เทคนิคการปรับเครื่องเสียงที่มีอยู่ให้เหมือนใหม่

มีตัวแปรมากมายที่เป็นสาเหตุทำให้เครื่องเสียงชั้นยอดของคุณให้เสียงได้ไม่ดังใจปรารถนา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาจากสภาพแวดล้อมของห้องฟัง หรือปัญหาเกี่ยวกับการจัดวางซิสเต็ม-ลำโพง ตัวแปรอื่นๆมากมาย โดยเฉพาะปัญหาทางเทคนิคและเคล็ดลับบางประการที่คล้ายๆกับเรื่องของเส้นผมบังภูเขา เมื่อพยายามค้นหาสาเหตุอย่างจริงจัง คุณอาจจะพบว่าปัญหาเล็กๆน้อยๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ไม่น่าจะต้องทำให้คุณปวดหัวอยู่ได้เป็นเดือนๆ แต่มันก็เป็นไปแล้ว 

เสียงทุ้มหายเพราะต่อสายลำโพงผิดขั้ว

1333e3598517fef86cb472b62cf5a5d1

 

ทั้งๆที่ดูแล้วเป็นเรื่องที่ง่ายดายเสียเหลือเกินกับการต่อสายขั้วบวก-ลบ จาก Amplifier ไปสู่ลำโพง แต่ก็มีหลายคนต่อผิดพลาด ลองสำรวจให้แน่ใจว่าคุณได้ต่อสายลำโพงอย่างถูกต้องแล้ว สายบวกจากแอมป์ฯไปยังลำโพงจะต้องเป็นรหัสสีเดียวกัน รวมถึงสายลบด้วย ถ้ามีการสลับสายเสียงทุ้มจากลำโพงจะหายไปหมด เพราะคุณต่อสายผิดพลาด ชนิดที่เราเรียกว่าต่อผิดเฟส (OUT OFF PHASE) โดยเฉพาะการต่อผิดเพียงข้างเดียวในแชนแนลซ้ายหรือขวาก็ตาม เมื่อเปิดเสียงจากแอมป์ ลำโพงข้างหนึ่งจะถูกผลักออกไปข้างหน้า แต่ลำโพงในข้างที่ต่อผิดขั้ว ไดร์เวอร์จะดูดถอยหลัง เป็นผลให้เสียงทุ้มนั้นถูกหักล้างไปหมด นั่นเป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมบางทีลำโพงตู้ยักษ์ขนาดตั้งพื้นจึงให้เสียงทุ้มบางเบาเสียเหลือเกิน

 

การต่อสายนำสัญญาณผิดก็มีผลต่อเสียง

เช่นการต่อสายจาก CD Player ไปยังแอมปฯต่อสลับจากซ้ายเป็นขวา ขวาเป็นซ้าย เสียงที่ได้จะมีลักษณะคล้ายกับเวทีดนตรีแหว่งๆ พร่องๆ อย่างไรพิกล เพราะเป็นการกลับทิศกลับข้างกันของตำแหน่งนักร้อง นักดนตรี แผ่น CD ประเภทบันทึกจากการแสดงสด โดยไม่ผ่านการปรับแต่งเสียงมากนัก จะเป็นแผ่นที่ทดสอบอาการที่ว่านี้เห็นได้จะแจ้งที่สุด โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องไปดูหลังเครื่อง สังเกตดูจะพบว่า เสียงหลัก ของชิ้นดนตรีกับเสียงสะท้อน หรือเสียงที่เป็นฮาร์โมนิคของเครื่องดนตรีจะไม่สอดคล้องกัน อาจจะต้องอาศัยการฟังที่ชำนาญหรือระยะเวลาที่ยาวนานสักหน่อย สิ่งที่จะทำให้คุณรู้สึกสะกิดใจมากก็คือ เสียงดนตรีดูขัดแย้งกันเอง หรือเสียงโดยรวมตำแหน่งเวทีกว้างดี แต่ตรงกลางถ้าไม่โหว่ก็แน่นจนเกินจริง

สายต่อที่ไม่แน่นทำให้เสียงแย่ลงอย่างมาก

NAD-C-326BEE-Rear-1

การต่อสายนำสัญญาณระหว่างเครื่องที่ไม่แน่นหนา อาจจะทำให้เสียงจากเครื่องเสียงแย่ลงอย่างคาดไม่ถึง โดยมากสาเหตุที่ว่านี้ มาจากขั้วต่อหรือ Jack RCA ที่นำมาใช้งาน หรือขั้วต่อของตัวเครื่องอย่างใดอย่างหนึ่งไม่มาตรฐาน (โดยมากจะเป็นขั้วต่อของสายนำสัญญาณที่ไม่มาตรฐาน) บางครั้งเสียงจะขาดๆ หายๆ เป็นห้วงๆ หรือมิฉะนั้นก็จะเกิดเสียงที่ ขาดน้ำหนัก ดูเบาๆ บางๆ เสียงทุ้มน้อยกว่าปกติ ในปัจจุบันมีขั้วต่อ RCA หลายรูปแบบหลากดีไซน์ออกมาวางจำหน่าย บางรุ่นเน้นที่ความสวยงามและออกแบบผิดประหลาดไปจากยี่ห้ออื่นๆ เพื่อจูงใจผู้ซื้อสินค้าเครื่องเสียง ทำให้รูปแบบมาตรฐานนั้นเบี่ยงเบนไป มีผลต่อเสียงเป็นอย่างมาก ก่อนซื้อสายสัญญาณและแจ็ค อาร์ซีเอ เพื่อไปต่อใช้งานด้วยตัวเอง หรือจะซื้อชุดประกอยสำเร็จก็ตาม ให้พิจารณาดีๆ และถ้าหากทดลองได้ ควรทดลองเสียบต่อกับเครื่องมาตรฐานทั่วไปดูก่อน

มีหัวแจ็ค อาร์ซีเอ ในแบบของ WBT ซึ่งสามารถเลื่อนหัวแจ็คเข้าออก เพื่อคลาย เพื่อขันให้แน่นกับแจ็คที่ตัวเครื่องได่ นับว่าเป็นรูปแบบที่สามารถนำไปใช้งานกับเครื่องทั่วๆไปได้อย่างไม่ต้องกังวล

จุดตำแหน่งการวางลำโพงและอิทธิพลต่อเสียงจากมุมห้อง

50645a7b19129a59b0be039bbe7a86f8ลำโพงทุกคู่ ไม่ว่าจะเป็นลำโพงตั้งพื้นหรือวางบนขาตั้ง ไดร์เวอร์ขับเสียงทุ้มซึ่งเป็นตัวหลักของลำโพง อาจจะก่อปัญหาได้หลายๆด้าน เมื่อจัดวางอย่างไม่เหมาะสม หรือมีอัตราส่วนที่ใกล้-ไกล จากมุมห้องจนเกินไป คำว่า มุมห้อง มิได้หมายถึงผนังห้องด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ แต่รวมหมายถึงผนังด้านหลังและผนังข้าง ซึ่งประกอบกันเป็นมุมฉาก 90 องศา ลักษณะของการวางลำโพงจะทำให้มุมห้องนี้เป็นเสมือนปากฮอร์นยักษ์ ถ้าจัดตั้งลำโพงชิดมุมห้องมาก จะเป็นการเพิ่มเสียงเบสให้มีน้ำหนักมากขึ้น แต่ถ้าใกล้มุมห้องเกินไป เสียงทุ้มจะแผ่ขยายออกมาจนรู้สึกเบลอ หรือเสียงเบสบวมได้ หรือถ้าวางห่างจากมุมห้องมากก็จะมีผลทำให้ เสียงเบสจาง ได้เช่นเดียวกัน อัตราส่วนที่เหมาะสมระหว่างผนังห้องทั้งสองด้านนี้กับลำโพง 1: 2 หรือให้มีความแตกต่างกันมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เสียงเบสจะดูโปร่งลอยเป็นตัวตน นั่นแสดงให้เห็นว่า คุณได้ตั้งลำโพงถูกจุดหรือตำแหน่งของมันแล้ว 

ในบางครั้ง มุมห้องที่เป็นผนังก่ออิฐถือปูน จะสร้างเสียงก้องสะท้อนส่วนเกินออกมาทำให้เสียงเบสพร่ามัว คุณอาจต้องแก้ปัญหาโดยการใช้แผ่นฟองน้ำอะคูสติกโฟม ซึ่งมีวางขายกันอยู่ทั่วไปตามร้านเครื่องเสียง ฟิงน้ำประเภทนี้จะผลิตจากวัสดุทนไฟ มีคุณสมบัติในการขับความถี่ส่วนเกินแถวๆ 500-600 Hz ได้ดีเป็นพิเศษ  มีข้อน่าสังเกตุคือ ฟองน้ำที่ใช้บุผนังนั้นจะไม่ซับเสียงแหลมให้หายหดหรือขาดห้วน ถ้ามีอาการที่ว่านี้เมื่อคุณใช้ฟองน้ำบุผนัง ก็แสดงว่าฟองน้ำยี่ห้อนั้นๆ ไม่เหมาะสมต่อการนำมาใช้ซับเสียงส่วนเกินของลำโพง 

เพดานห้องที่สูงและต่ำเกินไปกับผลของเสียง 

เพดานห้องฟังตามปกติทั่วไป ควรสูงในระดับ 2.30 – 2.70 เมตร หรือมีอัตราส่วนไม่สูงไปกว่าด้านกว้างของห้อง เพื่อมิให้เกิดปัญหาเสียงก้องกำธร การเกิดขึ้นของเสียงสะท้อนที่ซ้ำซ้อนในบางความถี่ตามปกติ อัตราส่วนของห้องฟังที่มีลักษณะใกล้เคียงกับ Music Hall จะได้เปรียบในเรื่องคุณภาพเสียงมาก แต่คงไม่มีใครสามารถสร้างห้องฟังเลียนแบบมิวสิคฮอลล์ได้ ดังนั้นอัตราส่วนห้อง 1 1/2:2:3 น่าจะเป็นอัตราส่วนของห้องฟังทั่วๆไป ที่มีความเหมาะสมต่อการฟังเพลง (สูง 1 1/2 ส่วน กว้าง 2 ส่วนและยาว 3 ส่วน) 

ขาตั้งลำโพงมีความจำเป็นมากสำหรับลำโพงเล็ก

ลำโพงวางหิ้งขนาดเล็ก มีความจำเป็นต้องพึ่งขาตั้งลำโพงดีๆ มีคุณภาพ เพื่อให้ลำโพงนั้นได้แสดงถึงศักยภาพของมันออกมาให้ได้ดีที่สุด ขาตั้งเหล็ก ขาตั้งไม้ จะต้องมีความมั่นคง เมื่อวางบนพื้นไม่เลื่อนไถลไปมาง่ายๆ จุดศูนย์ถ่วงต้องดี ขาตั้งประเภทมีขสถึง 4 ขา มักจะให้ความมั่นคงดีกว่าขาลำโพงประเภทขาเดียว การถ่ายทอดความถี่ของลำโพงสัมพันธ์กับขาตั้งแข็งแรง จะมีส่วนในการเสริมเสียงเบสให้แน่น เสียงกลางแหลมสะอาดดีขึ้น ข้อสำคัญในเรื่องของ Image (จุดตำแหน่งของดนตรี) Sound Stage (ความกว้างของเวทีดนตรี) จะมีส่วนเสริมให้ดีขึ้น ฟังออกชัดเจนอย่างที่นักเล่นหูทองเขาพูดกันว่า “อิมเมจนิ่ง” นั้น มีผลมาจากขาตั้งลำโพงที่ดีๆ ที่จะมาเสริมเสียงให้กับลำโพงขนาดเล็กนั้นเอง

ระดับของทวีตเตอร์ในลำโพงควรเสมอกับระดับหู

S__22487048

การวางลำโพงประเภทใดๆก็ตาม ตัวขับเสียงแหลมควรอยู่ในระดับเดียวกับหูของผู้ฟัง ไม่ควรตั้งลำโพงให้ทวีตเตอร์อยู่สูงเกินไปหรือต่ำมากไปจากระดับหูของผู้ฟัง มีนักเล่นเครื่องเสียงจำนวนมาก ตำหนิชุดเครื่องเสียงของตนว่า เสียงแหลมไม่พริ้วกังวาน ทั้งๆ ที่ลำโพงนั้นใช้ทวีตเตอร์ระดับสุดยอดแล้วก็ตาม เมื่อได้มีโอกาสพิจารณาจุดตำแหน่งที่นั่งฟังแล้ว พบว่าทวีตเตอร์สูงไป ผู้ฟังนั่งต่ำมาก รายละเอียดต่างๆของดนตรีจึงไม่ครบถ้วน 

ยกเว้นเฉพาะลำโพงบางรุ่น ที่นำเอาทวีตเตอร์ไปอยู๋ด้านล่าง ใช้วูฟเฟอร์ด้านบน กลับตาลปัตรกับลำโพงท้องตลาด ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของคู่มือของลำโพงเป็นหลัก ความถี่เสียงแหลมนั้นควบคุมได้ยากพอสมควร หากว่าจัดตั้งลำโพงไม่ถูกตำแหน่งแล้ว จะยิ่งฟังได้จัดเจนว่าเสียงดีขึ้น-แย่ลง เพียงแค่ขั่วระยะการวางที่แตกต่างกนเพียง 2-3 นิ้ว ดังนั้นการขยับปรับตำแหน่งการวางลำโพงบ่อยๆ จะช่วยให้คุณพบข้อแตกต่างของเสียงได้มากขึ้น และในที่สุดก็จะพบตำแหน่งที่สมบูรณ์ที่สุดสำหรับระบบเครื่องเสียงลำโพงของคุณ 

สรุป

เครื่องเสียง…เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่ต้องได้รับการเอาใจใส่เป็นพิเศษ มากกว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบอื่นๆ เพราะความอ่อนไหวทางด้านเทคนิค มีส่วนทำให้เสียงดีขึ้นหรือแย่ลงได้อย่างง่ายดาย ยังมีเทคนิคเคล็ดลับอีกมากมายในการปรับปรุงคุณภาพเสียง ซึ่งจะนำเสนอในบทความต่อไป เพื่อให้เครื่องเสียงของท่านผู้อ่านนั้นสามารถตอบสนองต่อเสียงได้ดีที่สุด เต็มประสิทธิภาพของเครื่องเสียงแต่ละเครื่อง เพราะเป้าหมายของการเล่นเครื่องเสียงก็คือ การคืนกลับมาของเสียงดนตรีที่ใกล้ความจริงที่สุด ในระดับ High Fidelity

กราบขอบพระคุณ คุณวิจิตร บุญชู ที่อนุญาตให้นำบทความในหนังสือมาเผยแพร่ เพื่อเป็นความรู้สำหรับนักเล่นเครื่องเสียงทั้งมือใหม่และมือเก่าทั้งหลาย 

Processed with VSCO with c1 preset
หนังสือเครื่องเสียง 1 นำเสนอเรื่องราว สาระ เกี่ยวกับเครื่องเสียง โฮมเธียเตอร์ 

เปิดประสบการณ์การฟังเพลงที่ดีกว่า และง่ายกว่า ด้วย BluOS เวอร์ชั่นล่าสุด!

ตั้งแต่ Bluesound ออกสู่ตลาดเมื่อปี 2012 ทีมวิศวกรของเรา เหล่าออดอโอไฟล์ และ Music Lover ก็ได้พบกับระบบปฏิบัติการ BluOs ที่ทยอยมาให้ได้อัพเดทกันเรื่อยๆ เพื่อส่งมอบการฟังเพลงผ่านลำโพงไร้สาย (Wireless Speakers) และ เครื่องเล่นเพลง (Music Players) ที่ดีที่สุด

ด้วยการเป็นผู้นำด้านระบบเสียง Multiroom แบบไร้สาย ที่รองรับไฟล์ MQA พร้อมการออกแบบ Interface ของ BluOS 2.10 (เวอร์ชั่นล่าสุด) ให้ควบคุมง่ายขึ้น เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน โดยมี 5 ฟีจเจอร์ใหม่ที่ถูกค้นพบ ช่วยให้การเซ็ตอัพเครื่องสะดวกมากขึ้นกว่าเก่า นอกจากนั้นยังเพิ่มผู้ให้บริการสตรีมมิ่งเพลงและรองรับ Dolby Digital สำหรับเล่นกับ PULSE SOUNDBAR อีกด้วย

1-JZzmpF_a32UMvkaOhmLh1g

A More Intuitive BluOS Controller

การเซ็ตอัพเครื่องเล่นสามารถทำได้ง่ายๆผ่าน Smartphone หรือ Tablet ด้วยฟังก์ชั่น Player Setup Wizard ซึ่งช่วยให้การจับคู่ระหว่างเครื่องเล่น หรือการค้นหา Wi-Fi ง่ายขึ้นเพียงปลายนิ้วสัมผัส

เรียนรู้เพิ่มเติมและดูวีดิโอการเซ็ตอัพเครื่องเล่น Bluesound ได้ที่นี่

1-1j0gzujmGlqQ3kY1gHlA8Q

ฟังเพลงคุณภาพ MQA ผ่าน TIDAL บนแอพพลิเคชั่น BluOS 

ท่านที่สมัคร TIDAL แพคเกจพรีเมี่ยมไว้ ตอนนี้สามารถเพลิดเพลินกับคลังเพลง TIDAL Masters ผ่านแอพฯ BluOS ได้เลย อีกทั้งยังสตรีมเพลงไฟล์เพลงคุณภาพไฮขเรสอย่าง MQA ได้อีกด้วย

1-1j0gzujmGlqQ3kY1gHlA8QSeamlessly play music from your OneDrive with Microsoft Groove

รองรับ OneDrive ง่ายๆ เพียงเข้าไปที่ Microsft Groove > Favorites > Albums ที่อยู่ใน BluOS จากนั้นทุกเพลงที่อยู่ใน OneDrive จะขึ้นมาให้ท่านเลือก

กว่า 30 ล้านเพลงจาก KKBOX ที่รอให้ท่านเข้าไปฟัง

ด้วยจำนวนผู้ใช้กว่า 10 ล้านคน และ ศิลปินอีก 1,600 ชีวิต KKBOX คือหนึ่งผู้ให้บริการสตรีมมิ่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก ท่านสามารถเลือกฟังเพลงจาก KKBOX ได้โดยตรงผ่านแอพฯ BluOS บนสมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์

 

Bluesound is RoonReady®

พบกับระบบมัลติรูม Hi-Res ไร้สายแรกของโลกที่มีชื่อว่า RoonReady® ซึ่งผู้ที่เป็น Subscriber ของ Roon สามารถใช้ BluOS เพื่อดึงข้อมูลของ Roon มาใช้ได้ ผ่านเครื่องเล่น Bluesound มากกว่า 1 เครื่องสบายๆ

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการสตรีมผ่าน Roon ได้ ที่นี่

อัพเดท Bluesound Players ของท่าน ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด เพื่อสัมผัสกับมิติใหม่ของการฟังเพลงได้ที่ bluesound.com/downloads.

 

รีวิว PULSE SOUNDBAR : ซาวน์ดบาร์เครื่องแรกของโลกที่สตรีมไฟล์แบบ Hi-Res

In House Test

โดย คุณอธิวัฒน์ อัมพะเตมีย์

 

Bluesound PULSE SOUNDBAR

Bluesound PULSE SOUNDBAR Frontในวงการเครื่องเสียงนั้น หลายคนคงคาดไม่ถึงว่า มีผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งที่ดูแล้วเหมือนเป็นแค่ส่วนประกอบย่อยๆที่นักเล่นเครื่องเสียงไม่ค่อยจะให้ความสนใจเท่าไหร่ แต่นอกวงนั้น เชื่อไหมว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมมากอย่างไม่น่าเชื่อ เรียกว่าเป็นตัวเลือกระดับต้นๆของผู้ที่ต้องการคุณภาพเสียงที่ดีขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ระบบมากมายอะไร

ผลิตภัณฑ์ที่ว่านั้นคือ ลำโพง SOUNDBAR นี่เอง

ลำโพงซาวน์ดบาร์ก็คือ…

“ลำโพงแบบมีแอมป์ในตัวหรือลำโพง Active ที่ออกแบบรูปร่างมาให้ยาวเพรียว คล้ายๆลำโพงเซ็นเตอร์ แล้วรวมการต่อเชื่อมหลักๆที่ใช้ในการดูทีวีเข้าไป ด้วยจุดประสงค์ก็คือ การให้เสียงที่ “ดีกว่าทีวี” ก็เพียงพอแล้ว เพราะทีวีทุกวันนี้ แข่งกันบางลง บางลง จนเหลือพื้นที่ในการติดลำโพงลงไปได้น้อยมาก ลำโพงที่จะติดลงไปก็เล็กลงทุกที ซึ่งก็แน่นอนว่าส่งผลต่อเสียงที่แทบจะหวังเอาจริงเอาจังอะไรได้เลย นอกเสียจากว่าจะฟังแต่เสียงพูดเป็นหลัก”

Bluesound_Soundbar_HeroShot-NoTVImage
ดังนั้นนักเล่นที่ต้องการเสียงที่ดีกว่านี้ แต่ไม่ถึงกับอยากลงระบบโฮม เธียเตอร์ ชุดใหญ่ เดินสายวุ่นวาย ก็มักจะมาลงเอยกันที่ลำโพงซาวน์ดบาร์นี่เอง

อย่างไรก็ตาม ลำโพง SOUNDBAR ที่มีอยู่ในตลาด ส่วนใหญ่ก็จะถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่ายๆให้เสียงที่ “ดีกว่าทีวี” สักหน่อยก็พอ คือพอมีทุ้มกลางแหลมออกมาให้พอได้ยินสักหน่อยพอ ซึ่งพอจะเอาให้ดีกว่านั้นขึ้นไปก็ไม่ค่อยจะไหว เพราะส่วนใหญ่มีข้อจำกัด เพราะไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ได้คุณภาพเสียงที่เต็มที่นัก ส่วนใหญ่ใช้ตัวตู้เป็นพลาสติค ใช้ไดรเวอร์เล็กๆเกรดธรรมดาๆ แอมป์กำลังขับน้อยๆ ซึ่งทำให้พอเราต้องการคุณภาพเสียงดีๆใช้ฟังเพลง หรือดูหนังให้มันส์สะใจบ้าง ก็ไปไม่ไหว เสียงแตกพร่า จัดจ้าน หรือเปิดดังไม่พอสะใจ คือแลกระหว่างความง่ายกับคุณภาพว่างั้นเถอะครับ

โชคดีที่วันนี้ข้อจำกัดเหล่านั้นหมดไปเมื่อ Bluesound ออก PULSE SOUNDBAR มา

Bluesound SOUNDBAR เป็นลำโพงที่มีรูปร่างคล้ายๆลำโพงเซ็นเตอร์สีดำ แต่มีขนาดที่กว้างกว่ามาก ขนาดความกว้างนั้นอยู่ที่เมตรกว่าๆเลยทีเดียว ในขณะที่ความสูงนั้นอยู่ที่ 14 เซนติเมตร ซึ่งหากว่ากันตรงๆความสูงตรงนี้ หากวางหน้าจอทีวีรุ่นใหม่ๆทั่วๆไปนั้น น่าจะบังจอไปพอสมควรเลย ผมจึงบอกว่าด้วยลักษณะความสูงแบบนี้ SOUNDBAR น่าจะเหมาะต่อการติดตั้งแบบแขวนอยู่ใต้จอทีวี ซึ่งทาง Bluesound ก็ให้ชุดติดตั้งแขวนผนังมาให้เรียบร้อย หรือใครที่ไม่ต้องการแขวนจริงๆ ผมก็มองว่าควรจะจัดหาชั้นวางที่สามารถวาง SOUNDBAR ลงในชั้นที่อยู่ด้านใต้ทีวีก็จะเหมาะมาก โดย Bluesound เองให้ขาตั้งมาสองแบบเพื่อให้ทำมุมยิงเสียงเงยหน้าขึ้นมาให้เหมาะต่อการใช้งานเป็นที่เรียบร้อย

TS100 with TV and SOUNDBAR

ความพิเศษที่ Blusesound PULSE SOUNDBAR นั้น มีมาให้เหนือกว่า SOUNDBAR ทั่วไปในท้องตลาดนั้นมีมากมาย แน่นอนว่านอกจากจะใช้งานเป็นลำโพง SOUNDBAR รับสัญญาณจากทีวีได้ทั้งดิจิทัล Optical และอะนาล็อก แบบ RCA แล้ว ก็ยังสามารถเล่นเพลงโดยตรงจาก USB Stick และที่แน่นอนสุดๆก็คือ มีความสามารถในการฟังเพลงแบบ Hi-res Steaming/Network Audio ได้อย่างเต็มรูปแบบเฉกเช่นเดียวกับเครื่องเสียง Bluesound ทุกรุ่นนั่นเอง

ซึ่งทั้งหมดทำให้ SOUNDBAR เป็นลำโพงที่ตอบสนองครบครันทุกความต้องการสำหรับผู้ที่ต้องการระบบเสียงจากทีวีที่เรียบง่าย พร้อมๆกับระบบเน็ทเวิร์ค ออดิโอ คุณภาพสูงที่สามารถฟังเพลงไฮ-เรส 24/192 และ MQA ได้นั่นเอง

การใช้งาน

การคอนโทรลทั้งหมดนั้น สามารถทำได้จากระบบ BluOS ของ Bluesound เอง โดยคุมได้จากมือถือทั้ง Android และ iOS หรือใครจะคุมจากคอมพิวเตอร์ก็ไม่ว่ากัน ระบบ BluOS นี้ ทางBluesound มีการปรับปรุงพัฒนาอยู่ตลอดเวลา นับวันก็ยิ่งใช้ง่าย ใช้สะดวกมากขึ้นเรื่อยๆ

การเซ็ทอัพนั้นง่ายดาย เมื่อคุณลง App BluOS ในมือถือแล้ว จากนั้นก็ตามขั้นตอนที่เขาแนะนำไว้ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ใช้ได้แล้ว ใครต่อแบบ Wi-Fi ก็มีขั้นตอนเพิ่มขึ้นหน่อย ส่วนใครต่อแบบสาย LAN นั้น ยิ่งง่ายสุดๆแบบแทบไม่ต้องทำอะไรเลย อย่างผมนั้น มาคราวนี้ขอทดสอบแบบต่อสายแลน เพราะตำแหน่งวางทดสอบนั้นติดๆกับ Router พอดี พอเสียบสายแลนเสียบปลั๊กเริ่มทำงาน รอเขา Update ระยะหนึ่ง (ไฟกระพริบ) พออัพเดทเสร็จ ก็หาเพลงที่อยู่ใน NAS ที่อยู่ในวงแลนเดียวกันอีกเครื่อง เจอกันง่ายๆ จากนั้น Reindex เพลง รออีกสักครู่ จากนั้นก็เล่นเพลงกันได้แล้ว ง่ายสุดๆ ตรงนี้ต้องยอมรับว่า Bluesound พัฒนาการเซ็ทอัพให้ง่ายขึ้นมากกว่า Gen แรกๆเยอะเลย

พูดถึงการต่อเชื่อมแบบใช้สายแลนนี่ ผมแนะนำเลยนะครับ ถ้าเป็นไปได้ต่อแบบแลนนั้น ความเสถียรสูงมากๆ ตลอดระยะเวลาทดสอบร่วมเดือน ไม่มีหลุด ไม่มีแฮงค์ เรียกเพลงเร็ว จะไฮ-เรส แค่ไหน ไม่มีกระตุก ใช้กันได้ยาวๆ ใครเล่นเพลงไฮ-เรสไฟล์ใหญ่ๆเยอะๆนี่ ผมแนะนำเลยครับ ลากสายแลนเถอะครับ

Bluesound_Soundbar_Inputs-Angled

จากนั้นมาดูโหมดเซ็ทอัพกันต่อ SOUNDBAR นี้มีการเซ็ทอัพเพิ่มเติมมาจากลำโพงรุ่นอื่นๆของ Bluesound เช่น PULSE ขึ้นมาพอสมควร การเซ็ทอัพกับ BluOS ยุคนี้ เข้ามาปรับได้ง่ายขึ้นเยอะเลยครับ การเซ็ทที่เพิ่มขึ้นมาก็เช่น เลือกโหมดเสียงได้ว่าจะดู TV, Music ฟังเพลง หรือ Movie ดูหนังแบบเน้นพลัง จากนั้นก็มีการเลือกความกว้างของเสียง เสริมให้เสียงกว้างโอบล้อมมากขึ้น 3 ระดับ คือ ปิด (สำหรับการฟังเพลง), Wide แบบปกติ และ Wider คือกว่ามาก จากนั้นก็มีการเลือกระบบการเน้นเสียงพูด Enhanced Dialog 3 ระดับ, เลือกโหมด Late Night ดูรายละเอียดเสียงเวลาฟังเบาๆยามดึกไม่ให้รายละเอียดเสียงจม, เลือก Deep Bass เพิ่มเบสส์ลึก, ปรับ Lip Sync Delay ให้เสียงพูดตรงกับจอ, ปรับทุ้มแหลมได้, เปิด/ปิดสับ-วูฟเฟอร์ ซึ่งพูดถึงตรงนี้ ตัว SOUNDBAR นั้น มีช่อง Sub Out ไว้ให้ต่อสับได้ด้วย (หากต่อกับ PULSE SUB จะ Sync กันเองโดยอัตโนมัติ) ปรับ Delay สับ-วูฟเฟอร์ให้เสียงซิงค์กับ SOUNDBAR ได้ด้วย (BluOS เวอร์ชันใหม่นี้ รายละเอียดเพียบ และใช้งานได้ง่ายสะดวกคล่องตัวมากๆครับ รายละเอียดลึกๆผมว่า ท่านสอบถามทีมงานของเราได้เลยดีกว่า ไม่งั้นเนื้อหาจะเยอะเกิน)

คุณภาพเสียง

PULSE-SOUNDBAR_WithTV-Stand -BLACK_StandBaseDetail_05

ผมต่อทดลองฟัง SOUNDBAR ด้วยการฟังเพลงเป็นหลักครับ ต่อแบบแลน ง่าย เร็ว ดี ไม่มีหลุด ไม่มีเกี่ยงไฟล์ BluOS ทำงานง่าย เร็ว และไม่มี Hang จุดเด่นแรกที่ฟังและอุทานออกมาในทันทีคือ “นี่คือลำโพง Active ตัวเดียวจบ ที่เสียงดีที่สุดเท่าที่ผมฟังมา” จบการทดสอบ…ฮา

เอ้า แค่นั้นก็น่าจะพอนะครับ… เพราะเสียงที่ได้ยินจากเพลง Blue Rondo A La Turk แทร็คแรกของแผ่น Dave Brubeck “Time Out” จากไฟล์ 16/44.1 ธรรมดาๆนี่แหละ ทำให้ผมเกิดอาการสะดุดหูทันที เสียงแหลมใสกังวานสวยงามจริงๆ เปียนโนมีความสมจริงแผ่นกว้าง บรรยากาศมาเต็มๆ วงกว้างขวางเหมือนฟังลำโพงสเตรีโอแบบแยกคู่ เสียงเบสส์หนักแน่น มีพลัง และลงลึกกว่าที่ผมคาดไว้อย่างมากมาย และที่เด่นมากคือ เสียงมันนิ่ง ชัด มีโฟคัส รายละเอียดหลุดตู้ ไม่เบลอร์

อะไรที่ทำให้ PULSE SOUNDBAR แสดงความสามารถออกมาได้ดีขนาดนี้?

1.ตู้เป็นอะลูมิเนียมให้ความแข็งแรง นิ่ง สงัด สูกว่าตู้ที่เป็นพลาสติคแน่นอน ดีไม่ดี ดีกว่าตู้ไม้ MDF ด้วยซ้ำ ตู้อะลูมิเนียมทำให้ไดรเวอร์ทำงานเต็มที่ดีเยี่ยม ผลคือ เสียงหลุดตู้ เบสส์กระชับแน่น โฟคัสดีเยี่ยม ไม่เบลอร์พร่า เปิดดังๆได้ดีเยี่ยม

2.แผงหน้าที่กว้างในแบบลำโพงซาวน์ดบาร์ทำให้ Bluesound เลือกที่จะลงระบบ 3-ทาง!!! คือ เปรียบเป็นเหมือนระบบลำโพงสเตรีโอ 2 ข้างในตู้เดียว แต่ละข้างทำงานแบบ 3-ทาง!!! ใช้วูฟเฟอร์ 4 นิ้ว มิดเรนจ์กรวยกระดาษขอบยาง 2 นิ้ว และมีทวีทเตอร์ ซอฟท์โดม 3/4 นิ้ว อีก 1 ตัว!!! ทำให้นี่กลายเป็นลำโพงซาวน์ดบาร์ระบบ 3-ทาง ครบเครื่องจริงๆ แน่นอนว่า ย่อมให้การตอบสนองความถี่ได้ดีเยี่ยมกว่าระบบ Full-Range ดอกเดียว แน่นอนไม่แปลกที่เสียงแหลม เสียงกลาง เยี่ยมเหมือนฟังลำโพงระดับไฮ-เอ็นด์ ก็ไม่ปาน

3.แผงหน้าที่กว้าง ทำให้การกระจายเสียงกว้างและโอบล้อม เรียกว่าถ้าฟังใกล้หน่อย คุณจะได้ Sweet Spot ชั้นดีทันที หรือไกลออกมาหน่อย ก็ยังให้เสียงที่กว้างและโอบล้อมดีมากๆ

ซึ่งจุดเด่นตรงนี้ ทำให้ PULSE SOUNDBAR ให้เสียงที่ดีและโดดเด่นเกินเพื่อนๆในซีรีส์ เดียวกันก็ว่าได้ ดีจนผมว่าแม้เราไม่ได้ต้องการความเป็นซาวน์ดบาร์ของเขา เราเอามาเป็นลำโพงฟังเพลงแบบไม่ต้องใช้คู่กับทีวี ผมก็ยินดี

Bluesound_Soundbar_Standalone01

ผมฟังแผ่น “ริมน้ำคืนหนึ่ง” ที่ผม Rip จากแผ่นเสียง Speed 45 ลงมาเป็นไฟล์ 24/192 ดู โอ้โห เสียงร้องของคุณแพรวพลอย หวานไพเราะเหลือเกิน ความชัดเจน ความเป็นธรรมชาติ บรรยากาศในเสียงร้องนั้น ไม่อยากเชื่อว่าฟังเสียงจากลำโพง SOUNDBAR อยู่ เสียงร้องเปิดโปร่ง เป็นธรรมชาติมากๆ การถอดถอนผ่อนลมหายใจถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเยี่ยมเลย เสียงเปียนโนนี่ก็เยี่ยมไปเลย เครื่องสายไพเราะสวยงามมากๆ ใครได้ฟังเป็นติดใจแน่ๆเหมือนฟังซิสเต็มฟังเพลงดีๆสักเซ็ท

เบสส์พอไหม?

ผมว่าพอ สำหรับการฟังเพลงที่หลากหลาย ผมมั่นใจว่าเบสส์จาก PULSE SOUNDBAR นั้นมีให้พอเพียงต่อการฟังเพลงในทุกรูปแบบ ผมลองขยับมาเพลงที่ทันสมัยสักหน่อย Love Never Felt So Good ของ Michael Jackson ผู้ล่วงลับ ลองไลน์เบสส์ เปิดดังๆเล่นตุ้บๆ แหม่… เบสส์เอามันส์ แบบพอครับ คือได้ลูกแน่น กระชับ กระแทก ตึ่บพอครับ ใครอยากได้กว่านี้ คือต้องการ Level ที่ดังระดับ Party คุมห้องใหญ่ๆแบบนั้นค่อยว่ากันเรื่องสับครับ เพราะแค่นี้ผมว่าเพื่อนบ้านคงมากดออดเรียกให้หรี่เสียงแล้วละครับ

 

สำหรับการดูหนังนั้น ผมเรียนตรงๆว่าไม่ได้เทสท์ครับ เพราะขนาดความสูงของ PULSE SOUNDBAR นั้น มันบังจอทีวี Sony 4K ของผมไปพอสมควรเลย แต่ก็มั่นใจในความเป็น Music First ที่หากฟังเพลงดีแล้ว ดูหนังมันได้อยู่แล้วครับ และจากการที่ได้ลองคร่าวๆที่โชว์รูม ผมก็ว่าสำหรับการดูหนังแบบ “เอาเพลินผสมเอามันส์ แบบ 50/50” นั้น PULSE SOUNDBAR ตอบสนองได้แน่นอน ทั้งเสียงความกว้าง การแยกแยะ เสียงพูดชัดใหญ่ เบสส์ดีพอ แต่จะเอาให้สั่นห้องนั้น คงต้องหาสับมาช่วยหน่อยครับ (ฟังเพลงเป็นหลักก็ไม่ต้องครับ)

สรุป…

Bluesound PULSE SOUNDBAR เป็นลำโพงซาวน์ดบาร์ที่ให้คุณภาพเสียงที่เหนือชั้นครับ ถ้าจะว่าไปคือ เหนือชั้นกว่าลำโพงแอคทีฟว์ (สไตล์ลำโพงบลูทูธ) ทุกแบบที่ผมเคยฟังมา ไม่ว่าจะเป็นแบบตั้งโต๊ะแบบไหนๆก็ตาม โดดเด่นด้วยเสียงที่เป็นธรรมชาติเหมือนฟังระบบลำโพงแยกชิ้นที่ราคาแพงกว่าได้อย่างสบายๆ จนผมบอกว่า เป็นตัวเลือกได้ดีมากๆ สำหรับผู้ที่ต้องการระบบที่ง่ายๆ ลำโพงตัวเดียวแล้วให้เสียงดีเยี่ยมเหมือนลำโพงแยกชิ้น เล่นเน็ทเวิร์ค ไฮ-เรสได้ เล่นบลูทูธได้ เล่น Tidal ได้ แล้วคุณจะต้องการอะไรกว่านี้อีก?

Bluesound PULSE SOUNDBAR ราคา 39,100 บาท

www.conice.co.th
02.276.9644
LINE ID : @conice

ทดสอบ NAD Classic Series C 388

NAD Classic Series C 388
ขอต้อนรับท่านสู่
NAD ยุคใหม่
จาก Life Entertainment#257
คอลัมน์ “In House Test”
ทดสอบโดย: อธิวัฒน์

388

อินติเกรตเตด แอมป์ของ NAD นั้น น่าจะเรียกได้ว่าเป็นกลุ่มสินค้าที่ได้รับความนิยมและสร้างชื่อเสียงให้ NAD มาโดยตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ NAD 3020 รุ่นแรก จนมาถึงปัจจุบันนั้น บอกได้เลยว่า NAD ออกแอมป์มา “ดัง” ทุกซีรีส์ เรียกว่ามีตัวตายตัวแทนกันมาตลอด

อย่างผม ตัวผมเองนั้นได้เล่นได้ลองแบบจริงๆจังๆ ผ่านอินติเกรตเตด แอมป์ NAD มาแทบนับไม่ถ้วน ตั้งแต่ 3020 รุ่นแรก, 3020e, 3225PE, 3100, 3400, 302, 304, 317 จนมาถึงยุค C Series C320, C340, C350, C 325BEE, C 326BEE, C 356BEE, C 375BEE, Silverline S300, Masters Series M3 แล้วก็ย้ายมาฝั่ง Digital Amp. C 390DD, M2 จนถึงตัวจิ๋วๆ D3020, D7050 ก็ได้ลองมาหมด

เยอะจริงๆนะครับ ซึ่งแต่ละรุ่นที่ผมบอกมานั้น บอกได้เลยว่าเป็นอินติเกรตเตด แอมป์ ที่มีคุณค่าสูง เล่นได้อย่างสบายใจ และมีความคุ้มค่าในตัวเองของมันเป็นอย่างมากจริงๆ ไม่เชื่อถามเจ้าของแอมป์แต่ละรุ่นที่ร่ายมาเถอะครับ ว่ามันมีดีอะไร

จนมาวันนี้ ก็ถึงอีกคราวที่ NAD ออกอินติเกรตเตด แอมป์ รุ่นใหม่ออกมา ที่เรียกได้ว่า “พลิก” ความเป็น Classic Series ในทุกด้าน ตั้งแต่รูปร่างหน้าตา คอนเส็พท์ การออกแบบ จนถึงเทคโนโลยีในการออกแบบ ซึ่งผมก็โชคดีมากที่เครื่องชุดแรกที่มาถึงเมืองไทย ก็ได้รับการส่งตรงมาลองกัน แกะกล่องกันเป็นคนแรก และได้ใช้ชีวิตร่วมกับแอมป์ใหม่นี้นานร่วมสองเดือน ลองเล่นสารพัด จนบอกได้ว่า นี่ก็จะเป็นอีกหนึ่งแอมป์ที่ขึ้นทำเนียบแอมป์ชั้นเยี่ยมจาก NAD ได้อีกหนึ่งรุ่นสบายๆ

New NAD Classic Series

NAD C 388 นั้น มีความเปลี่ยนแปลงหลายต่อหลายอย่าง แบบแทบจะเรียกได้ว่าหมดจด เริ่มจากภายนอกที่เปลี่ยนไปมากมาย จากแอมป์ทรงมาตรฐาน มีปุ่มมาตรฐาน ไล่จากซ้ายไปขวา มีเปิด/ปิด, ทุ้มแหลม, ซีเล็คเตอร์ และโวลูม แบบหลับตาคลำได้ ก็เปลี่ยนมาเป็นแผงหน้าที่เรียบสุดๆ โดยมีแค่โวลูมขนาดใหญ่ทางด้านขวา, ตรงกลางเป็นจอ LCD สีสันสดใส และด้านซ้ายเป็นปุ่มเลือกการปรับแต่งทรงกลม และปุ่มเพาเวอร์เปิด-ปิดเท่านั้น เป็นความเรียบง่ายที่สวยงามด้วยหน้าจอแอลซีดี ทำหน้าที่เป็นดิสเพลย์ให้เลือกปรับแต่งค่าต่างๆผ่านทางนี้ได้ ตัวถังนั้นมีความแข็งแรงมากกว่ารุ่นเก่าๆ แผงหน้าเป็นอะลูมิเนียมหนาขึ้น ใช้สีเทาเข้มจนเกือบดำ เข้มกว่ารุ่นเดิมมาก ทำให้โดยรวมแล้ว C 388 เป็นเครื่องที่มีความเข้ม ขรึม ดูสง่า มีราคาขึ้นเยอะ

ทางด้านหลังมีช่องเสียบต่างๆที่ติดเครื่องมาคือ ภาคขาเข้า สามารถต่อสัญญาณได้ทั้งดิจิทัล และอะนาล็อก โดยดิจิทัลนั้นสามารถต่อได้คือ ออพทิคัล 2 ชุด, โคแอกเชียล 2 ชุด (ไม่มีช่อง USB) ซึ่งความสามารถในการรับสัญญาณดิจิทัลนั้น ทำได้สูงสุด 24/192 ทางด้านอะนาล็อกนั้น ต่อไลน์อินพุทได้ 2 ชุด และที่กลับมาเพิ่มกันเป็นมาตรฐาน เพราะเทรนด์อะนาล็อกกำลังมาแรงมาก ก็คือมีช่อง Phono MM สำหรับเครื่องเล่นแผ่นเสียงอีก 1 ชุด พร้อมรับสัญญาณ Bluetooth AptX ได้โดยมีเสาอากาศในตัวแบบถอดได้

และนอกจากช่องแบบฟิกซ์ที่ติดมาให้นั้น C 388 ยังมีช่อง MDC Upgrade มาให้อีก 2 ช่อง ซึ่งสามารถใช้ MDC Module มาตรฐานของ NAD ที่ออกมาก่อนหน้านี้ได้ เช่น BluOS Module เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเล่น Network Audio Streaming ได้อีกด้วย (MDC BluOS มีจำหน่ายแยก)

นั่นคือสิ่งที่เห็นจากภายนอก ส่วนภายในนั้นก็มีการปรับเปลี่ยนที่เรียกได้ว่าพลิกไปหมดจาก Classic Series รุ่นก่อนหน้านี้ไปทั้งหมด เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ Classic Series หันมาใช้ภาคขยายแบบ Class-D นั่นเอง ซึ่งภาคขยายที่ใช้นั้น เป็นภาคขยายที่เรียกว่า Hypex UcD ซึ่งเริ่มใช้เป็นครั้งแรกในแอมป์ NAD D3020 นั่นเอง แต่ภาค Hypex ที่ใช้ใน C 388 นี้ เป็นตัวที่ให้กำลังขับสูงขึ้นไปอีก และได้รับการปรับแต่ง ปรับจูนเสียงกันใหม่หมด โดยทีมงานออกแบบของ NAD เอง โดยทางวิศวกรของ NAD นั้น ใช้เวลาหลายปีที่จะทำแอมป์คลาสส์-ดี ที่ให้คุณภาพเสียงที่เอาชนะคลาสส์-เอบี ให้ได้ โดยได้ข้อดีมาเต็มๆ ไม่ว่าการทำงานที่เสถียร, เที่ยงตรง, ไร้ซึ่งความเพี้ยน, ไม่สูญเสียพลังงานไปกับความร้อน, กำลังสำรองดีเยี่ยม, กินไฟต่ำ, มีความสงัดเงียบ และที่สำคัญที่สุดคือให้การตอบสนองที่ราบเรียบราวกับไม้บรรทัดกันเลยทีเดียว

ซึ่งตรงนี้ไม่มีอะไรมาวัดกัน นอกจากการฟังครับ!

388_3

ทดลองเล่น

แม้จะไม่ได้มีหม้อแปลงใหญ่ในเครื่องก็ตาม แต่ C 388 นั้นก็มีน้ำหนักที่มากเอาเรื่อง ส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างตัวถังที่แข็งแรงแน่นหนามากๆ งานสร้างภายนอกนั้นดีกว่าคลาสสิครุ่นเดิมๆเยอะมาก ดีจนเกือบจะพอไปเทียบกับมาสเตอร์ ซีรีส์ ได้เลยด้วยซ้ำ ผมเองนั้นไม่ได้แกะเปิดฝาเครื่องมาดู แต่เท่าที่มองเข้าไป เห็นแผงวงจรหลักๆที่จัดวางไว้เป็นระเบียบเรียบร้อยดี สายไฟภายในก็ได้รับการเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยดีมาก งานสร้างเนี้ยบทั้งภายในภายนอก

ขั้วต่อลำโพงเป็นแบบไบน์ดิง โพสท์ สีสันมาแปลก เพราะเป็นสีฟ้ากับแดง บางคนงงๆว่าทำไมไม่เป็นดำกับแดง ผมก็ว่ามันก็แค่สี เอาเป็นว่าเห็นสีแดงก็เป็นขั้วบวกเสมอๆละกันนะครับ ส่วนสีฟ้าเป็นขั้วลบ ก็ต่อสายลำโพงให้ถูกต้อง มาถึงตรงนี้ มองดูข้างหลัง ความคลาสสิค ที่หายไปเห็นจะเป็น ไม่มีปุ่ม Soft Clipping ให้เห็นกันอีกแล้ว เข้าใจว่าเทคโนโลยี Hypex ที่ใช้นี้ ไม่กลัวเรื่องคลื่นหัวขาดความเพี้ยนเวลาเปิดดังมากๆแบบแอมป์คลาสส์-เอบี อีกต่อไปแล้ว (เพราะการทำงานมีความเพี้่ยนต่ำจนวัดแทบไม่ได้)

เมื่อต่อสายลำโพงได้ก็เสร็จแล้ว ก็เข้าหน้าจอปรับแต่งอะไรเล็กน้อยๆ การปรับแต่งหากจะทำผ่านรีโมทก็ได้ จะทำจากหน้าปัดก็ได้ ด้วยการกดปุ่มวงแหวนด้านบน เข้าเมนูหน้าจอ ที่เลือกการปรับแต่งพื้นฐาน เช่น เลือกแหล่งโพรแกรม, ปรับทุ้มแหลม, หรี่ไฟหน้าจอ รวมถึงเลือกการทำงานว่าจะเล่นแบบ 2.1 (คือ C 388 สามารถต่อสับ-วูฟเฟอร์ได้) หรือแบบปกติ แค่นั้นเอง ต่อสายไฟแบบถอดได้ เปิดสวิทช์ด้านหลัง จากนั้นก็ใช้รีโมทเลือกแหล่งโพรแกรม แล้วก็สามารถฟังเพลงกันได้แล้วครับ

เครื่องที่ผมได้มานี้ ยังไม่มี BluOS MDC ใส่มาให้ ผมจึงทำการทดลองฟังแบบยังไม่เรียกว่าเต็มร้อยนัก เพราะแหล่งโพรแกรมหลักในการฟังแบบ Hi-res คือ PC นั้น จะต้องต่อสายยูเอสบีไปเข้าที่  แต่ถ้าเราดูดีๆที่ C 388 นั้นไม่มีช่อง USB Type B ที่เอาไว้ต่อกับพีซีมาให้ด้วย ทำให้ไม่สามารถต่อพีซีตรงไปเข้าที่ C 388 ได้ ซึ่งในอนาคตผมไม่แน่ใจว่าทาง NAD จะออก MDC Module USB มาให้หรือเปล่า แต่คิดไปคิดมา อ้อ ยูเอสบีไม่จำเป็นสิ เพราะวันหน้าถ้าคุณอัพเกรด MDC BluOS แล้ว คุณจะสามารถสตรีมไฟล์เพลงแบบไฮ-เรสผ่านเน็ทเวิร์คได้เลย ถึงตอนนั้นเราก็จะสามารถสตรีมไฟล์เพลง 24/192 ผ่านเน็ทเวิร์คได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องเสียบสายยูเอสบีให้ดร็อพและเปลืองกันเปล่าๆ

ดังนั้นบอกเลยครับ หากจะเดินสายไฮ-เรส “ต้อง” อัพ BluOS Module ครับ!!!

เพราะนอกจากจะทำให้คุณเอ็นจอยกับการฟังเพลง 24/192 จากคอมพิวเตอร์ (แบบไม่ต้องเดินสาย) แล้ว สิ่งที่มาด้วย ไม่ว่าจะเป็นขีดความสามารถในการเล่นแบบ Multi-room หรือการเพลงออนไลน์ โดยเฉพาะกับฟัง Tidal Master MQA ที่ให้เสียงสุดยอดจากการสตรีมมิง ในตอนนี้แล้วนั้น ก็จะทำให้การลงทุนคุ้มค่าสุดๆเลยทีเดียว

ดังนั้นเมื่อผมยังไม่ได้อัพ BluOS ก็เลยฟังกันแบบ “เหมือน” ทดสอบแอมป์มาตรฐานกันก่อน คือ ฟังผ่าน DAC ภายนอกที่ต่อไปที่ C 388 และอีกแบบคือการฟังจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง เพื่อทดสอบภาค Phono ของ C 388 กัน 

เสียง

เปิดเบอร์น C 388 อยู่นานเป็นสัปดาห์ จากนั้นเริ่มฟังกันแบบง่ายๆก่อน ช่วงแรกๆ เรียนตรงๆว่า เสียงจาก C 388 นั้นมันเหมือนมีม่านบางๆมาคลุมเอาไว้อยู่ ทำให้เนื้อเสียงออกหยาบๆ มิติดูคลุมเครือ พลกำลังดูตื้อๆ ผมพยายามที่จะหาทางที่จะทำให้เสียงออกมาเป็นที่ 100 เปอร์เซ็นต์ที่สุด จนตอนหลังเอะใจอยู่หน่อย ที่เสาอากาศรับ Bluetooth ด้านหลัง ซึ่งปกติผมเป็นคนที่เชื่อในเรื่องการรบกวนของสัญญาณวิทยุอยู่แล้ว จึงได้ลองหมุนเอาเสาอากาศบลูทูธออกไป เท่านั้นเอง เสียงที่ได้ออกมานั้น ออกมาดีขึ้นในทุกด้านอย่างฟังออกเลยทีเดียว ไม่ว่าชิ้นดนตรีที่แยกแยะดีขึ้น ความคลุมเครือที่บอกไว้ก่อนนั้นหายไป ความหยาบหายไป เบสส์กระชับ การสวิงเสียงดีขึ้น คือดีขึ้นหมดทุกจุดเลยก็ว่าได้ (ยิ่งกับภาคโฟโนยิ่งชัดครับ)

ผมจึงแนะนำตรงนี้เลยครับ ว่าหากต้องการเสียง 100 เปอร์เซ็นต์จริงๆจาก C 388 ผมแนะนำให้เอาเสา Bluetooth ออกครับ

ซึ่งส่วนตัวผมมองว่าบลูทูธนั้น เป็นอะไรที่เอาไว้ใช้งานฟังเพลงเพื่อความสะดวกและง่ายอยู่แล้ว มันเหมาะกับระบบง่ายๆ ลำโพงตั้งโต๊ะแบบมีแอมป์ในตัว เช่น NAD VISO ซึ่งเน้นความสะดวกสบายและง่ายเป็นหลัก ส่วนกับชุดแยกชิ้นเช่นนี้ คุณภาพเสียงจากการฟังบลูทูธนั้นสู้การฟังแบบตรงๆ หรือสตรีมไม่ได้อยู่แล้ว คือหากในระบบมี BluOS ฟังสตรีมมิงอยู่แล้ว คงไม่มีใครต่อบลูทูธ จริงๆก็โอเค แต่เราก็เตือนตัวเองว่า หากวันไหนอยากฟังแบบเอาจริงเต็มร้อย ก็ไปถอดมันออกแบบนั้น ผมก็ว่าโอเคละครับ ผมว่ามันไม่ยากลำบากอะไรครับ แค่จำไว้ว่าอยากจะได้เสียงเต็มที่ ก็ถอดออก หากเอาง่ายก็เสียบไว้ แค่นั้นเองครับ (หรือหากอยากเต็ม 100 ตลอดพร้อมๆกับฟังบลูทูธด้วย ก็ลองหาตัวรับบลูทูธแยกชิ้นดีๆ อย่าง iBT300 มาใช้แยก และต่อสาย Optical ยาวๆสักสองเมตร แยกออกมาห่างตัวเครื่องก็ได้แล้วครับ iBT300 ราคาไม่แพงครับ)

ดังนั้นเงื่อนไขการฟังทดสอบนี้คือผมจะถอดเสาบลูทูธออกครับ

สำหรับคนที่เป็นแฟนแอมป์ NAD มานานนม ก็คงจะเห็นคล้ายๆกับผมว่า เสียงของแอมป์ NAD นั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ตั้งแต่ NAD 3020 ที่ให้เสียงอิ่มๆ นุ่มๆ เบสส์หนาๆ กลางแหลมไม่ค่อยใสมากมายอะไร เพราะตอนนั้นแหล่งโพรแกรมยังไม่ไฮ-เรส อะไรมากมาย แอมป์ต้องประนีประนอมกับความใสไปบ้าง จนกระทั่งถัดมารุ่นต่อๆมา เสียงของแอมป์ NAD ก็จะเปิดความใส ความชัด ความไว ไดนามิค มากขึ้นเรื่อยๆตามยุคสมัยที่แอมป์ ต้องปรับตัว ให้สามารถที่จะ “ตีแผ่” รายละเอียดของแหล่งโพรแกรมที่พัฒนาขึ้นมามากมายมหาศาลให้ได้ จนหลังๆแฟนๆก็บอกได้ว่า แอมป์ NAD รุ่นหลังๆ เสียงไม่หนานุ่มเหมือนก่อนแล้ว

กับ C 388 ก็เช่นเดียวกัน แนวเสียงที่ได้ยินออกมานั้น หากจะบอกว่านุ่มหนา อ้วนอิ่มแบบ 3020 ก็คงไม่ใช่ (แบบนั้นรายละเอียดไฮ-เรส คงหายหมด) แต่จะบอกว่าเป็นแอมป์ให้เสียงสดเปิดโปร่ง แบบแจงออกมาทุกเม็ด ก็คงไม่ใช่อีกเช่นเดียวกัน จะบอกว่าเป็นแอมป์ ให้เสียงเป็นกลาง แฟล็ทเรียบเป็นมอนิเตอร์จัดๆก็คงไม่ใช่อีก ผมเองก็พยายามจะหาคำมาบรรยายสไตล์เสียงของแอมป์เครื่องนี้อยู่นาน ก็ยากที่จะบอกสไตล์ออกมาชัด

แต่หากจะบอกเป็นความรู้สึกก็คงจะบอกได้ว่า นี่เป็นแอมป์ที่ให้เสียงที่ฟังเพลงได้เพลินมาก ฟังได้ยาวมาก ฟังได้เรื่อยๆตลอด และเป็นแอมป์ที่ให้เสียงเป็นดนตรีได้น่าพึงพอใจมากๆ

ในแง่ Sonic Performance เอาแบบนั่งฟังจริงจังแบบคอออดิโอไฟล์ NAD C 388 นั้นให้ขนาดวงที่กว้างขวางเป็นอิสระเป็นอย่างมาก ความเป็นสามมิติ ในการสร้างรูปวงดนตรีออกมานั้น เป็นความโดดเด่นเป็นสง่าที่เหนือชั้นกว่าคลาสสิค ซีรีส์ ทุกตัวที่ผมได้ลองมา เวทีเสียงแผ่กว้าง และลึกเป็นสามมิติ อย่างโดดเด่น การแยกแยะ ชิ้นดนตรีทำได้เลิศ ชิ้นดนตรีต่างๆมีบรรยากาศห่อหุ้มชัดเจน สมจริง ไม่ว่าจะเป็นวงออร์เคสตรา ที่ถอยหลังลดหลั่นกันไปทางด้านหลัง เหมือนลำโพงหายไป (PSB Imagine T3) กว้างจนหลุดออกไปจากขอบลำโพงทั้งซ้ายและขวา ช่วยจำลองรูปวงดนตรีออกมาได้ดียิ่ง จนไม่อาจจะคิดได้ว่ามากจากแอมป์ราคาไม่ถึงครึ่งแสนเช่นนี้ เพราะแอมป์เกินแสนหลายๆเครื่องที่ผมฟังมาก็ไม่อาจทำได้เช่นนี้

กับดนตรีแจสส์เหมือนกัน การวางรูปวงมันแยกแยะชัดเจน ผมเป็นคนแปลก แบบขวางโลก ในขณะที่นักฟังแจสส์แบบสะสมส่วนใหญ่ คลั่งไคล้ผลงานบันทึกเสียงของ Rudy Van Gelder ที่ฝากไว้กับ Blue Note ในยุคเสียงแบบโมโนกันจนแผ่น LP ราคาขึ้นไปเป็นแสนๆบาท ตัวผมกับชอบซะเหลือเกินกับการบันทึกเสียงสเตรีโอของ RVG ที่แยกแยะเด็ดขาด วางวงชัดเจน เสียงกลองทางลำโพงขวามันชัดนัก เปียนโนอยู่ทางซ้ายหากเล่นผ่านซิสเต็มดีๆก็แทบจะเห็นภาพกันเป็นหลังๆ เบสส์เล่นตามออกมาให้เสียงทุ้มแผ่ลงพื้น กระจายแบบไม่มีไดเร็คชันตามหลักทุกประการ ซึ่งกับการบันทึกแบบนี้  C 388 ถ่ายทอดออกมาได้ไม่มีตกหล่น ไม่มีความรู้สึกว่า “ไม่ถึง” แต่ประการใด มีแต่ความรู้สึกเพลิดเพลิน สนุกไปกับ เสียงดนตรีที่ฟังอยู่

หรือกับแผ่นที่บันทึกเสียงแบบโมโนมาก็เถอะ แทร็คโปรดอย่าง If I Were a Bell ของ Mile Davis (Relaxing with Miles Davis: Prestige 7129) กับ The Great Quintet ในยุค 50-60 ของ Miles ได้รับการถ่ายทอดผ่านระบบที่มี C 388 เป็นแกนกลางออกมาได้ถึงรส แม้การบันทึกเสียงจะเป็นโมโน แต่กลุ่มวงก็ใหญ่โตเต็มช่วงตรงกลางระหว่างลำโพง และมีการ “แยกแยะ” กันอยู่ในนั้นอย่างชัด ที่สำคัญ เสียงไล่เรียงถอยหลังลงไปจนแทบจะเห็นรูปฮอลล์ การบันทึกเสียงกันเลยก็ว่าได้

คือหากจะให้บรรยายแนวเสียงของแอมป์เครื่องนี้ ผมคงบอกได้อย่างเดียวว่าเป็นแอมป์ที่ให้เสียงเป็นกลางมาก แต่ความเป็นกลางในที่นี้ ไม่ใช่เสียงแบบ Flat ที่ตีความหมายถึงเสียงแบบเรียบๆ ตรงๆ จืดๆหน่อยแบบนั้น แต่เป็นกลางในที่นี้ของ C 388 คือความพร้อมที่จะเปลี่ยนแนวเสียงไปกับแผ่นต่างๆที่เราเล่นผ่านมันไป เหมือนกิ้งก่าเปลี่ยนสีไปตามสิ่งแวดล้อม เช่น เมื่อเล่นเพลงแจสส์เก่าๆ มันก็กลายเป็นแอมป์วินเทจ, เล่นคลาสสิคใหม่ๆก็กลายเป็นแอมป์ออดิโอไฟล์, เล่นเพลงร้องไฮ-เรสก็ออกมาชัดใสแบบที่หลายคนชอบ, เล่นเป็น EDM ก็ปล่อยเบสส์ตุ้บๆออกมาได้ถึงใจ

มันเป็นความเป็นกลางที่หาได้เฉพาะแอมป์ราคาแพงๆระดับไฮ-เอ็นด์เท่านั้น คือในความเชื่อของผมนั้น แอมป์ที่ดีมีหน้าที่ในการส่งต่อ “เสียงต้นทาง” จากแหล่งโพรแกรมไปยัง “เสียงปลายทาง” คือลำโพง โดยไม่มีการบิดพลิ้ว แต่งเติม หรือทำอะไรตกหล่นไประหว่างทางให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งในที่นี้ผมว่า C 388 ประสบความสำเร็จอย่างสูง

ภาคโฟโน MM นั้นมีขีดความสามารถที่ดีอย่างน่าทึ่ง กับการทดสอบด้วยหัวเข็ม MC Phasemation PP-300 ขยายเกนด้วย Step Up Transformer Altec 4722 นั้น ภาคโฟโนของ C 388 สอบผ่านด้วยคะแนนสูงมาก เพราะให้ความสงัดเงียบได้ดีเยี่ยมยอด เรียกว่าเร่งเสียงดังแทบจะสุดก็มีเสียงซ่าออกมาน้อยมากจนหากไม่เอาหูไปแนบลำโพงก็คงไม่ได้ยิน เป็นภาคโฟโนที่ฟังแล้วก็รู้ว่าคนออกแบบไม่ได้แถมมากันง่ายๆ เพราะเสียงที่ได้มานั้นผมไม่เห็นว่ามันจะด้อยกว่าภาคโฟโนแบบหลอดที่ผมใช้อยู่เลย แถมเงียบสงัดดีกว่าอีก เสียงที่ถ่ายทอดหัวเข็มออกมาก็ราบเรียบ เป็นกลาง และสามารถใช้งานเป็นภาคโฟโนหลักได้โดยไม่จำเป็นต้องไปหาโฟโนภายนอกมาใช้ให้เปลือง

กำลังขับ 150 วัตต์ต่อข้างแบบ NAD นี่คงไม่มีลำโพงอะไรที่แอมป์รุ่นนี้ขับไม่ออกกระมังครับ กำลังดีจริง เร่งได้ดังบ้านสั่น ไดนามิคเยี่ยม พลังเสียงดี เบสส์ลงได้ลึกกระแทกกระทั้นเหลือใจ

388_2

สรุป

เมื่อแอมป์รุ่นนี้ออกมา ผมเชื่อเหลือเกินว่าแฟนเก่า NAD ต้องตั้งข้อสงสัย หรือร้ายกว่านั้นอาจจะเป็นข้อรังเกียจไปด้วยซ้ำ เมื่อการดีไซน์พลิกจากคลาสส์-เอบี ที่เราคุ้นเคย มาเป็น Digital Hypex แบบใหม่นี้ ไม่ผิดที่เราจะรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า “มันสู้ของเก่าไม่ได้หรอก”

ไม่ผิดที่จะคิดเช่นนั้น แต่ผิดหากคุณจะตัดโอกาสที่จะทดลองฟังอย่างเปิดใจ

เปิดใจในที่นี้คือลองฟังกันแบบไม่ต้องไปสนใจว่าแอมป์เครื่องนี้ออกแบบมาอย่างไร จะคลาสส์อะไรแบบไหนไม่ต้องไปสนว่าเซียนๆบางคนพอได้ยินว่าเป็นแอมป์ ดิจิทัล ก็ติเตียนต่อว่าสารพัด ทั้งๆที่ตัวเองไม่เคยแม้แต่ฟังเลยว่าโลกมันเปลี่ยนไปถึงไหนแล้ว

เอาเป็นว่าเวลาไปฟัง แค่สนแค่ว่ามันคือแอมป์ที่ออกมาอย่างดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ในราคานี้เครื่องหนึ่งเท่านั้นพอ จากนั้นก็นั่งฟังไปเรื่อยๆกับเพลงที่คุณชอบ ฟังไปนานๆเรื่อยๆ ให้เวลาเยอะ ตัดอคติไปให้หมด
แล้วลองถามตัวเองครับ เสียงมัน “ดี” ไหม

ผมมั่นใจว่าคุณต้องบอกว่า “ดีมากกกกก” และหลายๆคนจะบอกเหมือนผมว่า “โ – ตรดีเลย”
แล้วยิ่งพอรู้ราคาขาย เทียบกับเสียงที่ได้ คุณจะบอกว่า “โ – ตร คุ้มเลย”

จาก Life Entertainment#257
คอลัมน์ “In House Test”
ทดสอบโดย: อธิวัฒน์

ตำนานที่ไม่มีวันตายของ NAD 3020

 

NAD 3020 Integrated Amplifier 

โดย Neil Gader

NAD 3020 ถือว่าเป็นตำนานของอินติเกรตเต็ด แอมป์ฯ รุ่นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดรุ่นหนึ่ง โดยออกสู่ตลาดครั้งแรกเมื่อปี 1978 ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ด้วยราคา 80 ปอนด์ หรือประมาณ $135 ในช่วงที่ญี่ปุ่นเป็นยักษ์ใหญ่แห่งวงการเครื่องเสียง แม้รูปร่างหน้าตาจะดูดี แต่ถ้าพูดในแง่น้ำเสียงแล้วค่อนข้างน่าผิดหวัง แต่ก็ยังครองแชมป์ฯเจ้าตลาดในสมัยนั้น

NAD3020 ออกแบบและผลิตขึ้นโดยถือความเรียบง่าย และยึดเอาเป้าหมายเป็นสำคัญ พูดง่ายๆคือเพื่อส่งมอบสุนทรียภาพในการฟังดนตรีที่แท้จริง ด้วย Power Rating แบบเจียมเนื้อเจียมตัว แค่ 20 วัตต์ แต่เป็นกำลังขับแบบที่ประเมินค่าได้ตามจริงจาก Lab-Test ในครั้งนั้นถือเป็นการแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวของวิศวกร นามว่า “Bjorn Erik Edvardsen” ผู้ออกแบบแอมป์ฯให้ NAD มานานกว่า 40 ปี BEE จึงเป็นที่มาของตัวย่อหน้ารุ่นอินติเกรตเต็ดแอมป์ฯของ NAD ในวันนี้

Bjorn Erik
Bjorn Erik Edvardsen : NAD’s Director of Advanced Development

ด้วยกำลังขับที่บอกในสเป็คไว้ว่า 20 วัตต์/ข้าง แต่ 3020 กลับให้กำลังขับที่เกินตัว สามารถขับลำโพงแบบไร้ปัญหา ด้วย “Dual-Mode Power Supply” คือ สามารถเพิ่มกำลังขับไปได้อีกเท่าตัว (วงจรภาคขยายเน้นกำลังสำรองที่ตอบสนองต่อสัญญาณดนตรีจริงๆ มากกว่าตัวเลขสวยๆบนกระดาษสเปคฯ) 

มี Input 4 ช่อง รวมถึง phonostage และสามารถแยกช่องสัญญาณทำเป็น Pre-Amp และ Power-Amp ได้อีกด้วย ความสมดุลของโทนเสียงดีมาก และต้องขอบคุณเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมของ Edvardsen ที่สร้างสิ่งที่เรียกว่า “Soft Clipping” และ “Full Disclosure” ขึ้นมา ทำให้นักเล่นเครื่องเสียงให้การต้อนรับ 3020 อย่างอบอุ่น ด้วยยอดขาย 1.5 ล้านเครื่องทั่วโลก และยังสร้างความประหลาดใจให้แก่อุตสาหกรรมเครื่องเสียง Hi-End เป็นอย่างมาก จนได้รับสมญานามว่า “แจ็คผู้ฆ่ายักษ์” เลยทีเดียว

NAD3020
NAD 3020 สีเงิน (เครดิตภาพ avguide.ch)

กองบรรณาธิการของนิตยสาร The Absolute Sound ถึงกับจัดอันดับให้ NAD 3020 เป็น 1 ใน 10 สุดยอดแอมป์ฯ ที่มีบทบาทสำคัญต่อวงการเครื่องเสียงของโลกตลอดกาล หรือ The Ten Most Significant Amplifier of All Time ซึ่งเป็นบทความเขียนถึง แอมป์ฯ 10 เครื่อง ที่ยิ่งใหญ่ และมีบทบาทในการกำหนดแนวทางของแอมป์มาโดยตลอด

Capture
By : TAS Staff : Apr 1st, 2011
img
NAD C326BEE คือผู้สืบทอดโดยตรงจาก NAD 3020

และในปี 2013 คือปีที่ NAD มีอายุครบ 40 ปี บริษัทฯยังคงคิดค้นและพัฒนาสินค้าในกลุ่มของ Digital ออกมาตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายและเทรนด์การเล่นเครื่องเสียงของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ยังคงจิตวิญญาณของ NAD3020  เอาไว้ ซึ่งสินค้าที่พูดถึงก็คือ D3020 : Digital Integrated Amplifier ที่ทาง NAD ภูมิใจนำเสนอนั่นเอง

FullSizeRender

บทความจาก The Absolute Sound 

ฉบับประจำเดือน พฤษภาคม – มิถุนายน 2560

คอลัมภ์ : TAS Legacy หน้าที่ 14