์ราคา 80 ปอนด์ ในตอนนั้น ทำให้เหล่าสื่อทดสอบทั้งหลายถึงกับทึ่งในเสียงที่อบอุ่นและเที่ยงตรง เป็นที่ถูกใจนักเล่นเครื่องเสียงในเวลานั้นเป็นอย่างมาก จนได้ชื่อว่า “ผู้ล้มยักษ์” ที่เอาชนะแอมป์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นได้ จนทำให้ขายได้มากกว่าล้านเครื่องเลยทีเดียว 

Performance, Value, Simplicity

Capture

ความสำเร็จของ 3020 นั้นกลายมาเป็นเสาหลักแห่ง NAD มานับแต่บัดนั้น ทุกอย่างที่ออกมาในแบรนด์นี้ ต้องยืนหยัดอยู่ 3 อย่างคือ ประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และความเรียบง่าย บริษัทฯลงทุนในอุปกรณ์ภายในที่มีผลต่อเสียงโดยตรงมากกว่ารูปร่างภายนอก คิดค้นและพัฒนาเพื่อที่จะทำให้ทางเดินสัญญษณสั้นและบริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเน้นย้ำในการผลิตเครื่องเสียงดีเยี่ยม ในราคาที่คุ้มค่าแบบสุดๆ มันเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับนักเล่นที่ต้องการเน้นเรื่องคุณภาพเสียงมากกว่ารูปร่างหน้าตา ผู้ที่ต้องการเสียงที่เที่ยงตรง ในราคาสบายๆ

Hi-Fi for Right Now เรื่องของปัจจุบัน

ในปัจจุบัน NAD นั้น พยายามขึ้นไปอีกที่จะทำเครื่องเสียงที่ดีที่สุดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนึงถึงความนิยมในการฟังเพลงของคนในยุคปัจจุบัน ที่เริ่มหันมาฟังเพลงจากแหล่งโปรแกรมอื่นๆ ที่เริ่มเป็นมาตรฐายใหม่ ไม่ว่าจะเป็น TV, Smartphone หรือจากอินเตอร์เน็ต นั่นคือเหตุผลที่แอมป์รุ่นใหม่ๆของ NAD จะมีช่อง USB, TV และทำงานผ่านระบบ Wi-Fi ได้ (พอๆกับที่สามารถเล่นเพลงไพเราะจากแผ่นเสียงไวนีลได้ด้วย) ซึ่งนี่ก็คือ เหตุผลที่เกิดการพัฒนาระบบการควบคุมการฟังเพลงแบบใหม่ล่าสุดที่เรียกว่า BluOS

1-SFRx3bFqN2IcFowKhgjWSw

BluOS คือหนึ่งในเทคโนโลยีที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่ NAD เคยนำมาใช้ คือแพล็ตฟอร์ม ที่ใช้ในการควบคุมเครื่อง NAD หลากหลายเครื่องเข้าด้วยกัน เช่นเดียวกับแบรนด์น้องอย่าง Bluesound, Blu OS จะทำให้ NAD สามารถที่จะเล่นเพลง Hi-Res 24 บิท ผ่านระบบไร้สายมัลติ-รูม สมบูรณ์แบบได้เลย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีเครื่อง NAD ที่มีระบบ BluOs อยู่ในห้องรับแขก BluOS ก็จะอนุญาตให้คุณเพิ่มเครื่อง NAD หรือ Blusound ไปยังห้องต่างๆ ในบ้านได้ทั้งหลัง โดยคุณจะสามารถเชื่อมต่อแต่ละเครื่องให้สามารถแชร์การเล่นเพลงจากแหล่งโปรแกรมเดียวกัน โดยผ่านการใช้แอพฯ ควบคุมผ่านมือถือที่สะดวกและรวดเร็ว คุณสามารถสั่งงานให้เครื่องแต่ละเครื่องทำงานร่วมกัน หรือแยกกันทำในเวลาเดียวกันได้ พร้อมผนวกกับการฟังเพลงกับระบบ Streaming ที่มากมายหลากหลายทำให้เป็นคำตอบของการฟังเพลงสมัยใหม่อย่างแท้จริง

Future-Proofed เผื่ออนาคต

เทคโนโลยีสมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องทำให้ของเก่ากลายเป็นวัตถุโบราณเสมอไป NAD ได้เตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี้ไว้แล้ว เริ่มได้ยินคำว่า MQA มากขึ้นเรื่อยๆ MQA คือไฟล์เพลงที่มีขนาดเล็กลง แต่ให้เสียงได้ดีกว่าซีดี ฟอร์แมทใหม่นี้ทำให้คุณสามารถได้ยินเสียงระดับเดียวกับสตูดิโอได้ โดยสามารถดาวน์โหลดได้อย่างรวดเร็ว หรือแม้จะสตรีมฟังผ่านอินเตอร์เน็ตก็ทำได้อย่างไม่กระตุกเพราะมันมีขนาดเล็กมากๆ ของใหม่ๆแบบนี้ก็แน่นอนว่า NAD เตรียมพร้อมต่อการอัพเกรดอย่างตอนนี้ เครื่อง NAD ที่ใช้ BluOS ทุกเครื่องจะสามารถเล่น MQA ได้ จากการอัพเกรดซอฟท์แวร์ง่ายๆเท่านั้นเอง เรียกได้ว่า ตอนนี้ต้องเพิ่มว่านอกจากมีBlogPost_MediumTemplate_NADHiFiWorldM32andM50.2Reviewประสิทธิภาพ คุ้มค่า เรียบง่ายแล้ว ต้องต่อด้วยว่า “พร้อมต่ออนาคต” อีกด้วย เพราะนอกเหนือจากการอัพเกรดทางซอฟท์แวร์แล้ว หากมีเทคโนโลยีที่จำเป็นต้องอัพเกรดผ่านฮาร์ดแวร์ คือต้องมีการเปลี่ยนแปลงชิ้นส่วนอุปกรณ์ภายใน NAD เองก็มีเทคโนโลยี MDC หรือ Modular Design Concept รออยู่ ให้คุณสามารถปรับเปลี่ยนบอร์ด ภายในเครื่องให้ถึงพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆที่อัพเกรดทางซอฟท์แวร์ไม่ได้ ให้เครื่องของคุณใหม่และทันสมัยอยู่ตลอดเวลาได้เลย และหากจะให้สรุป NAD นั้นคือ เครื่องเสียงตัวจริง เสียงจริง แห่งศตวรรษที่ 21 ด้วยประสิทธิภาพที่ไม่เคยลบลงมีแต่เพิ่ม ความคุ้มค่า ที่เกินตัวเกินราคา และเทคโนโลยีที่เหมาะสม จะทำให้คุณได้สัมผัสถึงเสียงดนตรีที่บริสุทธิ์ที่สุดทั้งวันนี้และวันข้างหน้า

NAD’s Historical Highlights คือหน้าประวัติศาสตร์ของวงการเครื่องเสียง

Historic1

1979: 3020 ทุกอย่างเริ่มต้นตรงนี้ เรียบง่ายและราคาถูกสุดๆที่ 80 ปอนด์ (ไม่เกิน 5พันบาท) แต่ให้เสียงที่ดีเยี่ยม ทำให้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวด

1981 : 6100  NAD สร้างประวัติศาสตร์ที่น่าทึ่งอีกครั้งกับเครื่องเล่นเทป ซึ่งให้ประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมในราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่งมากมาย

1988: Monitor Series 7100 เครื่องที่หาได้ยากสำหรับ NAD 7100 เป็นสเตริโอ รีซีฟเวอร์ ที่มีลูกเล่นและปุ่มเยอะเป็นพิเศษ เป็นที่ชื่นชอบและยังใช้กันอยู่มากมายในปัจจุบัน

Historix2

1993: 302 ลูกหลานที่ต่อยอดมาจาก 3020 มีอยู่หลายรุ่น แต่รุ่นที่ดังที่สุดก็ต้องเป็น 302 รุ่นนี้

1998: T770 อสูรกายยักษ์แห่งวงการ A/V Receiver ตัวแรกที่มีเสียงรอบทิศแบบ EARS ที่ใช้ฟังเสียงสเตริโอแบบรอบทิศทางได้ดีกว่าใครๆ 

2007: T755 สร้างมาอย่างดี เรียบง่าย แต่เสียงดี เป็นเครื่องแรกที่มีระบบ MDC

Historic3

2009: M2 ผลงานค้นคว้าที่ใช้เวลานานกว่า 3 ปีในการวิจัย M2 คือแอมป์ดิจิตัลที่ให้เสียงที่น่าตื่นตะลึงเป็นที่สุด

2013: D7050 Direct Digital Network Amplifier เครื่อง Network Music Player และ Amplifier ที่มีหน้าตาทันสมัยมาก เป็นแอมป์ตังแรกที่ออกแบบมาให้มีระบบ Perfect Pitch ที่จูนเสียงมาให้ตรงกับลำโพงจาก PSB โดยเฉพาะ

2014: VISO HP-50 ใช้เวลา 40 ปี กว่าที่จะมีหูฟังออกมา เป็นหูฟังที่ให้เสียงที่เที่ยงตรงระบบอ้างอิงเมื่อเทียบกับราคา

2016: MQA ฟอร์แมทสำหรับการฟังเพลงไฟล์เพลงใหม่ล่าสุดที่จะปฏิวัติวงการฟังเพลงแบบ Streaming และ NAD ที่มีระบบ BluOS ทุกเครื่องจะสามารถฟังได้

The NAD Different ความแตกต่างของ NAD

ทุกครั้งที่เราเห็นกำลังขับของ NAD แต่ละรุ่น เราจะบอกว่ามันต่ำไปหน่อยไหม? เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ NAD บอกเสมอว่า NAD ออกแบบให้พลังเสียงออกมาในการใช้งานจริง ไม่ใช่บนกระดาษเสป็ค ผู้ออกแบบนั้นจะออกแบบให้แอมป์ของ NAD ทำงานในรูปแบบการใช้งานจริง และวัดผลออกมาแบบเที่ยงตรงด้วยมาตรฐานสูงสุดโดยการทดสอบวัดกำลังขับของแอมป์นั้นทำกันที่ 4 โอห์ม โดยใช้งานขับลำโพงออกไปทุกๆแขนงเท่าๆกัน พร้อมๆกัน ในย่านความถี่เต็มย่านคือ 20 Hz – 20 Khz ซึ่งเพียงแค่นี้ก็หาผู้ผลิตที่วัดแบบนี้ยากแล้ว 

นอกจากนั้นแล้วแอมป์ NAD ยังออกแบบให้มีกำลังสำรองที่สูงมากเป็นพิเศษ ที่พร้อมจะปลดปล่อยพลังสำรองที่เหมาะสมออกไปในการตอบสนองสัญญาณเสียงดนตรีที่แรงขึ้นมาเป็นระยะๆ เรียกว่าระบบ Power Drive ที่จะคอยบูสท์พลังออกไปให้เหมาะสมกับความแรงของดนตรี โดยควบคุมให้มีความเพี้ยนต่ำ แม้กระทั่งเวลาที่เสียงดนตรีแผดขึ้นมาสูงสุด

The Key? Simplicity ความเรียบง่าย

NAD ไม่ทำในสิ่งที่ผู้ผลิตส่วนใหญ่ทำ คือการใส่ลูกเล่นเฉพาะที่จำเป็นและใช้งานได้จริง สิ่งนี้ทำให้ต้นทุนต่ำลง และต้นทุนที่ต่ำลงทำให้ NAD สามารถเอาไปเพิ่มในส่วนที่สำคัญในการให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าได้ ความเรียบง่ายจากการลดลูกเล่นและดวงไฟที่หน้าปัดลง ทำให้ทางเดินสัญญาณสั้น ความเพี้ยนก็ลดลงทำให้ได้เสียงที่ดีขึ้นนั่นเอง 

fullsizerender-5

The Hybrid Digital Effect ล่าสุดกับการสร้าง D3020 แอมป์ Hybrid Digital ที่กำลังสั่นสะเทือนวงการ หากจะว่าไปแล้ว การทำงานของไฮบริด ดิจิตัลนั้น ซับซ้อนกว่าจะอธิบายสั้นๆได้ ก็เลบขอสรุปว่า “มันคือกรรมวิธีที่จะสร้างเสียงที่เที่ยงตรง ไร้ซึ่งความเพี้ยนพร้อมพลังเสียงที่ไร้ขีดจำกัด โดยไม่จำเป็นต้องทำให้แอมป์มีราคาแพง” 

Hybrid Digital คือแอมป์คลาส-ดี เทคโนโลยี Hypex UcD ที่ใช้ DAC คู่ 8 แชนแนล ออกแบบมาอย่างเรียบง่าย ลดเสียงรบกวนของทางเดินสัญญาณให้เหลือน้อยที่สุด บวกกับ Power Drive เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด เพื่อเพิ่มกำลังสำรองให้ได้มากขึ้นไปในทุกความต้องการ ทำให้เสียงและรายละเอียดออกมาได้เที่ยงตรงสูงสุดในราคาที่สบายๆที่สุดนั่นเอง

บทความจาก NAD : Real Hi-Fi for the 21st Century

What Hi-Fi? #September2016

แปลโดย : คุณอธิวัฒน์ อัมพะเตมีย์

 

 

 

 

 

เมื่อภาค Phono กลับมาใน NAD

 

อะไรคือ Phono?

คำว่าภาคโฟโนนั้น นักเล่นรุ่นเก่าอย่างผู้เขียนคงพอรู้จักกันดี แตที่นี้กับนักเล่นรุ่นใหม่ไฟแรง รู้จักกันดีกับช่องที่่ว่านี้แล้วหรือยัง โดยเฉพาะแฟนานุแฟนรุ่นเยาว์ที่เพิ่งมาเล่นเครื่องเสียงกัยไม่นานมานี้อาจจะสงสัยกัน เพราะว่าช่องนี้หายไปจากอินติเกรตเตด แอมป์ของ NAD มาร่วม 20 ปีได้เลยทีเดียว

5120

Phono มาจากคำเต็มๆว่า Phonograph อันคำว่าโฟโนกราฟนี้ คือชื่อเรียกแบบโบราณและเป็นทางการของ “เครื่องเล่นแผ่นเสียง” นี่เอง แต่หลังๆไม่ค่อยมีคนเรียกกันเท่าไหร่ เพราะจะไปเรียก LP บ้าง Vinyl บ้าง Record Player บ้าง ทำให้โฟโนกราฟนั้นค่อยๆหายไป แต่พวกเครื่องเสียงนี่เขาก็ยังใช้กันอยู่เป็นส่วนใหญ่นะครับ (บางยี่ห้อมีเรียกให้งงเป็นอย่างอื่น เช่น Disc เฉยๆก็มี)

และอย่างที่ว่าช่องโฟโนนั้น ก็ต้องมีไว้ต่อกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงเป็นหลักครับ ซึ่งทราบกันดีกว่าภายในระยะเวลา 2-3 ปีให้หลังมานี่ ยอดขายทั่วโลกของแผ่นเสียงนั้นเพิ่มขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ จนทำให้ผู้คนเกิดความสนใจที่จะกลับมาเล่นเครื่องเล่นแผ่นเสียงกันยกใหญ่ ผู้ผลิตก็หันมาทำเครื่องเล่นแผ่นเสียงออกมาขายกันมากมายแทบทุกยี่ห้อ ทุกเกรด ทุกระดับราคา ตั้งแต่ราคาหลักพัน ยันหลักล้าน ส่วนแผ่นเสียงก็ไม่แพ้กัน ศิลปินใหม่ๆทุกค่าย ทุกแนว เดี๋ยวนี้เวลาออกอัลบัมใหม่ (ความจริงคำว่าอัลบัมก็มาจากลักษณะของซองแผ่นเสียงที่เหมือนอัลบัมรูป) ก็ออกมาเป็นแผ่นเสียงแทบจะในทันทีที่มีฟอร์แมทอื่นๆออกมาแล้ว ด้วยความนิยมแบบนี้ ผู้ผลิตเครื่องเสียงจึงหันมาใส่ภาคโฟโนในอินติเกรตเตด แอมป์ ของตัวเองเหมือนที่เคยทำมาในอดีตอีกครั้งครับ 

แล้วภาคโฟโนมันเคยหายไปไหน?

ราวๆ 20 ปีก่อน ตอนที่เครื่องเล่น CD เริ่มได้รับความนิยมเรื่อยๆ จนกลายเป็นฟอร์แมทมาตรฐานนั้น ความนิยมในเครื่องเล่นแผ่นเสียงก็ถดถอยลงไปมาก (แต่ไม่ถึงกับตาย) ผู้คนเริ่มมีการบ่นว่า การมีภาคโฟโนซึ่งเอาไว้เล่นแผ่นเสียง ไม่มีประโยชน์ ทำให้เสียช่องต่อไปช่องหนึ่ง เพราะไม่มีใครต่อเครื่องเล่นแผ่นเสียงกันแล้ว ที่สำคัญภาคโฟโนนั้นถ้าจะทำให้ออกมาดี ต้องใช้อุปกรณ์เกรดดีมาก ราคาทำให้ต้นทุนแพงขึ้น ดังนั้นการตัดออกไป ก็ทำให้สามารถขายเครื่องในราคาที่เหมาะสมกว่า เพราะไม่จำเป็นต้องมีส่วนที่ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ได้เล่น ส่วนใครที่จะเล่นก็ซื้อภาคโฟโนแยกไปเล่นกันเองดีกว่านั่นเอง 

จนมาถึงวันนี้ วันที่ความนิยมในแผ่นเสียงกลับมาอีก ผู้ผลิตที่เห็นความสำคัญและอยากให้ลูกค้าได้เล่นอย่างง่ายและสะดวก จึงเอาภาคโฟโฟกลับมาใส่ให้ในอินติเกรตเตด แอมป์อีกครั้งอย่าง NAD เป็นต้น

หน้าที่ของภาคโฟโน…

ภาคโฟโนนั้นจริงๆแล้วทำหน้าที่ 2 อย่าง คือ

  1. ขยายความแรงของสัญญาณจากหัวเข็มเพราะสัญญาณจากหัวเข็มนั้น เบากว่าซีดีเป็นหลายเท่า ถ้าต่อเครื่องเล่นแผ่นเสียงเข้าช่อง CD เสียงจะเบาหงิมๆ ฟังไม่ได้ยิน ภาคโฟโนจึงต้องมาช่วยขยายแกนสัญญาณเสียงจากแผ่นเสียงให้ดังขึ้นมาในระดับ Line Level ก่อน
  2. ปรับแต่งเสียงจากแผ่นเสียงให้ได้ตามเสป็คที่กำหนด เพราะแผ่นเสียงที่คิดค้นกันมาเมื่อ 60 ปีก่อนนั้น วิธีการที่จะทำให้จุเพลงลงไปในหนึ่งหน้าให้ได้เยอะที่สุดนั้นต้องทำการลดความถี่ต่ำลง แล้วยกความถี่เสียงแหลมขึ้น เพื่อให้ร่องเสียงเล็กลงจะได้ใส่เพลงเยอะๆ ดังนั้นเมื่อเอามาเล่นกับภาคโฟโน จะทำหน้าที่เหมือนอีควอไลเซอร์แบบกลับกัน คือให้ความถี่ต่ำขึ้นและลดความถี่แหลมลง ทำให้เสียงออกมาราบเรียบแบบเสียงปกติที่เราฟังกัน โดยหลักการยกมาตรฐานที่ใช้อยู่เขาเรียกกันว่า RIAA ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานของภาคโฟโนปัจจุบัน ดังนั้นหากเอาเครื่องเล่นแผ่นเสียงไปต่อเข้าช่องซีดี นอกจากจะให้เสียงเบาหงิิมๆแล้ว เสียงยังจะออกมาแต่เสียงแหลมดังซิบๆ ฟังไม่ได้นั่นเองในทางกลับกัน หากเอา CD มาต่อเข้าที่ภาคโฟโนเสียงก็อาจจะดังตูมจนลำโพงขาดได้

ดังนั้น เราจะเห็นว่าภาคโฟโนนั้นมีความจำเป็นสำหรับการที่เราจะเล่นแผ่นเสียง กล่าวคือ แอมป์ของเราจะเป็นปรีแอมป์หรืออินติเกรตเตด แอมป์ นั้นต้องมีช่องโฟโนถึงจะเล่นแผ่นเสียงได้ ส่วนแอมป์หรือปรีแอมป์ที่ไม่มีภาคโฟโนเราจะเรียกว่า Line Amp. หากจะเล่นเครื่องเล่นแผ่นเสียงก็ต้องหาภาคโฟโนแยกชิ้นมาเล่นด้วยนั่นเอง

ภาคโฟโนไม่ใช่ดีเหมือนกันหมด

ถ้าเราอ่านบททดสอบส่วนใหญ่ ภาคโฟโนนั้นจะถูกแยกออกมาวิเคราะห์เป็นพิเศษ เพราะว่าเป็นภาคที่ทำออกมาให้ดีได้ยาก ชิ้นส่วนองค์ประกอบต้องมีความถูกต้องเที่ยงตรงสูงมาก เพราะสัญญาณจากหัวเข็มนั้นเบา และต้องถูกขยายสูงมาก จึงพร้อมต่อการรบกวนทุกรูปแบบเป็นปกติ การจัดค่า RIAA เองก็ต้องมีความเที่ยงตรง คือพอยกชดเชยกันแล้ว การตอบสนองต้องแฟล็ทและราบเรียบที่สุด จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นภาคโฟโนแยกชิ้นแบบ Hi-End บางตัวราคาหลายแสนบาท เป็นล้านก็มี  

ดังนั้นภาคโฟโนที่ดีควรมีสิ่งสำคัญคือเงียบ และเสียงรบกวนต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ภาคโฟโนไม่ดีเสียงจะซ่า มีการกวน ไม่สงัด บางทีถึงกับมีสัญญาณวิทยุเข้ามาเลยก็มี และนอกจากเงียบแล้ว การปรับค่า RIAA ก็ต้องทำให้เที่ยงตรง มิฉะนั้นจะเกิดความผิดเพี้ยนในแง่คุณภาพเสียง บุคลิกเสียงของแต่ละภาคโฟโนจึงต่างกันที่ตรงนี้ แอมป์บางตัวนั้นโทนเสียงภาค Line กับภาคโฟโนต่างกันแบบนุ่มกับใส หรือภาคซีดี ดีดี๊ดี แต่ภาคโฟโนไม่ได้เรื่องกันไปเลยก็เคยเจอมาแล้วครับ

หัวเข็มกับภาคโฟโน หัวเข็มที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ ผมขอแบ่งเป็นตามความแรงของสัญญาณขาออก คือ

  1. MM – Moving Magnet ความแรงสัญญาณขาออกประมาณ 3-5 MV
  2. MC High เป็นหัวเข็ม Moving Coil ที่ให้ความแรงสัญญาณเท่ากับหรือเบากว่า MM นิดหน่อย เฉลี่ยคือ 1.0-2.5 MV
  3. MC Low เป็นหัวเข็ม MC ที่ให้ความแรงสัญญาณต่ำกว่า 1 MV เช่น 0.3 MV (สำหรับรายละเอียดการทำงานของหัวเข็มสองชิ้นนี้ ไว้วันหลังค่อยว่ากันครับ)

ภาคโฟโนพื้นฐานทั่วไป (หรือที่ระบุว่า ภาคโฟโน MM) จะสามารถใช้งานได้กับหัวเข็ม MM และ MC ไฮ เป็นหลักอย่างไม่มีปัญหา แต่จะเบาเกินไปสำหรับหัวเข็ม MC โลว์ ส่วนใหญ่ หรือหัวเข็ม MC โลว์ บางรุ่นอาจจะมีสัญญาณออกสูงอีกสักนิด เช่น .09 MV ก็อาจจะพอเล่นได้แต่ต้องเร่งเสียงมากกว่าปกติซึ่งก็อาจจะมีเสียงซ่ามากเกินไป ฟังไม่ดี เราจึงมีภาคโฟโนที่สามารถเล่นได้ทั้ง MM และ MC ตามแต่ละเลือก ซึ่งส่วนใหญ่ภาคโฟโนแยกชิ้นจะมีให้เลือกได้ แต่กับภาคโฟโนในตัวอินติเกรตเตด แอมป์ อย่าง NAD Classic Series ใหม่นี้จะเล่นได้เฉพาะกับหัวเข็ม MM เท่านั้น

เล่น MC ในช่อง MM

NAD_C388_Rear_BluOs

แล้วถ้าเป็นภาคโฟโนของเราเป็นแต่ MM วันหลังอยากเล่นหัวเข็ม MC ในแอมป์ที่มีแต่ภาคโฟโน MM ล่ะทำได้ไหม? ทำได้ครับ แถมเป็นวิธีที่นักเล่นที่จริงจังชอบด้วย นั่นคือ เราสามารถหาอุปกรณ์ที่เรียกว่า Step Up Transformer มาเสริม ซึ่งอุปกรณ์ที่ว่านี้ เป็นเหมือนหม้อแปลงทำงานแบบ Passive คือไม่ต้องต่อไฟ เราเอาสเต็พอัพทรานส์ฟอร์เมอร์มาเสริมคั่นระหว่างเครื่องเล่นแผ่นเสียงกับภาคโฟโน ตัวสเต็พอัพจะทำหน้าที่ขยายสัญญาณเสียงจากหัวเข็ม MC ขึ้นมาให้แรงเท่ากับหัวเข็ม MM นั่นเอง ซึ่งจากการขยายหัวเข็มด้วยหลักการหม้อแปลง (ภายในเป็นขดลวด) นี้ นักเล่นที่จริงจังเชื่อว่า ให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าภาคขยาย MC แบบเลือกได้ที่อยู่ในตัวแอมป์ทั่วๆไปที่ใช้หลักการขยายแกนแบบอีเล็คทรอนิคส์ไม่มากก็น้อย แถมนักเล่นยังนิยมที่จะเอามาจูนเสียงหรือมาแม็ทซ์กับหัวเข็มเพื่อให้ได้คุณภาพเสียงให้ดีที่สุดกันอีกต่อหนึ่งด้วย สเต็พอัพเกรดดีๆนั้น ราคาหลายหมื่นจนถึงเป็นแสนก็มีครับ

เครื่องเล่นแผ่นเสียงแบบมีภาคโฟโนในตัว

อย่างไรก็ตาม พักหลังๆเครื่องเล่นแผ่นเสียงแบบราคาประหยัด ที่เน้นความสะดวก เน้นนักเล่นที่ไม่ต้องการยุ่งยากนั้น ก็จะมีอยู่บางรุ่นที่มีภาคโฟโนขยายสัญญาณมาในตัวแล้วเครื่องเล่นแบบนี้ สามารถเอามาต่อเข้าช่องไลน์ หรือช่อง CD ได้เลย ก็ต้องตรวจสอบดูครับเพราะหากเอาสัญญาณที่ผ่านภาคโฟโนในตัวแล้ว มาต่อเข้าช่องโฟโนอีกรอบ เสียงก็จะเหมือนต่อ CD เข้าช่องโฟโนแหละครับ ดังลั่นและบวมเบลอมีแต่เบสส์ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยเชียร์ให้เล่นเครื่องประเภทนี้ครับ หรือถ้าจะเล่น เลือกที่สามารถ Bypass วงจรภาคโฟโนในตัวแล้วมาใช้ภาคโฟโนในแอมป์ของเราจะดีกว่าครับ 

NAD Classic Series Stackโดยเฉพาะแอมป์ที่เก่งฉกาจเรื่องภาคโฟโนมานานอย่าง NAD นั้น บอกได้เลยว่าไม่ธรรมดาครับ เพราะแต่ไหนแต่ไรมา ภาคโฟโนของ NAD นั้น ขึ้นชื่อลือชาว่ามีดี มีเด็ด และให้เสียงดีอย่างไม่น่าเชื่อมาตั้งแต่ยุค 3020 เมื่อ 40 ปีก่อนแล้วนั่นเทียวละครับ

โดย…คุณอธิวัฒน์ อัพมะเตมีย์

เผยแพร่ในวารสาร Life Entertainment ฉบับที่ 258/217

 

 

 

Supra USB 2.0 สาย USB จากประเทศสวีเดน ที่คนฟังเพลงจากคอมพิวเตอร์ต้องมี!

SUPRA USB Cable2.0 นี่มองจากภายนอก เรียกว่า เหมือนกับสายสัญญาณอื่นๆของ SUPRA ทุกรุ่น คือฉนวนสีขาวอมฟ้า หัวแจ็คสีเทาขรึมๆ ปลายแจ็คด้านที่เป็นขั้วต่อชุบทองเรียบๆ แค่นี้ ตามสไตล์ Suora ที่เน้น No Nonsense ใครอยากจะให้สวยงามกว่านี้ ก็สามารถไปหาตัวหุ้มสายแบบถัก ลวดลายสีสันตามใจชอบมาหุ้มได้ จะได้ความสวยงามเพิ่มขึ้น สาย USB2.0 เส้นนี้ เป็นสายยูเอสบีที่ใช้ตามหลักยูเอสบี ออดิโอ คือ ด้านหนึ่งนั้นเป็น USB Type A หัวใหญ่มาตรฐาน และอีกด้านเป็นหัวแบบ Type B คือหัวสั้นแบบเดียวกับที่ใช้ในเครื่องพรินเตอร์นั่นเอง โดยเป็นสายตามมาตรฐาน USB 2.0

สาย USB อื่นไปถึง 3.0 แล้ว ทำไม SUPRA ยังเป็นแบบ 2.0? จะคุ้มไหม กลัวใช้งานไม่เต็มที่ต้องเปลี่ยนอีก?

supra_usb_2.0_main

จากข้อมูลของ Supra แจ้งว่า USB 3.0 นั้น ต่างกับระบบ 2.0 คือจะมีการเพิ่มการใช้งานในระบบ Dual Link เข้ามาเท่านั้น ซึ่งสำหรับการใช้งานแบบ Audio แล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ระบบ Dual Link แต่อย่างใด สายแบบ 2.0 จึงสามารถที่จะใช้งานได้อย่างเต็มที่สำหรับงานออดิโอ

สำหรับแนวทางการออกแบบนั้น Supra USB ใช้หลักการชีลด์สายแบบสองชั้น เพื่อป้องกันการกวนของสัญญาณ RF จากภายนอกให้ได้มากที่สุด ส่วนทางด้านภายในนั้นก็เช่นกัน คือพยายามป้องกันการกวนกันเองระหว่างกลุ่มสายนำสัญญษณทั้งสองแบบออกจากกันอย่างเด็ดขาดระหว่างสายกลุ่มนำสัญญาณเสียงsupra_blและกลุ่มสายนำไฟฟ้า โดยมีการแยกกลุ่มของสายทัั้งสองแบบออกจากกันอย่างเด็ดขาด ด้วยการตีเกลียวแยกภายใน จากนั้นก็ทำการออกจากกันอย่างเด็ดขาดระหว่างสายกลุ่มนำสัญญาณเสียงและสายกลุ่มนำสัญญาณไฟ เพื่อลดการกวนกันอย่างเต็มที่ ทั้งยังมีค่า Capacitance ที่ต่ำ ป้องกันเสียงรบกวน นำสัญญาณคงที่ได้อย่างมั่นคง แม้จะต้องเดินสายกันยาวๆ ฉนวนหุ้มสายแบบ PE ค่าความต้านทาน 90 โอห์ม คงที่ หัวแจ็คเคลือบทองอย่างหนา 24K เชื่อมต่อจากโรงงานในสวีเดนอย่างมั่นคงแข็งแรง สามารถนำสัญญาณความเร็วสูง 1200 Mbps ได้ยาวถึง 15 เมตร โดยสัญญาณไม่ตก

สรุป

สาย SUPRA USB 2.0 นั้น มันเป็นสิ่งที่อาจจะต้องบอกว่า “จำเป็น” หากคุณกำลังเล่นระบบเสียงจากคอมพิวเตอร์อย่างจริงจัง หลายคนอาจจะบอกว่า มันไม่เกี่ยว หรือมีผลมากมายอะไร เพราะมันเป็นการเดินสัญญาณดิจิตัลเป็นเลข 0 และ 1 ซึ่งก็จริง สาย USB เส้นไหนก็นำสัญญาณดิจิตัลได้เหมือนกัน แต่สายแต่ละเส้น นำสัญญาณไปถึงเป้าหมายได้ถูกต้อง เที่ยงตรงและครบครันเท่าไหร่ สายแต่ละเส้นป้องกันตัวเองจากการรบกวนสารพัดได้หรือไม่ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้สาย USB แต่ละเส้น มีคุณภาพเสียงที่แตกต่างกัน สายที่ถูกผลิตมาเพื่อใช้งานทั่วไป เช่นสายโมเด็ม สายพรินเตอร์ก็ไม่จำเป็นต้องคำนึงการรบกวนเป็นพิเศษ Supra USB 2.0 เป็นสายที่ออกแบบมาเพื่อเน้นการรบกวนทั้งจาภายนอกและภายในโดยเฉพาะ ทำหน้าที่รักษาสัญญาณที่เที่ยงตรงสม่ำเสมอ ซึ่งผลที่ได้คือคุณภาพเสียงที่ดีกว่าสายธรรมดาทั่วไปเยอะมาก

นิตยสาร What Hi-Fi? UK เคยนำสาย Supra USB 2.0 ไปทดสอบและผลที่ได้คือ รางวัล Best USB Cable of The Year 2012 หรือสาย USB ยอดเยี่ยมแห่งปีเลยทีเดียว 

Capture

For: เสียงนุ่มนวล ฟังสบาย ฟังง่าย        Against: งานสร้างอาจจะไม่หรูหรานัก

“The Supra USB 2.0 เป็นสายที่ให้ผลงานได้ยอดเยี่ยมมากๆ ตัวสายงานสร้างดีมาก แต่หัวแจ็คดูบอบบางไปนิด ดูๆภายนอกไปแล้ว พวกชอบความหรูหราอาจจะบอกว่าสายเส้นนี้ดูเหมือนสาย LAN ถูกๆ ที่ห้อยขายตามร้าน IT แต่แม้รูปร่างภายนอกจะเฉยๆ แต่เราขอบอกว่า ประสิทธิภาพทางเสียงนั้นยอดเยี่ยมมาก รายละเอียดดี จังหวะจะโคนแม่นยำ แนงเสียงผ่อนคลาย ฟังสบายๆ แม้จะไม่ได้สะอาดสุดยอดเหมือนสายที่แพงกว่า แต่ขอบอกว่าแค่นี้ก็เหลือหลาย และยิ่งเมื่อเทียบกับราคาแล้ว ต้องบอกว่าเสียงของมันนั้นทำให้เราอึ้งไปเลยทีเดียว” What Hi-Fi? UK 2012

 

 

 

 

NAD C338 : อินติเกรตเต็ดแอมป์ฯ ที่ครบเครื่องที่สุด

รีวิว NAD C338

โดยคุณอธิวัฒน์ อัมพะเตมีย์

เมื่อครั้งที่แล้ว ผมได้ทำการทดสอบ NAD Classic Series ใหมล่าสุดตัวท็อป คือ NAD C 388 ไปด้วยความประทับใจ จึงเกิดมีความรู้สึกอยากจะรู้ประสิทธิภาพในตัวเริ่มต้นของซีรีส์นี้บ้างว่าจะให้คุณภาพเสียงเป็นอย่างไร จึงได้ขอยืมมาทำการทดสอบกันหนึ่งเดือนเต็มๆเลยทีเดียว

NAD C 338 Hybrid Digital Integrated Amplifier

NAD C 338 Frontเป็นอินติเกรตเตด แอมป์ รุ่นเล็กสุดในซีรีส์นี้ ด้วยราคาสองหมื่นนิดๆ เทียบกับเมื่อเห็นฟีเจอร์ที่ติดมากับเครื่องแล้ว ก็ต้องบอกว่ามีความครบครันต่อทุกความต้องการของการเล่นเครื่องเสียงในปัจจุบัน อย่างไม่น่าเชื่อ โดยเป็นแอมป์ที่ให้กำลังขับ พอเหมาะพอควรที่ 50 วัตต์ต่อข้าง ที่ 8 โอห์ม ทำงานด้วยหลักการ Hybrid Digital ที่แนะนำกันมาตั้งแต่ D 3020 ที่โด่งดัง โดยการทำงาน ของแอมปไฮบริด ดิจิตัลนั้นก็คือการผสมผสานระหว่างภาคปรีแอมป์แบบอะนาล็อก ที่ทำให้สามารถรับอินพุทอะนาล็อกจากช่อง Line In และ Phono สำหรับเครื่องเล่นแผ่นเสียงได้ ผนวกกับภาคขยายแบบ Class-D Digital Hypex UCD ที่ได้รับการปรับแต่งเพิ่ม ประสิทธิภาพโดยวิศวกร NAD อีกต่อ ทำให้ได้แอมป์ที่ทำงานอย่างน่าทึ่ง ไม่ว่าจะมีระดับ ความเพี้ยน THD ที่ต่ำมากจนวัดไม่ได้, ความ ร้อนต่ำมากจนไม่ต้องมีช่องระบายอากาศทางด้านบนให้ฝุ่นลงไปสะสม, ภาคขยายที่ทำให้กำลังสำรองไปได้สูงถึง 160 วัตต์ และพีคไปได้ถึง 300 วัตต์แบบชั่วครู่เลยทีเดียว และนอกจากสเปคภาคขยายที่เป็นเลิศแล้ว จุดเด่นที่ NAD C 338 ให้มานั้น ผมว่าเราไม่เคยเห็นจากอินติเกรตเตด แอมป์ ระดับราคานี้มาก่อน เพราะนี่เป็นแอมป์ฯเครื่องแรกที่มีการนนำเอา Google Chromecast  Audio บรรจุไว้ในเครื่อง!

Hybrid Digital Amp Technology

NAD C 338 Rearสำหรับท่านที่ไม่คุ้นกับ Chromecast Audio นั้น ก็ขอแนะนำกันก่อนว่า มันคือ อุปกรณ์ที่ทาง Google คิดค้นออกมา เพื่อให้เราสามารถที่จะเพิ่มศักยภาพในเล่น Network Audio ได้นั่นเอง โดย Chromecast จะทำหน้าที่ในการเป็นตัวเชื่อมระบบอินเตอร์เน็ทในบ้าน แอพในการเล่นระบบเพลงเน็ทเวิร์ค และสตรีมมิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Tidal หรือเล่นเพลงจากระบบ Hard Disk/NAS ที่เก็บไว้ในบ้านได ้โดยปกติอุปกรณ์นี้เราต้องซื้อเพิ่มมาใช้งานในระบบ แต่กับ NAD นั้นบรรจุมาให้ในเครื่องเลย ทำให ้NAD C 338 นั้นมีขีดความสามารถ ในการเล่นเน็ตเวิร์ค ออดิโอได้ เหมือนกับรุ่นใหญ่อย่าง C 388 โดยไม่จำเป็นต้องใส่หรืออัพเกรด BluOS MDC แต่อย่างใด เพราะเนื่องจากเป็นรุ่นเล็ก และมีขนาดที่บางมาก NAD C 338 นั้นจึงไม่สามารถ ที่จะอัพเกรดเปลี่ยนบอร์ด MDC ได้เหมือนรุ่นพี่ๆ แต่อย่างที่เรียนไว้ครับ เขาได้ทำการ ใส่ Chromecast Audio ไว้ให้แล้ว ดังนั้นขีดความสามารถของการเล่นเน็ตเวิร์ค ออดิโอ จึงทำได้ทัดเทียมรุ่นพี่ เพียงแต่ความต่างคือ แอพพลิเคชันในการเลือกหรือคอนโทรลเพลงนั้น

เราจะต้องไปหาดาว์นโหลดมาลงมือถือของเราเอง 1ไม่สามารถใช้ BluOS ในการควบคุมได้ แต่แอพที่นำมาคอนโทรลนั้น ก็สามารถหามาเล่นได้ไม่ยาก อย่าง Tidal นั้น ตัวแอพฯของเขาเองก็จะสามารถลิงค์มาเข้า Chromecast ได้ทันที ในขณะที่ทางด้านเน็ทเวิร์ค ออดิโอ นั้น แอพอย่าง Bubble UpnP ก็สามารถที่จะดึงเพลงจากฮาร์ดดิสค์ในบ้านของเรามาเล่น ได้อย่างสะดวกและง่ายดายเช่นกัน และนอกจากจะมี Chromecast Audio ไว้เล่นสตรีมมิง เน็ทเวิร์ค ออดิโอแล้ว NAD C 338 ก็ยังสามารถที่จะรับสัญญาณ Bluetooth AptX ได้โดยตรง มีอินพุท Line In สำหรับต่อเครื่องจูนเนอร์ มีช่อง Phono MM สำหรับเล่นกับเครื่องเล่นแผ่นเสียง มีช่อง Digital Input ทั้ง Optical/Coaxial มาให้ถึงอย่างละสองชุด เอาไว้ต่อกับแหล่งโพรแกรมดิจิทัล ภายนอกได้โดยตรง เรียกว่าครบจนไม่รู้จะครบยังไงกับความต้องการของนักเล่นในปัจจุบัน

 

Always Ready for Streaming…

ในส่วนของการใช้งาน การต่อและเซ็ทอัพเครื่องนั้น อาจจะทำให้หลายคนกลัว แต่ผมบอกเลยว่าการตั้งค่าต่างๆของเครื่องในตอนแรกนั้น ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากซะอีก เมื่อทำการเซ็ทอัพนั้นเรา ก็ต้องทราบก่อนว่า หากอยากจะเล่นเน็ทเวิร์ค ออดิโอ จาก Chromecast นั้น ก็ต้องมีระบบอินเตอร์เน็ท ไว-ไฟ แบบไร้สายรออยู่ก่อนแล้ว เพราะ C 338 จะไม่มีช่อง LAN มาให้ ดังนั้นการต่อเชื่อมต้องเป็นแบบ ไร้สายเท่านั้น (รวมถึงไม่มีช่อง USB Type B สำหรับรับสัญญาณดิจิทัลจากคอมพิวเตอร์มาให้ด้วย เพราะในเมื่อสามารถสตรีมผ่านเน็ท เวริค์ได ้ก็ไม่จำเป็นต้องลากสาย USB) ซึ่งการเต็มอัพต่างๆนั้น ไม่ได้ยากอะไรเลย ทำตามขั้นตอนที่มีมาให้ในคู่มือเป็นเสต็ปๆ แล้วก็จะได้เองแบบง่ายๆภายในเวลาไมเ่กิน 15 นาที ซึ่งหากติดตรงไหน ให้เจ้าหน้าที่ของ เราแนะนำท่านได้ครับ ไม่ยาก โดยหลักๆ แอพที่ท่านจะต้องมีก็คือ Google Home เอาไว้เซ็ทอัพ เชื่อมต่อ Chromecast เข้ากับระบบเน็ทเวิร์คของบ้าน , Tidal หากท่านต้องการฟังเพลงออนไลน์คุณภาพสูง (Support Chromecast อยู่แล้ว) และ Bubble UpnP เอาไว้เล่นเน็ทเวิร์ค แค่นี้ก็ครอบคลุมแล้วครับ สำหรับการเซ็ทอัพอื่นก็ไม่มีอะไรครับ ขั้วต่อลำโพงเป็นไบน์ดิง โพสท์, สายไฟถอดออกได้ ด้านหน้าเครื่องไม่มีปุ่มอะไรเลย นอกจาก เปิด-ปิดกับโวลูม และปุ่ม Bass EQ เอาไว้ยกเสียงทุ้ม ที่น่าเสียดายหน่อยคือ ไม่มีปรับทุ้ม แหลมมาให้ด้วย

คุณภาพเสียง

ก่อนอื่นต้องบอกว่า NAD ซีรีส์หลังๆนี่ ต้องการการเบอร์น-อินนานมากเลยทีเดียวครับ ผมว่ามีเกิน 100 ชั่วโมงก็ว่าได้ โดยแรกๆแกะกล่องต่อออกมานั้น เสียงทึบและทู่มากครับ ถ้าไม่อดทนอาจจะถอดใจได้เลย  เพราะมันฟังดูไม่มีอะไรในกอไผ่เลย ต้องปล่อยใช้งานไปเรื่อยๆสักพักใหญ่ๆ เเสียงจึงจะเริ่มมาครับ นอกจากนั้นแล้ว ผมยังพบว่าแม้จะเป็น แอมป์ดิจิทัล แต่เขาก็ชอบให้อุ่นเครื่องก่อนฟังจริงจังนะครับ ผมพบว่าเปิดเครื่องแรกๆ เสียงก็จะทึบๆจืดๆหน่อย แต่พอพ้นไปสัก 30 นาที เสียงมันจะออกมาครบเลย โดยเฉพาะ ด้านแหลม ผมลอง NAD C 338 กับซิสเต็มหลัก 2 ซิสเต็ม ซิสเต็มแรกเป็นลำโพงส่วนตัว ความไว สูงเกือบ 100 dB เป็นลำโพงตู้เปิด กลางแหลม เป็นระบบฮอร์น ด้วยความบ้าบิ่นคือเอา NAD C 338 ไปแทนชุดปรี/เพาเวอร-์แอมปห์ลอด ที่มีราคารวมกันแพงกว่า C 338 อยู่หลายเท่าตัว ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับ เสียงที่ C 338 ให้ออก มานั้น มีความหนานุ่มมากกว่าคู่แอมป์หลอดเฉยเลย! คือฟังยังไง เสียงจาก C 338 ก็นุ่ม กว่า หนากว่า (แอมป์หลอด EL34) แม้ความหวานหรือประสิทธิภาพอื่นๆจะเป็นรองอยู่บ้าง แต่นึกถึงราคาที่ C 338 ต่ำกว่าร่วม 6 เท่าตัวนั้น ผมไม่อยากจะบ่นละครับ เพราะที่สำคัญ คือแม้จะแทนแอมป์ที่มีราคารวมกันแพงกว่า ถึงหกเท่าตัว แต่เสียงที่ได้ยินออกมานั้นไม่ได้แพ้มากมายอะไรแบบนั้นเลย ในทางกลับกัน C 338 กลับทำได้ดีพอฟัดกันในหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นทุ้มที่อิ่มหนานุ่มกว่า และแน่นอนว่าพลังเสียงที่ดีกว่า

C 338 C568 White Brick Living Room with Male Model and Guitar อย่างไรก็ตาม หลังจากฟังกับลำโพงฮอร์น อยู่พักนึง ผมว่ามันมีความไม่แมทช์กันในบางอย่าง เพราะ C 338 นั้นเสียงกลางเปิดใหญ่ ดีมากอยู่ ลำโพงฮอร์นเสียงกลางก็เปิดใหญ่ดีมากอยู่ พอมันมาเข้ากัน ผมว่าเสียงกลางมัน เยอะไป มันพุ่ง ทำให้ฟังนานๆแล้วมันมึนๆ ยังไงชอบกล ผมจึงเปลี่ยนลำโพงย้ายมาลองกับลำโพงสไตล์ร่วมสมัยกันบ้าง ในที่นี้คือ NHT Absolute Tower โดยย้ายกันไปฟังที่โชว์รูม Conice Central World Plaza พอมาได้ลำโพงสมัยใหม่เท่านั้นแหละคุณเอ๋ย NAD C 338 ก็ ฉายแววความยอดเยี่ยมออกมาแบบอ้าปากค้างเลยคุณ จากการทดสอบผ่านการฟัง Tidal Master เป็นหลัก ผมพบว่าตัวเองมีความประทับใจกับ แอมป์ตัวบางราคาไม่แพงตัวนี้เป็นอย่างมาก

ข้อหนึ่ง นี่เป็นแอมป์กำลัง 50 วัตต์ ตัวบางที่ให้เสียงใหญ่มาก เสียงร้องของ Diana Krall ใในชุดใหม่ฟังผ่าน Bluesound NODE เล่นจาก Tidal  (ผมจำไม่ได้จริงๆว่าเป็น MQA หรือเปล่า) นั้นใหญ่โตเต็มห้องเลยครับ เป็นเสียงร้องที่ใหญ่โต พอที่จะทำให้คนชอบลำโพงฮอรน์ ปลื้มกันได้เลย และนอกจากจะใหญ่ เต็มไปด้วยความอวบอิ่ม เนียน ขึ้นรูปแล้วเครื่องดนตรีอื่นๆที่รายล้อมอยู่ก็สร้างภาพวงที่โอโถงกว้างใหญ่ เลยขอบลำโพงออกไปอย่างน่าอิ่มเอมใจ น้ำเสียงโดยรวมมีความนุ่ม หนา ใหญ่ ฉ่ำ อิ่มเอิบ ฟังสบายเป็นอย่างมาก เรียกว่า บอกว่ากำลังฟังแอมป์ Class-D คงไม่อยากจะเชื่อ

จากนั้นผมก็ฟังเพลงไปเรื่อยหลากหลายรูปแบบ ยิ่งฟังก็ยิ่งชอบแอมป์ที่ดีนั้นจะต้องทำตัวเป็นกลาง ปรับเปลี่ยนคุณภาพเสียงไปเรื่อยๆตามต้นทางที่เล่นมา ในที่ C 338 ทำได้ เมื่ออยากมันส์กับร็อค เบสส์ก็หนักแน่น กระชับ ทิ้งตัวดี เสียงกลางนั้นเปิดใหญ่ชัดเป็นจุดเด่นมากๆ ของแอมป์ตัวนี้อยู่แล้ว ทำให้มันเป็นแอมป์ที่ ฟังเพลงร้องดีมากๆ ฟังคลาสสิค เชมเบอร์ เสียงเชลโลก็ลื่นไหล มีความอิ่ม เชลโลนี่ เจอ เสียงแห้งๆเป็นอันจบนะ แต่กับ C 338 นี่ ไหลลื่นมาก ให้ความเป็นธรรมชาติในน้ำเสียงดีมาก ผ่านตลอดเลย ส่วนเวลาฟังแจสส์นั้นก็ถือว่าโอเคเลยครับ

เสียงแหลมมีความสุภาพนุ่มนวลมาก ผมพบว่า NAD C 338 มีความแม็ทช์ในแง่เสียงแหลมกับลำโพง NHT ได้ดีมากๆ ผมลองหลาย รุ่นเลย Absolute Tower, Absolute Zero, Classic C-1 นี่ก็ดีมากเลยครับ (C-3 อาจจะ ต้องไปรุ่น C 368 อัพ) ด้วยกำลังขับ 50 วัตต์ ของ C 338 นั้น สามารถขับลำโพงระดับ 86 dB เหล่านี้ได้อย่างสบายๆเลย รวมถึงผมฟังแล้วมีความเห็นว่า  ความแม็ทชิงทางน้ำเสียงของลำโพง NHT กับ C 338 นั้น เป็นคู่หูที่เหมาะมาก มากแบบฟังแล้วลุกไม่ขึ้นเลย สังเกตได้ว่าตอนที่ผมไปนั่งฟังนั้น เวลาผ่านไปร่วม 3 ชั่วโมงแบบไม่รู้สึกตัวเลย คือผมมองว่าความโปร่งใสชัด เบสส์เก็บตัวเร็วของ NHT นั้น พอมาเจอกับความหนา นุ่ม และกำลังสำรองดีๆจาก C 338 เข้าไปแล้วมันเยี่ยมมาก โดยเฉพาะ Absolute Tower นี่ผมว่าเหมาะสุดเลย (ถ้าอยากได้เสียงแบบครบเครื่องนะครับ)

test-nad-c338-001

กลับมาทดลองกันอีกระบบต่อ หลังจาก ปล่อยให้เบอร์นไปจนครบเวลาแล้ว ผมก็กลับ มาลองภาคโฟโนของ C 338 กันต่อจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงราคาไม่แพงของ Dual หัวเข็ม MM ระดับกลางๆของ Nagaoka MP150 เสียงที่ได้มีความอบอุ่น นุ่มนวลดีมาก พื้นเสียงเงียบสงัดดีแท้ เบสส์อิ่มหนานุ่ม ปลายเสียง แหลมออกค่อนข้างจะราบเรียบดี การใช้งานทางด้านแอพอย่างที่เรียนครับว่า แอพคนกลางในการใช้งานนั้น ทำงานกันได้ดีกันมากแล้ว อย่าง Bubble UPNP นั้น เรียกหา NAS ได้ไวมาก การเล่นก็เสถียรดี การเลือกเพลงในระบบ Library ก็มาตรฐานดี ไม่มีปัญหาอันใด การใช้งานบลูทูธทำได้ดีครับ บางครั้งเราขี้เกียจเชื่อม หรือใช้งานแอพที่ไม่ซัพพอร์ท Chromecast (เช่น Apple Music) เราก็สามารถที่ส่งเพลงจากมือถือเราเข้าไปผ่านบลูทูธได้เลย คุณภาพเสียงก็อยู่ในเกณฑ์ดีมากครับ เพียงแต่เท่าที่ใช้งาน พบว่าหากเราทำการเชื่อม Chromecast อยู่ แล้วมีการสลับมาบลูทูธนั้น อาจจะมีการติดขัด หรือควานหากันไม่เจอบ้าง เพราะ Chormecast และบลูทูธเขาจะแชร์อินพุทเดียวกัน คือช่อง Wi-Fi/ Bluetooth นั่นเอง ซึ่งวิธีแก้ที่ง่ายๆคือ ปิด เครื่อง Main Power ทางด้านหลัง แล้วเปิดใหม่ก็จะสามารถกลับมาใช้งานได้เป็นปกติครับ

สรุป

การได้ทดสอบ C 338 นั้นได้สอนอะไร ผมหลายอย่างเลยครับ โดยเฉพาะในเรื่อง การแม็ทชิงทางน้ำเสียง ว่าหากเราสามารถ แม็ทช์สไตลเ์สียงของแอมป์กับลำโพงให้เข้ากันได้ดีนั้น มันจะช่วยผลักดันคุณภาพเสียงมห้ออกไปได้ดีกว่าที่เราคาดมากมาย  พอๆกับที่จะบอกว่า หากเราฟังซิสเต็มใดซิสเต็มหนึ่งแล้ว รู้สึกไม่ชอบ รู้สึกมันมีอะไรแปลกที่เราไม่ปิ๊ง ก็อย่าเพิ่งโทษระบบไปทั้งหมด บางครั้งหากได้ความแม็ทช์ขึ้นมาจริงๆแล้ว เราก็อาจจะได้สิ่งที่ดี เกินกว่าที่เราคาดไว้มาก NAD C 338 ก็เช่นกัน เมื่อมันได้รับการ แม็ทช์กับลำโพงที่เข้ากันดีมากๆแล้ว นี่คือ แอมป์ระดับ Super Best Buy สุดคุ้มค่า ที่ให้เสียงที่ดี ฟังดีได้ทั้งแบบจริงจังและผ่อนคลาย และที่สำคัญ มันตอบสนองต่อการใช้งานที่ครอบคลุมทุกความต้องการของนักเล่นในวันนี้อย่างครบแบบสุดๆ คุณคิดดู แอมป์หนึ่งตัว กำลังขับ 50 วัตต์ พีคได้ 300 วัตต์ อินพุทเพียบ เล่นเน็ทเวิร์คได้, บลูทูธได้ ใช้เป็น DAC ได้ โฟโนเล่นแผ่นเสียงก็ได้ ตัวเดียวจบจริงๆ ใช้งานกันไปยาวๆ เสียงก็ดี ใช้งานก็สะดวก เบ็ดเสร็จ สิริรวมทั้งหมดสองหมื่นต้นๆแค่นี้ คุณจะไปหาได้จากที่ไหนอีก นอกจาก NAD ล่ะครับ?

Test Report จากวารสาร LE ฉบับประจำเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2560

LE#258-217 Jul-Aug 2017

 

สัมภาษณ์เจาะลึก CEO : กว่าจะมาเป็น Bluesound (ตอนแรก)

ตอนแรกเรายังไม่ได้ตั้งชื่อด้วยซ้ำ ก่อนลงความเห็นว่าให้ชื่อ “Sovi” จนกระทั่งเป็น Bluesound และกลายเป็นแบรนด์เครื่องเสียงอันดับ 3 ของบริษัท Lenbrook ในที่สุด ซึ่งแบรนด์หลักคือ NAD และลำโพงแบรนด์ PSB นั่นเอง 

b648aa3e862edbf0f72abe1fc230
ภาพจาก : http://www.newswire.com

Bluesound ออกสู่ตลาดเมื่อปี 2013 โดยมีจุดยืนว่าเป็น “ระบบเสียงมัลติ-รูมแบบไร้สาย” ประกอบไปด้วย PULSE ลำโพงตั้งโต๊ะ 3 รุ่น / NODE2 เครื่องควบคุมเสียง / POWERNODE2 เครื่องควบคุมเสียงพร้อมแอมป์ฯในตัว  และ VAULT2 เครื่องริปแผ่นซีดีและเป็นคลังเก็บเพลงไปด้วยในตัว และใน 6 เดือนที่ผ่านมานี้ Bluesound ก็ได้ออก Pulse Soundbar และ Pulse Subwoofer เพื่อจับคู่กัน

“3ปีครึ่งในการรุกตลาด Bluesound กำลังจะกลายเป็นแบรนด์ที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท Lenbrook” นี่คือสิ่งที่คุณ Gord Simmonds (ผู้บริหารของ Lenbrook) ประมาณการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในอีก 12 เดือนข้างหน้านี้ ยิ่งไปกว่านั้นการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆของ Bluesound เอง ก็ทยอยเข้าไปอยู่ในแบรนด์ NAD เรียบร้อยแล้ว และจะถูกใช้กับแบรนด์ PSB ด้วยเช่นกัน

แต่ Bluesound เกือบไม่ได้แจ้งเกิด เพราะการสร้างแบรนด์มาพร้อมกับการตัดสินใจมากมาย เม็ดเงินมหาศาลในการลงทุน เมื่อ Lenbrook ตัดสินใจที่จะทำตลาด Music- Streaming แผนแรกที่เข้ามาในหัวคือการหาสินค้าที่มีผู้ผลิตอยู่แล้ว แล้วเอามาตีตราใหม่เป็นแบรนด์ NAD แม้ภายหลัง Lenbrook ตัดสินใจที่จะพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาเอง แต่ภายในองค์กรก็ยังถกกันอยู่ว่าจะเปิดตัวโดยใช้แบรนด์ใหม่ไปเลย หรือจะยังใช้ NAD อยู่

IN THE BEGINNING 

เรื่องราวของ Bluesound นั้นย้อนไปนานกว่าทศวรรษ เมื่อมีการประชุมภายในด้านการวางแผนพัฒนาสินค้า “เราเริ่มเห็นจุดเริ่มต้นของการ Streaming” Simmonds กล่าว “เริ่มคิดว่า NAD จะทำอะไรดี แล้วอนาคตแหล่งโพรแกรมในการเล่นเพลงจะเป็นอะไร” ในช่วงนั้นผู้บริโภคเริ่มที่จะหันเหจากการซื้อมีเดียแบบจับต้องได้ ไปเป็นการดาวน์โหลด Apple iTunes ได้กลายมาเป็นร้านขายเพลงที่ใหญ่ที่สุดในโลก การสตรีมเพลงออนไลน์ เพิ่งอยู่ในขั้นตอนการตรียมการ ในปี 2007 เครื่อง iPod ขายไปได้เกิน 100 ล้านเครื่องและปีนั้นเองที่ Apple วางตลาด iPhone

 

BluesoundSimmonds
คุณ Gord Simmonds, President และ CEO ของ Lenbrook Group Company

ในช่วงนั้นเพลงที่อยู่ในเครื่องเหล่านั้น ส่วนใหญ่มาจากการดาวน์โหลดลง PC หรือ Mac หรือไม่ก็มาจากการริปลงมาจากแผ่นซีดี แล้วก็ย้ายลงมาใส่เครื่องพกพา นักเล่นบางคนเริ่มหาทางที่จะเอาเพลงที่เก็บจาก PC ของเขามาเล่นผ่านช่องทางชุดเครื่องเสียงด้วยการสตรีมมิง เครื่องรุ่นแรกๆที่ทำออกมาคือ Squeezebox โดย Slim Devices ซึ่ง ต่อมาถูก Logitech ซื้อกิจการไปในปี 2006 จากนั้นก็มาเป็น Sonos ก็เข้ามาสู่ตลาด ซึ่งก็ต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง ก่อนที่จะมาเป็นผู้นำของตลาดอย่างทุกวันนี้ Lenbrook เองก็เคยเป็นตัวแทนของ Sonos ในแคนาดาอยู่ระยะหนึ่ง คำถามในตอนนั้นคือ Lenbrook จะทำอย่างไร เมื่อพฤติกรรมการ บริโภคเพลงกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งคำตอบก็คือ การเดินหน้ากับโปรเจ็คที่มีชื่อเรียกว่า “Sovi” ชื่อที่เกิดมาจากการกลับคำ Viso ซึ่งเป็นแบรนด์ลูกของ NAD ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาเช่นกันในตอนนั้น

FINDING A PATCH

หลังจากที่ตัดสินใจเดินหน้ากับโพรเจ็คท์ Sovi Lenbrook ก็ต้องคิดต่อกับคำถามคลาสสิค “จะซื้อเขาหรือทำเอง? เราเดินทางไปเวสท์โคสท์ เพื่อไปเยี่ยมบริษัทจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือ Logitech ตอนนั้นเรา คิดว่าเราจะซื้อ Squeezebox เปลี่ยนรูปทรง แล้วก็ตั้งชื่อใหม่ เรียกว่าตอนนั้นเราเกือบจะได้ดีลนี้มาแล้ว พอดี Logitech ตัดสินใจปิด Squeezebox ลง ก่อนที่เราจะปิดดีล ซึ่งก็ต้องนับว่าโชคดีที่เราไม่ได้ไปทางนั้น”

หลังจากนั้นก็มีความเป็นไปได้ในหลายแบบ มีพ่อค้า Silicon นำเสนอลูกเล่นการสตรีมมิง ได้ใน Chip Set เดียวก็มี “เราแค่ซื้อเขามาดัดแปลงนิดหน่อยก็ได้” Simmonds กล่าว อย่างไรก็ตาม ทีมพัฒนารุ่นใหม่ของ Lenbrook กลับมีแนวคิดที่ต่างออกไป พวกเขาบอกว่า “มันเป็นเรื่องที่ฉลาดกว่า หากเราทำของเราเอง แทนที่จะไปเอางานที่คนอื่นทำมาแล้ว คอยแต่ลุ้นว่าเมื่อไหร่ เขาจะทิ้งเราไป เราทำเองได้ อาจจะช้ากว่ากำหนดหน่อย สักสี่ห้าเดือนแต่เราจะมีของของเราเอง” นั่นคือคำตอบ ทำเองดีกว่าซื้อเขา แม้ว่ากำหนด 4-5 เดือนที่คิดไว้ จะเลยล่วงไปกว่าที่คิดมาก แต่การที่สามารถออกแบบระบบควบคุมของตัวเองล้วนๆ ทำให้มีความสามารถในการปรับปรุง อัพเดท เมื่อไหร่ ก็ได้ที่ต้องการ ก็กลายมาเป็นข้อดีอย่างใหญ่หลวง ถึงกระนั้น ช่วงเวลาที่พัฒนานั้น ก็ทำให้ Sonos กลายมาเป็นผู้นำในวงการเครื่องแบบนี้ไป Simmonds บอกว่า “คนในวงการ Consumer Electronics ( Sonos ถือเป็นเครื่องจากวงการคอมพิวเตอร์–ผู้แปล) คิดกันเสมอว่าทำไมไม่มีใครคิดไปสู่กับ Sonos บ้างเลย? เราเป็นคนทำเครื่องเสียง เขาเป็นคนทำคอมพิวเตอร ์อะไรที่คนทำเครื่องเสียงทำได้ดีกว่านั้น ใช้เวลาไม่นานในการหาคำตอบและทำสิ่งที่น่าสนใจขึ้นมา” 

BluesoundSoundbar
ลำโพงของ Bluesound ทุกรุ่น รวมไปถึง Pulse Soundbar ได้รับการออกแบบโดย Paul Barton

แน่นอนว่า ในด้านเสียง Lenbrook สามารถสู้กับ Sonos ได้แบบสบายๆ เพราะทั้งเรื่องลำโพงและแอมป์นั้น คือจุดแข็งขององค์กรมานานอยู่แล้ว ยกตัวอย่างง่ายๆ Bluesound PULSE SOUNDBAR นั้น เป็นลำโพงซาวน์ดบาร์ที่ออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านลำโพงอย่ำง Paul Barton ทำออกมาเป็นลำโพง สาม-ทาง ไตรแอมป์ ที่ให้การตอบสนองอย่างราบเรียบลงได้ถึง 30 เฮิทซ์ อย่างน่าทึ่งในขนาดตู้ที่เล็กและบางนิดเดียว นั่นคือจุดแข็ง “เราทำลำโพงให้มีประสิทธิภาพอย่างลำโพงที่ดีควรจะเป็น”

Team Building

ในทางกลับกัน Sonos นั้นเริ่มจากการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน ซอฟท์แวร์และเน็ทเวิร์ค การใช้งานที่เลิศหรู เสถียร ทน มั่นคงในการใช้งาน ทำให้สามารถที่จะส่งเพลงไปยังห้องต่างๆของผู้ใช้งานได้อย่าง มั่นคง ซึ่งอย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีจะส่งผลดีต่อผู้ที่เป็นรองในอนาคต เพราะในช่วงที่ Sonos ออกสู่ตลาด ระบบเน็ทเวิร์คไร้สายในบ้าน ยังถือว่าไว้ใจไม่ได้มากเหมือนในปัจจุบัน และเพื่อป้องกันการสะดุดของ เสียง ระบบ Sonos ในช่วงแรกๆต้องทำงานบนระบบไว-ไฟ ที่ต้องแยกออกมาจากระบบเน็ทเวิร์คหลักของบ้าน จนตอนหลังระบบเน็ทเวิร์คดี ขึ้น Sonos ก็ถึงจะตัดการแยกเน็ทเวิร์คออกไป ส่วน Bluesound ออกแบบให้ทำงานไร้สายมาแต่แรก ซึ่งหมายความว่าไม่ต้องไปเสียเวลาพัฒนาเน็ทเวิร์ค แยกระบบให้เสียเวลา และค่าใช้จ่าย หรืออย่าง Sonos ในตอนแรกๆจะไม่สามารถคอนโทรลผ่านมือถือได้ ต้องคุมผ่านพีซีหรือแม็คอินทอชเท่านั้น จนตอนหลังถึงจะมีการควบคุมผ่านแอพมือถือออกมาเพิ่มให้ใช้

ในขณะที่ Bluesound นั้น ออกแบบให้คุมได้จากมือถือแต่แรกเริ่มเลย ซึ่งการพัฒนาระบบควบคุมนี้แหละ ที่ถือว่าเป็นตัวที่ท้าทาย ระบบ ควบคุมของ Bluesound ที่เรียกว่า BluOS นั้น ถูกพัฒนาขึ้นจาก Linux OS ซึ่งกลายมาเป็นหัวใจหลักในการควบคุม Bluesound และการพัฒนาซอฟท์แวร์ นี่แหละที่กลายมาเป็นเรื่องสำคัญของเครื่องเสียงในปัจจุบัน อย่าง NAD เอง ก็ต้องอาศัยการพัฒนาซอฟท์แวร์จำนวนมากให้เครื่องสามารถทำงานตอบสนองต่อการใช้งานที่ยุ่งเหยิงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยทีมซอฟท์แวร์ของ Lenbrook ตอนนี้ ก็มีถึงหกคนเลยทีเดียว แล้ว Lenbrook ยังมีที่ปรึกษาภายนอกจากฝัง Silicon Valley ใน การช่วยออกแบบซอฟท์แวร์ และพัฒนาโครงสร้างภายในของเครื่องอีกหลายคน อย่างคนที่ช่วยออกแบบ VAULT นั้น ก็ถือเป็นคนที่มี ความเก่งฉกาจในแง่นี้เป็นอันมาก “พวกเขาไม่รู้จัก Lenbrook แต่รู้จัก NAD แทบทุกคน” การพัฒนาสินค้าเองทั้งหมดเป็นการภายในเพิ่มเวลาในการออกสินค้าให้ช้าลงไปอีกหนึ่งปีเต็ม แต่เรายอมรับได้ และเรารู้ว่าเราจะได้อะไรมา เราทำไปแล้วและมันก็ได้ผลดี 

bluesound_vault2_black
. “VAULT2 คือสินค้าสำหรับนักฟังเพลงรุ่นใหม่ที่สะสมแผ่น CD ไว้เยอะๆ แต่ต้องการเก็บเพลงพวกนั้นไว้ในรูปแบบไฟล์”  Gord Simmonds.

 

บทสัมภาษณ์

BUILDING A BRAND : How Bluesound Was Born

โดย : Gordon Brockhouse

เผยแพร่ : What Hi-Fi Magazine ฉบับประจำเดือนเมษายน 2017