PSB Alpha PS1 Powered Speaker

PS1_01

PSB Alpha PS1 นั้น ถูกออกแบบมาให้เป็นลำโพง Multi Media Monitor ที่ให้เสียงที่เหนือชั้นกว่าลำโพงคอมพิวเตอร์ทั่วๆไป ด้วยการเน้นการตอบสนองความถี่ที่กว้าง ราบเรียบ เที่ยงตรง เป็นธรรมชาติ มุมกระจายเสียงกว้างทั้งแนวตั้งและแนวนอน ให้การกระจายเสียงที่เที่ยงตรง ภายในตู้ลำโพงขนาดย่อมๆ ไม่เกะกะและใหญ่เกินไปนั้น ใช้วูฟเฟอร์กรวยโพลีย์โพรไพย์ลีน ขอบยางขนาด 3-1/2 นิ้วที่ออกแบบมาให้ตอบสนองเสียงทุ้มได้ดีเกินตัวถึง 80 เฮิทซ์ จากระบบทำงานแบบตู้เปิด พอร์ทออกทางด้านหลัง เรียกว่าไม่แพ้ลำโพงวางหิ้งขนาดใหญ่กว่าแม้แต่น้อย ส่วนทวีทเตอร์นั้นเป็นโดมอะลูมิเนียมขนาด 3-1/4 นิ้ว พร้อมแม่เหล็กเหลวหล่อเย็น เพื่อให้ทนกำลังขับได้สูง

PS1 มีแอมป์ในตัวเอง เป็นแอมป์แบบ Class-D ที่ให้กำลังขับปกติที่ 20 วัตต์ RMS พร้อมกำลังสำรองสูงเท่าตัวที่ 40 วัตต์! บอกได้ว่าเวลามีสัญญาณเสียงแรงๆ ลำโพงคู่นี้จะเปล่งพลังออกไปได้อย่างน่าทึ่งทีเดียว โดยภาคแอมป์นั้น สามารถรับสัญญาณขาเข้าได้ทั้งแบบ Mini Jack จากช่องหูฟังของเครื่องเล่นพกพา (แนะนำหา SoundCast BlueCast มาเสียบช่องนี้ไว้รับสัญญาณไร้สาย Bluetooth จะแจ่มมากๆเลยครับ) รวมไปถึงช่อง RCA Input สำหรับรับสัญญาณจากเครื่องเล่นซีดี (แนะนำหา SoundCast SubCast Set มาส่งสัญญาณเสียงจากเครื่องเล่นซีดี มาที่ PS1 แบบไร้สายครับ จะแจ่มมากๆเลยครับ)

นอกจากนั้นแล้ว PS1 ยังให้ช่อง Sub Out เอาไว้ต่อ Sub-Woofer เล่นเป็น 2.1 ได้อีกด้วย เรียกว่าครบเครื่องจริงๆครับ

ตัวตู้ของ PS1 นั้น สวยงามมาก มาในแบบ High Gloss Black ที่สวยงามมากๆ ขนาดและสัดส่วนก็พอเหมาะ คือ 114 x197x174 (กว้างxสูงxลึก เซนติเมตร) รับพลังงานจากอะแด็พเตอร์ 24V รวมถึงมีปุ่มควบคุมโวลูมได้ที่ด้านหลัง

รายละเอียดแบบคร่าวๆครับ

-ระบบ True 2-way Powered Loudspeaker

-วูฟเฟอร์ 3-1/4 นิ้ว (70mm) กรวย Metalized (TBD) Polypropylene

-ทวีทเตอร์ 20 mm.

-แอมป์ในตัวแบบ High Efficiency 2x20W

-ตู้ทำจาก ABS Cabinet เคลือบกัน UV

-ตู้เปิดแบบทรงเหลี่ยม

-Volume Control ทางด้านหลัง

-อินพุท Stereo RCA I

-อินพุท Stereo 3.5mm.

-รับพลังงาน 5V USB ได้

-Sub-Woofer Output

-หรือรับไฟ Universal 24V

-มาพร้อมสายลำโพงยาว 2M. เชื่อมสัญญาณไปที่ลำโพงขวา

-มีถุงใส่ลำโพงมาให้ด้วย

-<0.5W Standby

ความประทับใจแรกที่มีต่อ PS1 ก็คือ “สวย” ครับ สวยมากๆ ตัวตู้ของ PS1 นั้นออกแบบมาด้วยความสวยงาม โค้งมน สเลนเดอร์ ไปทุกสัดส่วน ผิวภายนอกนั้นเป็น High Gloss Black ที่เงางามสวยมากๆ ขนาดตู้นั้นไม่ถือว่าใหญ่หรือเล็ก คือกำลังพอเหมาะสำหรับการใช้งานเป็นลำโพงหน้าคอมฯ ไม่กินที่ทางจัดวางมากมาย โดยที่ฐานตู้นั้นเขาทำเป็นยางรองรับเอาไว้เรียบร้อย เวลาจัดวางลงบนโต๊ะ ลำโพงจะนิ่งและจะไม่ขยับเลื่อนง่ายๆเหมือนลำโพงคอมฯทั่วๆไป

ที่น่าแปลกใจคือ แม้ตู้จะมีขนาดเล็ก และระบุว่าทำจากพลาสติค ABS แต่น้ำหนักนั้น หนักเอาเรื่องทีเดียว เรียกได้ว่าหนักกว่าลำโพงไม้ MDF ขนาดเดียวกันหรือใหญ่กว่าบางคู่ด้วยซ้ำไป มันหนักแบบหนักแน่นน่ะครับ จับยกแล้วรู้สึกเหมือนตัวตู้มันหนาแน่นหนักแข็งแรงดีจริงๆ บางคนจับยกขึ้นมาแล้วยังบอกสงสัยจะมีถ่วงน้ำหนักกันไว้ข้างใน

PS1 ออกแบบเป็นลำโพงตู้เปิด พอร์ทออกทางด้านหลัง เยื้องไปทางด้านบน ตัวพอร์ทนั้นออกแบบทรงเหลี่ยมมน ปรับจูนมาเป็นอย่างดี ภาคขยายทั้งหมดจะอยู่ที่ลำโพงด้านซ้ายครับ โดยสัญญาณสำหรับลำโพงขวานั้นจะส่งผ่านออกไปด้วยสายเส้นเดียว โดยมีแผงควบคุมหลักๆ คือโวลูม คอนโทรล เท่านั้น ไม่มีสวิทช์ปิด/เปิดแต่อย่างใด (ลำโพงคอมฯหากมัวแต่เปิดๆปิดๆก็ลำบากครับ) ส่วนอินพุทนั้นก็มีทั้ง Mini Jack สำหรับต่อกับสายหูฟัง, RCA หากอยากจะต่อเครื่องเล่นซีดีเข้าตรงๆ และก็ Sub Out สำหรับเพิ่มสับ-วูฟเฟอร์ ในภายหลัง ที่ทีเด็ดและไม่เคยเห็นในลำโพงประเภทนี้ก็คือช่อง USB Power Out หรือช่องจ่ายไฟแบบยูเอสบี ซึ่งมีประโยชน์มาก คือสามารถชาร์จไฟให้กับอุปกรณ์พกพาทั้งหลาย เช่น โทรศัพท์มือถือได้จากช่องนี้เลย ซึ่งก็ทำให้เหมาะมากกับเวลาฟังเพลงกันยาวๆแล้วแบตฯจะหมดนี่ ก็ต่อชาร์จไฟจากช่องนี้ได้เลย

PS1 ไม่มีหน้ากากนะครับ ด้วยว่าการออกแบบคงไม่อยากให้มีอะไรมาปิดความสวยงามและรบกวนการกระจายเสียงของลำโพง ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังกันนิดนึงนะครับ

 PSB-Alpha-ps1

เสียง

สำหรับการทดสอบนั้น ผมแบ่งการทดสอบเป็น 2 รูปแบบ

1.การฟังแบบ Desktop Studio

2.การฟังแบบ Stereo ธรรมดาแบบลำโพงทั่วไป

ผมเริ่มการฟังแบบ “ทั่วไป” ก่อน เรียกว่าทดสอบแบบผิดประเภทครับ คือเอา PS1 มาฟังเหมือนลำโพงทั่วๆไปครับ สายต่างๆที่ PS1 ให้มานั้นมีความยาวเพียงพอที่จะทำให้ระยะห่างของลำโพงซ้ายและขวาอยู่ในระดับที่เซ็ทออกมาได้ดีทีเดียว ที่แปลกตาหน่อยคือ พอเอาเจ้า PS1 ตัวจิ๋วๆมาวางบนขาตั้งแล้ว มันกลายเป็นลำโพงเล็กๆจิ๋วๆไปเลย เรียกว่าใครเคยเห็น PSB Image B4 ว่าเล็กแล้ว PS1 เล็กกว่าอีก

แต่ที่ทำให้อึ้งกันก็คือ แม้ตัวจะเล็ก แต่เสียงไม่เล็กเลยครับ ขนาดวางห่างกันเยอะ ห่างฝาก็เยอะ แต่เสียงที่ออกมาจาก PS1 นั้น ใหญ่เกินตัวมากๆ ผมทดสอบฟังกับ iBT300 เปิด Bluetooth จากมือถือ Samsung Galaxy S3 เล่นเพลง Julie London “Latin in a Satin Mood” เพลงแรก Frenesi เสียงร้องของป้าจูลี ใหญ่โตเต็มฝาอย่างไม่น่าเชื่อครับ เล่นเอาอึ้งไปเลย เพราะเสียงใหญ่โตออกมาเหมือนฟังลำโพงที่ใหญ่กว่าสักสองสามเท่า ขนาดวงกว้างมาก แผ่ออกไปทั้งซ้ายและขวา น่าทึ่งมาก โดยเฉพาะเบสส์นี่มีออกมาแบบพอเพียงเลยครับ เรียกว่าไม่เคยได้ยินลำโพง 3.5 นิ้ว ตู้เล็กๆที่ให้เบสส์ได้อิ่มใหญ่เท่านี้มาก่อนเลยก็ว่าได้ ฟังเพลงนี้เพลินเลยครับ เสียงใหญ่เกินตัวน่าทึ่ง

จากนั้นเราก็ลองกันต่อ ถึงตอนนี้บางคนบอกว่า ถ้าเอาชิดฝาละจะเป็นอย่างไร ก็จัดให้ครับ ผมลองเอาชิดฝาเข้าไปอีกหน่อย คือเอาวางกันแบบง่ายๆลงจากขาตั้ง วางเข้าหิ้ง ใกล้ผนังอีกหน่อย วางแบบลำโพงบ้านๆทั่วไป คราวนี้เสียงเบสส์ดีขึ้นอีกเยอะเลยครับ ผมลองกับ Art Pepper “New York Album” แทร็คแรก A Night in Tunisia เสียงย่ำเท้าให้จังหวะ ลงบนพื้นสติวดิโอ ตอนต้นเพลงนั้นมีออกมาให้ได้ยินครับ (ลำโพงเล็กๆบางคู่จะตัดเสียงตรงนี้หายไปเลย) มาเพลงนี้ ก็โชว์ศักยภาพเสียงแหลมกันครับ ใสพลิ้วดีทีเดียว เสียงแหลมสะอาด เนียน มีระดับความโปร่ง พลิ้ว อยู่ในระดับพอดีๆ ที่ผมแปลกใจหน่อยคือ ทวีทเตอร์มีขนาดเล็ก (น่าจะ 3/4 นิ้ว) แต่ให้สเกลเสียงแหลมที่ใหญ่ดีจัง เสียงฉาบ แฉ มีบรรยากาศออกมาได้ดีน่าดูเหมือนกัน แนวแหลมผมว่า เสียงจะออกใสกรุ้งกริ้งมากกว่าซีรีส์ Image ที่ดูจะนุ่มนวลกว่า แต่จะออกโปร่งกังวานกว่าหน่อย ฟังดีทีเดียวครับ

เสียงกลางจาก Alto Saxophone ให้ขนาดที่ใหญ่เกินตัวครับ จะว่าไปแล้วเสียงในทุกย่านของลำโพงจิ๋วคู่นี้มันก็เกินตัวไปหมดแหละครับ เสียงแซ็กซ์ก็ฟังดี แต่หากระดับเร่งเสียงดังมากๆก็จับได้ว่ามีความเครียดในเนื้อเสียงบ้าง ก็แหม ลำโพงคู่เท่ากำปั้น เปิดอยู่ในห้องที่เรียกว่า”ใหญ่” (ห้องฟังฝั่งที่มีเตียงนอนใน “โชว์รูมบ้านทวาทศิน” ครับ) และเปิดดังขนาดนี้ ทำได้แค่นี้ก็อึ้งแล้วละครับ

สรุปในส่วนของการฟังลำโพงแบบทั่วๆไป บอกได้เลยว่าหากใครอยากจะ “ง่าย” หา iBT300 หรือ  SoundCast BlueCast มาตัวนึงต่อเข้าไปซะ จากนั้นก็ฟังเพลงผ่านมือถือ แค่นี้ก็ได้ซิสเต็มที่ “ง่าย” และเสียงดีอย่างที่คุณก็คงงงมากๆ และที่สำคัญคืองบประมาณติดดินแค่หมื่นต้นๆไม่ถึงกลางด้วยซ้ำ

 

Desktop Monitor

จากนั้นผมก็ฟังแบบ Nearfield บนโต๊ะทำงานกันต่อครับ จริงๆจะว่าไปแล้ว นี่คือการฟังแบบที่ตัวลำโพง PS1 ออกแบบมาโดยเฉพาะด้วยการฟังแบบเรียบง่ายนี่แหละครับ คือต่อสาย Mini Jack จากหูฟังของโทรศัพท์ Samsung Galaxy S3 นี่แหละครับ

เสียงในรูปแบบของ Desktop Monitor นั้น “แจ่ม” ครับ จริงๆลำโพงคอมแบบไฮ-เอ็นด์ นี่ไม่ใช่ของใหม่สำหรับผมนะครับ (ออกตัวก่อน) เพราะในอดีตเมื่อหลายปีก่อน ผมเคยใช้ลำโพงคอมฯแบบไฮ-เอ็นด์ ระบบ 2.1 ที่มีราคาขายเกือบ 2 หมื่นบาทมาแล้ว (แต่เลิกใช้ไปหลังจากที่ได้ NAD DAC 1 มาใช้)

ซึ่งเมื่อนำ PS1 มาใช้แล้ว ย้อนความคิดกลับไป ผมก็บอกได้เลยว่า PS1 นั้นเหนือกว่าเยอะ

ที่แน่ๆคือฟังเพลงดีกว่ามากมายมหาศาล

และด้วยความเห็นส่วนตัวผม เชื่อว่าลำโพงที่ออกแบบโดยนักดนตรี เพื่อนักฟังเพลง ยังไงก็ให้เสียงดีกว่าลำโพงที่ออกแบบมาให้กับระบบ Gaming System ครับเพราะการออกแบบลำโพงให้ตอบสนองต่อเสียงเพลงที่ดีนั้น เป็นเรื่องยาก เนื่องจากต้องการตอบสนองความถี่ต้องราบเรียบ เที่ยงตรง ถึงจะฟังเพลงดีได้ ซึ่งลำโพงที่ให้การตอบสนองความถี่ที่ดี ให้การฟังเพลงเป็นธรรมชาตินั้น ถึงเวลานำไปตอบสนองการใช้งานแบบอื่นๆ ไม่ว่าจะดูหนังหรือเล่นเกมส์ ก็จะให้เสียงที่ดีได้เหมือนกัน เพราะพื้นฐานการตอบสนองความถี่ที่ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ในขณะที่ลำโพงที่ออกแบบมาให้ดูหนังหรือเล่นเกมส์มันส์ๆ มักจะได้รับการบูสท์เสียงในบางย่านออกมา เช่น เสียงทุ้ม หรือเสียงแหลม เพื่อให้คนฟังสนุก”เฉพาะแนว” กัน ณ ตรงนั้น ซึ่งลำโพงแบบนี้ พอเอามาฟังเพลงแล้ว ฟังได้ไม่นานก็เบื่อ เพราะเสียงที่ออกมานั้นไม่ราบเรียบเป็นธรรมชาติ

ซึ่งกรณีเช่นนี้ มัน “ใช่เลย” เมื่อผมนึกไปถึงลำโพงคอมฯตัวเก่าของผม ที่เล่นเกมส์มันส์มาก แต่ฟังเพลงไม่ได้เรื่อง และผมก็มั่นใจเหลือเกินว่า PS1 จะตอบสนองความต้องการได้ครบกว่า เพราะพื้นฐานในการให้เสียงเพลงที่ดีมากๆของมัน

เสียงจาก PS1 ในการนี้นั้นเยี่ยมเลยครับ แม้วงจะไม่กว้างโอ่อ่าเท่าเวลาเราฟังแบบปกติ (ก็มัน Nearfield) แต่ก็ให้เสียงที่มีความกว้างขวางดีมาก แปลกที่ PS1 ไม่ต้องการการโท-อินมากครับ ผิดกับคู่ก่อนที่ชอบให้โทฯ กันราวๆ 45 องศา แต่ PS1 บนโต๊ะทำงานผมนี่ แค่สัก 15-20 ก็ให้วงกว้างดีเยี่ยม โดยไม่เสียความลึกไป (ไม่งั้นเป็นกระจุกเกิน) ซึ่งพอพูดถึงทางลึกนี่ ก็นึกขึ้นมาได้มา ความลึกของเวทีเสียงนั้นทำได้ดีน่าทึ่งทีเดียว เพราะบางเพลงที่เวทีเสียงดีๆก็สามารถให้เสียงที่ลึกไปอยู่ด้านหลังจอมอนิเตอร์ได้สบายๆเลยทีเดียว

แนวเสียงเมื่อฟังแบบ Nearfield นี้ก็มาแนวเดียวกันกับการฟังปกติครับ ซึ่งตรงนี้ก็ตามแต่โต๊ะทำงานของคุณวางลักษณะไหน อย่างของผมนั้นตั้งอยู่เกือบๆกลางห้อง ด้านหลังโล่ง เบสส์ที่ออกมาก็จะลดลงหน่อย แต่ไม่ถึงกับหายนะครับ เบสส์มีให้ฟังอย่างพอเพียงแน่นอน แต่กับการฟังแบบโต๊ะติดผนังนี่ ขอบอกเลยว่า เบสส์มาเป็นลูกๆแบบครบเครื่องแน่นอน โทนเสียงที่ได้ยินออกมาคือแนวแบบ PSB ครับ จุดแรกคือ เสียงสะอาดมากๆ เราจับทางลำโพง PSB ได้เสมอๆว่า ในราคาเท่าๆกันไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหนซีรีส์ไหน ลำโพง PSB จะให้เสียงที่สะอาด ราบเรียบเที่ยงตรงสูง เพราะ Paul Barton นั้น ยึดมั่นในผลการวิจัยที่เขาทำร่วมกับ National Research Council ของ Canada ที่ว่า “ลำโพงที่ให้การตอบสนองราบเรียบนั้น จะให้ความพึงพอใจกับคนฟังสูงสุด” นั่นเอง

ลำโพง PSB แต่ละรุ่นจึงออกแบบมาโดยมีเป้าหมายหลักคือ การให้ความราบเรียบเที่ยงตรงในการตอบสนองความถี่ที่สูง จึงเป็นลำโพงที่ให้เสียงที่สะอาด ฟังได้นาน ฟังได้ทน สังเกตง่ายๆ ลองฟังลำโพงอื่นๆในระดับราคาเดียวกันเยอะๆครับ ฟังแล้วย้ายมา PSB แรกๆคุณจะพบว่าเสียงจาก PSB นั้นเฉยๆ เรื่อยๆ เนียนๆ ฟังได้เรื่อยๆ แต่พอไปสักพัก คุณจะพบว่าคุณจะฟังลำโพงยี่ห้อนี้ได้ยาวนาน ไม่เหนื่อยล้า ฟังแล้วสบาย ผ่อนคลาย หลากหลาย ในขณะที่ลำโพงอื่นๆอาจจะทำให้คุณตื่นเต้นในตอนแรก แล้วสักพักก็เริ่มรู้สึกอยากจะหรี่เสียงมันไปให้จบๆ

PS1 ก็เช่นเดียวกันครับ หากคุณฟังลำโพงคอมฯเสียงฉูดฉาดมานานๆ เจอ PS1 เข้าไปก็อาจจะรู้สึกว่ามันไม่ตื่นเต้น แต่ผมขอให้ฟังเขานานๆ ปรับเสียงและความดังให้พอเหมาะ แล้วคุณจะพบว่า คุณจะไม่เคยฟังลำโพงคอมฯในระดับราคานี้รุ่นไหน ที่ให้เสียงที่เหมือนลำโพงไฮ-เอ็นด์ได้เท่า PS1 มาก่อนเลย เพราะสิ่งที่คุณจะได้ยินคือลำโพงที่ ให้เสียงที่สะอาด ราบเรียบ ลื่นไหล เที่ยงตรง ฟังสบาย ผ่อนคลาย พลิ้วใส ฟังได้เพลิดเพลินมากๆ เสียงเป็นดนตรีที่ฟังแล้วไม่มีเสียงจัดจ้าน หยาบ จัดออกมาให้เห็นเลย จุดเด่นผมมองว่าอยู่ที่เสียงกลาง จำพวกเสียงร้องนี่ สะอาด มีมวล มีขนาดใหญ่ รายละเอียดดี ขึ้นรูปสวย เสียงแหลมก็พลิ้วใสให้รายละเอียดและบรรยากาศที่ยอดเยี่ยม เสียงทุ้มก็อย่างที่เรียนไว้ครับ ว่าเข้าใกล้ผนังเบสส์จะมากันแบบไม่ต้องง้อสับ-วูฟเฟอร์ แต่ห่างออกมาหน่อย จะลดลงหน่อยแต่ก็ไม่ได้น้อยอะไรเลย ทั้งๆที่วูฟเฟอร์แค่ 3.5 นิ้วเท่านั้นเอง และนอกจากเสียงจะเยี่ยมแล้ว PS1 ยังเล่นได้ดังมาก ดังขนาดหูร้าวกันได้ไม่ยาก ความเพี้ยน การกระพือจากตัวตู้นั้นก็น้อยมาก ผมล่ะสงสัยจริงๆ เพราะน้ำหนักตัวตู้เมื่อเทียบกับขนาดแล้ว ผมว่ามันหนักเกินตัว จับถือเคาะตู้ดู ก็มีความรู้สึกเหมือนเคาะตู้ไม้ MDF ดามหลายๆชั้น ไม่ใช่พลาสติค ABS อย่างที่ PSB ระบุไว้ แล้วตู้หนักๆนี่ดีนัก คือมันนิ่ง เล่นดังๆได้ไม่เพี้ยน ตู้ไม่กระพือเหมือนลำโพงตู้พลาสติคทั่วๆไป แล้ว PSB เขาทำฐานรองเป็นยางผสานด้านล่างของตู้ไว้ทั้งหมด ก็ยิ่งทำให้ตู้วางนิ่งสนิทได้มากขึ้น ทั้งหมดก็เลยช่วยให้มิตินิ่งไม่วูบวาบ การกระจายเสียงดี และให้เสียงหลุดตู้กันแบบง่ายๆ

ที่สำคัญในอีกจุดคือ PS1 เป็นลำโพงที่ฟังง่ายครับ ไม่ว่าจะฟัง MP3, FLAC จากคอมฯผ่านซาวน์ดการ์ดพื้นๆในตัวเครื่อง หรือฟังแบบต่อตรงจากช่องหูฟังมือถือ ผมก็พบว่ามันไม่ใช่เป็นลำโพงขี้ฟ้องอะไรมากมาย และมันก็ไม่ได้เป็นลำโพงสไตล์กลบเกลื่อน รู้อย่างเดียวว่าฟังอะไรก็ดีไปหมด เหมือนกับถูกออกแบบมาให้เป็นลำโพงที่ ”ง่าย” และเป็นมิตรกับการใช้งานที่หลากหลาย พร้อมๆกับให้คุณภาพเสียงที่ดีในแบบลำโพงมีระดับ

 

สรุป

ถ้าคุณกำลังมองหาลำโพง Multi Media สักคู่ ที่มีความโดดเด่นในแง่คุณภาพเสียง และงานสร้างที่เหนือชั้น ผมบอกได้เลยว่า PSB Alpha PS1 คือคำตอบเดียวของตลาดลำโพง Multi Media ที่ให้คุณภาพเสียงที่โดดเด่น ยอดเยี่ยม เกินราคาหมื่นนิดๆของมันไปเป็นอย่างยิ่ง ด้วยการให้คุณภาพเสียงที่เป็นดนตรีสูงอย่างไม่เคยเห็นในลำโพงกลุ่มนี้ราคานี่มาก่อน ก็อยากจะให้คุณได้มาลองฟังกัน ติดมือถือสมาร์ทโฟนมาด้วย มาลองต่อฟัง ทดลองฟัง แล้วคุณจะพบว่า PS1 เป็นอะไรที่ให้คุณภาพสูงในราคาจิ๊บจ๊อยจริงๆเลยครับ

จาก Life Entertainment#236
ทดสอบโดย อธิวัฒน์

Advertisements

ชุดซิสเต็มยอดนิยม

NAD C 516BEE CD Player
NAD C 326BEE Integrated Amplifier
NHT SuperOne 2.1 Loudspeaker
Velodyne Wi-Q10 Sub-Woofer

C326BEE 

เดิมตั้งใจหยิบเอาสับ-วูฟเฟอร์ Velodyne Wi-Q10 ขึ้นรีวิวแบบฉายเดี่ยว แต่ก็เปลี่ยนใจหยิบเอา NAD C 516BEE, C 326 BEE และ NHT SuperOne 2.1 พ่วงติดไว้ด้วยในคราวเดียวกัน ด้วยเหตุผลเพื่อเป็นแนวทางให้มือใหม่และ/หรือมือเก่าที่ต้องการแม็ทช์ซิสเต็มง่ายๆไว้ใช้งานในห้องฟังหรือห้องนั่งเล่น ซึ่งก็ได้ผลเกินคาด NAD_C516BEE

เครื่องเล่นซีดี

NAD C 516BEE เป็นเครื่องเล่นคอมแพ็คท์ ดิสค์ ที่มีหน้าตาเรียบๆ ไม่หวือหวา ใส่ปุ่มสั่งงานพื้นฐานไว้เท่าที่จำเป็น เน้นสะดวกใช้ แต่ให้ความสำคัญกับการออกแบบวงจร และเลือกใช้ชิ้นส่วนประกอบที่มีผลต่อคุณภาพเสียงเป็นหลัก รวมทั้งแยกเพาเวอร์ ซัพพลาย ป้อนวงจรดิจิทัลและอะนาล็อกออกจากกัน เพื่อให้มั่นใจว่าการทำงานในภาคดิจิทัลนั้นปลอดคลื่นรบกวนอย่างเด็ดขาด จึงมั่นใจได้ว่าผู้ฟังจะได้สัมผัสเสียงดนตรีที่เป็นดนตรีมีรายละเอียดเป็นธรรมชาติ มีโทนเสียงที่อบอุ่นชวนฟังอยู่ตลอดเวลา สามารถเล่นแผ่นซีดี CD-R, CD-RW, แผ่น MP3 และแผ่นเพลง WMA ได้ด้วย ชิพที่เป็นเสมือนหัวใจของซีดีเครื่องนี้คือ Cirrus Logic 192kHz/24-bit digital-to-analog converter

nad_c326bee_stereo_integrated_amplifier

อินติเกรตเตด แอมป์

NAD C 326BEE ภายใต้กำลังขับข้างละ 50 วัตต์ ไม่มากแต่ก็ไม่น้อยสำหรับห้องฟังทั่วไปรวมถึงห้องนั่งเล่น เป็นอินติเกรตเตด แอมป์ โซลิด สเตท ที่พลกำลังเชื่อถือได้ เป็นกำลังจริงที่เหนือจริงไม่ใช่กำลังลวง สามารถเข้าโหลดกับลำโพงยากๆได้โดยไม่อิดออด ไม่ว่าเป็นลำโพงที่มีอิมพีแดนซ์ไม่คงที่ ลำโพงอีเล็คโตรสแตติค หรือลำโพงที่ความต้านทานสูงหรือต่ำมากๆ กำลังและศักยภาพแอมป์เครื่องนี้ก็เอาอยู่ เป็นการเอาอยู่แบบมีคุณภาพ ใช่มีแต่เสียงให้ได้ยินเท่านั้น หากสามารถรับรู้ได้ถึงเนื้อหาและมนต์เสน่ห์ที่สัมผัสผ่านโสตประสาท การสื่อสารที่ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างความสดใส (bright) กับความโปร่งใสหรือโปร่งเสียง (transparent) โทนเสียงโดดเด่นเป็นธรรมชาติ มีความสมดุลดีเยี่ยม พลกำลังก็เหลือเฟือ ไม่เกี่ยงห้องเล็กห้องใหญ่ กำลัง 50 วัตต์เอาอยู่ชนิดไม่ทำให้เสียชื่อที่สั่งสมมาแต่อดีต

SuperOne 2.1

ลำโพง

เริ่มต้นจาก SuperZero ขยับมาเป็น SuperOne และนี่คือ SuperOne 2.1 ที่เพิ่มดีกรีความแรงขึ้นเป็นลำดับสำหรับการเติมเต็มในสิ่งที่แฟนๆลำโพงเล็กต้องการ ด้วยแนวทางเดียวกับลำโพงมอนิเตอร์ที่เน้นความคมชัดในทุกรายละเอียด ความโปร่งใสและความสมจริงของเวทีเสียงเป็นสำคัญ การพัฒนาและปรับปรุงให้ได้คุณภาพดียิ่งขึ้นในชุดลำโพงตู้ปิดที่มีความสูง 11.6 นิ้ว กว้าง 7.25 นิ้ว และลึก 8.5 นิ้ว ประกอบด้วยวูฟเฟอร์กรวยขนาด 6.5 นิ้ว และซอฟท์โดมทวีทเตอร์ขนาด 1 นิ้ว ตัดแบ่งความถี่ที่ 2.4 กิโลเฮิทซ์ พร้อมฟิลเตอร์ความถี่ต่ำที่ 12 ดีบี/ออคเทฟว์ และความถี่สูงที่ 18 ดีบี/ออคเทฟว์ คุณสมบัติพื้นฐานประกอบด้วย พิสัยของการตอบสนองความถี่อยู่ระหว่าง 56 เฮิทซ์ – 20 กิโลเฮิทซ์ +/- 3 ดีบี ความไว 86 ดีบีความต้านทานโดยเฉลี่ย 8 โอห์ม ทนกำลังขับได้ถึง 125 วัตต์

Wi-Q10_1

สับ-วูฟเฟอร์

Velodyne Wi-Q10 พระเอกตัวจริงที่ผู้ทดสอบต้องการพูดถึงในครั้งนี้ เป็น Active หรือสับ-วูฟเฟอร์ที่มาพร้อมกับพลังขับในตัวเอง 195 วัตต์ พิเศษด้วยคุณสมบัติการเชื่อมต่อระบบแบบไร้สาย (wireless) หรือจะเชื่อมด้วยสายแบบเดิมๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรสนิยมหรือความคุ้นเคยส่วนตัว ในระบบไร้สายให้อิสระต่อตำแหน่งใช้งานได้อย่างเต็มที่ สามารถวางโชว์หรือหลบซ่อนในห้องตรงไหนก็ได้ ไม่พึ่งพาสายสัญญาณให้สิ้นเปลือง การเลื่อนตำแหน่งในขั้นตอนขยับ ปรับ จูนเสียง ทำได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกังวลจะกระชากหรือดึงสายเคเบิลให้เกิดการชำรุดบกพร่อง เป็นผลงานของผู้ผลิตสับ-วูฟเฟอร์ที่มีประสบการณ์ในศาสตร์ของผลิตภัณฑ์แขนงนี้นานกว่าสามทศวรรษ

 

คุณสมบัติทั่วไป

สับ-วูฟเฟอร์ตู้นี้ออกแบบมาในระบบ Bass-reflex กรวยวูฟเฟอร์ยิงเสียงออกด้านหน้ามีเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 นิ้ว มีท่อระบายอากาศอยู่ด้านล่างของตัวตู้ แอมป์ในตัว (Class-D) กำลังขับ 195 วัตต์ ติดตั้ง Wireless Receiver ไว้ในตัว เพื่อใช้งานร่วมกับ Wireless Transmitter ที่ทางผู้ผลิตให้มา การตอบสนองความถี่ของสับ-วูฟเฟอร์นี้อยู่ในช่วง 28-120 เฮิทซ์ (+/- 3 ดีบี) สามารถเลือกปรับค่าให้ตอบสนองความถี่ต่ำได้ตั้งแต่ 40-135 เฮิทซ์ มีสวิทช์ให้ปรับเฟสได้ 4 ตำแหน่ง, 0, 90, 180, และ 270 องศา การเชื่อมต่อสัญญาณไร้สายใช้ช่องความถี่ 2.4 กิโลเฮิทซ์ มีขั้วต่อเชื่อมด้วยสายเคเบิลทั้งในแบบ Stereo Line และ High-Level Speaker Input ให้ด้วย

การติดตั้งใช้งาน

เพื่อให้ตรงกับเจตนารมย์ของผู้ลิต การทดลอง/ทดสอบได้มีขึ้นทั้งสองแบบ คือ การเชื่อมต่อด้วยความถี่วิทยุ และการเชื่อมต่อด้วยสาย ซึ่งได้ผลลัพธ์แทบไม่ต่างกัน นอกเสียจากความยากง่ายระหว่างการติดตั้งอุปกรณ์แต่ละชนิดที่แตกต่างกันไป เช่นถ้าต้องการติดตั้งในระบบสายเคเบิล ก็อาศัยเชื่อมสัญญาณจากช่องปรี-เอาท์จากตัวแอมป์ ไปเชื่อมกับช่องสัญญาณเข้า (input) ที่มีอักษร LFE กำกับไว้ ในกรณีเชื่อมต่อด้วยระบบไร้สาย ตัวสับ-วูฟเฟอร์มีวงจรภาครับติดตั้งไว้แล้ว สิ่งที่ต้องทำคือ เชื่อมสัญญาณ Pre-Out จากแอมป์ เข้ากับอินพุทของกล่อง Wireless Transmitter หรือเครื่องส่ง โดยจะใช้ช่อง LFE หรือ Line ก็ได้ พร้อมกับเสียบสาย AC Adapter จ่ายไปเลี้ยงกล่องเครื่องส่ง จากนั้นจึงเปิดสวิทช์เครื่องเสียงทั้งระบบรวมถึงตัวสับ-วูฟเฟอร์ ถ้าการเชื่อมสัญญาณถูกต้อง ไฟที่กล่องเครื่องส่งจะมีสีน้ำเงิน และที่ตัวสับ-วูฟเฟอร์จะเป็นสีเหลือง จากนั้นค่อยเปิดเพลงเพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ของการติดตั้งเป็นขั้นตอนสุดท้าย ถ้ามีเสียงก็เป็นอันว่าใช้ได้

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าขั้นตอนการติดตั้งสับ-วูฟเฟอร์จะมีความสมบูรณ์แล้ว อย่างที่รับทราบและเข้าใจกันดีว่า หน้าที่ของสับ-วูฟเฟอร์คือการชดเชยเสียงทุ้มในชุดเครื่องเสียงและ/หรือโฮม เธียเตอร์ การแม็ทช์ ไฟน์จูน รวมถึงการค้นหาตำแหน่งวางที่เหมาะสม ดูจะกินเวลามากกว่าการต่อเชื่อม แม้ว่าโดยทั่วไปมีผู้แนะนำให้วางตำแหน่งสับ-วูฟเฟอร์เข้ามุมห้องด้านหน้ามุมใดหนึ่ง หรือจะอยู่ตรงกลางระหว่างคู่ลำโพงซ้าย/ขวา ถึงกระนั้นก็หาได้เป็นหลักประกันว่าผลงานจะเป็นที่ถูกใจผู้ฟังเหมือนกันหมด อะคูสติคห้องคือตัวการใหญ่ โชคดีที่ Velodyne Wi-Q10 มีตัวช่วย ทั้งครอสส์โอเวอร์, เลเวล คอนโทรล, สวิทช์ปรับเฟส และ Auto-EQ ไว้รองรับ หลังจากผ่านการติดตั้ง ปรับจูนด้วยมือ ด้วยโสตสัมผัสจนได้ที่แล้ว จากนั้นก็อาศัย Auto-EQ โดยใช้ชุดไมโครโฟนที่ให้มาในกล่อง วางไมโครโฟนไว้ที่ตำแหน่งฟัง จากนั้นก็กดปุ่ม EQ บนรีโมทคอนโทรลเพื่อป้อนสัญญาณเทสท์โทน เพื่อไฟนัลจูน (โดยขยับตัวสับ-วูฟเฟอร์อีกเล็กน้อย หรือปรับ EQ, ปรับโวลูม ควบคู่กันไปมา) ให้การตอบสนองความถี่มีความสมดุลและราบเรียบที่สุด

คุณภาพเสียง

การนำ NHT SuperOne 2.1 เข้าแม็ทชิงกับ Velodyne Wi-Q10 มีเหตุผลง่ายๆ ตรงคุณสมบัติแบบลำโพงมอนิเตอร์ของมันนั่นเอง ความคมชัดของชิ้นดนตรีและมิติเวทีที่พ้องตำแหน่งเหมือนเห็นด้วยตา เสียงกลางมีชีวิตชีวา เสียงแหลมพลิ้วไหวร่าเริง และรายละเอียดความสมจริงที่แสดงออกอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาเป็นแรงสนับสนุนที่สำคัญ คุณสมบัติทางเทคนิคก็เป็นใจ ซึ่งก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ทั้งคู่สามารถประสมกลมกลืนได้แทบเป็นเนื้อเดียวกัน ต่างแค่เพียงตัวตู้ของ Velodyne Wi-Q10 เป็นตู้ไม้แบล็คแอชสีดำธรรมดา ไม่ใช่ตู้ไม้เคลือบผิวสีดำขับมันเหมือนกับ NHT SuperOne 2.1

แต่มันก็ไม่มีผลต่อคุณภาพเสียง ผลงานที่ถ่ายทอดออกมาต่างหากเป็นตัวชี้ขาด และแล้วผู้ทดสอบได้พบว่าสับวูฟเฟอร์ตู้นี้สามารถให้มวลเสียงของย่านความถี่ต่ำสุด 28-30 เฮิทซ์ ในแทร็ค The Longships, Enya/Watermark (Geffen 242332-3) ได้อย่างมีพลังและรับรู้ได้ในความนุ่มนวลควบคู่กันไป  สำหรับเสียงกระแทกของกลองในแทร็คที่ 1 และ 3 ของ Reference Recordings HDCD Sampler (RR-S3CD) ตึงกระชับไร้การสั่นค้าง แต่ก็ยังไม่น่าทึ่งและชวนตื่นเต้นได้เท่ากับความใสพิสุทธิ์ของเสียงที่ได้ฟังจากแทร็คที่ 4 ของแผ่น Respighi/Pine of Rome (London 410 145-2) ในขณะที่เสียงและบรรยากาศครึกครื้นสนุกสนานของกีตาร์เบสส์มีให้สัมผัสได้จากแทร็คที่ 12 ของ Tom Rotella Band (DMP CD-650) ด้วยน้ำเสียงที่ถึงพร้อมด้วยพลังกระแทกกระทั้น มีทรานเชียนท์ที่ยอดเยี่ยม และถ้าเป็นเสียงมิดเบสส์ถึงโลว์ที่ทั้งดังและกระชับก็ต้องแทร็ค Way Down Deep และ The Hunter จากอัลบัม Jennifer Warnes/The Hunter (Private Music 01005-82089-2) ก็ฟังได้ไพเราะเหลือเกิน

Velodyne Wi-Q10 ให้เสียงทุ่มได้ลึกขึ้น สะอาดขึ้น ตลอดจนช่วยให้สามารถฟัง Pink Floyd จากหลายอัลบัมได้ต่อเนื่องและนานๆโดยไม่รู้สึกเบื่อ เครียดหรือเมื่อยล้าเหมือนที่เคยสัมผัสกับสับ-วูฟเฟอร์บางตัวหรือกับลำโพงไฮ-เอ็นด์ ฟูลล์เรนจ์ บางคู่ เนื้อเสียงมีความสมานเสมอค่อนข้างดีถึงดีมาก การตอบสนองความถี่ราบเรียบตลอดย่านและกลมกลืนกับการทำงานของ NHT SuperOne 2.1 ได้อย่างเหมาะเจาะ ดูเหมือนการเป็นลำโพงจากต่างผู้ผลิตไม่ได้สร้างปัญหาของการแม็ทชิงแต่ประการใด

สรุป

ผู้ทดสอบประทับใจกับประสบการณ์ที่ได้รับจาก Velodyne Wi-Q10 ในระดับสูงถึงสูงมาก ทั้งจากคุณสมบัติด้านกายภาพในหลายๆด้านที่ผู้ผลิตให้มา ไม่ว่าจะเป็นอิสระของการเชื่อมต่อด้วยคลื่นวิทยุ หรือการเชื่อมต่อด้วยสาย มีรีโมท คอนโทรลให้ใช้งาน ฟังค์ชัน Auto-EQ สำหรับภาระหน้าที่และความรับผิดชอบก็ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวสำหรับคุณภาพ ไม่เพียงเสียงทุ้มที่ลงลึกและสัมผัสได้บรรยากาศเท่านั้น ยังมีความกระชับและรับรู้ได้ถึงความสะอาด ปราศจากอาการบวมและสั่นค้างตลอดการทดสอบ แนะนำได้อย่างเต็มที่ต่อผู้ที่กำลังมองหาสับ-วูฟเฟอร์มาเติมความสมบูรณ์ให้กับชุดเครื่องเสียงและโฮม เธียเตอร์ ของคุณ

จากคอลัมน์ Equipment Review ในวารสาร LE#247 / โดย องอาจ บุตรเริ่ม

D3020 V2 แอมป์ฯสำหรับนักฟังมือใหม่สุดคลาสสิค

5213nad3020
ภาพจาก Stereophile.com

40 ปีผ่านไป จากเครื่อง 3020 ตัวแรกที่ออกมาเพื่อเป็นบรรทัดฐานของเครื่องเสียงในระดับราคานี้ออกสู่ตลาด ในวันนี้ D 3020 ที่เมื่อครั้งออกมาเมื่อปลายปี 2013 ออกแบบมาเพื่อตอบรับต่อการเล่นดนตรีจากคอมพิวเตอร์ก็ถึงคราวที่จะมีการปรับปรุงเพิ่มเติมอีกครั้ง D 3020 เวอร์ชันแรกนั้นมีรูปร่างที่กะทัดรัด สามารถเลือกว่าจะวางได้ทั้งแนวนอนและแนวตั้ง การต่อเชื่อมนั้นก็เน้นไปทาง Digital เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นช่อง Asynchronus USB, Toslink, Coaxial และการต่อไร้สายผ่าน Bluetooth ซึ่งมันเป็นเครื่องที่ออกแบบมาให้สามารถใช้งานได้สนุกและดีเยี่ยมสำหรับนักฟังเพลงที่มีงบประมาณจำกัด

NAD-D3020-Front-Black-on-Blackสำหรับ Version 2.0 นี้ ก็เหมือนกับรุ่นแรกในทางด้านนอก ทั้งรูปร่างหน้าตา ขนาดและน้ำหนัก แต่ภายในนั้นได้รับการปรับแต่งมาหลายจุด กำลังขับยังคงเป็นที่ 30 วัตต์/ข้างเท่ากันทั้ง 8 และ 4 โอห์ม ทำงานในแบบ Class-D ที่ผนวกเอาระบบ Power Drive และ Soft Clipping ของ NAD มาใช้เพื่อให้ขับลำโพงได้หลากหลายในความเพี้ยนที่ต่ำ นอกจากนั้นแล้ว การทำงานในแบบนี้ก็ทำให้ตัวเครื่องมีความร้อนต่ำมาก ไม่จำเป็นต้องมีช่องระบายอากาศ ทำให้ตัวเครื่องที่ขนาดที่กะทัดรัดและกินไฟต่ำมาก ในระดับสแตนด์บายนั้นใช้พลังงานแค่ 0.5 วัตต์ ซึ่งตัวเครื่องจะปิดเองเมื่อไม่มีสัญญาณเข้ามาเกิน 30 นาที
อินพุทในเวอร์ชัน 2… มี Coaxial, Optical มาให้ มีช่องสัญญาณไร้สายคือ BluetoothAptX แต่ได้ตัดช่องUSB ออกไป ทำให้ไม่สามารถต่อใช้งานกับคอมพิวเตอร์ทางช่องUSB ได้ โดยทาง NAD ชดเชยการหายไปของช่องนี้ด้วยการเพิ่มช่อง Phono MM สำหรับต่อกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงมาให้แทนตรงนี้ถือเป็นความกล้า เพราะตลาดแผ่นเสียงกำลังโตวันโตคืน แม้จะดูแปลกสำหรับเครื่องที่ออกแบบมาเหมือนเครื่อง Desktop ก็ตามที

 

การเลือกช่องสัญญาณต่างๆ ทำได้จากปุ่มสัมผัสด้านหน้า เป็นวิธีกดซ้ำให้เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ด้วยการแสดงผลที่อ่านง่าย สว่างพอเพียง อาจจะงงๆกดไม่โดนหรือไม่ไปในตอนแรก แต่หลังจากที่คุ้นเคยรู้จังหวะกันดีแล้วก็เป็นเรื่องหมูๆที่จะทำ โดยหากใครไม่สะดวกก็เลือกกดผ่านทางรีโมทขนาดกะทัดรัดที่ให้มาก็ได้ ซึ่งที่รีโมทนี้นอกจากจะเลือกอินพุทหรือหรี่เร่งเสียงแล้ว ยังสามารถเลือกที่จะบูสท์เสียงทุ้มได้จากปุม Bass ซึ่งจะยกเสียงทุ้มขึ้นมา 6dB สำหรับการเพิ่มทุ้มให้กับลำโพงขนาดเล็ก

NAD-D3020-Front-Black-on-Black

การแสดงผลต่างๆนั้นทำในแนวตั้งเท่านั้น การเร่งโวลูมที่ด้านหน้านั้นดูจะง่ายกว่ารุ่นเก่า ความหนืดของลูกบิดกำลังดี ลูกบิดก็เปลี่ยนใหม่ไม่ได้ใช้แบบหุ้มยางแบบเก่าแล้ว โดยการเร่งโวลูมนั้นพบว่าเมื่อทดสอบกับลำโพงราคา 500ปอนด์ อย่าง Monitor Audio Silver 2 นั้นพบว่าต้องเร่งโวลูมไปเกินครึ่งอยู่เหมือนกันถึง จะได้ยินระดับเสียงที่พอใจ ด้วยขนาดแค่นี้ ไม่แปลกที่ด้านหลังจะต่อเชื่อมยากสักหน่อย เพราะอินพุท/เอาท์พุท อยู่เบียดกันไปหน่อย แต่ขั้วลำโพงก็ต่อได้ง่ายและสะดวกดี เพียงแต่รูมันจะตื้นไปนิดเพราะ บานาน่าที่ใช้เสียบได้ไม่สุดเท่าไหร่ ส่วนทางด้านหน้านั้นมีรูแจ็ค 3.5 มิลลิเมตรเอาไว้ต่อหูฟังได้มีช่อง Sub-Woofer ไว้ต่อเล่นกับ Sub-Woofer ได้ด้วย

หนักแน่นทรงพลัง

NAD-D3020-Rear-Black-on-Blackแม้การออกแบบของแอมป์คลาสส์-ดี ตัวนี้จะต่างกับต้นตำรับเมื่อยุค 70 อยู่อย่างมากแต่ในเรื่องจิตวิญญาณแห่งดนตรีและน้ำเสียงที่ได้ยินนั้น ก็ยังคงถ่ายทอดความคลาสสิคจากต้นแบบอยู่ได้ มันให้เสียงที่มีชีวิตชีวา สดชื่นกระฉับกระเฉง และมีความสามารถในการจับลำโพงอะไรก็ตามที่เอามาต่อด้วย จนน่าแปลกใจในขนาดที่เล็กกะทัดรัดของมัน โดยให้เสียงย่านเสียงกลางที่มีชีวิตชีวา เสียงทุ้มที่นุ่มนวล เสียงแหลมที่มีรายละเอียดพลิ้ว เคลียร์ และเวทีเสียงที่กว้างและลึกในการฟังแบบต่อจากช่องอะนาล็อก Aux ต่อจากเครื่อง Qobuz Sublime+ สตรีมเพลงของ David Byrne American Utopia ในแบบ 24/96 เสียงจาก D 3020 V2 แสดงให้เห็นถึงการสร้างเสียงเพลงที่น่าประทับใจกับเสียงร้องที่ทรงพลัง มีน้ำหนักและวางตำแหน่งแม่นยำสวยงามอยู่บนเวทีเสียงที่แผ่กว้างขวาง รองรับไปด้วยเครื่องดนตรีต่างๆที่วางกระจายไปทั่วอาณาบริเวณของลำโพง

“Everybody’s Coming to My House” ตามต่อมา ไลน์เบสส์แม้จะไม่ลึกสุดๆ แต่ก็กระชับและต่อเนื่องไปกับดนตรีได้เป็นอย่างดี ทำให้เสียงจาก D 3020 V2 นั้นมีสปีดที่ฉับไว รวดเร็ว กำลังขับ 30 วัตต์ อาจจะดูน้อยไป แต่ก็สามารถจับลำโพงได้หลากหลายมากกว่าที่คิดมาก ฟัง Tidal กันต่อจาก Oliver James เสียงจาก D 3020 V2 นั้นสามารถควบคุมดนตรีออกมาได้ดีเลิศ เสียงร้องเดี่ยวในตอนท้ายเพลงนั้นเหมือนถูกถ่วงสมอให้นิ่งสนิทอยู่ตรงกลางเวทีเสียง เป็นแทร็คที่ให้ความเป็นสาม-มิติได้อย่างดีเลิศจาก D 3020 V2
สิ่งที่น่าแปลกใจอย่างหนึ่งคือ เสียงจากอินพุทต่างๆนั้นไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะจากช่องดิจิทัล และอะนาล็อก จากการต่อเครื่องเล่นซีดี Quad Elite CD สองช่อง คืออะนาล็อกและ Toslink นั้นพบว่า เสียงจากสองช่องต่างกันโดยช่องอ็อพทิคัลจะออกมาสว่างสดใสมากกว่าทางช่อง Aux ที่ต่อแบบอะนาล็อก แต่ผลต่างก็ไม่ได้มากมายอะไรมากจนเป็นนัยะสำคัญหรือมาทำลายคุณภาพเสียงไป โดยส่วนตัวผมเองผมว่าผมชอบเสียงจากทางช่องอะนาล็อกมากกว่า nad_d_3020_v2_remote
สำหรับการฟังผ่านทางบลูทูธ AptX นั้นได้กลายเป็นช่องทางเดียวของการฟังไร้สายไปแล้ว เพราะ NAD ไม่รองรับการต่อแบบ AirPlay อีกต่อไป โดยเสียงของการต่อแบบบลูทูธนี้ ให้เสียงที่ใช้ได้ น่าประทับใจทีเดียว แต่หากฟังกันอย่างเอาจริงเอาจังจะพบว่าเสียงบลูทูธจะบางและคมไปบ้างพอสมควร ตรงนี้พบได้เมื่อฟังเปรียบเทียบแหล่งเดียวกันระหว่างการฟังแบบต่อสายและไร้สายข่าวดีอีกอย่างคือ D 3020 V2 เครื่องนี้ มีภาคโฟโนมาให้ด้วย เป็นภาคโฟโนแบบ MM ซึ่งเราได้ลองต่อกับเครื่องเล่นแผ่นเสียง RegaPlanar 3 กับหัวเข็ม Rega Elys 2 แล้วก็พบว่าเสียงจาก D 3020 V2 นั้นสามารถถ่ายทอดบุคลิกเสียงจากเทอร์นฯตัวนี้ได้เป็นอย่างดี

เสียงจากแผ่น Massive Attack “Mezzanuine” เต็มไปด้วยพลังและสิ่งดีๆที่แผ่นไวนีลควรจะให้ได้ ส่งผลให้สเตรีโอ อิเมจ ที่ออกมานั้น มีขนาดที่ใหญ่โตและไร้ซึ่งการบีบคั้น เป็นเสียงที่ฟังแล้วสนุกด้วย จาก PaulSimon’s “You Can Call me Al” จาก ”Graceland” เสียงเร็ว กระชับ ได้อารมณ์ ดึงความมีส่วนร่วมในการฟังเพลง ดึงให้ผมลุกขึ้นมาฟังอย่างจริงจังมากกว่าแค่จะปล่อยผ่านเป็นแค่แบ็คกราวน์ดมิวสิค ไปเสียงรบกวนต่ำมากในระดับที่น่าพอใจอย่างยิ่งสำหรับภาคโฟโนในตัวเครื่อง ในราคานี้ไม่มีฮัมอย่างสิ้นเชิง แต่การเร่งเสียงทางช่องนี้จะต้องเร่งมากกว่าทางช่องอื่นๆพอสมควร อันนี้เป็นเรื่องปกติ อย่างไรก็ตามโดยรวมแล้วผมมีความรู้สึกว่าภาคโฟโนของ D 3020 V2 นั้นอาจจะเหมาะกับนักเล่นนักฟังที่กำลังเริ่มต้นเล่นแผ่นเสียงมากกว่านักเล่นที่หวังจริงจังอย่างมากๆกับภาคโฟโนในตัวของเครื่องระดับราคานี้ ซึ่งใครที่จริงจังมากๆก็อาจจะต้องหาโฟโนแยกชิ้นที่มีราคาสูงกว่านี้มาเล่นนั่นเอง

nad_d_3020_v2_detail_2

สรุป
“เป็นก้าวแห่งความร่วมสมัยของอินติเกรตเตดแอมป์ NAD D 3020 V2 เป็นเครื่องที่สมควรแก่การพิจารณาอย่างแน่นอนในระดับราคานี้ มันเป็นเครื่องที่ออกแบบมาดี เสียงดี ให้เสียงที่ลื่นไหลนุ่มนวลฟังสบายในแบบที่นักเล่นเครื่องเสียงระดับเริ่มต้นจะต้องหลงรัก บางคนอาจจะคิดถึงช่องยูเอสบีที่หายไป แต่ก็ได้ชดเชยมาทางช่องอะนาล็อก และเสียงที่ได้รับการปรับปรุงขึ้นมาอีกระดับจนทำให้ D 3020 V2 กลายเป็นแอมป์ระดับเริ่มต้นที่คลาสสิคจริงๆ”

จาก Hi-Fi News/May 2018 โดย Paul Miller

แปลโดย คุณอธิวัฒน์ อัมพะเตมีย์

Acoustic Energy ลำโพงนี้มีที่มา…

เป็นเวลานานมาแล้ว ที่บ้านทวาทศิน ของเราไม่ได้มีสมาชิกใหม่เข้ามาร่วมอยู่ใต้ชายคา เพื่อเป็นทางเลือกแห่งเครื่องเสียงและลำโพงที่ให้แต่ความคุ้มค่า คุ้มราคา ซึ่งหลังจากที่ใช้เวลาในการคัดสรรสินค้าที่ต้องตอบโจทย์ สไตล์ของเรามาเป็นเวลานาน ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เราจะได้สมาชิกใหม่เข้ามาเป็นทางเลือกที่เหมาะสม สำหรับเสียงดนตรีชั้นดีในบ้านคุณ ซึ่งก็คือ Acoustic Energy นี่เอง

ae1a-header-main-page-image

สำหรับ Acoustic Energy นั้น นักเล่นที่ผ่านวงการเครื่องเสียงมาเป็นเวลาพอสมควรก็คงพอทราบกันว่า เป็นแบรนด์ลำโพงจากประเทศอังกฤษแท้ๆที่อยู่ในวงการมานานกว่า 30 ปี คือเริ่มตั้งแต่ปี 1987 โดยลำโพงรุ่นที่โด่งดังมากในตอนนั้นคือ รุ่น AE1 ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นลำโพงวางหิ้งที่ให้เสียงดีเยี่ยมติดอันดับต้นๆของโลกในตอนนั้นเลยก็ว่าได้

30-Years-Logo-Colour-e1484048046321หลักจากเวลาผ่านมากว่า 30 ปี AE นั้นมีลำโพงดังออกมาสู่ตลาดนับไม่ถ้วน แต่ละรุ่น แต่ละช่วง ล้วนแล้วแต่ได้รับความนิยม กวาดรางวัลมากมายโดยเฉพาะจากสื่อในอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็น What Hi-Fi? หรือ Hi-Fi Choice ในแง่ของการเป็นลำโพงที่ให้เสียงเป็นดนตรีน่าฟังยิ่ง

ลำโพง AE นั้น เป็นลำโพงที่ให้สไตล์ที่แฟนๆโคไน้ซ์ฯถามหากันมานาน กับลำโพงสไตล์เสียงแบบผู้ดีอังกฤษ มีความนุ่มนวล อิ่มเอิบ สุภาพ ฟังสบาย พร้อมๆกับเก่งฉกาจในการให้มิติ เวทีเสียงที่โดดเด่นเป็นสามมิติ อีกทั้งยังขับง่าย ไม่เลือกแอมป์ มีราคาที่เป็นมิตรต่อกระเป๋า และที่สำคัญคือ “แม็ทช์กับ NAD ได้เป็นอย่างดียิ่ง” เพราะสไตล์เสียงเกื้อกูลกันมากจริงๆ 

Acoustic Energy นั้น มีลำโพงที่หลากหลายระดับราคาหลายรุ่น หลายซีรีย์ โดยในระยะแรกนี้ ทางโคไน้ซ์ฯขอนำเข้าอนุกรม 100 Series เข้ามาเป็นกลุ่มแรกก่อน ซึ่งลำโพงในซีรีย์นี้รูปร่างหน้าตา คุณสมบัติเป็นอย่างไร ขอเชิญติดตามกันเลย…

AE100 Bookshelf

เป็นลำโพงรุ่นล่าสุดแบบตั้งบนขาตั้งหรือชั้นวาง ที่ออกแบบมาเพื่อบ่งบอกความเป็นตัวตนของ AE ได้ดีที่สุด เป้าหมายหลักคือ การออกแบบลำโพงขนาดเล็กที่สามารถเปิดได้ดัง และมีพลังเสียงอย่างน่าทึ่งที่สุดเมื่อเทียบกับขนาดตู้ โดยคุณจะต้องแปลกใจเมื่อได้ฟังเสียงเบสส์จากมิด/วูฟเฟอร์ ขนาด 4 นิ้ว ที่ออกแบบด้วยการใช้ช่วงชักที่ลึกมากเป็นพิเศษ (Ultra Long Throw) พร้อมทำงานร่วมกับช่องระบายเสียงเบสส์แบบ Slot ทรงสี่เหลี่ยม ที่ช่วยปลดปล่อยเสียงทุ้มได้ดียิ่งขึ้นจากขนาดของช่องที่เพิ่มขึ้น พร้อมๆกับสามารถที่จะลดปัญหาการเกิดการหมุนวนของลมในท่อเบสส์แบบทั่วๆไป ที่ทำให้เกิดเสียงลมจากท่อออกมารบกวนความเที่ยงตรงของเสียงทุ้ม 

ทวีทเตอร์ ซอฟท์โดม ขนาด 28 มิลลิเมตร Wide Dispersion Technology ให้การกระจายเสียงแหลมกว้างขวางเป็นอิสระอย่างน่าทึ่ง โดยทวีทเตอร์ตัวนี้นั้น ถูกติดตั้งแบบ “ฝัง” ลงไปบนแผงหน้า MDF หนา 18 มิลลิเมตร เพื่อความสวยงามและส่งผลในการกระจายเสียง ลดการรบกวนจากแผงหน้า โดยการออกแบบนี้ได้รับการถ่ายทอดมาโดยตรงจากรุ่น Top อย่าง Reference Series เลยทีเดียว

AE100 ออกมาให้เลือกในสีไม้วอลนัท ที่สวยงาม รูปร่างลบเหลี่ยมมุมโค้งมน ที่พร้อมจะเตะตาคุณในความมีสไตล์ และทำให้คุณหลงใหลมากยิ่งขึ้นเมื่อได้ยินเสียงจากลำโพงตัวเล็กๆที่น่าทึ่งรุ่นนี้ 

Brochure AE100สเป็ค…

  • วูฟเฟอร์ 4 นิ้ว กรวยกระดาษ
  • ทวีทเตอร์โดม 1 นิ้ว
  • ความถี่ 45 เฮิทซ์ – 35 กิโลเฮิทซ์ 
  • ความไว 87 ดีบี
  • ระดับเสียงสูงสุด 110 ดีบี
  • รับกำลังขับ 75 วัตต์
  • ความต้านทาน 4 โอห์ม
  • ระบบสองทาง
  • ผิวลายไม้วอลนัท
  • ขนาด 270 x 160 x 240 (HxWxD)

AE109 Tower

ถ้าเป็นนักเล่นที่เล่นเครื่องเสียงมาสัก 20 ปี ก็อาจจะพอจำได้ว่า ชื่อ AE109 นี้เคยเป็นลำโพงตั้งพื้นที่โด่งดังมากๆ อยู่ช่วงหนึ่งของวงการลำโพงอังกฤษ ซึ่งสำหรับ AE109 ที่นำมาแนะนำครั้งนี้ แม้จะใช้ชื่อรุ่นเดิม แต่ก็ต้องถือว่าเป็นลำโพงตั้งพื้นรุ่นใหม่ล่าสุด ที่ออกแบบใหม่หมดจดจาก Acoustic Energy เพื่อให้เสียงที่เติมเต็มห้องขนาดใหญ่ได้  ในขณะที่มีขนาดที่เพรียวบางอย่างน่าทึ่ง เช่นเดียวกับรุ่นพี่ที่ใช้ชื่อเดียวกันที่ออกมาเมื่อ 20 ปีก่อนนี้ และได้รับคำชมเป็นอย่างสูงยิ่ง

โดยคราวนี้เป็นลำโพงตั้งพื้นที่ใช้ไดรเวอร์ขนาด 4 นิ้ว Ultra High Force Motor System แบบช่วงชักสูงยิ่ง มาทำงานร่วมกัน 2 ตัว/ตู้ เพิ่มประสิทธิภาพทั้งเสียงทุ้ม ไดนามิค และพลังเสียงให้หนักแน่นเต็มพิกัด โดยทำงานในแบบ 2.5 ทาง วูฟเฟอร์ตัวบนรับความถี่เสียงทุ้มต้น ไปจนถึงกลางต่ำ ในขณะที่ตัวล่างทำหน้าที่เสียงทุ้มต้นลงมาถึงทุ้มลึก ซึ่งวิธีการออกแบบเช่นนี้ ทำให้วูฟเฟอร์แต่ละตัวทำงานอย่างคล่องตัวในย่านความถี่เฉพาะ ทำให้สามารถตอบสนองความถี่ได้ราบเรียบมากยิ่งขึ้น โดยวูฟเฟอร์ทั้งสองนี้ทำงานร่วมกับทวีทเตอร์ซอฟท์โดมขนาด 28 มิลลิเมตร และครอสส์โอเวอร์ เน็ทเวิร์ค ที่ออกแบบมาอย่างโดดเด่น เพื่อให้ไดรเวอร์ทั้งหมดผสมผสานกันอย่างลงตัว ได้ผลลัพธ์คือ ความสามารถในการส่งคลื่นความถี่มาถึงหูผู้ฟังที่เท่าเที่ยมกันในทุกย่านอย่างเหมาะสม (Time Alignment) และเพิ่มขีดความสามารถในการรับกำลังขับได้อย่างเต็มที่ จนสามารถตอบสนองต่อการใช้งานทั้งดูหนังและฟังเพลงอย่างลงตัว 

Brochure AE109

สเป็ค…

  • วูฟเฟอร์ 4 นิ้ว กรวยกระดาษ x 2 ต่อข้าง
  • ทวีทเตอร์โดม 1 นิ้ว
  • ความถี่ 40 เฮิทซ์ – 35 กิโลเฮิทซ์ 
  • ความไว 89 ดีบี
  • ระดับเสียงสูงสุด 113 ดีบี
  • รับกำลังขับ 150 วัตต์
  • จุดตัดครอสโอเวอร์ 2.3 กิโลเฮิทซ์
  • ความต้านทาน 4 โอห์ม
  • ระบบ 2.5 ทาง
  • ผิวลายไม้วอลนัท
  • ขนาด 800 x 160 x 240 (HxWxD)

AE107 Center

ลำโพงเซ็นเตอร์ที่ออกแบบมาเพื่อให้เข้าชุดกับลำโพงอื่นๆใน AE100 Series โดยเฉพาะโดยใช้วูฟเฟอร์และทวีทเตอร์แบบเดียวกันกับรุ่น AE109 วางเรียงกันในแบบลำโพงเซ็นเตอร์มาตรฐานเพื่อการกระจายเสียงพูด เสียงกลางที่กว้างขวาง ตรงจอและสมจริงพอๆกับเสียงเบสส์ที่หนักแน่นเกินตัวเป็นอย่างยิ่ง

Brochure AE107

สเป็ค…

  • วูฟเฟอร์ 4 นิ้ว กรวยกระดาษ x 2 ต่อข้าง
  • ทวีทเตอร์โดม 1 นิ้ว
  • ความถี่ 45 เฮิทซ์ – 35 กิโลเฮิทซ์ 
  • ความไว 90 ดีบี
  • ระดับเสียงสูงสุด 113 ดีบี
  • รับกำลังขับ 150 วัตต์
  • จุดตัดครอสโอเวอร์ 2 กิโลเฮิทซ์
  • ความต้านทาน 4 โอห์ม
  • ผิวลายไม้วอลนัท
  • ขนาด 165 x 420 x 240 (HxWxD) 

และนั่นก็เป็น 3 รุ่นแรกของ Acustic Energy ที่ทางโคไน้ซ์ฯได้นำเข้ามาให้ท่านได้ลองเล่น ลองฟัง ลองจับคู่จับชุดกันดู เพราะเป็นเวลานานมาแล้วที่แฟนานุแฟนของเราฝากมาว่า อยากเล่น อยากฟังลำโพงที่ให้เสียงสไตล์อังกฤษ นุ่มๆ หวานๆกันบ้าง คราวนี้ก็ได้โอกาสที่ดีแล้ว ลองสละเวลาของท่านมาทดลองฟังที่สาขาของโคไน้ซ์ฯใกล้บ้านท่านกันได้เลย

www.conice.co.th
LINE ID: @conice
โทร: 02-276-9644

 

รีวิว D3020 V2 โดย Ed Selley จาก AVForums

NAD D 3020 V2? คืออะไร? 
คำตอบคือ…มันเป็นอินติเกรตเตดแอมป์ ขนาดกะทัดรัด ที่ได้เข้ามาแทนที่เครื่องรุ่นก่อน คือ Model D3020 ที่เคยรีวิวไปแล้วเมื่อกรกฎา’ ปีค.ศ.2014 โดยรหัสตัวเลขของชื่อโมเดลนั้น หาได้ตั้งขึ้นโดยอุบัติเหตุ แต่มีเจตนาเพื่อแสดงความเคารพไปยังเครื่องต้นแบบตัวจริง คือ NAD 3020อินติเกรตเตด แอมป์ ที่ถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ยุคทศวรรษที่ 70s ซึ่งแอมป์นี้ได้เปรียบเสมือนเครื่องสำหรับนักเล่นมือใหม่ที่ใครก็สามารถเป็นเจ้าของได้ โดยเป็นที่รับรู้กันว่ามันมักจะให้การทำงานร่วมกับอุปกรณ์ต้นทางที่มีราคาแพงๆได้อย่างยอดเยี่ยม

แนวคิดในการนำ 3020 กลับมาพัฒนาอีกครั้ง ก็เพราะต้องการให้สอดรับกับเทคโนโลยีแห่งยุคสมัย เพื่อให้นักเล่นเครื่องเสียงมือใหม่ในยุคนี้ สามารถสัมผัสได้ถึงความยอดเยี่ยมของมันในยุคปัจจุบัน ที่สามารถรับรู้ได้ถึงความยิ่งใหญ่ของมันนับแต่ถือกำเนิดมาในอดีตได้อย่างแจ่มชัด แม้ว่าตลาด 2-Channel จะไม่เติบโตแบบเดียวกับพวกระบบ Multi-Channel ที่มีทั้งภาพและเสียงก็ตามแต่ช่วงเวลา 4 ปีก็น่าจะนานเกินพอแล้วสำหรับNAD ที่จะปรับปรุงและพัฒนาเครื่องรุ่นนี้ ซึ่งในที่สุดแล้ว Model D 3020 V2 ก็ได้ถูกนำเสนอออกมา ซึ่งแม้ว่าภาพลักษณ์ภายนอกจะดูไม่แตกต่างกับเครื่องรุ่นก่อน แต่คุณสมบัติภายในรวมทั้งสเปคต่างๆที่ให้มาก็น่าแปลกใจและน่าสนใจไม่น้อยเลยด้วยมันบ่งบอกถึงความเป็นแอมป์ร่วมสมัยโดยแท้ เพราะย้อนเวลากลับไปไม่นาน รวมทั้งเมื่อไม่นานเดือนที่ผ่านมา เราพบเห็นแอมป์ที่มีความยอดเยี่ยมผ่านตามาไม่น้อย ซึ่งมันก็ทำให้เรากังขาว่า NAD จะเอาตัวรอดในตลาดที่มีการแข่งขันสูงนี้ได้หรือ

D3020V2

NAD D 3020 V2 กับคุณสมบัติทางด้านเทคนิค
อินติเกรตเตด แอมป์ ของ NAD ก็เช่นเดียวกับแอมป์อื่นหลายๆเครื่องที่เราได้พบเห็นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือมีอะไรต่อมิอะไรให้มามากกว่าแถวอินพุทแบบ RCA แบบดั้งเดิม

อย่างไรก็ตาม NAD ตระหนักถึงความต้องการของผู้คนที่มองหาสิ่งต่างๆในแอมป์ และพวกเขาก็ได้รังสรรค์มันออกมาให้มีประโยชน์มากกว่าที่แอมป์ของใครอื่นจะให้มา ซึ่งเครื่องในอดีตที่ผ่านๆมาของค่ายนี้ได้ยืนยันสิ่งที่กล่าวนี้ได้เป็นอย่างดีนั้น, หมายถึง Model D 3020 V2 ก็ยังคงมีช่องเสียบอินพุทให้ แต่มีเพียงช่องเดียวโดดๆ และกำกับมันไว้ว่าสำหรับ AUX ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการจำเป็นในการนำอุปกรณ์ภายนอก ที่มีเอาท์พุทประเภทเดียวกัน นี้มาต่อใช้งานด้วยน้อยลง ขณะเดียวกันมันก็มีอินพุทสำหรับ Coaxial และ Optical ที่สามารถรองรับการทำงานได้ถึงระดับ 24/92ให้มาด้วย แม้ในเอกสารของ NAD จะไม่ได้ระบุว่าชิพที่ใช้ใน DAC เป็นแบบใด ของใคร แต่ที่น่าสนใจก็คือข้อมูลระบุว่ามันได้ถูกออกแบบมาสำหรับ 8-Channel ร่วมกับการทำงานในแบบ 2-Channel Stereo ซึ่งมันส่อให้เห็นได้ถึงเจตนาในการที่จะทำให้เป็นเครื่องที่มีการทำงานอันมั่นคง และเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ อย่างที่มิอาจมองเป็นอื่นใดไปได้เลยจากอินพุทที่มีให้แสดงให้เห็นว่ามันเป็นเครื่องที่สามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ ได้อย่างหลากหลาย โดยที่มิพักต้องมีช่อง
เชื่อมต่อมากๆแต่อย่างใด ซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงการเป็นเจ้าของเครื่องได้ง่ายขึ้น ในขณะเดียวกันหากใครอยากได้แอมป์ที่มีอินพุทให้เชื่อมต่อได้หลากหลายแบบเดิมๆ NAD C 316BEE มีทุกอย่างพร้อมรองรับความต้องการได้อย่างสมบูรณ์

การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่เกิดกับเครื่องเจเนอเรชันใหม่ตัวนี้ก็คือ การนำเอาพอร์ทสำหรับ USB-B ที่มีในเครื่อง Model D 3020ออกไป แล้วแทนที่ให้ด้วย Phono Input ที่รองรับการใช้งานกับหัวเข็ม Moving Magnet:MM

ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้อาจจะดูเป็นเรื่องดีไม่น้อยในการที่นำมากล่าวถึง เพียงแต่วิธีการมันออกจะดูห่ามๆอยู่สักหน่อย หนึ่งคือ ตลาดเครื่องเล่นแผ่นเสียงยังคงมีความสำคัญอย่างมีนัยยะ และ NAD ก็กลับมาที่ตลาดนี้อีกครั้ง ดังนั้นการที่ Model D 3020V2 สามารถทำงานร่วมกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงได้ มันจึงออกจะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อยู่ แต่สิ่งที่สำคัญไม่น้อยเช่นเดียวกันก็คือ เราไม่รู้ว่ามีคนจำนวนมากเท่าไรที่ต้องการต่อเชื่อมแอมป์ของเขาเข้ากับคอมพิวเตอร์โดยตรง ซึ่งแม้ว่าโดยเนื้อแท้แล้วผมจะชอบความคิดนี้อยู่ไม่น้อยก็ตาม แต่ผมก็ไม่รู้เช่นเดียวกันว่าจะมีใครสักเท่าไรที่ทำแบบนั้น (หมายถึงเล่นทั้งสองอย่างผ่านแอมป์เครื่องเดียวกัน) จึงเป็นเรื่องที่ผมบอกข้างต้นว่า NAD ทำเรื่องแปลกๆที่ออกจะดูห่ามๆสักหน่อย แต่ก็ไม่ได้เป็นเหตุผลว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำหรอกนะ

nad-d3020-rear-black-on-black.jpgสำหรับการทำงานเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ Bluetooth AptX ยังคงมีให้อยู่เหมือนเดิมแสดงให้เห็นว่ายังมีเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนไม่น้อยที่สามารถสื่อสารกับมันผ่านช่องทางนี้ได้อย่างมีความสุข นอกจากนี้ที่แผงหน้าปัดของModel D 3020 V2 ยังมีช่องเสียบเฮดโฟนแบบ Mini Jack 3.5mm ให้มาด้วย รวมทั้งที่แผงหลังยังมีช่อง Pre Out และ Sub-Woofer Out ให้ด้วย ซึ่งเป็นเอาท์พุทขนาด 3.5mm ที่สามารถหา Stereo RCA Adaptor มาใช้ร่วมได้ไม่ยากรวมทั้งยังมีช่อง 12V Trigger ให้พร้อมสรรพแอมปลิไฟเออร์เครื่องนี้ทำงานในแบบ Class-D เหมือนกับแอมป์ในยุคปัจจุบันของค่ายนี้ ให้กำลังขับอย่างต่อเนื่องที่ 30 วัตต์/แชนเนล ทั้งที่โหลด 4 โอห์ม และ 8 โอห์ม โดยให้ทำงานได้กับลำโพงเพียงคู่เดียว ซึ่งเมื่อเทียบ กับแอมป์ทั่วๆไป ที่ทำงานในแบบ Class-A/B ที่ระบุกำลังขับเท่าๆกันแล้ว มันจะมีประสิทธิภาพในการทำงานที่สูงกว่า สามารถให้พลังขับออก มาได้ด้วยคุณภาพที่เหนือกว่า เพราะการทำงานของแอมป์ในแบบ Class-D นั้น มันไม่ต้องสูญเสียพลังงานไปในรูปของความร้อนแต่อย่างใดเครื่องจึงสามารถทำงานออกมาได้เต็มที่มากกว่า ประสิทธิภาพที่ได้จึงเต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่า 30 วัตต์ ที่มีของมันจึงหาใช่เรื่องที่น่ากังวลแต่อย่างใดเพียงแต่ต้องพิจารณาหาลำโพงที่ทำงานเข้าขากับมันหน่อยก็เท่านั้นเอง อีกสิ่งหนึ่งก็คือการใช้งานปุ่ม Bass EQ นั้น บางครั้งอาจเป็นการเพิ่มเบสส์ที่ย่านความถี่ต่ำมากๆให้ออกมามากเกินจำเป็นได้

การออกแบบ
NAD D 3020 V2 มีลักษณะคล้ายกับเครื่องรุ่นก่อนหน้านี้ ซึ่งนั้นอย่างน้อยมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดีสำหรับผม การตัดสินใจออกแบบรูปร่างหน้าของเครื่องให้สามารถตั้งวางได้ในลักษณะแบน บาง ออกจะให้ความ
ยืดหยุ่นอยู่ไม่น้อย รวมทั้งแลดูทันสมัยกว่าคู่แข่งอีกด้วย อีกทั้งยังช่วยให้การสัมผัสหน้าจอเพื่อสั่งการทำงานต่างๆสามารถทำได้อย่างสะดวก และไฟส่องสว่างบ่งบอกสถานะการทำงานของเครื่องก็เห็นได้ชัดเจนดี หน้าจอสัมผัสก็สนองตอบต่อการทำงานได้เป็นอย่างดีสำหรับลูกบิดโวลูม คอนโทรล ที่อยู่ด้านบนก็ได้รับการออกแบบมาดี นอกจากจะแลดูลงตัวกับโครงสร้างเครื่องแล้ว ยังให้ความรู้สึกสัมผัสในการทำงานได้เป็นอย่างดีด้วย

NAD-D3020-Front-Black-on-Blackอย่างไรก็ตาม, ในหลายๆความรู้สึกของผู้คนเมื่อเห็นหน้าตาเครื่องแล้ว ผมเชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่ได้คิดว่ามันคือเครื่องเสียง แต่ไพล่ไปนึกว่ามันเป็นเครื่องเล่นเกมส์ หรือเป็นพวกกล่องรับสัญญาณมากกว่า สำหรับผมแล้วมันออกจะดูดีกว่าหน้าตาของเครื่องลักษณะเดิมๆอย่างเช่น Model C338 รวมทั้งเมื่อเทียบกันด้านราคาแล้ว Model D 3020 V2 มีค่าตัวที่ย่อมเยากว่ามากด้วยและกับราคา 450.-ปอนด์ ของมันออกจะเป็นสิ่งที่น่าสนใจ กับที่เพิ่มขึ้นมาอีก 50.-ปอนด์จากเครื่องรุ่นก่อน เมื่อเทียบกับสิ่งที่ NAD เพิ่มเข้ามาในเครื่องรุ่นใหม่แล้ว มันดูจะให้ความคุ้มค่าสูงมาก รวมทั้งยังเป็นจุดแข็งที่ทำให้ดู เหนือกว่าคู่แข่งอยู่ไม่น้อย เพราะเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่มีราคาต่ำกว่าแล้ว ความหลากหลายในการใช้งานที่ Model D 3020 V2 ให้ ไม่ว่าจะเป็นการรองรับการใช้งานกับสัญญาณดิจิทัลและระบบบลูทูธแล้ว มันดูยอดเยี่ยมกว่าจนทำให้คุณสามารถลืมเรื่องราคาค่าตัวของมันไปได้อย่างรวดเร็วในระดับนี้ เพราะสามารถสื่อให้ผู้ฟังรับรู้ได้ง่ายว่าแอมป์ที่มาทำงานร่วมกับมันนั้นเป็นอย่างไร

ในขณะที่อุปกรณ์ที่ผมใช้เป็นแหล่งโพรแกรมนั้น ประกอบไปด้วย Naim ND5 XS โดยการเชื่อมต่อผ่านทางโคแอ็กเชียล อินพุท แล้วก็ใช้ Yamaha WX-AD10 ต่อผ่านทางช่อง AUX Input รวมทั้งใช้เครื่องเล่นแผ่นเสียง Audio-Technica LP5 ที่ประกอบเข้ากับหัวเข็ม Goldring E3 มาร่วมทดสอบในหนนี้ผ่านทาง
ภาคโฟโน สเตจ ของแอมป์ สำหรับการทดสอบระบบบลูทูธของ NAD D 3020 V2 นั้น ผมใช้ไฟล์เพลงที่มีในสมาร์ทโฟนระบบแอนดรอยด์คือ Motorola G4 ซึ่งมีทั้งไฟล์แบบ Losslessและที่เป็น Hi-res อย่าง FLAC และ AIFF รวมทั้งไฟล์เสียงที่ดาวน์โหลดมาจาก Qobuz (ผู้ให้บริการสตรีมมิงสัญชาติฝรั่งเศส) และใช้ไวนีลอีกจำนวนหนึ่ง

คุณภาพเสียง
เกือบจะสี่ปีเห็นจะได้ที่ผมเคยรีวิว Model D 3020 ผมยังจำความรู้สึกที่สนุกกับมัน ได้ดี ผมพบว่าสิ่งที่เปลี่ยนแปลงในเครื่องรุ่นใหม่นี้ นอกจากการนำเสนออีกแนวทางเลือกของการใช้งานแล้ว มันไม่ได้ทิ้งพื้นฐานเดิมที่มุ่งเน้นความบันเทิงใจแต่อย่างใด

R-11717593-1521196162-1416.jpegจากการฟัง Springer ของ Tosca ด้วยเนม ผ่านทาง AUX พบว่า NAD ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของสุ้มเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวาเอาไว้ได้อย่างน่าชื่นชม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีเพราะมันเป็นน้ำเสียงที่ชวนให้ติดตามอย่างไม่รู้เบื่อ และกำลังขับ 30 วัตต์ ที่มีในตัวของมัน
ก็สามารถทำงานร่วมกับลำโพงสเพนเดอร์ได้เป็นอย่างดี สามารถรังสรรค์เสียงดนตรีออกมาได้ในระดับความดังที่เหมาะสมกับสภาพห้องได้อย่างลงตัว ชนิดที่ไม่ได้รู้สึกถึงความขึ้งเครียดในน้ำเสียงแต่อย่างใด
Model D 3020 V2 ให้การทำงานอย่างยอดเยี่ยม ด้วยการรังสรรค์เสียงดนตรีออกมาได้อย่างดงามแบบไม่มีที่สิ้นสุด มันไม่ได้มีน้ำเสียงใดที่โดดเด่นหรืออ่อนด้อย เป็นพิเศษที่จุดใดจุดหนึ่ง แต่มันเป็นน้ำเสียงที่มีความ
สมดุลโดยรวมอย่างสมานเสมอ คือเป็นน้ำเสียงที่เหมาะสำหรับการฟังดนตรีโดยแท้และที่น่าสังเกตเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้าก็คือเครื่องในเวอร์ชันใหม่นี้ให้น้ำเสียงที่เปิด และครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างกว่าเครื่องเวอร์ชัน
ก่อนอย่างรับรู้ได้ชัดเจน ซึ่งกับประเด็นนี้ผมก็ไม่ชัดเหมือนกัน ว่ามันเนื่องมาจากลำโพงสเพนเดอร์ หรือเป็นเพราะรีวิวครั้งก่อนผมใช้ลำโพง Mordaunt-Short Mezzo 1 กับเครื่องเวอร์ชันเก่ากันแน่

d3020_v2_cleanedup-011.png
แต่อย่างไรก็ตาม, ผมยืนยันว่ามันสามารถให้ซาวน์ด สเตจ ออกมาได้ดีกว่าที่เคยฟังครั้งก่อนอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ มันยังมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างการฟังผ่านดิจิทัล อินพุทและอะนาล็อก อินพุท ในเครื่องเวอร์ชัน 2 นี้เพราะปลายเสียงแหลมที่ได้ยินจากเครื่องที่ต่อผ่านทางโคแอ็กเชียลนั้น สามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนกว่าเสียงที่ได้ยินจากเครื่องที่ต่อผ่านอ็อกซิลารีย์-อิน พลังของเสียงย่านความสูงตอนปลายๆนี่แหละ ที่เป็นเครื่องบ่งชี้ความแตกต่างที่ว่านี้ได้เป็นอย่างดี มันเป็นปลายเสียงแหลมที่น่าฟัง สละสลวย สวยงาม ปลอดจากความกระด้างแข็งอย่างสิ้นเชิง จึงเมื่อเทียบกันแล้วกับบางเครื่องที่นำมาต่อผ่าน
อะนาล็อก อินพุท อาจจะฟังดูไม่น่าสนใจสักกี่มากน้อยก็เป็นได้ นั้นเอง, ที่มันทำให้เสียงของยามาฮาน่าสนใจน้อยกว่าเสียงของเนมจึงกับการเล่น NAD เครื่องนี้ ผมขอแนะนำให้ใช้การต่อผ่านดิจิทัล อินพุท จะเป็นการดีกว่า ขณะเดียวกันการทำงานของภาคโฟโนสเตจ ก็สามารถให้ออกมาได้เป็นอย่างดี มันออกจะยอดเยี่ยมมากเมื่อมองในประเด็นที่ว่าสามารถเล่นแผ่นไวนีลได้ในแอมป์ราคาระดับนี้และให้สุ้มเสียงออกมาได้ดีด้วย มันทำงานร่วมกับชโกลด์ริง อี3 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ซึ่งนั้น,ต้องยกประโยชน์ให้กับตัวเครื่องเล่นแผ่นเสียงออดิโอ-เทนิคา แอลพี 5 ด้วยเช่นดียวกัน และที่น่าสนใจก็คือการใช้งานวงจรปรับแต่งเสียงเบสส์จากปุ่มที่แผงหลังเครื่อง มันสามารถช่วยเติมเต็มในบางความรู้สึกที่คุณอาจรับรู้ว่าขาดหายไปก็ได้ ซึ่งหากกล่าวโดยสรุปกับภาคโฟโน สเตจ ของแอมป์เครื่องนี้แล้ว มันนับว่าดีเพียงพอที่จะทำงานร่วมกับเครื่องเล่นแผ่นมาตรฐานทั่วๆไปได้อย่างสบายๆสำหรับการทำงานร่วมกับระบบบลูทูธนั้นมันสามารถให้ประสิทธิภาพออกมาเทียบเคียงได้กับการเล่นผ่านดิจิทัล อินพุท เสียงของเบสส์
ที่ฟังจากสมาร์ทโฟน โมโตโรลา รับรู้ได้ว่าทอดขยายไปได้ไม่เท่าที่ได้จากจากไฟล์เสียงของกูบีซที่มาจากเครื่องเล่นของยามาฮา แต่นั้นก็หาใช่ปัญหา เพราะ NAD D 3020 V2 เครื่องนี้ก็มีปุ่มปรับเบสส์เพื่อแก้ไขให้คุณได้อยู่แล้วจึงกล่าวโดยรวมว่ามันเครื่องที่รวมการเล่นแบบไม่ธรรมดา คือสามารถเล่นแผ่นไวนีลและรองรับระบบบลูทูธอยู่ในเครื่องเดียวกันได้อย่างลงตัวดีแท้

สรุป
หากมองจากภาพลักษณ์ภายนอกแล้ว อาจจะไม่เห็นความแตกต่างของ NAD D 3020 V2กับเครื่องเจเนอเรชันก่อน แต่เมื่อพิจารณาถึงการที่เครื่องเวอร์ชันใหม่สามารถทำงานได้อย่างหลากหลายกว่า รองรับรูปแบบการเล่นได้มากกว่าด้วยแล้วนั้น มันคือความยอดเยี่ยมมากของเครื่องเวอร์ชันใหม่นี้ และแม้คุณจะใช้งานมันแค่ดิจิทัล อินพุท เพียงอย่างเดียว มันก็คือแอมปลิไฟเออร์ที่เหนือชั้นกว่ามากแล้วในกลุ่มเครื่องราคาระดับนี้อีกทั้งยังเป็นเครื่องที่สามารถรังสรรค์น้ำเสียงอันเปี่ยมไปด้วยความเป็นดนตรี ในความหมายของคำว่า Musicality ออกมาได้อย่างสวยงาม ผ่านแหล่งโพรแกรมอย่างหลากหลายได้อย่างน่าชื่นชมโดยแท้ด้วย

NAD D3020 V2

Integrated Amplifier Are the number ‘3020’ still the key to affordable Hi-Fi greatest?

จาก avforums

โดย Ed Selley/March 2,2018 / แปลโดย คุณพิพัฒน์ คคะนาท