Review: สายลำโพง Supra Sword Excalibur จาก Sound and Vision

สายลำโพง Supra Sword Excalibur

ผมได้รับสาย SUPRA Cables อีกครั้งหนึ่ง หรือจะพูดว่า “สายรุ่นใหม่ที่มีความพิเศษมากๆ” นั่นคือ “Excalibur” เมื่อสองสามปีก่อนผมได้ทำการติดตั้งสายเคเบิล SUPRA ทั้งหมดในชุดฟังเพลง และนี่ก็เป็นการอัพเดท 2 สินค้าใหม่ที่ได้รับความสนใจจากผมไปในรอบนี้

ในรีวิวนี้ ผมพิจารณาใน 2 แง่มุม ในฐานะที่ผมเป็นคนยอร์คเชียร์ (Yorkshireman) ดังนั้นผมจะไม่อินกับเสียงสรรเสริญ หรือคำโอ้อวดสรรพคุณเกินจริง แต่จะอิงจากประสบการณ์ในการฟังเพลงที่ดี ผมรู้ได้จากประสบการณ์ครั้งก่อนหน้านี้ว่าสายของ Supra ไม่ได้มีอะไรหรือหวา แต่เป็นเรื่องของ Sound Engineer ล้วนๆ ที่จะส่งมอบสุนทรีในการฟังเพลงควบคู่ไปกับราคาที่สมเหตุสมผล

“There’s no fairy dust in this product range”

Richard Varey 

สายลำโพงนี้มีความโดดเด่นเหนือคนอื่น มันดูแตกต่าง ด้วยความที่ชื่อมันคือ Sword Excalibur ให้ความโรแมนติก แต่ว่าชื่อมันเกี่ยวยังไงกับรูปร่างหน้าตาของสายเหรอ? สายที่ดูเหมือนกับงูสีฟ้าเงางามเนี่ยนะ มันสัมพันธ์กันยังไงผมเองก็สงสัย

นักวิศวกร Carl Jung บอกไว้ว่ามันเป็นความบังเอิญที่มีความหมาย ก็คือจริงๆไม่ได้มีสาเหตุที่เกี่ยวข้องกัน แต่มีความสัมพันธ์กันอย่างมีความหมาย วันเดียวกันกับที่ผมได้รับเจ้าสายเส้นนี้ ผมก็ไปนั่งค้นข้อมูลหาเรื่องราวของอำนาจกษัตริย์ในสมัยโบราณ แล้วอยู่ๆก็เห็นเพื่อนในเฟซบุ๊กโพสเกี่ยวกับชื่อนี้ ยิ่งทำให้อยากรู้ขึ้นไปอีก

ตามเรื่องเล่าโบราณ Excalibur (บางทีก็เรียกว่า Caliburn หรือ Calibumus) เป็นดาบที่ทรงพลังและวิเศษที่สุดที่กษัตริย์อาเธอร์ดึงออกมาจากหินวิเศษ (เพราะเขาเป็นกษัตริย์ที่คู่ควรกับดาบนี้) แต่ตามเรื่องเล่าบางเรื่อง ก็บอกว่ากษัตริย์อาเธอร์ได้รับดาบมาจากหญิงสาวลึกลับคนหนึ่งเพื่อเอามาแทนดาบอันแรกที่เสียไป เรื่องเล่ามีหลายเวอร์ชั่นมากและก็ทำให้สับสนไม่น้อย นี่ก็เลยทำให้เรื่องราวของดาบ Excalibur ถูกนำเอามาเล่าเรื่องต่อๆกันมาในปัจจุบัน

The Supra Excalibur cable where it belongs – on a speaker binding

คนออกแบบน่าจะต้องมีความกังวลเหมือนกับการทดสอบที่ลึกลับของกษัตริย์อาเธอร์เหมือนกัน นั่นก็คือเรื่องประสิทธิภาพ ทั้งการเลือกสรรวัสดุ ส่วนประกอบ การผลิตและการตั้งค่าต่างๆ

สิ่งที่สำคัญมากๆของสายเคเบิล Sword Excalibur ก็คือนักออกแบบและผู้ที่มีความหลงใหลในเครื่องเสียง Johnny Svärd (อดีตวิศวกรด้านโทรคมนาคม) เข้าใจเรื่องการส่งข้อมูลในตัวนำทองแดง และสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือผู้ผลิต Jenving มีประสบการณ์ด้านวิศวกรรมขั้นสูงและเครื่องจักร และเป็นผู้เชี่ยวชาญในการผลิตโพรดักส์เอง

สายลำโพง Excalibur มีต้นแบบมาจาก Jenving’s Sword เป็นสายที่ทำมาจาก Bifilar-wound litz แต่ละเส้นประกอบด้วยสายไฟที่หุ้มฉนวนแยกกัน 24 เส้น ตัวม้วน bifilar ทำมาจากสายไฟ 12 เส้นที่พันเกลียวในทิศทางเดียวกัน และอีก 12 เส้นที่พันตรงข้ามกัน ผลที่ได้คือ สามารถขจัดสนามแม่เหล็กไฟฟ้า

เนื่องจากตัวนำของ Sword ประกอบไปด้วยสายไฟจำนวนมาก การออกแบบเช่นนี้จึงช่วยลด Dynamic skin-effect ทำให้สายเคเบิลเป็นสายที่มีค่า inductance ต่ำและ เฟส (Phase) คงที่ตลอด สายนี้ได้รับการพัฒนาให้เป็นเหมือนเสียงที่มองไม่เห็นคือไม่มีทั้งเรื่องการดีเลย์ และความเพี้ยนของเฟส (phase distortion) ทำให้เสียงดนตรีที่ได้ไม่ถูกลดทอนสัญญาณระหว่างแอมพลิฟายเออร์กับลำโพงเลย คือไม่มีเพิ่มและไม่ลดทอน มาอย่างไรไปอย่างนั้น

Litz เป็นนวัตกรรมแบบใหม่ ที่เอาสายไฟบางๆหลายๆเส้น มาประกอบกันเป็นเกลียว โดยแต่ละเส้นจะมีฉนวนปกป้องเพื่อลดการเกิดความสุญเสียของสภาพการนำไฟฟ้า

ลวดหลายชั้นชนิดพิเศษนี้ถูกออกแบบมาเพื่อลด skin effect และการสูญเสียผลกระทบจากระยะใกล้ของตัวนำ มันจะประกอบด้วยเส้นลวดเส้นเล็กจำนวนมากหุ้มฉนวนแยกกันและบิดเข้าด้วยกันในรูปแบบที่เฉพาะเจาะจง ทำให้สัดส่วนความยาวโดยรวมของแต่ละเส้นของตัวนำมีผลทำให้มีการกระจายกระแสเท่าๆกัน ซึ่งจะช่วยลดแรงต้านทาน ตัว impedance มีการขยายความต้านทานต่อวงจรไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) ทั้งตัว magnitude และเฟส ไม่เหมือนกับความต้านทานทั่วๆไป ที่มีผลแค่กับ magnitude อย่างเดียว

ดาบ Excalibur ในตำนาน

เมื่อวงจรนี้ขับกับไฟกระแสตรง มันจะไม่มีความแตกต่างระหว่างค่าความต้านทาน (impedance) และความต้านทาน (resistance) เลยแม้แต่น้อย เราสามารถเรียกได้ว่า มันคือค่าความต้านทานที่มีเฟส = 0

“Richard Varey has three words for the new Supra Sword Excalibur speaker cable: clarity, transients, wow! He bought the cables.”

จากบทสรุป https://witchdoctor.co.nz/

สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือคุณภาพของวัสดุและการประกอบ มีตัวนำทองแดง oxygen-free  เคลือบสองตัวประกอบด้วย 12+12 เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.4 มม. ต่อเส้น มีฉนวนกันความร้อน PE ติดตั้งใน PVC jacket และมีสายกราวด์ขนาดความยาว 30 ซม เป็น สายรุ่น XL-Annorum

ขั้วต่อชุบด้วยโรเดียม (Rhodium) ซึ่งเป็นโลหะที่หายากมีความทนต่อการกัดกร่อนและถือได้ว่าเป็นโลหะที่อยู่ในกลุ่มระดับแพลตตินั่มเลยทีเดียว ไม่เพียงแต่ที่รับประกันการนำไฟฟ้าที่ทนทาน แต่ยังทำให้ Excalibur มีคุณสมบัติที่เยี่ยมยอดด้วยคือ ขั้วต่อจะใช้วิธีการ crimp ตัวเชื่อมต่อเป็นแบบเกลียวและสามารถเปลี่ยนได้อย่างง่าย Jenving ยังผลิตสายลำโพง Sword และตัวเชื่อมต่อ Sword กับสายเคเบิลด้วย

ด้วยกระบวนการวิศวกรรมทั้งหมดนี้ส่งผลต่อประสิทธิภาพของสายลำโพงได้อย่างมีความแตกต่าง วิศวกร Johnny Svärd ใช้เครื่องวิเคราะห์ impedance HP 4192A เพื่อวัดและตรวจสอบการต่อต้านกระแสสลับในสาย Sword Cable เพื่อเปรียบเทียบกับสายเคเบิลแบรนด์อื่นๆ และสายเคเบิลทั่วๆไป ค่า Impedance คือการที่คุณสมบัติทางเคมีและกายภาพโต้ตอบกับแรงดันไฟฟ้าและกระแสอย่างไร เช่น สายเคเบิลสามารถต้านทานกระแสได้ดีเพียงใด และเอาไว้วัดความต้านท่านทุกความถี่ได้สูงถึง 200kHz  

ผมเห็นตัวเลขที่แสดงว่าไม่มีค่าเฟสเบี่ยงเบนในสาย Sword Cable เลยแม้แต่น้อย แต่มีข้อผิดพลาดของเฟสในแต่ละรายการที่ทดสอบ ซึ่งข้อผิดพลาดเวลาเหล่านี้ได้ยินขัดเจนมาก และมีผลกระทบแตกต่างอย่างชัดเจนตามความถี่ของสายเคเบิล ในการส่งกระแสไฟฟ้า AC จะมีการสูญเสียในทางตรงกันข้ามด้วยเช่นกัน ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามความถี่ ดังนั้นโทนเสียง (Tonal Character) จึงถูกเอาใช้เพราะว่า effect จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับความถี่และอาจมีการเน้น (reinforcement) และ suppression ที่เห็นได้ชัด

การประกอบสาย Sword เคเบิลนั้น ทำให้มีการแสดงผลเป็นเชิงเส้นตรง ดังนั้นกระแสที่ส่งผ่านไปจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ อาจกล่าวได้ว่า สาย Sword เคเบิลนั้นเหมือนสายกระแสไฟฟ้าที่โปร่งใส เพราะว่ามันทำหน้าที่เป็นสื่อตัวกลางจริงๆ ไม่ได้มีการปรับแต่งอะไรใดๆ การประกอบผลิตภัณฑ์ตัวนี้นี้ยกเลิกเรื่อง dynamic skin effect ส่งผลต่อเรื่องโทนเสียงและลดความต้านทานเสียงได้ด้วย

สาย Supra Excalibur เมื่อจับคู่กับลำโพงของคุณริชาร์ด

แล้วคุณจะได้อะไรจากการที่สายเคเบิลมีค่าการเหนี่ยวนำเป็นศูนย์ละ มันก็เหมือนกับคุณได้เห็นภูเขาที่มีหิมะปกคลุม ชายทะเลที่มีหาดทรายสีทองที่พอเวลามีแสงตกกระทบก็จะมีความระยิบระยับขึ้นมา หรือทิวทัศน์ของหุบเขาที่มีแม่น้ำโดยที่ไม่มีหมอกควันในอากาศมาบดบังความชัดเจนและความสดใสของท้องฟ้าไง

ผมได้พิจารณาถึงเหตุผลของการออกแบบนี้จากความรู้ด้านฟิสิกส์และวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์เท่าที่ผมมี สรุปได้ว่าเรื่องประสิทธิภาพนั้นมีความน่าเชื่อถือสูงมากและก็ได้รับการสนับสนุนจาก sound engineering หลังจากที่นั่งฟังทุกวันเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ผมพูดได้สามคำ คือ ชัดเจน เหมือนจริง ว้าว!

ตอนแรกผมประหลาดใจที่มันสามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างชัดเจนมากๆ ผมเป็นแฟนตัวยงของ Supra XL Annorum ที่เคยใช้มาระยะหนึ่งแล้ว ตัว Sword Excalibur นั้นดีกว่าไปอีก มันทำได้ดีมากในเรื่องของการบันทึกเพลง ทั้งเปิดกว้างมีไดนามิค เสียงที่ได้นั้นคือลื่นหู ฟังง่าย เสรีไร้ขีดจำกัด

เสียงที่บันทึกที่ส่งผ่านไปยังลำโพงเห็นได้ชัดเลยว่าแทบไม่มีสะดุดและการต่อต้านน้อยมาก จากการที่สายเคเบิลส่งกระแสไปโดยไม่มีอะไรขวางทางทำให้การเชื่อมต่อกับเสียงได้โดยตรง ใกล้ชิดกับคนร้องและชัดเจนเปิดเผยมาก ผมสังเกตถึงความแตกต่างระหว่างการบันทึกเสียง และต้องรับว่าการบันทึกเสียงบางรายการน่าผิดหวังอยู่เหมือนกันถ้าจะเปิดเผยมากในลักษณะนี้ และก็เห็นชัดเจนขึ้นว่า เพลงที่ถูกบันทึกไว้จะถูกถ่ายทอดออกมาเป็นอย่างดี อารมณ์ที่ได้จะได้ออกมาแบบอย่างนั้นเลยโดยไม่มีอะไรขวางกั้น

พูดถึงนิยายโบราณ Bedivere คืนดาบ Excalibur ให้กับ Lady of the Lake ทะเลสาปเวลส์อย่างน้อยสามแห่งได้แก่ Llydaw Dinas และ Ogwen ที่อุทยานแห่งชาติ Showdonia มีการอ้างตำนานทีเกี่ยวข้องกับดาบวิเศษของอาเธอร์ คือตำนานกล่าวว่าเมื่อโยนดาบลงไปในทะเลสาปจะมีแขนผู้หญิงในชุดผ้าไหมเอื้อมมาหยิบดาบไปก่อนที่จะลงสู่พื้นผิวน้ำ

The Supra MD06DC mains block

สายเคเบิล Sword นี้ไม่ใช่ส่วนประกอบของระบบที่ต้องมีการอัพเกรด ถ้าอย่างงั้นมันจะมีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่าหรือเปล่านะ ผมใช้เวลาไม่นานในการตัดสินในว่าจะไปต่อกับสาย Sword Calibur มันเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจในระบบดนตรีของผม

ในยุคปัจจุบันนี้ Johnny Svärd เหมือนเป็นฮีโร่ เพราะเค้าเป็นผู้ถือสิทธิบัตรสำหรับการประกอบสายเคเบิล Bifilar Wound Litz นี้ ก่อนหน้านี้ผมเคยสงสัยว่าทำไมชื่อโพรดักส์ชิ้นนี้มันไม่เหมือนกับรูปร่างของมัน คือรูปร่างของมันเหมือนงูหลามมากกว่าจะเป็นดาบยาว แต่สุดท้ายเหตุผลจริงๆนั้นง่ายมากก็คือ คำว่า Svärd ในภาษาอังกฤษแปลว่า ดาบนั่นเอง

ส่วนคำว่า Excalibur มาจากเรื่องของความกล้าหาญ ความสุภาพ ความภักดี ศักดิ์ศรีและความเอื้ออาทร ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่ผมไม่อาจปฎิเสธได้ สายเคเบิล Sword Excalibur นั้นมีขนาดใหญ่และเป็นท้อปเพอฟอร์มเมอร์ และผมดีใจมากที่มีตัวนี้อยู่ในระบบออดิโอ system ของผม

เช่นเดียวกันกับประสบการณ์ความพึงพอใจที่ได้ใช้โพรดักส์ของเค้า ถ้าย้อนกลับไปจะเห็นมีความตลกแบบชาวสวีดิชเกี่ยวกับเรื่องนี้คือ บนเว็บไซต์ Jenving มีการโพสต์ขอโทษที่โพรดักส์นี้ประสิทธิภาพสูงแต่ราคาต่ำ แม้ว่าจะทำให้เวลาเราไปเปรียบเทียบกับสายลำโพงอื่นๆ ลำบากสักหน่อย แต่เรื่องของ feature ในการดีไซน์บอกเลยว่าผมปลาบปลื้มมาก อย่างว่าแหละผมเป็นชาวยอร์คเชียร์ที่กระหายรักในเสียงดนตรีนี่นา

ผมยังประทับใจกับประสิทธิภาพของสายเคเบิลต่อระบบออดิโอ system ของผม เหมือนเป็นตำนานถูกกล่าวถึงในนิวซีแลนด์แต่จากความรู้ด้านฟิสิกส์และวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของผม ผมว่ามันไม่ใช่ตำนาน มันมีอยู่จริง ได้ยินมันชัดเจนเลยแหละ

ช่วงที่ลองเทส Jenving’s Sword ก็มาเจอว่าจริงๆแล้วชื่อ Excalibur มาจาก Caledfwlch (Welsh), Kaledvoulc’h (Breton), และ Calesvol (Middle Cornish) ซึ่งเป็นคำผสมของ called (แปลว่าแข็ง) กับ bwlch (แปลว่าร่อง/รอยแตก) คำว่า Caladfwlch เหมือนจะมาจากชื่อดาบโบราณอีกชื่อหนึ่งที่เรียกว่า Caladbolg ซึ่งมีความหมายว่า สายฟ้าฟาด ช่างเหมาะกับตัวนำไฟฟ้าอะไรเช่นนี้!

ตามที่เคยบอกไปก่อนหน้านี้ว่า Jenving มีการอัพเกรดอุปกรณ์สองรายการแล้ว อีกอันคือ Supra LoRad Power outlet block ที่ผมใช้อยู่เป็นเวอร์ชั่นหกที่มีการป้องกันไฟกระชากพร้อมกับ DC Blocker แบบแยก มีการรวมอุปกรณ์ทั้งสองไว้ในบล็อกเดียวที่มีช่องเสียบแปดช่องและมีตัวที่เพิ่มการป้องกันไฟกระชากเพิ่มขึ้น และเป็นอลูมิเนียมป้องกันรังสีไฟฟ้าและแม่เหล็ก (การแผ่รังสีต่ำ)

ทุกรุ่นที่ได้มีการจดสิทธิบัตร ได้มีการรวม Supra NIF ด้วย (Non-Intrusive Filtering) เป็นตัวกรองระดับกลางที่ไม่ส่งผลต่อความสามารถในการเปลี่ยนแปลงกระแสไฟฟ้าของอุปกรณ์ที่ต่ออยู่นั้นๆ จากงานวิจัยของ Ben Duncan ระบุไว้ว่าพวกเขาเป็นผู้รับผิดชอบในเทคโนโลยีนี้และรับรองถึงการป้องกันทั้งจากการทำงานผิดพลาดที่มาจาก RFI และคุณสมบัติของ audiophile ณ ตอนนี้ Sword Excalibur เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในระบบออดิโอล่าสุดของผมและทำให้ระบบออดิโอของผมนั้นเป็นระเบียบมากกว่า Supra คราวที่แล้วซะอีก

  • สาย Supra Sword Excalibur ราคาชุดละ 85,000 บาท
  • Supra Excalibur Jumper ราคาชุดละ 15,030 บาท

อุปกรณ์ที่ใช้ทดสอบในครั้งนี้

  • JRiver MC27 and Fidelizer Pro 7.8
  • Black Ice Audio Fusion Tube DAC Transport
  • ONKYO NS-6170 Network Audio Player
  • Black Ice Audio F360 Tube Preamplifier
  • Black Ice Audio F22 Tube Integrated Amplifier
  • Audio Pro Avanti 100DC Floorstanding Loudspeakers

อ่านต้นฉบับได้ ที่นี่

รีวิว Bluesound Vault2i จาก Hi-Fi Choice

การอัพเดท eocosystem ของ Bluesound ล่าสุดทำให้จากเดิมที่เป็นแบรนด์ในฐานะผู้เล่นในวงการกลายมาเป็นแบรนด์ที่มีความสำคัญในโลกของการเชื่อมต่อ ด้วยระบบ BluOs ที่มีอยู่ใน NAD M10 สตรีมมิ่งแอมพลิฟลายเออร์ (HFC 451) ด้วยเช่นกัน เป็นอุปกรณ์ที่สามารถต่อได้กับอย่างอื่นทั้งหมดในการเชื่อมต่อระบบในบ้านเลยทีเดียว 

Vault 2i เป็นเน็ตเวิร์คที่มี Hard Drive ขนาด2TB ในตัว เป็นเครื่องริปแผ่น CD และเครื่องสตรีมเพลงในตัวด้วย เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่มีความเฉพาะทางที่สุดอุปกรณ์หนึ่ง เป็น music server ที่ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพในระบบ ecosystem ของ BluOS โดยเจ้าเครื่องนี้สามารถ Rip เพลงเข้าไปเก็บในคลังเพลงของตัวเองได้โดยตรง แต่เซิร์ฟเวอร์อย่าง UPnP หรือ DNLA จะไม่เห็นเนื้อหาในคลังเพลงนี้  

นี่อาจจะดูประหลาดหน่อยสำหรับโลกของการเก็บข้อมูลผ่านระบบเชื่อมต่อ แต่ Vault 2i มีความสามารถที่ทดแทนความประหลาดนี้คือเซิร์ฟเวอร์จะทำการจับคู่กับฮาร์ดแวร์เหมือนการทำงานของเครื่องสตรีม Node 2i เลยและนั่นก็แปลว่า Vault 2i สามารถถอดรหัสคลังเพลงและเอาท์พุตของตัวเองผ่าน RCA coaxial หรือ ออพติคัลซ็อกเก็ตได้ และถ้าคุณพบความยุ่งยากในการเชื่อมต่อเครือข่ายระบบการฟังเพลงอยู่ Vault 2i จะช่วยขจัดความยุ่งยากซับซ้อนทั้งหมดนั้นได้ เนื่องจากมันสามารถเชื่อมกับแอมพลิฟลายเออร์ได้โดยตรงและก็สามารถต่อกับอุปกรณ์อื่นๆในบ้านคุณได้ 

Vault2i รองรับ PCM สูงสุดถึง 24 บิท/192kHz และ MQA format มีบริการสตรีมเพลงให้เลือกและรองรับมากมาย รวมถึงรองรับ AirPlay 2 ด้วยเช่นกัน และยังมี Bluetooth AptX HD สำหรับการสตรีมไร้สายจากอุปกรณ์ที่รองรับหรือจะเป็นการต่อจาก 3.5 mm ที่สามารถเลือกได้ว่าจะใช้เป็น digital/analog input พูดได้เลยว่าเจ้า Vault 2i เหมือนเป็น roon endpoint (จุดศูนย์รวมในการจัดการกับไฟล์เพลงโดยใช้ network เป็นตัวเชื่อมระหว่างไฟล์เพลงกับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่จำเป็น) เลยก็ว่าได้ (แม้จะไม่ใช่ roon core ก็ตาม) Chromecast น่าจะเป็นจุดเดียวที่เป็นข้อเสียนิดหน่อยที่จะมีเสียงของ internal drive ออกมาตลอดและการต่อดิจิตอล อินพุทผ่านแอพ BluOs จะค่อนข้างยุ่งยากนิดนึง หน้าตาของ Vault มาในสีดำด้านหรือขาวด้าน เข้ากันกับอุปกรณ์อื่นๆของ Bluesound ได้เหมาะเจาะ

คุณภาพของเสียง 

ด้วยการเชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์กับ Naim Supernait 2  integrated แอมพลิฟลายเออร์ และลำโพงตั้งพื้นของ Neat Momentum ประกอบกันทั้งหมดกับ Vault 2i แล้วให้ความรู้สึกเนียนลื่นไหล เป็นประสบการณ์เดียวกับความรู้สึกที่ได้เคยใช้อุปกรณ์ของ Bluesound มาก่อนหน้านี้ Acoustic Live ของ Nils Lofgren แบบ 16/44.1 เป็นอะไรที่โดดเด่นออกมาอย่างเห็นได้ชัดเลย ถึงบางท่อนอาจจะมีเสียงแหลมไปสักนิดที่อาจจะต้องต้องลดวอลุ่มเสียงลง แต่ Vault 2i ทำให้เพลงอย่าง Keith Don’t go มีไดนามิคของเสียงที่แท้จริง โดยที่เราจะไม่ได้รู้สึกว่าเหมือนฟังเสียงที่น่าหงุดหงิดแต่อย่างใด เพลงที่เล่นผ่านมิวสิคเซิร์ฟเวอร์ทำให้เรารู้สึกถึงเสียงที่หนักแน่น รู้สึกเหมือนอยู่บนเวที ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ให้ความรู้สึกที่ก้องกังวานไปทั้งห้องเหมือนคู่แข่งรายอื่น แต่มันก็สามารถสะท้อนภาพของ Lofgren ความรู้สึกบนเวที และความรู้สึกของผู้ฟังอย่างพอเหมาะพอเจาะ พอลองไลฟ์สดของ Push Upstairs อันยิ่งใหญ่ของวง Underworld ในอัลบั้ม Everything Everything  มันอาจจะไม่ได้ให้ฟีลยิ่งใหญ่หรือหนักแน่นตามเพลงขนาดนั้นเหมือนบางเครื่องเล่นอื่นๆที่อาจจะทำได้ แต่ว่ามันก็ไม่แย่ ก็ทำงานได้ดีระดับหนึ่งเลย 

จะมีบางส่วนที่ของเสียงเบสที่ดูจะให้รายละเอียดกับความเร็วมากกว่าความลึกของเสียง ถ้าถามผมว่าชอบแบบไหนถ้าจะให้เลือกสองในสามอย่างนี้ ผมชอบแบบนี้มากกว่า

ในฐานะที่มันเป็นเซิร์ฟเวอร์ในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ Bluesound อื่นๆด้วย Vault 2i ทำหน้าที่ได้อย่างราบรื่นไร้ที่ติ ถ้าเทียบกับ Melco N1A NAS drive (HFC 397) ไดร์ฟของผมก็คือแทบไม่มีความต่างเลย มีแค่จุดเดียวที่ดูน่าหงุดหงิดไปนิดนึงคือถ้าคุณไม่ได้ใช้ Vault 2i เป็นเวลานานๆสักชั่วโมงหรือมากกว่านั้น มันจะมีจุดที่ตัว hard drive หยุดชั่วขณะก่อนที่เครื่องจะเริ่มติดและทำงานต่อ 

บทสรุป 

ความคุ้มของ Vault 2i มันขึ้นอยู่กับว่าคุณให้น้ำหนักเครือข่ายเสียงเพลงในบ้านคุณยังไง ถ้าคุณต้องการแค่เครื่องเล่นเดี่ยวๆที่เก็บเพลงได้ในตัว มีตัวเลือกอื่นที่ถูกกว่าแน่นอน แต่ถ้าคุณกำลังจะเข้าสู่ BluOs ecosystem แล้วละก็มันจะทำให้บ้านของคุณสามารถเชื่อมกับอะไรก็ได้ที่คุณจะเอามาติดตั้งต่อไป ทั้งหมดทั้งมวลนี้แล้ว Vault 2i เป็นส่วนเสริมที่ทำให้การติดตั้ง BluOs network music เป็นไปอย่างลื่นไหลและใช้งานได้จริงมากๆ 

รายละเอียดเพิ่มเติม

ราคา: 52,000 บาท

แหล่งผลิต: Canada / China

รายละเอียดสินค้า: Music Server, CD Player, 2TB Hard Drive

น้ำหนัก: 1.8kg

ขนาด: (WxHxD) 220 x 90 x 192mm

ไปดูคนญี่ปุ่นเขาเล่นเครื่องเสียง

โดย “อธิวัฒน์”

ขณะที่นั่งเขียนต้นฉบับอยู่นี้ ก็เป็นเวลาน่าจะครบหนึ่งปีพอดี ที่มีสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ที่เริ่มรุนแรงและมีการล็อคดาวน์อะไรต่อมิอะไรกัน ซึ่งก็เป็นเวลาหนึ่งปีพอดีที่หลายๆคนรวมทั้งผมเอง ไม่ได้ออกเดินทางไปเที่ยวไหนต่อไหนนอกเขตจังหวัดที่ตัวเองอยู่เลย อย่างตัวผมเองนั้นเพิ่งได้มีโอกาสออกไปเที่ยวพักผ่อนใกล้ๆกรุงเทพฯ อย่างพัทยา ได้ 1 คืน ก็รู้สึกปลาบปลื้มดีใจมาก เรียกว่าพอกลับถึงบ้านก็ต้องจองทริปต่อไปต่อกระนั้นเทียว

ยิ่งกับคนที่รักชอบในการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศนั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึง หลายๆต่อหลายคน บ่นอยากเดินทางไปโน่นมานี่เหมือนเดิมกันระนาว ซึ่งหากถามว่าประเทศไหนที่นักเดินทางคิดถึง บ่นถึง อยากกลับไปเร็วๆนั้นก็คงไม่พ้นญี่ปุ่นล่ะครับ ที่คนไทยติดใจไปแล้วไปอีกกันตลอด

แต่ก็คงอีกนานล่ะครับ ปีนี้ (2021) ก็คงยังไปไม่ได้กันอยู่ดี (ไปแบบเดิมๆไม่ต้องกักตัวนะครับ)

ก็เลยอยากเขียนเล่าเรื่องแก้คิดถึงญี่ปุ่นกันหน่อย

ผมเองนั้นชอบไปญี่ปุ่น เพราะเดินทางไม่ไกลมาก ไม่ต้องขอวีซ่าให้เปลือง อาหารการกินถูกปาก บ้านเมืองสะอาด อากาศดี ผู้คนเป็นระเบียบ มีครบทุกแนว อยากจะทันสมัยก็มี อยากจะธรรมชาติก็มี และที่สำคัญที่สุดคือเป็น ดงแผ่นเสียงให้สามารถเลือกหาแผ่นเสียงกลับมาฟังได้อย่างสะใจและจุใจที่สุด แผ่นเสียงที่ญี่ปุ่นนี่ดีมากๆ บังเอิญผมเป็นคนชอบเสียงจากแผ่นเสียงที่ปั๊มกันที่ญี่ปุ่นอยู่แล้ว มันจึงเป็นสวรรค์ สำหรับผมโดยแท้ ร้านแผ่นเสียงดีๆมีอยู่ทั่วไป เมืองใหญ่เมืองเล็กค้นหาดีๆก็จะเจอแผ่นมือสองราคาไม่แพง คนญี่ปุ่นเล่นแผ่นเสียงถนอมมาก พอเบื่อก็เอามาขายเปลี่ยนมือกันไป สภาพแต่ละแผ่นดีเยี่ยม ร้านขายก็ดี ซื้อแผ่นเสียงจากญี่ปุ่นนี่สบายใจหายห่วง แผ่นบิด แผ่นคด แผ่นเน่า สกปรกนี่ไม่เคยเห็น ผิดกับอเมริกา ซื้อแผ่นมือสองมานี่แต่ะแผ่นแกะออกมาดูแทบจะลมใส่

คนญี่ปุ่นชอบฟังเพลงแจ๊สมาก น่าจะมากกว่าคนอเมริกันด้วยซ้ำ ว่ากันว่าวัฒนธรรมแจ๊สนั้นแผ่เข้ามาสู่ประเทศช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ GI นำเอาดนตรีแบบนี้เข้ามา คนญี่ปุ่นจึงชอบฟังเพลงแจ๊สเป็นชีวิตจิตใจ แผ่นเสียงเพลงแจ๊สที่นี่จึงมากมายหากันไม่หมด แม้จะเป็นเบอร์แปลก แผ่นไม่ดัง ก็มีการจัดทำกันมากมายไปหมด เรียกว่าความหลากหลายอาจจะมีมากกว่าอเมริกา (ในตอนนี้) ด้วยซ้ำ  จึงไม่แปลกที่เวลาไปหาแผ่นเสียงทีไร จะเจอคู่แข่งคนสำคัญในการคุ้ยแผ่นเป็นฝรั่งเสมอๆ เรียกว่าจ่อกันเดินไล่กันเลย (ฮา) หยิบไป เหลือบดูกันไป มันเอาแผ่นที่เราเล็งไว้รึเปล่า (ฮา)

นอกจากเพลงแจ๊สแล้ว เพลงคลาสสิค นี่ก็น่าจะเป็นที่นิยมมากเหมือนกัน สังเกตร้านแผ่นเสียงหลายแห่ง จะแยกส่วนเพลงคลาสสิคไปอีกห้องนึง อีกตึกนึง แยกไปขนาดนั้น แต่ผมเองไม่ค่อยถนัดเพลงคลาสสิค ก็เลยไม่อินเท่าไหร่

ด้วยสองสไตล์เพลงหลักๆที่เขาชอบนี่แหละ แวดวงการเล่นเครื่องเสียงของชาวญี่ปุ่น จึงมีความใหญ่เป็นอันดับต้นๆของโลกก็ว่าได้ ยิ่งสมัยเศรษฐกิจบูมจัดๆในยุค 80 นั้น เรียกว่าตลาดใหญ่สุดน่าจะเป็นญี่ปุ่นนี่แหละครับ คนเล่นเครื่องเสียงญี่ปุ่นนี่จริงจังมาก เพราะสองแนวเพลงหลักๆนี่ หากได้เครื่องเสียงดีๆ ก็จะเข้าถึงอรรถรสที่ดียิ่งขึ้นไปอีก

ผมเองนั้น ชอบติดตามสื่อเครื่องเสียงของทางญี่ปุ่น แม้จะอ่านไม่ออกสักตัว แต่ซื้อมาดูรูปนั้นก็ถือว่าคุ้มค่า ยิ่งในตอนนี้ สื่อสิ่งพิมพ์ ทางวงการเครื่องเสียงนี่แทบไม่มีเหลือแบบจับต้องได้แล้ว แต่ญี่ปุ่นก็ยังมีหนังสือเครื่องเสียงให้เลือกอ่านกันอยู่ แม้ถ้าเทียบกับยุคเก่าแล้วจะดูบางลงจนเริ่มจะเป็นห่วง แต่วงการสิ่งพิมพ์ที่นั่นคงจะยังยืดไปได้อีกหลายปี ใครเคยเห็นแผงแมกกาซีน ใน Bookkinokuniya หรือ Tsutaya ที่นั่นก็คงพอเข้าใจ

หนังสือที่ผมสั่งซื้อมาอ่านประจำ ก็หลักๆเน้นรูปเยอะ รูปสวย เพราะพวกนี้จะถ่ายภาพเองในสตูดิโอของตัวเอง ไม่ใช่เอามาจากรูปแจกจากผู้ผลิต ที่หาดูในเว็บก็ได้ เช่น Stereo Sound, Tube Kingdom, Analog, Audio Accessories เป็นหลัก นอกนั้นก็เป็นแนวฉบับพิเศษ รวมบทความอะไรทำนองนั้นที่ Stereo Sound ทำออกมาเรื่อยๆและที่ผมชอบอีกรูปแบบคือ หนังสือรวมห้องฟังเพลงของนักเล่นญี่ปุ่นนี่แหละ ที่เรียกได้ว่าเปิดหูเปิดตากันจริงๆ ก็อย่างที่ผมเกริ่นไว้ก่อน นักเล่นเครื่องเสียงญี่ปุ่น ที่จริงจังนั้น เล่นเครื่องเสียงกันหนัก แต่เป็นการหนักในแบบที่ไม่เหมือนใครในโลกจริงๆ

เพราะแม้เขาจะมีงบประมาณไม่จำกัด แต่ข้อจำกัดที่ผมเห็นเป็นส่วนใหญ่ก็คือ “ห้อง” นั่นเอง

เพราะคนญี่ปุ่นนั้น บ้านช่องห้องหับเขาไม่ได้ใหญ่โตอะไร เป็นประเทศที่ที่ดินแพง บ้านแพง ขนาดบ้านส่วนใหญ่เล็กมาก แต่การเล่นเครื่องเสียงนั้นกลับสวนทางกับห้องเหลือหลาย และหากว่าคนอเมริกัน ชอบลำโพงใหญ่ๆ เพราะบ้านใหญ่ ห้องใหญ่, คนอังกฤษถือกำเนิดลำโพงวางหิ้งเจ้ามิติ กับแอมป์ 30 วัตต์ เพราะห้องคนอังกฤษมันเล็ก คนญี่ปุ่นนี่ก็ต้องเรียกว่า ห้องเล็กแบบคนอังกฤษ แต่ชอบลำโพงใหญ่แบบคนอเมริกัน!

แนวความคิดเขาง่ายๆ ไม่เหมือนใครครับ เพราะบ้านเล็ก ห้องติดกัน จะทำอย่างไรให้ได้เสียงครบๆโดยไม่ต้องเปิดดัง

คำตอบคือก็เล่นลำโพงใหญ่สิค้าบ เล่นใหญ่ เปิดเบาๆมันก็มาครบ ไม่ต้องเค้น ไม่ต้องอัด ฟังเบาๆก็มาครบไปเอง

ลำโพงใหญ่ในที่นี้คือ โ-ค-ต-ร ใหญ่นะครับ บางบ้าน ลำโพงซ้ายขวาติดกันเลยก็มี บางบ้านนั่งฟังนี่แทบเอามือไปจับลำโพงได้ก็มี ตรงนี้มันดูสวนทางกันมากกับการเล่นเครื่องเสียงที่สอนๆกันมาตามตำราดั้งเดิมว่าห้องเล็กก็ลำโพงเล็ก ห้องใหญ่ก็ลำโพงใหญ่ แต่คนญี่ปุ่นตัดตำราตรงนี้ทิ้งไปและบอกว่า โตมิโตกรูโชดะ ก็ฉันอยากจะเล่นอ่ะ ใครจะว่าอะไร ที่สำคัญคือลำโพงเหล่านี้ถูกจัดวางแบบไม่แคร์สื่อ ชิดฝา เข้ามุม! เครื่องอยู่ตรงกลาง วางบนเสื่อ

แต่เสียงออกมาดีจริงๆ อันนี้ผมไม่ได้ฟัง แต่กับเพื่อนนักเล่นที่เคยไปตระเวนฟังตามบ้านคนที่นั่นยืนยันมา ผมเองเคยไปฟังตามร้านกาแฟแจ๊ส ที่เรียกว่า Jazz Kissa ก็พบว่าจริงๆ เสียงจากการเล่นสไตล์นี้ โดยเฉพาะเวลาเล่นเพลงแจ๊สนั้น มัน “เหมือนจริง” มาก

อันนี้มาวิเคราะห์กันง่ายๆ คือ สไตล์การฟังของเขาคือฟังไม่ดังมาก แต่ต้องการเปิดเบาๆแล้วมาครบ การที่จะได้สิ่งนี้มาคือต้องได้ลำโพงที่มีค่าความไว (Sensitivity) สูง นักเล่นญี่ปุ่นจึงชอบลำโพงฮอร์นเป็นพิเศษ หรือไม่ก็ต้องเป็นลำโพงแบบตู้เปิดความไวสูง ลำโพงที่มีความไวสูง ทำให้ไม่ต้องใช้แอมป์วัตต์สูง หรือแม้จะใช้แอมป์วัตต์สูง เวลาเปิดใช้งาน แอมป์จะทำงานในขอบเขตที่ให้เสียงที่ดีที่สุดตามสเปค ว่าง่ายๆคือความเพี้ยน (Distortion) ยังไม่ออกมาในปริมาณที่ทำให้เสียงไม่ดีนั่นเอง ตัวลำโพงเองก็ทำงานแบบสบายๆ กรวยดอกลำโพงต่างๆขยับแบบชิลล์ๆ ไม่เค้นไม่เครียด ความเพี้ยนก็เลยออกมาต่ำลงไปอีก ตัวห้องเองก็ด้วย การตกกระทบที่จะทำให้เกิดการตีรวน การสะท้อน ที่มากเกินไปก็เกิดน้อยลงไป

เสียงที่ได้จึงเป็นเสียงที่สะอาดสะอ้าน ไม่เค้น ไม่เครียด ฟังสบาย ฟังได้นาน ยิ่งฟังกับเพลงแจ๊ส หรือคลาสสิค นี่ดีเยี่ยมเลย  

แต่จุดอ่อนของการเล่นแบบนี้ก็มีนะครับ ข้อแรกคือ มันเปิดดังมากๆไม่ไหว บ้านมันจะสั่น ฝ้ามันจะสั่น ข้อที่สองคงสงสัยว่าเบสส์ บวมไหม บวมแน่ๆตามแต่ดวง ว่าห้องนั้นๆจะบวมขึ้นมาที่ความถี่เท่าไหร่และมันจะไปรบกวนกับย่านเพลงที่ฟังหรือเปล่า

ยกตัวอย่างตัวผมเองเลยครับ ง่ายที่สุด ด้วยความสงสัยและชอบในแนวทางการเล่นแบบนี้ ผมเองก็เล่นลำโพงใหญ่มากในห้องที่ถ้ามาตรฐานคนไทยคือเล็กมากคือ 3.5 x 3 เมตร ส่วนลำโพงเป็นลำโพงฮอร์น ขนาดใหญ่สูงเกือบ 170 ซม. ตู้ใหญ่มาก เป็นตู้เปิด กึ่งฮอร์น วูฟเฟอร์ ก็ใหญ่มากๆคือ 15 นิ้ว ตอนทำก็ไม่ได้คิดอะไรมากล่ะครับ คิดอยู่แค่อยากรู้จริงๆว่า ทำไมคนญี่ปุ่นฟังลำโพงใหญ่ในห้องเล็กมากๆได้ ซึ่งก็ว่าถ้าไม่เวิร์ค ก็เอาไปขายทิ้ง แต่นี่ก็อยู่กันมาจะ10ปีแล้ว ก็ฟังกันได้

ชุดนี้ แน่นอนมันถูกเซ็ทขึ้นมาฟังเพลงแนวเดียวคือ แจ๊ส มีคลาสสิคเล็กน้อย Pop Rock น้อยมากๆ ลำโพงขนาดนี้ ในห้องขนาดนี้ ปัญหามีไหม-มี–คือเบสส์ บูมในย่านทุ้มต้นๆ และแรงเสียงทุ้มจะไปสั่นฝ้าเพดานให้เกิดเสียงรบกวนขึ้นมาจะฟังแทบไม่ได้เวลาเล่นดังมากๆ ซึ่งบอกเลย หากฟังเพลงสมัยใหม่ เพลงพ็อพ เพลงร็อค หรืออิเล็กโทรนิก ทั้งหลายก็อาจจะถึงกับฟังไม่ได้ครับ เพราะเบสส์มันอึงคะนึงไป แต่โชคดีที่ผมฟังเพลงแจ๊ส เป็นหลัก เบสส์ที่ได้ในการฟังเพลงแนวนี้จึงไม่มีปัญหาอะไรเลย แถมยังเป็นธรรมชาติมาก อะคูสติคเบสส์นั้นดีเลย ไม่มีปัญหาอะไร นอกจากนั้นเวลาฟังคลาสสิค ก็เช่นกันครับ ไม่มีปัญหาเรื่องเบสส์ ยกเว้นเวลาฟังออร์แกน ท่อ อันนี้ฟังไม่ได้เลย ห้องมันสั่น

อีกจุดที่จะต้องหายไปคือเวทีเสียงครับ การฟังแบบนี้ เวทีเสียงมันจะไม่ชัดเจนเป็นชั้นๆถอยชัดๆแบบฟังลำโพงวางหิ้งหรือตั้งพื้นหน้าแคบรุ่นใหม่ๆหรอกนะครับ เพราะการจะได้เวทีแบบนั้น มันต้องการพื้นที่ด้านหลังลำโพงมากระดับหนึ่ง แต่เราวางชิดฝามันก็ยากที่จะทำได้ คือมันพอมีให้เห็น แต่มันไม่ลงเลเยอร์ ถอยไปไกลทะลุห้องแบบลำโพงเจ้ามิติรุ่นใหม่ๆแน่นอน ฟังแผ่นออดิโอไฟล์ไม่สนุกเท่าไหร่ แต่ฟังแผ่นแจ๊สเก่าๆหรือแผ่นแจ๊สโมโน นี่ก็จะได้อารมณ์แบบยกวงมาเล่นในห้องอะไรทำนองนั้นครับ

มาถึงตรงนี้พอจะบอกได้นะครับ ตำราก็คือตำรา มันเปลี่ยนกันไม่ได้หรอก คือหากคุณต้องการเสียงที่ครบเครื่องในทุกย่าน ฟังเพลงที่หลากหลาย ราบเรียบในทุกย่าน ฟังดัง ฟังเบา คือครบเครื่องน่ะครับ การแมทช์ขนาดของลำโพงให้เหมาะสมกับขนาดของห้องก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญกันอยู่

อธิวัฒน์ อัมพะเตมีย์

ยกเว้นว่าจะเล่นอะไรแบบไม่มีกฎ และรับได้หรือเตรียมใจรับกับปัญหาที่จะเกิดขึ้น แมทช์กับแนวดนตรีหรือแนวทางการฟังหรือมีวีธีแก้ (จริงๆ Digital EQ แบบ Dirac Live จะเวิร์คมาก) แล้วอยากจะเล่นอะไรที่มันแหวกๆแบบตามใจฉัน ก็ลองกันได้ครับ อันนี้ไม่รับประกัน (ฮา)

ช่วงท้ายนี้ขอลองเอาภาพห้องฟังของนักเล่นญี่ปุ่นที่ว่าเด็ดๆมาฝากสักสามสี่ห้องครับ (ต้องขออภัยภาพถ่ายจากหนังสือโดยตรงครับ)

ห้องแรก

ห้องแรก

เป็นของนักเล่น นักประดิษฐ์ อุปกรณ์เกี่ยวกับทำความสะอาดแผ่นเสียงครับ คนนี้ผมเคยเจอและพูดคุยตอนไปเที่ยวงาน DIY เมื่อปีก่อน ห้องฟังเขาเล็กๆ นั่งฟังบนเก้าออฟฟิศง่ายๆ นี่คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเกี่ยวกับห้องฟังของคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ครับ ห้องไม่ใหญ่มาก อัดแน่นไปด้วยของสะสม

ห้องที่สอง

นี่เป็นห้องที่เล็กแบบสุดๆ แต่ลำโพงใหญ่แบบเกินตัวมากครับ ตอนถ่ายภาพมาลงนี่ช่างภาพคงใช้เลนส์ Fish Eyes แล้วถอยไปชิดมุมแบบแขม่วสุดๆ เรียกว่าต้องใจรักจริงๆครับ ถึงจะเล่นแบบนี้ เปิดดังๆคงไม่ไหว แต่เปิดเอามาน่าจะ “อาบ” ไปด้วยเสียงเพลงกันเลยทีเดียว

ห้องที่สาม

ห้องนี้ไม่รู้จะเรียกว่าห้องหรืออะไรดี มันรกเหลือใจ แต่เป็นตัวอย่างว่า หากรักจะฟังเพลง วางแบบไหนก็ฟังได้ครับ เจ้าของห้องไม่รู้อาชีพการงานอะไร กองหนังสือเยอะมาก เครื่องเสียงก็ถูกบดบังจนแทบมองไม่เห็น ผมก็สงสัยแกเดินไปเปลี่ยนแผ่นเปิดเครื่องยังไง เสียงก็คงได้ยินออกมาพอฟังได้ ผมนำมาให้ดูเป็นแนวแปลกๆครับ 555 เพราะส่วนใหญ่คนญี่ปุ่นแต่งบ้านเน้นแนว Zen เรียบๆแต่ห้องเครื่องเสียงรกๆนี่ เยอะนะครับ

ห้องนี้ทีเด็ดผมชอบตรงที่เจ้าของห้องนั่งฟังครับ แบบว่าห้ามเคลิ้มหลับเลย ตกเก้าอี้ลงมาแขนหักแน่นอน 555  ห้องนี่ดูแล้วอาจจะเหมือนใหญ่ แต่เอาจริงๆผมว่าน่าจะไม่เกิน 3×3.5 เมตร เพราะใช้เลนส์ กล้องช่วย ที่ผมชอบเพราะดูตำแหน่งนั่งแล้ว บอกได้ว่าทำมาเพื่อการฟังแบบจริงจังมากๆ และลำโพงที่นิยมทำกันก็เป็นลำโพงสไตล์ DIY หาไดรเวอร์ มาประกอบเองแบบนี้ก็เยอะเหมือนกัน

ห้องที่ห้า

อันนี้ให้ดูออกแนวๆไลฟ์สไตล์ จัดวางกันง่ายๆแบบนี้แหละ จริงๆการวางแบบนี้ อาจจะไม่ได้อะไรในแง่ออดิโอไฟล์มากนะครับ แต่หากเรามองในแง่ของการจัดวางแบบที่ผ.บ.ทางบ้านชอบ ที่ทางจำกัด พอฟังได้อรรถรส ลงตัวกับการอยู่ร่วมกับสมาชิกอื่นๆในบ้าน การจัดวางแบบนี้ก็สบายตา สบายใจได้ไม่ยากครับ จริงๆห้องนี้เป็นของนักวิจารณ์ เครื่องเสียงชื่อดังของญี่ปุ่นคนหนี่งเลยทีเดียวครับ

ห้องที่หก

ปิดท้าย ด้วยวิธีการแก้ปัญหาห้องฟังเล็ก ไม่รู้จะนั่งฟังตรงไหน ต้องห้องนี้เลยครับ นอนฟังบนเปลญวนนี่แหละ สบายสุดๆ ฮา

อ่านบทความอื่นๆได้ที่

ทางออกสู่ถนนสายวินเทจกับการตามหา NAD 3020

โดย Eric Pye จาก ecoustics.com

ภาพประกอบจาก ecoustics.com

การเดินทางนับพันไมล์ ต้องเริ่มที่ก้าวแรก  คำกล่าวของเหลาจื้อ (Laozi) (ไม่ใช่ขงจื้อ)  (Confucius) ในเต๋าเตอจิ้ง (Dao De Jing) ก็เปรียบได้กับการสร้างระบบเสียงหรือการสะสมแผ่นเสียงนั่นเอง

Vinyl Has Returned…

เป็นที่รู้กันดีในวงการเสียงเพลงว่าแผ่นเสียงไวนิลกลับมาฮิตอีกครั้งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเคยถูกลืมวางไว้ที่มุมหลังร้าน แต่ตอนนี้ ยอดขายของไวนิลชนะยอดขายของแผ่นซีดี ไปแล้ว (เปรียบเทียบจากเปอร์เซ็นต์ของการขายแบบ Physical ทั้งหมด) กลายเป็นแผ่นซีดีไปส่องแสงแวววาวในถังขยะแทนกับแผ่นดีวีดี ในขณะที่แผ่นเสียงไปอยู่บนตามชั้นวางขายของร้านเครื่องเสียงทั่วโลก

ผู้บริโภคซื้อแผ่นเสียง 27.5 ล้านแผ่นในประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2020 โดยยอดขายแผ่นเสียงแบบไวนิลคิดเป็น 40.5% ของตลาดซื้อขายเพลงแบบแผ่นในอเมริกา แผ่นซีดีเคยมียอดขาย 94% ของตลาดในปี 2004 ส่วนปี 2020 มียอดเพียงเกือบๆ 5% เท่านั้น

Records and vintage audio are a great match. Record spines from Blue Note, Prestige, and other jazz labels
ภาพประกอบจาก ecoustics.com

การกลับมาของแผ่นไวนิล และความนิยมของแผ่นเสียงรุ่นแรก และ Audiophile เพลงคลาสสิคร็อคและแจ๊สที่ออกมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง มาพร้อมกับความนิยมในเครื่องเสียงวินเทจ (Vintage Audio) กลิ่นอายของการฟังเสียงจากแผ่นไวนิลเข้ากันได้ดีกับรีซีฟเวอร์ แอมป์ฯ ลำโพง จากเสียงและอุปกรณ์อื่นๆ ที่มาจากยุคนักฟังหูทอง (Hi-Fi’s Golden Age) ในช่วงปี 1960 และ 1970

อย่างที่รู้กัน ผมหลงใหลในเสน่ห์ของความวินเทจมาก แอมป์รุ่นที่ผมสนใจและติดใจมากที่สุดคือ NAD 3020 ซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าเป็นแอมป์ให้เสียงดีที่สุดในประวัติศาสตร์ (ข้อมูลจากวิกิพีเดีย) และขายได้มากกว่า 1 ล้านเครื่อง ทำให้กลายเป็นแอมป์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์

45th Anniversary Event: Celebrating 45 years since the release of the NAD 3020 ภาพประกอบจาก ecouctics.com

สำหรับผม แอมป์ 3020 เป็นตำนานมายาวนานมากแล้วก่อนที่มันจะกลายมาเป็นของวินเทจซะอีก ผมยังจำได้ดีตอนที่อ่านรีวิวเครื่องเล่นชิ้นนี้ ว่ามันมีกำลังขับแค่ 20 วัตต์เท่านั้น ตอนที่มันออกมาครั้งแรก แต่ก็ไม่ได้ยินอีกจนกระทั่งมีงาน Audio Room ที่ Calgary ในปี 2017 เพื่อฉลองครบรอบ 45 ปีของแอมป์ 3020 ตัวนี้  ถึงแม้ว่าระดับการฟังจะยังไม่ได้เทพขนาดนั้น แต่มันก็น่าประทับใจมากและก็ทำให้ผมอยากได้ตัวที่ดีกว่านี้อีก

ผมใช้แมคบุคมาตั้งแต่ช่วงกลางยุค 90 ตอนที่ได้รุ่น PowerBook 145b มาผมชอบการดีไซน์ของแอปเปิลและสโลแกนที่ว่า Think Different มาโดยตลอด นั่นอาจจะส่งผลมาถึงการออกแบบของแอมป์ 3020 ด้วยเหมือนกัน ไม่ต้องมีลูกเล่นพิเศษมากมาย เน้นความเรียบง่ายสะอาดตา (Simplicity.)

สำหรับคนที่ซื้อ 3020 ตอนที่มันวางจำหน่ายครั้งแรก (ห้าแสนเครื่องภายในสามปีแรกของการผลิต) จุดที่น่าดึงดูดได้แก่ การออกแบบ ราคา และประสิทธิภาพของมัน

3020 Front: Another close-up of this iconic amplifier. ภาพประกอบจาก ecoustics.com

มันทำงานได้เยี่ยมยอดมาก ถึงจะมีกำลังขับแค่ 20 วัตต์ แต่กลับให้กำลังขับที่เกินตัวมาก แถมยังเล่นได้ดีกับลำโพงที่มีค่า impedance ต่ำ ซึ่งปกติแล้วควรจะต้องใช้แอมป์ที่มีกำลังมากกว่านี้และก็แพงกว่านี้มาก เรื่องคุณภาพเสียงก็ยังเหนือกว่าแอมป์อื่นๆที่วางขายในตลาดยุคนั้น

เวลาที่ผมนึกถึง 3020 และอุปกรณ์ของ NAD ยุคแรกๆ ผมก็จะจินตนาการว่าผมมี Apple และรถ Jeep ไปด้วยกันพร้อมกับเครื่องเสียงที่มีดีไซน์ที่เรียบง่าย

Buttons: NAD 3020 faceplate, push buttons and knobs. Definite keepers, but why? ภาพประกอบจาก ecoustics

สามปีที่แล้วผมนึกว่าจะได้ของในตำนานแล้วซะอีก ผมสั่ง 3020 มาจากเว็บ Kijiji (เว็บไซต์ขายของในประเทศแคนาดา) แต่น่าเสียดายของใช้ไม่ได้ตอนที่มาถึง ยังดีที่ได้รับเงินคืน ตอนนั้นผมก็ยังเก็บโครงมันไว้ และก็เอาเคส อุปกรณ์ข้างใน และฝาปิดให้เพื่อนที่กำลังประกอบ 3020 ของเค้าใหม่ แต่ผมก็ยังเก็บลูกบิดกับปุ่มไว้ เป็นเพราะอะไรไม่รู้ ลางสังหรณ์ละมั้ง

สองสามเดือนต่อมาผมก็ซื้อลำโพง Klipsch Quartet มาคู่หนึ่ง (ตั้งแต่ถูกแทนที่ด้วย KLF 30s) คนขายให้ NAD 3040 มาด้วย! ผมหลงเสน่ห์สีดำและเสียงที่หวานอบอุ่น และกำลังเป็นสองเท่าของ 3020 (เกือบ100วัตต์ต่อชาแนลเมื่อลองทดสอบ) นี่เป็นแอมป์ตัวแรกเลยที่เอามาใช้กับลำโพงลูกรักอย่าง KEF Calindas  บวกคะแนนเพิ่มให้กับ NAD เลย

ปีที่แล้วเพื่อนที่ Calgary ติดต่อมาและถามว่าผมสนใจแอมป์ NAD 2600 ของเค้ามั้ย ก่อนหน้านี้ผมเคยคุยกับเพื่อนว่าอยากจะเพิ่มพลังให้กับเจ้าตัว Calindas อยู่ ผมอ่านรีวิว 2600 และรีวิวก็พูดถึงไปในทางบวกและก็น่าประทับใจ ประกอบกับที่รู้แล้วว่า 3140 ทำอะไรได้บ้าง เลยไม่พลาดโอกาสนี้

2600 Power: The beast that is the NAD 2600. ภาพประกอบจาก ecoustics.com

Calinda ถูกแปลงร่างใหม่แล้ว แอมป์ 3140 เข้ากันได้ดีมากแต่ด้วยพลังวัตต์ 150 ต่อชาแนล และระดับ damping ที่สูง (สัญลักษณ์ของความสามารถของแอมป์ในการควบคุมลำโพง ไม่ใช่แค่ควบคุมให้ขับเคลื่อนแต่ยังรวมถึงการหยุดการทำงานด้วย) ลำโพง Calindas ถูกควบคุมได้อย่างนุ่มนวล เสียงเสนาะหู NAD ได้คะแนนไปอีกแล้ว

Driving Calindas: NAD 3140 and 2600 driving the KEF Calindas to new heights.

ย้อนกลับไปสองอาทิตย์ที่แล้ว ตอนที่เล่นเฟสบุคอยู่ก็เห็น 3020 ขึ้นมาใน Market Place อีกแล้ว จะเอาเลยดีมั้ย มิชชั่นผมจะได้สำเร็จเลยมั้ยนะ ไซส์กะทัดรัด ราคาดี (เมื่อคิดว่าราคาในตลาดวินเทจตอนนี้สูงมากเมื่อสองสามปีก่อน) ทักไปหาเค้า นัดรับของ เอาของมาบ้าน ถ่ายรูปโพสต์ลงอินสตาแกรม แล้วก็มีข้อความจากผู้ติดตามว่า อ้าวเป็นคุณนี่นา ที่ซื้อแอมป์จากผมไป ความโลกกลมนี้!

Quest Over: My precious. NAD 3020 in her new home.

ทำไมผมถึงบอกว่าราคามันเหมาะสม แจ็คลำโพงข้างหนึ่งใข้งานไม่ได้ ปุ่มกดหายไปสองปุ่ม แจ็คลำโพงน่าจะซ่อมได้ สำหรับปุ่ม ผมมีของสำรองก่อนหน้านี้ ซึ่งสามารถซ่อมได้ไม่ยาก สรุปความสวยงามให้ 9.5 เต็ม 10 !

ตอนนี้ผมใช้แอมป์ 3020 เป็น pre amplifier กับแอมป์ 2600 และมีความสุขกับมันมาก ทั้งสองสิ่งนี้ช่วยเสริมลำโพง Klipsch KLFs ให้มีเสียงที่สุดยอดมาก เป็นเสียงที่ผมคิดไว้คือมีความหวาน ละเมียดละไม เสียงเบสที่กึกก้อง คุ้มค่าการรอคอย มิชชั่นสำเร็จแล้ว มีความสุขจัง

Driving KLFs: Big Speakers, big sound. The NAD 3020 and 2600 combo makes the Klipsch KLF 30s sing!

เมือง Calgary ไม่ใช่แหล่งผลิตเครื่องเสียง ผมสามารถนับจำนวนของร้านเครื่องเสียง Hi-End แบบนับนิ้วได้เลย โอกาสที่จะได้ลองก่อนจะซื้อมีไม่มากนัก (โดยเฉพาะยิ่งช่วงโรคไวรัสระบาดแบบนี้) ดังนั้นแล้วส่วนมากผมจะซื้อของวินเทจโดยมาจากการอ่านรีวิวออนไลน์ก่อนและก็ภาวนาเล็กๆว่ามันจะออกมาดี

อันนี้อาจจะฟังดูเป็นวิธีที่เหมือนจะไม่ค่อยดีซักเท่าไหร่ แต่สิ่งหนึ่งที่ดีเวลาที่เราซื้อของวินเทจก็คือ ถ้าซื้อมาแล้วไม่ชอบ ของวินเทจก็ขายออกค่อนข้างง่ายเลยทีเดียวไม่ต้องมานั่งกังวลกับเรื่องการเสื่อมราคาของชิ้นนั้น (ที่มักจะเกิดขึ้นกับของที่เพิ่งออกมาใหม่ๆ) ถ้าจะมีของสิ่งไหนที่จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ราคาของอุปกรณ์ก็ด้วยเช่นกัน คุณอาจจะได้กำไรก็ได้ถ้าเกิดคุณไม่ชอบมันแล้วไม่ก็อัพเกรดมันในวันข้างหน้า

Enjoy the Music: Jazz and the NAD 3020 are a great combo. 

กลับมาที่การสร้างระบบวินเทจ จุดเริ่มต้นก็มาจากก้าวแรก ถ้าคุณลองเข้าไปสัมผัสระบบวินเทจนี้และสรรหา จานเสียง , แอมป์ และลำโพง (หรือแม้แต่แอมป์และลำโพงสำหรับสตรีม) ในราคาย่อมเยา คุณก็อาจจะไม่ได้อยากไปมากกว่านี้จนกว่าคุณจะรู้จักตัวเองว่าอยากได้อะไร

คุณสามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ และได้ระบบที่มีคุณภาพดี สำหรับผม แอมป์ NAD ตอบโจทย์สิ่งนั้น คุณจะได้อุปกรณ์ที่คงทน ใช้งานง่าย ราคาดี และสามารถเข้าได้กับทุกลำโพงที่คุณเลือก และถ้าคุณเลือก 3020 ละก็นะ คุณก็เหมือนได้ของดีในตำนานเลยแหละ  

Eric Pye

ขอบคุณบทความจาก ecoustics.com

ARTICLES

Exit to Vintage Street: The NAD 3020 and My Quest for the Holy Grail

Review NAD C658: What Hi-Fi? UK

แปลโดย…พิพัฒน์

Music Streamer ชั้นดี ที่คู่ควรกับตำแหน่ง The Winner ของ What Hi-Fi? Awards 2019 

NAD C658

คำพิพากษาจากเรา 

มันคือเครื่องที่ให้การทำงานได้รอบด้านอย่างชนิดที่ต้องบอกว่าครบเครื่องแบบสุดๆ อีกทั้งยังก้าวขึ้นไปอีกระดับชั้นด้วยคุณสมบัติอันหลากหลายกว่าใครในท้องตลาด 

โดดเด่น 

น้ำเสียงมีความกระจ่างใส พรั่งพร้อมไปด้วยความเป็นเสียงดนตรี ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้าน Streaming ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด 

เหนือชั้นกว่าด้วย Dirac Live และ BluOS 

ดูด้อย 

หน้าตาไม่ค่อยสมราคาสักเท่าไหร่

ทุกวันนี้โลกของสตรีมเมอร์ หรือการเข้าถึงความบันเทิงจากเสียงเพลง เสียงดนตรี ผ่านการเล่นเครื่องเสียงแบบสตรีมมิง ดูจะพัฒนาไปกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยคุณสมบัติต่างๆที่มีเพิ่มเข้ามาในตัวเครื่องมากขึ้น ทั้งนี้ก็เนื่องเพราะความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี กอปรกับเครือข่ายการให้บริการที่เหมือนจะไร้ขอบเขต ทำให้วันนี้โลกของการสตรีมมิงมันข่างกว้างใหญ่และเต็มไปด้วยความผันแปรอย่างมาก และด้วยราคาของ NAD C 658 ที่ดูจะวางโพสิชันเอาไว้ที่ความเป็นเครื่องระดับพรีเมียมมากขึ้น ทำให้ใครต่อใครอดที่คาดหวังไม่ได้ ว่ามันจะให้ความเหนือชั้นกว่าเครื่องอื่นๆที่มีอยู่ในตลาดเวลานี้ ซึ่งดูแล้ว มันก็เป็นเช่นนั้น เพราะจะว่าไปแล้วสตรีมเมอร์เครื่องนี้ มันก็เปรียบได้กับมีดอเนกประสงค์ของทหารสวิส หรือ Swiss Army Knife ที่คนทั้งโลกต่างทราบกิตติศัพท์แห่งคุณประโยชน์รอบด้านของมันเป็นอย่างดีนั่นเอง 

 NAD is a real Swiss Army knife of a hi-fi component.

What HiFi?

คุณสมบัติ (Features)

Model C 658 ทำงานแบบสตรีมมิงบนแพล็ตฟอร์ม BluOS ที่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาใช้สำหรับผลิตภัณฑ์ของ Bluesound จากนั้นได้มีการนำไปใช้งานในผลิตภัณฑ์แบรนด์อื่นๆ ที่อยู่ในเครือของ Lenbrook ด้วย เป็นต้นว่า NAD รวมทั้งได้มีการอนุญาตให้ผู้ผลิตอีกหลายรายนำแพล็ตฟอร์มนี้ไปใช้ รวมทั้ง DALI

ทุกวันนี้แพล็ตฟอร์มดังกล่าวซึ่งทำงานร่วมกับแอปพลิเคชัน BluOS ได้เข้าถึงผู้ให้บริการสตรีมมิงด้านเสียงเพลง ตลอดจนสถานีวิทยุชั้นนำมากกว่ามาก รวมทั้ง Spotify, Amazon Music, Tidal, Deezer, Qobuz, HDTracks, Napster, TuneIn Radio และ iHeartRadio รวมทั้งยังเข้าถึงเครือข่ายท้องถิ่นที่ให้บริการเสียงเพลงอีกมากมาย โดยสามารถรองรับไฟล์เสียงความละเอียดสูงได้ถึงระดับ 32-bit/192kHz ตลอดจนไฟล์เสียงคุณภาพสูงอย่าง MQA ที่ปัจจุบันมีดัชนีให้เลือกฟังเพลงต่างๆได้มากกว่า 250,000 แทร็ค

อีกทั้งยังเอื้อความสะดวกต่อการใช้งานในรูปแบบ Multi-room กับอุปกรณ์อื่นๆที่อยู่ในระบบของ BluOS ได้อย่างคล่องตัว รวมทั้งล่าสุดมันยังสามารถทำงานในแบบมัลติ-รูมกับอุปกรณ์ของ Apple ผ่าน AirPlay 2 ได้อีกด้วยแอปพลิเคชันนี้สามารถทำงานบนระบบปฏิบัติการณ์ได้ทั้ง iOS, Android, Windows และ Mac OS ไม่ว่าจะผ่านสมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ก็ตาม อีกทั้งมันยังเป็นแพล็ตฟอร์มมาตรฐานการทำงานแบบสตรีมมิงของผลิตภัณฑ์ Naim และ Linn ด้วย

แอปพลิเคชัน BluOS ออกแบบมาให้ใช้งานได้อย่างง่ายดาย ด้วยแถบเมนูทางด้านข้างที่แสดงรายการของแหล่งที่มา รวมทั้งผู้ให้บริการต่างๆ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงเพลย์ลิสต์ หรือเนื้อหา ที่ได้เลือกตั้งค่าเอาไว้ล่วงหน้าได้อย่างรวดเร็ว เป็นแอปพลิเคชันที่ออกแบบมาดี และให้การสนองตอบได้อย่างน่าเชื่อถือ แม้จะมีการเปลี่ยนเพลงจากผู้ให้บริการหนึ่ง ไปยังอีกบริการหนึ่ง หรือการเข้าถึงคลังเพลงที่เป็นห้องสมุดดนตรีส่วนตัว ก็สามารถทำงานได้อย่างราบรื่นและรวดเร็ว

แม้อาจจะกล่าวได้ ว่า BluOS คือหัวใจสำคัญของ Model C 658 เครื่องนี้ แต่คุณสมบัติอันน่าประทับใจอื่นที่ NAD ใส่เข้ามาให้ในเครื่องนี้ ยังมิได้จบลงแค่ตรงนั้น เนื่องเพราะมันยังมี Bluetooth AptX HD ที่เป็นแบบสองทาง ซึ่งช่วยให้สามารถส่งผ่านเสียงเพลงจาก NAD ไปยังชุดหูฟังแบบไร้สายได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำมาซึ่งคุณภาพเสียงอันยอดเยี่ยม รวมทั้งยังสามารถรับฟังเสียงจากสมาร์ทโฟน ตลอดจนอุปกรณ์ต้นทางที่ใช้บลูทูธได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น NAD C 658 เครื่องนี้ยังสามารถใช้เป็นแกนกลางในรูปแบบการทำงานอย่างหลากหลายของระบบ Multi-Source ซึ่งนั้นต้องขอบคุณอินพุตต่างๆที่มีให้ในตัวอย่างเหลือเฟือ ทั้งอะนาล็อก อินพุต และดิจิทัล อินพุต โดยมีออพทิคัล อินพุต และโคแอ็กเชียล อินพุต ให้อย่างละ 2 ชุด พร้อมพอร์ท USB (ที่ป้อนสัญญาณข้อมูลเข้าสู่ DAC โดยตรง ซึ่งใช้ชิปประมวลผลคุณภาพสูงของ ESS Sabre 32-bit) ทางด้านอะนาล็อกมีช่องเสียบ RCA Input ให้ 2 ชุด พร้อมภาค Phono Input ที่รองรับการใช้งานหัวเข็มแบบ MM: Moving Magnet NAD C 658 ยังได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีระบบเสียง ที่มีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ได้อย่างถึงพร้อมตลอดเวลา ด้วยการออกแบบโครงสร้างตัวถังเครื่องในลักษณะ MDC: Modular Design Construction ที่สามารถเปลี่ยนหรือเพิ่มโมดูลสำหรับเทคโนโลยีใหม่ๆของระบบเสียงได้ เพื่อให้เป็นเครื่องที่ทันสมัยทันเทคโนโลยีตลอดเวลา

ความหมายของการออกแบบในลักษณะดังกล่าว ทำให้เครื่องนี้พร้อมอัพเดทตัวเองกับวงจรดิจิทัลใหม่ๆ พร้อมสามารถขยายฟังค์ชันการทำงานในอนาคตได้ตลอด เช่นปัจจุบันเครื่องนี้มีสล็อต หรือช่องสำหรับ MDC ให้สองช่อง ช่องหนึ่งสามารถเติมเต็มด้วยพอร์ท HDMI ที่รองรับ 4K Passthrough ได้ โดยที่โมลดูลของ NAD ชุดนี้มีราคา 299 ปอนด์ ซึ่งสามารถรองรับการทำงานกับเครื่องเล่นเกมคอนโซล, เครื่องเล่นบลู-เรย์ ดิสค์ ตลอดจนบรรดากล่องรับสัญญาณจำพวก Set-Top Box ได้อย่างสะดวก

อีกความยอดเยี่ยมของเครื่องนี้ที่เปรียบได้กับการตกแต่งหน้าเค้กให้สวยงาม และแลดูทรงคุณค่ายิ่งขึ้น นั่นก็คือการผนวก Dirac Live ซึ่งเป็นระบบแก้ไขสภาพห้อง หรือ Room Correction อันทันสมัยเข้ามาไว้ในตัวด้วย ซึ่งเป็นแบบเดียวกันกับที่ใช้ใน NAD M10 และพบในเครื่องเซอร์ราวน์ด ซาวน์ด ของบางแบรนด์ด้วยเช่นกัน ซึ่งนี้เป็นเทคโนโลยีระบบปรับเสียงให้เหมาะสมกับสภาพอะคูสติคภายในห้อง ซึ่งนำไปใช้งานด้วยการวัดค่าและแก้ไขให้ได้เสียงออกมาดีที่สุดในห้องนั้นๆ ซึ่งเป็นระบบที่เราไม่ค่อยจะได้เห็นในเครื่อง 2-แชนเนล สักเท่าไรนัก รวมทั้งไม่คิดว่าจะได้เห็นด้วย

ซึ่งขั้นตอนการทำงานของมันก็ง่ายๆ เพราะมีอุปกรณ์ต่างๆเพื่อการนี้ให้มาครบถ้วนแล้ว เริ่มต้นด้วยการเสียบชุดไมโครโฟน อะแด็พเตอร์ ยูเอสบี เข้ากับเครื่อง NAD C 658 แล้วดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Dirac Live ลงมาในอุปกรณ์ที่จะใช้ในการควบคุมการทำงานของเครื่อง อาทิ สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต จากนั้นก็ทำตามคำแนะนำต่างๆที่บอกไว้เป็นขั้น เป็นตอน ด้วยการวางไมโครโฟนตามตำแหน่งต่างๆที่ได้ระบุเอาไว้รอบๆตำแหน่งที่นั่งฟัง

เมื่อได้ค่าต่างๆซึ่งเป็นตัวเลขของการตอบสนองความถี่ที่แต่ละจุดออกมา ซอฟต์แวร์ก็จะทำการวิเคราะห์ค่าตัวเลขที่เกิดขึ้นภายในห้อง จากนั้นก็จะสร้างค่าตัวกรองเสียงที่เหมาะสมขึ้นมา ซึ่งสามารถบันทึกเก็บเอาไว้ได้ในสมาร์ทโฟน เพื่อเรียกกลับมาใช้งานในครั้งงต่อๆไป กระบวนการนี้จะใช้เวลาประมาณ 20 นาที

เสียง (Sound)

การใช้งาน Dirac Live ในการแก้ไขปัญหาสภาพอะคูสติคของห้อง ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความคุ้มค่าของมันเป็นอย่างมากระหว่างการทดสอบของเรา เพราะในสถานะก่อนได้รับการแก้ไขนั้น เสียงดนตรีของอิเล็กทรอนิกส์ แจสส์ ในแทร็ค Ufufka ของ Muff ซึ่งอยู่ในอัลบัมเดียวกันกับชื่อวงนั้น มันได้ระเบิดลงบนเวทีเสียงที่กว้าง ซึ่งเต็มไปด้วยความชัดเจนและรายละเอียดต่างๆที่ละเอียดอ่อนดีอยู่แล้ว แต่เมื่อได้เปิดการใช้งานผ่านฟิลเตอร์ของการแก้ไขสภาพอะคูสติคที่ว่า มันช่วยยกความโดดเด่นของเสียงที่ว่านั้นให้ดีขึ้นไปได้อีกระดับ อีกทั้งยังพาให้เสียงจากชิ้นเครื่องดนตรีต่างๆไม่ว่าจะเป็นกลองชุด ทรัมเป็ต สามารถให้ออกมาได้อย่างหนักแน่น เข้มข้น รวมทั้งเสียงเครื่องสายที่พลิ้วไหวอย่างน่าฟังมากยิ่งขึ้นด้วย

จะว่าไป, ซอฟต์แวร์นี้มันได้เพิ่มความได้เปรียบให้กับศิลปินที่มีฝีไม้ลายมืออันยอดเยี่ยมในตัวอยู่แล้ว ให้ผู้ฟังรู้สึกได้ว่าทรงคุณค่ายิ่งขึ้นไปอีก เช่นกับแทร็ค I Just Had to Die ของศิลปิน The Knife ได้รับพลังจาก NAD เครื่องนี้เพิ่มขึ้นอีกมากมาย อันส่งผลให้สุ้มเสียงต่างๆน่าฟังมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับเสียงของกลุ่มเพอร์คัสชัน ที่ชัดเจน แน่วแน่ และให้ท่วงทำนองออกมาได้อย่างหลุดลอย หรืออย่างแทร็คที่ปกติฟังแล้วออกจะรู้สึกว่ามันแห้งแล้งสักหน่อย อย่าง For the Morning โดย Tyler Ramsay การได้ซอฟต์แวร์นี้เข้ามาช่วยทำให้สัมผัสได้ถึงโฟคัสที่แม่นยำขึ้น รวมทั้งเสียงร้องที่หลุดลอยพุ่งออกมา NAD เครื่องนี้ได้นำเสนอภาพลักษณ์ของเสียงที่แท้จริงออกมาให้สัมผัสได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นจากเสียงร้อง หรือความพลิ้วไหวของเส้นเสียงจากการกดแต่ละปลายนิ้วลงบนสายเสียงแต่ละเส้น มันเปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง

แล้วภาคโฟโน สเตจ ของมันล่ะ, เป็นอย่างไร กับประเด็นนี้เราเลือกที่จะฟังผ่าน Phono MM กับแทร็ค In the Flesh ของ Pink Floyd จากอัลบัม The Wall และ NAD เครื่องนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นดนตรีอย่างยอดเยี่ยมอีกครั้ง มันสามารถพาเราดิ่งลึกเข้าไปสู่แก่นของดนตรีได้อย่างลึกซึ้ง รวมทั้งยังให้ความเร้าใจในแต่ละเส้นเสียงเป็นอย่างยิ่งอีกด้วย ถึงตรงนี้แล้ว บอกตรงๆว่าหากใครมีแผนที่จะนำ Model C 658 เครื่องนี้มาเป็นศูนย์กลางของความบันเทิงทางด้านเสียงดนตรีแล้วล่ะก้อ ขอบอกได้เลยว่าจะไม่มีวันผิดหวัง เพราะมิเพียงมันจะสามารถให้การทำงานได้อย่างครอบคลุม และรอบด้านแล้วเท่านั้น สิ่งที่ให้ออกมายังเปี่ยมไปด้วยคุณภาพอันสูงยิ่งอีกด้วย

น่าสนใจตรงที่ NAD เครื่องนี้เข้ามาอยู่ในระดับราคาเดียวกับคู่แข่ง ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยมแห่งปีมาแล้วถึง 3 สมัย อย่าง Cambridge Azur 851N ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างมาก และแม้ว่าการควบคุมจังหวะจะโคนอาจอาจจะเทียบเคียงคู่แข่งไม่ได้ แต่มันก็ให้ความเปิดโปร่งและความกระจ่างใสในน้ำเสียงที่เหนือชั้นกว่าอย่างมาก รวมทั้งยังให้ความดื่มด่ำในน้ำเสียงในแบบที่เป็น Immersive Sound แห่งยุคสมัย ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ รวมทั้งในเรื่องของไดนามิคและความเป็นธรรมชาติของเสียงดนตรีด้วย

โครงสร้างและงานฝีมือ

จะมีก็เพียงสิ่งเดียวที่เราให้รู้สึกผิดหวังกับมัน นั่นก็คือภาพลักษณ์ภายนอกหรือหน้าตาของมันนั่นเอง เพราะไม่ว่าจะมองผาด หรือมองพิศ มันก็ไม่มีอะไรตรงไหนเลยที่จะแสดงให้เห็นว่ามันมีความเป็นเครื่องระดับ Hi-End อยู่ในตัว รวมทั้งไม่ว่าจะเป็นวัสดุที่กอปรกันขึ้นมาเป็นเครื่อง หรือการวางตำแหน่งต่างๆบนแผงหน้าปัด ที่ไม่มีความสมมาตรเอาเสียเลยนั้น มันช่างดูไม่สมกับป้ายบอกราคาค่าตัวเอาเสียเลย

รวมไปถึงการออกแบบช่องสกรูว์สองชุด สำหรับเสาอากาศสองต้น เพื่อการใช้งานกับ Wi-fi แบบ Dual-Band และ Bluetooth มันก็ไม่ได้ช่วยให้เครื่องนี้ดูดีขึ้นแต่อย่างใด รวมไปถึงแผงจอดิสเพลย์ที่แม้จะวางอยู่กึ่งกลางแผงหน้าปัดได้อย่างลงตัว และข่วยให้ไม่ต้องดูหน้าจอผ่านสมาร์ทโฟนได้ในบางคราว เราก็ยังไม่ค่อยเออออกับโครงสร้างของ NAD เครื่องนี้เท่าไหร่ รูปร่างหน้าตาของรีโมท คอนโทรล รวมทั้งวัสดุที่ใช้ มันก็ไม่ได้ช่วยให้เราอยากใช้งานมันมากกว่าการสั่งผ่านแอปพลิเคชันแต่อย่างใด และบางทีคุณอาจจะต้องใช้รีโมท คอนโทรล ตัวหลักที่ใช้ควบคุมระบบต่างๆภายบ้าน มาใช้ควบคุม NAD เครื่องนี้ผ่านทาง IR Learning แทนก็เป็นได้

สรุป (Verdict)

NAD C 658 เป็นหนึ่งในสตรีมเมอร์ที่ได้ถูกออกแบบมาอย่างยอดเยี่ยม เปี่ยมไปด้วยคุณสมบัติต่างๆอย่างสมบูรณ์พร้อม อีกทั้งยังรองรับการใช้งานในอนาคตกับเทคโนโลยีใหม่ๆอย่างวางใจได้ และพบว่ามันป็นเครื่องที่ให้ใช้งานได้ง่ายมากในบรรดาเครื่องราคาต่ำกว่า 2,000.-ปอนด์ ที่เราเคยลองเล่นมา อีกทั้งยังเป็นเครื่องที่ให้ประสิทธิภาพของการทำงานอันน่าเชื่อมั่นยิ่ง สิ่งที่มันให้ออกมานั้นยิ่งใหญ่และเหนือชั้นกว่าบรรดามีเป็นอย่างมาก,

ทำได้ดี (อีกแล้ว) นะ NAD

คะแนน

คุณภาพเสียง 5

คุณสมบัติ 5

งานฝีมือ 4

การปรับเปลี่ยนให้เสียงดีขึ้น

โดย : ภูธร

เล่นเครื่องเสียงมานาน ทำไมเสียงไม่ถูกใจซักที

เล่นเครื่องเสียงกันมานานแล้วใช่ไหม? คงมีแต่ช่วงเวลาที่รู้สึกว่าเสียงมันยังไม่ดีพอ ต้องปรับนั่นเปลี่ยนนี่ ขยับขยายระบบหลัก และองค์ประกอบภายนอกกันอยู่ร่ำไป ตามประสาคนเล่นเครื่องเสียง ก็ว่ามันคือ อาการ “คัน”อย่างหนึ่ง ไม่ใช่สิ่งที่ผิดแปลกไปจากธรรมดาอย่างไรทั้งสิ้น 

เพราะการเล่นเครื่องเสียงก็เหมือนกับการเดินทางไปสู่จุดมุ่งหมายสูงสุดที่เราต้องการ อุปสรรคอาจจะด้วยประสบการณ์หรือกำลังทรัพย์ ซึ่งก็มักจะสวนทางกันอยู่บ่อยครั้ง แต่ที่สุดเราก็สามารถปรับไปตามที่ใจอยากในแต่ละวาระได้ 

การปรับปรุงเครื่องเสียงให้ก้าวเข้าสู่เสียงที่ดีเต็มขั้น หรืออย่างที่ใจต้องการนั้น มีข้อควรระวังเหมือนกัน เพราะถ้าเดินทางไปไม่ถูกก็อาจจะทำให้เสียเงินมากขึ้น แต่ได้คุณภาพเสียงที่ต้องการนั้นน้อยลง หรือเกิดความสับสนวุ่นวายชวนปวดหัวน่ารำคาญก็เป็นได้

บทความนี้เลยอยากเสนอหลักการง่ายๆ ให้ท่านตั้งเป็นบรรทัดฐานเอาไว้ก่อนว่า ถ้าเราจะต้องมีการขยับปรับเปลี่ยนเครื่องเสียง เรามีหลักอย่างไร และที่สำคัญคือคำว่า “เสียงดี”นั้นดีอย่างไร

แบบไหนที่เรียกว่า “เสียงดี”

การปรับเปลี่ยนเครื่องเสียงที่ไม่น่าจะนำพาไปสู่ความถูกต้องนัก ก็คือ การปรับไปตาม “ย่านความถี่” ที่เราต้องการ เช่น ต้องการเบสส์ที่มากขึ้น เสียงกลางที่ชัด และเสียงแหลมที่สดมากขึ้น เพราะนั่นจะไม่ใช่การปรับเปลี่ยนครั้งแรก แต่จะมีการปรับเปลี่ยนอย่างไม่สิ้นสุดอีกต่อไป โดยไม่รู้จบ และไม่รู้ด้วยว่า มาถูกทางหรือไม่ หลักการของเสียงดีที่ต้องยึดเอาไว้ก่อนก็คือ ความเป็นธรรมชาติแห่งเสียง Natural Sound หรือความใกล้เคียงเสียงดนตรีจริง ที่ทางสตูดิโอบันทึกมาทุกเสียง ทุกสำเนียง ที่เราได้เพิ่มขึ้นจากการปรับเครื่องเสียงนั้น จะต้องยึดอยู่ในหลักการของคำว่า “โทนัล บาลานซ์” ให้ได้

Tonal Balance คืออะไร?

เป็นความสมดุลที่เราควรได้รับจากการฟังเพลง เพราะปกติเครื่องเสียงที่มีการแมตช์ซิสเต็มมาได้อย่างสมบูรณ์แล้ว สมควรได้ความสมดุลตรงนี้ โดยไม่ต้องเสียเวลาปรับสิ่งอื่นใดอีก แม้ว่าสภาพห้องจะมีผลทำให้เสียงผันแปรออกไปบ้าง แต่เครื่องเสียงในยุคปัจจุบัน มีศักยภาพพอเพียงที่จะทำให้มีคุณภาพเสียงที่ดีมากพอเพียง การปรับปรุงใดๆก็ตามที่ทำให้ย่านความถี่หนึ่งความถี่ใด “ล้ำหน้า” หรือ “ถอยหลัง” ย่อมถือเป็นความผิดปกติทั้งสิ้น เมื่อปรับเปลี่ยนอุปกรณ์แล้ว เครื่องเสียงได้ให้เสียงชัด สดใสขึ้น แต่ความชัดเจนมาพร้อมกับเกิดอาการล้าหู เพราะซิสเต็มคุมเฟสเสียงไม่อยู่ ย่านความถี่บางย่านโดดล้ำหน้า แสดงว่าเรากำลังเดินไปในเส้นทางที่ไม่ถูกต้อง ควรกลับมาทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้น  

ตามปกติแล้ว การปรับเปลี่ยนเครื่องเสียงในชุดของเรามีอยู่ 3 วิถีทาง คือ 

1. เปลี่ยนอุปกรณ์หลักในเครื่อง เช่น แหล่งโปรแกรม แอมปลิไฟเออร์ หรือลำโพง นั่นถือเป็นงานใหญ่  

2. อีกประการหนึ่งคือ การปรับเปลี่ยนระบบเชื่อมต่อภายนอก ด้วยสายลำโพง สายสัญญาณ สายไฟ

3. ปรับด้วยกระบวนการลดสัญญาณ noise และการสั่นสะเทือนภายนอก เช่น การปรับด้วยวัสดุรองลำโพงและเครื่องที่มีผลต่อเสียงรบกวนที่มาจากไวเบรชั่น สนามแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นต้น 

ในการปรับเปลี่ยนเครื่องในระบบซิสเต็ม หมายถึง เราผ่าตัดใหญ่ สิ่งที่ควรได้คือ รายละเอียดที่เพิ่มขึ้น ความเที่ยงตรงของเสียงที่ดีขึ้น ไม่ใช่เพราะต้องการย่านความถี่บางความถี่ให้มันมีความโดดเด่นขึ้นแต่อย่างใดทั้งสิ้น การปรับเปลี่ยนอุปกรณ์หลักภายในเครื่องเราควรที่จะได้รายละเอียดเป็นหลักสำคัญ เพราะรายละเอียดคือหัวใจของเครื่องเสียง ที่ทำให้เราสัมผัสจับต้องได้ ซึ่งชิ้นดนตรีหรือเสียงร้องที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น และจะยังคงมี Tonal Balanced ที่ดีอยู่เสมอ  

ลำโพง และภาคขยาย คือจุดเปลี่ยนที่ค่อนข้างจะสำคัญสูงสุดของซิสเต็ม ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ต้องวิเคราะห์ใคร่ครวญให้ดีๆ ก่อนขยับปรับเปลี่ยน เพราะเป็นการก่อผลลัพธ์ของเสียงในระดับสูงกว่าการปรับเปลี่ยนอื่นๆ 

การปรับจากอุปกรณ์เชื่อมต่อ ที่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นอุปกรณ์สามัญประจำบ้าน ที่บรรดาสายต่อต่างๆที่แถมมากับเครื่องเสียงนั้น มักจะมีคุณภาพแค่พอใช้งานได้ เพื่อการส่งผ่านสัญญาณให้ลุล่วง แต่ไม่ได้เป็นคุณภาพสูงสุดที่เราต้องการแต่อย่างใด 

การปรับเปลี่ยนสายไฟ สายสัญญาณ สายลำโพง ที่มีคุณภาพ?

การปรับเปลี่ยนสายที่คุณภาพสูงขึ้น เราจะต้องเลือกสรรสายต่อให้อยู่ในแง่ของ “คุณภาพเสียง”คุณภาพที่ว่านี้คือ คือความสามารถเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดที่ซิสเต็มควรจะให้เราได้ แต่ไม่ใช่เพราะสายต่อดังกล่าวกลับเน้นไปในเรื่องของการเพิ่มย่านความถี่ให้มากขึ้น ตรงนี้ขอให้พิเคราะห์หนักๆ หมายความการเปลี่ยนแปลงใดๆก็ตาม บุคลิกเครื่องเสียงเราจะต้องคงเดิม เพียงแต่เราควรได้รายละเอียดเพิ่มขึ้น ฮาร์โมนิคของเสียงสมจริงขึ้น ความเปิดเผย ปลอดโปร่ง รวมถึงการแยกแยะชิ้นดนตรีที่ดียิ่งขึ้นเท่านั้น แน่นอนว่าสายสัญญาณ สายไฟ สายลำโพงทุกเส้น ทุกรูปแบบมักจะมีบุคลิกเป็นตัวของตัวเอง อันเนื่องมาแต่วัสดุตัวนำหลักที่ใช้อยู่ หรือการเลือกใช้ฉนวนที่ควบคุมเฟส และความลื่นไหลของสัญญาณ ดังนั้น สิ่งที่เราได้มา รายละเอียด โทนัล บาลานซ์ จะต้องสำคัญกว่า “บุคลิก” เสมอ 

สาย Supra Excalibur : Rhodium Edition รุ่นใหม่ล่าสุด

สุดท้ายคือการเลือกที่จะจัดการกับ “สิ่งเร้าภายนอก” หรือจัดกระบวนการลดสัญญาณนอยซ์ และการสั่นสะเทือนภายนอก อุปกรณ์เหล่านี้มักจะเป็นแท่นไม้ ยางรอง และการเลือกใช้กรรมวิธีพิเศษในการลดการสั่นสะเทือนด้วยลูกปืนเซรามิคและอื่นๆในขารองเครื่องและลำโพง  ซึ่งต้องยอมรับว่าอุปกรณ์ที่ผ่านการออกแบบที่ดี จะมีผลต่อคุณภาพเสียงพอสมควร โดยหลักการที่ว่าเมื่อใดก็ตามที่เราสาสารถลดการรบกวน ลดการสั่นสะเทือนรอบเครื่องและลำโพงได้เสียงของเครื่องเสียงที่มีมาแต่เดิมนั้นย่อมจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน 

ลดการรบกวน = เสียงมีคุณภาพยิ่งขึ้น 

คุณวิจิตร บุญชู

ปัจจุบันมีอุปกรณเกี่ยวกับเครื่องเสียงจำนวนมากมาย หลายหลาก ให้เราเลือกใช้ได้ตั้งแต่ระดับราคาพื้นฐาน ไปจนถึงระดับตัวรองเครื่องแบบไฮ-เอ็นด์ ซึ่งแน่นอนว่าผลที่ได้นั้นไม่ใช่แค่ คุณภาพตัวอุปกรณ์ แต่จะขึ้นอยู่กับ “ระดับของเครื่องเสียงและซิสเต็มด้วย” ไม่ใช่ว่าอุปกรณ์ที่ดีเหล่านี้จะช่วยให้เครื่องเสียงทุกระดับราคาอัพเกรดคุณภาพที่ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตาเท่าเทียมกันทุกซิสเต็ม 

การมุ่งไปสู่คำว่า เสียงดี จึงเริ่มต้นตรงที่ว่า เราควรค้นหาเสียงที่เป็นธรรมชาติใกล้เคียงเสียงดนตรีจริง ทุกสำเนียงที่ได้รับมีโทนัล บาลานซ์ อันสมบูรณ์ และมีรายละเอียดที่เราได้สัมผัสเพิ่มขึ้น ทุกอย่างเป็นความไพเราะเสนาะโสต ที่สมดุลเสมอ ไม่ใช่เพื่อความตื่นเต้นเร้าใจ ซึ่งที่สุดแล้วก็จะเกิดความเบื่อหน่ายในความไม่สมจริงแล้วคุณก็จะต้องปรับเปลี่ยนเรื่อยไปอย่างไม่สิ้นสุด 

ก่อนปรับเปลี่ยนเพื่อคุณภาพเสียงที่ดีขึ้นควรถามตัวเองเสมอว่า ซิสเต็มของเรามีจุดบกพร่องตรงไหน ถึงจะต้องไปเปลี่ยนแปลงมัน ถ้ายังหาคำตอบไม่ได้ขอให้ทุกท่านอยู่เฉยๆและเอนจอยด์กับเสียงที่มีจะดีกว่า

PSB Alpha Series กับ รางวัล Product of The Year!

โดย Vince Hanada  / 1 เมษายน 2020PSB

Alpha T20 / C10 / P3 / S10 Home-Theater Speaker System

ลำโพง PSB เป็นหนึ่งในแบรนด์ลำโพงจากประเทศแคนาดาที่ได้รับความไว้วางใจจากนักเล่นเครื่องเสียงทั่วโลกมาอย่างยาวนาน มีชื่อในการออกแบบดีไซน์นวัตกรรมใหม่ๆ ที่ศูนย์ทดสอบลำโพงที่มีชื่อเสียงระดับโลก Canada’s National Research Council ในกรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา PSB ได้รับรางวัลเกี่ยวกับลำโพงมาแล้วนับไม่ถ้วน เวลาที่ผมเห็นโลโก้ของ PSB สองสิ่งที่ผมจะนึกถึงเป็นอันดับแรกก็คือ

  1. ราคา ยี่ห้อนี้ปกติจะราคาเกินราคาตลาดไปค่อนข้างสูง
  2. บุคคล ผู้ที่เป็นตำนานในการออกแบบลำโพงอย่าง Paul Barton ที่เป็นผู้รับผิดชอบในการออกแบบลำโพงทุกชิ้นของ PSB

ลำโพงรุ่น Alpha มีตั้งแต่ตั้งราคาย่อมเยาไปจนถึงหลักราคาไฮเอนด์มากกว่ามา 30 ปี และตอนนี้มี 5 ดีไซน์ใหม่ ได้แก่  T20 Tower (649$/คู่) P3 (219$/คู่) และ P5 (399$/คู่) Minimonitors และ C10 Center (ตัวละ 349$) และยังมี Alpha subwoofers รุ่นใหม่สองรุ่นได้แก่ S10 (549$) และ S8 (449$) *ไม่มีจำหน่ายในไทย*

ทาง PSB ได้ส่งระบบลำโพง 5.1 มาให้ผมและยังมี T20 ทาวเวอร์ C10 เซ็นเตอร์ ลำโพง minimonitors  P3  ที่ทำหน้าที่เป็นตัวเซอราวด์ และ S10 subwoofer ซึ่งถ้าอยากจะมีให้ครบหมดนี้สนนราคาจะอยู่ที่  1766 ดอลลาร์ ลำโพงเซอร์ราวนด์รุ่นใหม่ของ Alpha นี้จะช่วยเสริมประสิทธิภาพให้สูงขึ้นไปกว่าเดิม

PSB Alpha ประกอบด้วย T20 P5 และ P3 รวมถึงเซ็นเตอร์ C10 มีสองสีให้เลือก Walnut และ Black Ash

คำบรรยาย

ใช้ไดรเวอร์ล่าสุด ผสานทวีตเตอร์โดมอลูมิเนียมขนาด 0.75 นิ้วและวูฟเฟอ์กรวย polypropylene มีทวีตเตอร์ที่ระบายความร้อนด้วยเฟอร์โรฟลูอิดมีแม่เหล็กนีโอดิเมียมและฝังอยู่ในท่อนำคลื่นเพื่อควบคุมการกระจายตัวของเสียง กรวยวูฟเฟอร์จะให้การสัมผัสคล้ายผ้าและการออกแบบจะมีความใกล้เคียงกับ Kevlar

Pual Barton บอกว่ากรวยเหล่านี้จะมี ความแข็งมากขึ้นว่ารุ่นก่อนหน้านี้ แต่น้ำหนักไม่ได้เพิ่มขึ้น ยางมีความยืดหยุ่นมากขึ้นและมาพร้อมกับ voice-coils คู่และแม่เหล็กแรงสูงที่จะทำให้คุณภาพออกมาอยู่ในระดับสูงและเสียงเพี้ยนต่ำ

PSB Alpha T20

Alpha T20 เป็นลำโพงทาวเวอร์ขนาดเล็ก มีขนาดสูง 32.5 32.5” H x 6.75” W x 9.375” D และมีน้ำหนัก 26 ปอนด์ มีขนาดกะทัดรัดเหมาะไม่กินพื้นที่ของห้องไดรเวอรจะติดตั้งอยู่ตรงครึ่งบนของแผงด้านหน้าที่ยื่นออกมาประมาณหนึ่งนิ้ว ตัวตระแกรงกั้นด้วยแม่เหล็กแรงสูง ตัวทวีเตตอร์จะอยู่ข้างบน ส่วนด้านล่างจะเป็นวูฟเฟอ์ระดับกลางสองตัวขนาด 5.25 นิ้ว รองรับที่ 2500 Hz ด้านล่างของแผงด้านหลังจะมีเสายึดสองคู่สำหรับต่อลำพองได้สองแบบไม่ว่าจะเป็น biwiring หรือ biamping ด้านบนจะเป็น diameter port 2.25 นิ้วเพื่อรองรับการตอบสนองเสียงเบส 2.25 ฐานของตัว T20 สามารถวางฐานรอง spike ได้ถ้าพื้นห้องคุณปูพรม Alpha T20 จะตอบสนองความถี่บนแกนถี่ที่ 36Hz-21kHz, ±3dB, and 54Hz-20kHz, ±1.5dB ระดับ Sensitivity อยู่ที่ 90dB/W/m และระดับ Impedance อยู่ที่ 8 ohms

PSB Alpha C10 Center

ลำโพงขนาดกลางรุ่น C10 มาในไซส์กะทัดรัดที่ 17.75 “W x 6.75” H x 9.375 “D และมีน้ำหนัก 17 ปอนด์ ทวีตเตอร์เดี่ยวขนาด 0.75 อยู่ระหว่างวูฟเฟอร์ระดับกลาง 5.25 สองตัว ข้อมูลจำเพาะในการตอบสนองความถี่คือ 55Hz-21kHz, ±3dB, และ 65Hz-20kHz, ±1.5dB ระดับ Sensitivity อยู่ที่ 90dB/W/m

PSB Alpha P3 Minimonitor

ลำโพงขนาดเล็กรุ่น Alpha P3 มาในขนาดเพียง 8.625”H x 5.175”W x 6.875”D และมีน้ำหนักเพียง 4.9 ปอนด์ โดยมีความแตกต่างกับรุ่นอื่นๆที่รีวิวที่พูดถึงในนี้ มีทวีตเตอร์โดมอะลูมิเนียมขนาด 0.75 และเสริมด้วยวูฟเฟอร์ระดับกลาง 4 นิ้วเพียงตัวเดียวและส่งสัญญาณได้ที่ 3000Hz และวูฟเฟอร์นี้จะอยู่ “ข้างบน” เหนือทวีตเตอร์ เหมือนลำโพง P5 เหนือเสายึดคู่เดียวของ P3 มีเส้นผ่านศูนย์กลางพอร์ต 1.375 ข้อมูลจำเพาะในการตอบสนองความถี่คือ 57Hz-21kHz, ±3dB, และ 67Hz-20kHz, ±1.5dB; ระดับ Sensitivity อยู่ที่  87dB/W/m และระดับ Impedance อยู่ที่ 8 ohms ด้วยจุดเด่นของ Alpha Series นี้คือขนาดเล็กกะทัดรัด พอร์ตของวูฟเฟอร์ของ S10 นั้นมาในขนาดที่กะทัดรัดที่ขนาด 14.125”H x 14”W x 17.5”D (ไม่มีข้อมูลน้ำหนัก) มีไดร์เวอร์ระยะไกลที่ 10 นิ้ว และกรวย Polypropylene ที่ขับเคลื่อนด้วยแอมพลิฟายเออร์ในตัวที่สามารถขยายกำลังเสียงได้ถึง 150 วัตต์ (RMS)

พอร์ตที่อยู่ด้านหลังของแผงทำงานจะทำหน้าที่ทำงานตลอดความกว้างของแผงทำงาน ใกล้กับด้านบนของแผงด้านหลังคือปุ่มปรับระดับเสียง สวิตช์ปรับ phase Line Input แบบ low-level ปุ่มเปิด/แสตนบายอัตโนมัติและพอร์ต USB สำหรับเชื่อมต่อเครื่องส่งสัญญาณไร้สาย RT100 ที่เป็นอุปกรณ์เสริม การตอบสนองความถี่ที่ระบุของ Alpha S10 คือ 28-150Hz, ± 3dB พร้อมความสามารถในการส่งสัญญาณออกไปจนถึง 22Hz

รุ่น Alpha เหล่านี้ใช้ตู้ไม้ MDF เคลือบด้วยลายไม้ไวนิลสีดำด้าน และมีสี dark walnut woodgrain  ส่วนตัวแล้วผมชอบแบบสีดำ high-gloss แต่ถ้าเทียบกับราคาขนาดนี้สีดำด้านก็ถือว่าเป็นราคาที่รับได้ ตู้ได้รับการสร้างให้มีความทนทานกว่าเดิมด้วยเครื่องจักร CNC (CNC machining)

การติดตั้ง

ผมเซตลำโพงแบบปกติที่ทำอยู่ ลำโพง C10 จะอยู่ตรงหน้าห่างจากที่นั่ง 9 นิ้ว ด้านซ้ายและขวาเป็นลำโพง T20 ห่างจากจุดนั่งฟัง 11 นิ้วและอยู่ห่างจาก C10 แต่ละด้าน 4.5 นิ้ว ลำโพง P3 ตั้งห่างจากจุดนั่งฟังซ้ายและขวา 5.5 นิ้ว และตัวซัฟวูฟเฟอร์ S10 จะอยู่ที่มุมขวาของห้องห่างจากจุดนั่งฟังประมาณ 12 นิ้ว

การทดสอบนี้ไม่ได้ใช้ Anthem MRX 720 AVR  ผมตั้งค่าด้วยจุดตัด crossover เองคือ คือ 80 Hz สำหรับลำโพงหลัก T20 และ C10 100Hz สำหรับ P3 และ S10 ค่า low-sub crossover ที่ 120Hz

การทดสอบการฟัง

สิ่งที่ประทับใจตั้งแต่แรกคือเสียงมีเรนจ์ของไดนามิคที่กว้างมาก ในฉากดวลปืนของหนังเรื่อง Gemini Man พระเอก Henry Brogan (ที่แสดงนำโดยวิลสมิธ) ตอนที่ 7 ที่กำลังดวลปืนกับร่างโคลนของตัวเอง ตลอดการดวลปืน นักแต่งเพลง Lorne Balfe ได้ใส่เสียงกลองที่เพิ่มความตึงเครียดตลอดทั้งฉาก เสียงกลองหนักแน่นที่ส่งผ่านออกมาที่ลำโพงทำให้ผมนั่งลุ้นติดอยู่กับเก้าอี้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป และถึงแม้เสียงจะค่อนข้างดังแต่เสียงที่ได้ไม่มีความผิดเพี้ยนเลย แม้ว่าจะต้องยกเครดิตบางส่วนให้กับ S10 แต่การตอบสนองต่อเสียงเบสของ T20 นั้นเยี่ยมยอดมากจริงๆ ฉากระเบิดในตอนที่ 11 ก็ทำให้เหมือนหัวใจตกลงไปอยู่ที่เท้าเพราะอยู่ๆจากเงียบๆก็มีเสียงระเบิดขึ้นกระทันในห้องของผม  แสดงให้เห็นว่าระบบการทำงานของลำโพงมีการตอบเสนองที่รวดเร็วมาก

ลำโพงตรงกลางก็มีการจับคู่ซ้ายขวากับลำโพงหลักได้อย่างลงตัว ให้เสียงที่ชัดเจนเวลาฟังบทสนทนาของหนัง ทำให้ไม่มีปัญหาเลยในการฟังนักแสดงที่มีโทนเสียงที่แตกต่างกันในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นเสียงที่ทุ้มลึกของ Will Smith ไปจนถึง เสียงโทนสูงของ Mary Elizabeth ที่รับบทเป็นตัวละคร Danny Zakarweski ในฉากต่อสู้ที่มีทั้งเตะและต่อยไปทั่วทั้งสนาม เสียงที่ส่งออกมานั้นแสดงให้เห็นถึงการจับคู่ของเสียงที่แตกต่างกันได้อย่างลงตัว

รูปลักษณ์ของ C11 ก็เยี่ยมยอดเช่นกัน ในฉากที่ 11 ที่ Brogan โยนปืนพกไปทางด้านขวา เสียงที่ของปืนที่กระทบพื้นก็ไปออกทางลำโพงด้านขวาด้วยเช่นกัน ฉากต่อสู้ใต้น้ำในตอนที่ 12 ก็ทำให้ผมรู้สึกว่าเหมือนจมลงไปในน้ำด้วยเหมือนกัน และเช่นเดียวกันในฉากที่ 13 ผมรู้สึกถึงเสียงของเครื่องบินเจ็ทที่เหมือนเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ และสุดท้ายก็มุ่งไปข้างหน้า

ความสามารถของ Alpha ที่สามารถจัดการเสียงอย่างต่อเนื่องและไร้รอยต่อและผสมผสานกับการจัดการเสียงที่ให้ความรู้สึกเสมือนจริงของ P3 ผมได้ทดสอบดูหนังเรื่อง Midway (Blue-Ray Edition) ในตอนต้นเรื่องที่ตัวละครจะมีบทพูดท่ามกลางฝูงชนที่สวดมนต์อยู่ทางซ้ายและขวาโดยรอบ เสียง effect แบบนี้ลำโพงจะทำหน้าที่กระจายเสียงมาจาก dipole หรือ bipole ซึ่งจะไม่ได้ถูกจำกัดโดยตำแหน่งของการวางลำโพง ซึ่งจริงๆมี สองถึงสสามวิธีในการขยายเสียงเซอราวด์เอฟเฟกต์ด้านหน้าของลำโพง ก็คือ จะต้องวางลำโพงเซอร์ราวด์ไว้ซ้ายและขวาในด้านหลังของมุมห้อง (แตกต่างที่ผมทำคือวางไว้ข้างๆ) และวางไว้ให้ชิดผนังเพื่อที่จะได้สะท้อนเสียงเพิ่มมากขึ้น หรือเพิ่มลำโพงอีกคู่ซ้ายและขวาเพื่อปิดช่องว่างของเสียงระหว่างลำโพงด้วยกันเอง เนื่องจากผมไม่มี P3 ที่จะมาจับคู่มันเพื่อทำเป็นเซอราวด์ด้านหลัง ผมเลยวางมันให้หันหน้าไปทางผนังมากขึ้นทำให้เสียงเซอราวด์รอบทิศทางชัดมากขึ้น

PSB P3 Walnut

การเปรียบเทียบ

ในระหว่างการทดสอบระบบของ PSB เนื่องจากในบ้านของผมมี Minimotors ที่มีขนาดและราคาใกล้เคียงกับ P3 หลายตัว แต่จะไม่มีตัวเปรียบเทียบรุ่น Tower รุ่นที่ใกล้ที่สุดที่มีคือ SVS Prime Tower (999.98 ดอลลาร์ต่อหนึ่งคู่) ที่ประกอบไปด้วยโดมอะลูมิเนียม ทวีตเตอร์กลาง 4.5 และวูฟเฟอร์สองตัวขนาด 6.5

ผมได้ยินเสียงโทนกลางต่ำจาก Prime Tower ในขณะที่ไม่ได้ยินเสียงนี้จาก T20 ของเพลง Roll Jordan Rool จากวงอะคาเปลลา Standing in the Safety Zone (16-bit/44.1kHz FLAC, Warner Bros.) เสียงที่ได้ยินจาก T20 จะไม่ได้ยินเสียงเบสของ Issac Freeman เหมือนที่ได้ยินจาก SVS Prime ด้วยความที่ลำโพง Tower และวูฟเฟอร์สองตัวที่ใหญ่กว่า ทำให้ลำโพง Prime Tower จับเสียงเบสได้ลึกและดังกว่า ในขณะที่ T20 จะไม่ได้ยินเสียงทุ้มออกมาจากลำโพงใดลำโพงหนึ่ง แต่การทำงานของมันสองคู่สร้างเสียงทุ้มลึกไปทั่วทั้งห้องแทน นอกจากนี้ระบบโฮมเธียเตอร์ที่รวมตัว susbwoofer จะจัดการเสียงเบสที่ค่อนข้างลึกได้ดีกว่าลำโพง Tower ส่วนใหญ่

การเปรียบเทียบที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ระหว่างลำโพง P3 และลำโพง MartionLogan’s Motion 4i (499.98 ดอลลาร์ต่อหนึ่งคู่) ทั้งสองรุ่นมีวูฟเฟอร์ขนาด 4 นิ้วตัวเดียวเหมือนกันแต่ Motion 4i มีราคาแพงเป็นสองเท่าของ P3 เป็นเพราะมาจากตู้ที่มีความซับซ้อนที่สามารถตอบสนองต่อเสียงเบสได้ดีกว่า P3 ที่เป็นท่อพอร์ต นอกจากนี้ทวีตเตอร์ของ Motion 4i ยังเป็นรูปร่างสี่เหลี่ยม Folded Motion Transducer (FMT) ในขณะที่ P3 เป็นรูปลักษณะโดม Motion 4i จึงสามารถตอบสนองต่อเสียงสูงได้ดีกว่า ยกตัวอย่างเพลง September in the Rain,” from Emergence, by the Roy Hargrove Big Band (16/44.1 FLAC, Emarcy), และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเสียงของทรัมเป็ต ถึงแม้ว่า PSB จะไม่สามารถจับเสียงสูงของ ML ได้ แต่มันก็สามารถผสมผสานเสียงกลางจาก S10 ซับวูฟเฟอร์ได้ดีทีเดียว ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากการเล่นดับเบิ้ลเบสตลอดเพลง ของ Casey Abrams ในเพลง The Girl from Ipanema” จาก Jazz (24/192 FLAC, Chesky) ซึ่งผมสามารถจับเสียงของ Abrams ผ่าน P3-S10 ที่ทำงานร่วมกันได้มากกว่า Motion 4i เห็นได้ชัดว่าพวก minimotors ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทำงานร่วมกันและสร้างเสียงที่ไร้รอยต่อ ซึ่งปกติแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอที่จะผสมผสานกันแบบนี้

ผมประทับใจกับผล output และการตอบสนองต่อเสียงเบสที่สูงของ S10 ในทางฟิสิกส์จะบอกว่า S10 ใช้ระยะทางสั้นกว่าตัว Paradigm Servo-15 V2 ขนาดใหญ่ที่มีอยู่ของผม (2500 ดอลลาร์และเลิกผลิตแล้ว) ซึ่งก็ไม่เป็นที่น่าประหลาดใจ สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจใน PSB ก็คือ PSB ทำคุณภาพได้ใกล้เคียงกับ Paradigm แต่มาในราคาที่แตกต่างกันลิบลับ ในการดูภาพยนตร์ S10 จะทำให้ห้องของคุณกระหึ่มไปทั่วผนังห้อง และถ้าคุณมีห้องที่ขนาดใหญ่ การมีซับวูฟเฟอร์ที่ใหญ่ขึ้นหรือมีสองตัว ก็จะดีกว่า S10 ตัวเดียวโดดๆที่จะเหมาะกับผู้ฟังส่วนใหญ่ที่มีห้องขนาดเล็กหรือไม่ใหญ่มากนักมากกว่า

PSB Home Theater : Alpha Series

สรุป

ลำโพง surround รุ่น Alpha นี้เป็นสิ่งที่ Paul Barton ทำราคาลำโพงรุ่นนี้ออกมาได้พิเศษกว่ารุ่นอื่น ซึ่งจะทำให้กลุ่มคนที่มีกำลังซื้อในระดับแรกสนใจซีรีย์นี้ รุ่นล่าสุดนี้พวกเขาได้ยกระดับความประณีตไปอีกขั้นไม่ว่าจะเป็นด้านเสียงและคุณภาพในการผลิต ทำให้ห้องขนาดกลางของผมได้ยินเสียงกระหึ่มไปทั่วทั้งห้องจากพื้นจรดเพดานเลยทีเดียว

สุดท้ายถ้าผมจะซื้อลำโพงระบบนี้ ผมจะขอเพิ่ม P3 อีกคู่เอามาเป็นลำโพงเซอราวด์ด้านหลัง และ Dolby Atmos ราคาทั้งหมดจะอยู่ที่ 2204 ดอลลาร์เท่านั้น แต่ไม่ว่าจะเพิ่มลำโพง P3 อีก 4ตัวหรือไม่เพิ่มก็ตาม รับรองว่าคุณจะอดใจไม่ไหวกับ ราคาระดับนี้เมื่อเทียบกับระบบโฮมเธียเตอร์ที่คุณจะได้รับอย่างแน่นอน

However, if I were to buy this system, I’d augment it with additional pairs of Alpha P3s, to serve as rear surround and Dolby Atmos height speakers — and the total price would still be only $2204. But with or without four more P3s, you’d be hard-pressed to find a more refined home-theater speaker system in this price range.

. . . Vince Hanada

เปรียบเทียบ PSB P5 & P3

ที่มา: https://bit.ly/36tcdqb

PSB Alpha Series

กับรางวัล Product of The Year

M32 กับ Best Product แห่งปี 2018-2019

The Best of Direct Digital Amplifier โดย Mr. Hires Man

ในไลน์ Master Series นี้ถือกำเนิดมาเกือบสิบปีแล้ว เห็นจะได้ โดยตัวแรกที่เป็นอินติเกรตเตด แอมป์ จะเป็นโมเดล M3 ที่เป็นไฮ-เอ็นด์ แอมปลิไฟเออร์ ขนาด 180+180 Wrms. เลยทีเดียว และถูกเป็นแอมป์อ้างอิงในห้องทดสอบในหลายสำนักจากต่างประเทศ อย่าง The Absolute Sound, Stereophile, Sound and Vision และนิตยสารในประเทศอย่าง คุณวิจิตร บุญชู แห่ง The Wave ก็ได้เลือกไว้เป็นแอมปลิไฟเออร์อ้างอิงสำหรับประจำห้องทดสอบ และพ่วงรางวัลต่างๆมากมาย ทั้ง Class-A ของ Stereophile หรือ The Component  Recommend ของ The Absolute Sound  และรางวัลอื่นๆอีกมากมายติดต่อกันหลายปี

NAD M32 : High End Amplifier

จนกระทั่งมาเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัว NAD ไม่รอช้าก็เข็นเอาความสำเร็จใหม่มาให้ท่านผู้ใช้งานได้จับต้องเป็นเจ้าของได้ไม่ยาก ในขณะที่สินค้าไฮ-เอ็นด์ที่เป็นระบบดิจิทัลนั้น มีราคาระดับหลักล้านแทบทั้งสิ้นและระบบดิจิทัลที่ NAD เลือกใช้ ก็ไม่ได้เป็นระบบดิจิทัลที่เป็นตลาดแมสโพรดัคส์ อย่างแอมปลิไฟเออร์ ดิจิทัล คลาสส์-ดี แต่กลับเลือกใช้เทคโนโลยีทีซุ่มพัฒนาด้วยตนเอง อย่าง Direct Digital นั่นเอง จึงเป็นที่มาของอินติเกรตเตด แอมป์ ตระกูลมาสเตอร์ ซีรีส์ ในนาม M2 ที่พกพากำลังขับมากถึง 250 Wrms. ต่อข้าง และก็เช่นเคยที่ก็ไม่เคยพลาดได้รับรางวัลต่างๆมากมาย

เมื่อมาถึงเจเนอเรชันล่าสุด ตัว M32 ได้รับการพัฒนาหลายๆด้าน ทั้งรูปร่างตัวถังที่ได้ปรับเปลี่ยนใหม่เป็นแบบตัวมาสเตอร์ ซีรีส์ M12 ที่ได้ออกมาก่อนหน้านี้เอง นัยว่าเป็นการรีโวลูชันทั้งหมด ตัวเครื่องและการออกแบบ มาด้วยกำลังขับที่ 150+150 Wrms. เลยทีเดียว เป็นระบบไดเร็คท์ ดิจิทัล เฉกเช่น NAD M2 แต่ถูกพัฒนาด้วยชิพตัวล่าสุด มาเป็นเจเนอเรชันต่อมานี้ นอกจากนั้นยังนำเอาเทคโนโลยี MDC เข้ามาใช้อย่างเต็มรูปแบบ หลังก่อนหน้ามีการใช้แล้วบ้างในตระกลู Classic Series อย่างรีซีฟเวอร์ดูหนัง T775, T777 หรือแอมป์ฟังเพลง C 390DD แต่เป็นยุคของการเริ่มต้น และปัจจุบันผมพบว่า การทำงานนั้นสมูทขึ้นมาก และถูกนำมาใช้ตั้งแต่ M12, M17 ที่สามารถรองรับระบบใหม่ๆที่จะเข้ามาในอนาคต ก็ใส่การ์ด MDC นี้เข้าไป และ MDC ตัวแรกที่นำมาใส่ก็เป็นตัวท็อปของยุคนี้ MDC BluOS ราคาค่าตัวก็ประมาณสองหมื่นบาท เรียกว่าใส่กับ M32 นี่แล้วติดปีกทันทีรองรับ ถอดรหัส MQA ทั้งการเล่นจากไฟล์ปกติ และเล่นจากมิวสิค เซอร์วิส จาก Tidal Master เพียงเท่านี้โลกของสตรีมมิงไฮ-เรสก็อยู่ภายในมือท่าน ขณะที่เขียนบทความ อัลบัมไฮ-เรส MQA บน Tidal Masters มี 500-600 อัลบัมแล้วครับ

กลับมาที่ M32 ตัวที่ผมได้รับมา ผมได้ขอให้อัพเกรดให้เพิ่มการ์ด BluOS มาเลย เพราะอยากทดสอบว่า เมื่อมาอยู่บน Masters Series แล้วจะแจ่มแค่ไหน ตัว M32 หน้าปัดเครื่องจะละม้ายกับ M12 ยังกะแกะ มีปุ่มปิด-เปิด สัมผัสอยู่กลางด้านบน ขอบหน้าปัดตัวเครื่อง สังเกตถ้าเสียบปลั้กแล้วไฟสแตนด์บายเป็นสีส้มที่ขอบโลโก NAD เมื่อเปิดเครื่องขึ้นมา เครื่องจะทำการบูทระบบใช้เวลาเล็กน้อยประมาณ 3-5 วินาที หน้าจอแสดงผลจะขึ้น โลโก NAD พร้อมแสดงชื่อรุ่นสวยงาม หน้าจอมีทั้งหมด 5 แท็ป Main, Media, Mode, EQ, Setup มาดูว่าแต่ละแท็ปทำงานอย่างไรบ้าง โดยหน้าจอเป็นระบบสัมผัส แต่ก็สามารถใช้รีโมท คอนโทรล สั่งงานได้ ตัวรีโมทนั้นมีน้ำหนักสวยงามมากเรียกว่าหรูเลยล่ะ แต่ผมถนัดจิ้มที่หน้าจอมากกว่า 555 ไปดูกันเลยครับว่ามีอะไรบ้าง

            Main: เป็นแท็ปเมนูสำหรับเลือกแหล่งโพรแกรม กดซ้าย หรือขวา เพื่อเลือก Source ที่เราต้องการฟัง

            Media: เป็นแท็ปเมนูสำหรับแสดงผลเพลงที่เรากำลังเล่น มีปุ่มเล่น หยุด ย้อนกลับแทร็ค ข้ามแทร็ค พร้อมกันนั้น ยังมีปุ่มให้เลือกเล่นแบบสุ่ม กับแบบเล่นวน แยกอยู่สองข้างซ้าย-ขวา ทีเด็ดในขณะที่เราเล่นเพลงในซอร์ซนั้นอยู่ สามารถเข้าไปเซ็ทอัพให้เครื่องอัพสัญญาณได้อีก โดยไปที่เมนู Setup แล้วเลือกแซมปลิงเรทที่ต้องการได้เลย โดยสูงสุดคือ 192K

            Mode: เป็นแท็ปเมนูที่ให้เราเลือกในแถวแรกเป็นโหมดการฟังจะเลือกเป็นสเตรีโอหรือโมโนก็ได้ เหมาะสำหรับใช้เซ็ทอัพซิสเต็ม หรือลำโพงในระบบเราเอง แถวที่สองเป็นการเลือกเฟสของสัญญาณ สามารถเลือกบวก-ลบได้ เพื่อเช็คว่าเพลงที่เราฟังนั้น ถ้าบันทึกกลับเฟสมา เราก็มาปรับแก้ตรงนี้ได้เลย

            EQ: เป็นแท็ปเมนูที่ให้เราปรับเสียงทุ้ม เสียงแหลม และบาลานซ์ซ้าย-ขวา อันนี้ก็พื้นฐานทั่วๆไปนะครับ ถ้าไม่ใช้ก็สามารถทำการปิด-เปิดได้

Setup: เป็นแท็ปเมนูสุดท้ายที่ไปปรับรายละเอียดปลีกย่อย เข้าไปก็มี 4 เมนูย่อย แถวแรก

Speaker Setup: อันนี้ปรับอิมพีแดนซ์ของลำโพงที่ท่านนำมาต่อได้ มี Sub Out ให้ต่อสับ-วูฟเฟอร์เพิ่มได้ อันนี้สังเกตแอมป์รุ่นใหม่มีมาให้ทุกรุ่น มีโอกาสผมจะมาอธิบาย การเล่นฟังเพลงแบบ 2.1 ได้ประสบการณ์ที่ดีเลย เนื่องจากเพลงที่เราฟังปัจจุบันเป็นไฮ-เรสเป็นส่วนใหญ่ ไฟล์คุณภาพดีมากจะมีไดนามิค เรนจ์ ที่กว้างมาก ตัวนี้มาช่วยลำโพงท่านได้เป็นอย่างดี

Source Setup: อันนี้เป็นการตั้งค่าซอร์ซที่เรานำมาต่อใช้งานในแต่ละช่อง รวมถึง การ์ด MDC ที่เรานำมาต่อในแต่ละ Slot ด้วย สามารถตั้งชื่อได้ ตั้งเกนขยาย เร่งลดได้ มีประโยชน์ที่เราสามารถปรับให้แต่ละแหล่งโพรแกรมมีความดังใกล้เคียงกัน เวลาเราเปลี่ยนแหล่งโพรแกรมที่เราจะเลือกเล่น

Digital Output: อันนี้เป็นการปรับค่าแซมปลิงเรท สามารถเลือกได้ตั้งแต่ 48k 96k 192k

Control Setup: อันนี้เป็นการปรับให้เครื่องสแตนด์บายได้เมื่อไม่มีสัญญาณ เพื่อประหยัดพลังงาน หรือลืมปิดเครื่อง เวลาเลิกเล่นแล้ว พร้อมยังมีช่อง IR ไปสั่งงานเครื่องอื่นได้อีก

นอกจากนี้ที่ด้านหน้าปัดยังมีช่องเสียบหูฟังขนาด 6.3 mm. และช่องเสียบยูเอสบีสำหรับเอา Thrum Drive หรือ Harddisk External มาต่อได้ เวลานำมาต่อที่ช่องอินพุทหน้าจอก็จะขึ้นเป็น USB Media

หมดจากด้านหน้า มาดูหลังเครื่องก็จะพบว่าฝั่งอินพุทแบบดิจิทัลจะถูกนำมาอยู่บนแผง MDC เกือบทั้งหมด ยกเว้นช่องยูเอสบีแผงแรกจะเป็น MDC DD SPDIF มีช่อง Coax 2 ช่อง Optic 2 ช่อง และช่องต่อบาลานซ์ AES อีก 1 ช่อง  Slot ถัดมา MDC BluOS บนการ์ด ก็มีเสาบลูทูธช่องต่อสายแลน RJ45 และช่องต่อยูเอสบี 2 ช่องซึ่งยูเอสบี 2 ช่องนี้จะไปอยู่ในเมนูของแอพ BluOS ไม่เกี่ยวกับช่องยูเอสบีที่หน้าจอแสดงผลหลักนะครับ ด้านขวามือของหลังเครื่องก็มี ช่องเสียบสายไฟสามขา ถอดเปลี่ยนอัพเกรดได้ ขั้วต่อลำโพงอย่างดีชุบทอง 24K สองชุด เล่นไบ-ไวร์ได้เลย

ช่องต่ออินพุทอะนาล็อกมี 3 ช่อง เป็นช่องต่อโฟโนซะ 1 ช่อง และ Line แบบ Aux 2 ช่อง ติดกันเป็นขั้ว RCA line out สำหรับต่อสับ-วูฟเฟอร์ และที่แปลกอีกอันคือตัว M32 มีช่องดิจิทัล เอาท์พุท มาให้ 2 ช่อง มีทั้งสองแบบ Coax และ Optic

มาถึงซิสเต็มที่ใช้ทดสอบ ผมใช้ลำโพง PSB Imagine T3  และ NHT C-3 สลับกันไป สายทั้งหมดรวมสายไฟของ Supra ผ่านช่องต่อปลั๊กของ Supra เช่นกัน ทำการเช็คเฟสไฟก่อนเสียบทุกครั้ง เพลงส่วนใหญ่ Tidal และช่อง USB ต่อกับฮาร์ดดิสค์ เอ็กเทอร์นอล ไฟล์เพลงส่วนใหญ่เป็นไฟล์ Flac 24/96 และไฟล์ MQA ทั้งที่โหลดมาจากเว็บ Highresaudio.com และบน Tidal Master ผมเปิดเบิร์นอยู่ประมาณ 5 วันก่อนฟังจริงจัง แต่ผมมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่ง สินค้าอะไรถ้าเสียงดี ต้องมีแววตั้งแต่เสียบฟังครั้งแรก ซึ่งกับ NAD M32 เช่นกัน แว่บแรกผมว่า M32 นั้นเสียงสะอาดมาก เพียงแต่แกะกล่องมาฟังเลยนั้น ยังมีอาการฟุ้งๆอยู่ เหมือนมองช่องมองภาพที่โฟคัสยังไม่คมเป้ะ แต่เบิร์นไปสักพักแล้ว เจ้าประคุณเอ๋ย ผิดหูผิดตา อิเมจนิ่งสนิทไม่มีแกว่ง ยิ่งเอาเครื่องกรองไฟมาต่อนะ เห็นผลมากกับระบบเสียงที่เป็นดิจิทัล    

ผมเอาสายแลนจากเร้าเตอร์มาต่อกับช่องต่อที่การ์ด MDC BluOS แล้วทำการสั่งอัพเดท FW ก่อนเลย เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นเวอร์ชันล่าสุดแล้ว มิรอช้าเข้าแอพ BluOS ไปที่ Tidal ใส่ username, password เรียบร้อย ทีนี้ก็มานั่งฟังแบบจริงจังหลายๆเพลงที่คุ้นเคย พบว่าเสียงแต่ละเสียงที่ได้ยินนั้น ใสสะอาด มีมวล ฮาร์โมนิคที่สมจริง ไม่ได้ขยายใหญ่โตเกินขนาด ปริมาณเสียงทุ้มก็ไม่ได้น้อยลง กลับเพิ่มสมจริงในแต่ละแทร็คที่ฟัง อย่างเสียงเกากีตาร์เริ่มต้นในแทร็ค Nashville 1972 ของ Rodney Crowell ที่เป็นไฟล์ MQA ไพเราะมาก แยกชัดเจนสองตัว เสียงร้องสไตล์คันทรีย์ที่ขึ้นจมูกนิดๆ ก็อบอวนไปด้วยบรรยากาศ ฟังแล้วผ่อนคลายมากๆ

            อีกอัลบัมที่ไพเราะไม่แพ้กันของ Christopher Cross ในแทร็ค Say You’ll Be Mine เป็นไฟล์ MQA เช่นกัน ที่ให้เสียงร้องหลักสมูทเนียนมาก และเสียงร้องประสานเสียงนั้นมีความต่อเนื่องไหลลื่น ไม่ตีรวนกันเอง เสียงกลองมีความกระชับ ใบไม่ใหญ่โตเกินจริง หรือจะเป็นแทร็ค Ventura Hiway ของวง America ที่ให้ความรู้สึกของมนต์เพลงยุค 70  แต่พอฟังจาก M32 กลับได้รายละเอียดเล็กๆน้อยๆครบถ้วน เสียงร้องเสียงประสานเสียงฟังมีพลังขับขานให้ได้ยิ่งเสียงสะอาดๆแบบนี้

เอาเป็นว่าช่วงนี้กำลังเห่อ MQA ผมจึงเลือกฟังเพื่อทดสอบจาก Tidal Masters ถ้าจะให้ซื้อหมดคงไม่ไหวเยอะมาก นั่งไล่ในแอพ BluOS  เจอเพลงของ Fleetwood Mac ซึ่งตอนเป็นแผ่นซีดีนั้น จำได้ว่าเสียงจะไม่ค่อยเปิดมาก ในใจตอนนั้นคิดว่าถ้ามีเป็นไฟล์ไฮ-เรสให้ฟังคงดีไม่น้อย แต่พอฟังเป็นไฟล์ MQA จาก M32 แสดงศักยภาพของอัลบัมนี้ Rumours ออกมาเต็มๆอย่างในเพลง Dreams เสียงร้องของเธอ รับรู้ได้ถึงความกังวานในห้องบันทึกเสียง รายละเอียด เครื่องดนตรีต่างพรั่งพรูออกมาเป็นชิ้นๆแบบไม่ต้องเพ่งแต่ประการใด ประกายปลายเสียง ไม่ว่าเสียงตีคอร์ดกีตาร์ชัดแบบที่แอมป์ทั่วๆไปอาจหาฟังได้ยาก แต่ M32 ที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีไดเร็คท์ ดิจิทัล นั้นสามารถทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยม อีกอย่างคือ แบ็คกราวน์ดพื้นหลังเวทีนั้นเงียบสนิทจริงๆให้ท่านลองนึกถึงสีดำที่เรามอง แล้วมีความรู้สึกว่าลึกเข้าไป

            อีกอัลบัมที่เป็นไฟล์ MQA ที่มีโอกาสได้ฟัง แล้วชอบมาก เหมาะสำหรับทดสอบซิสเต็มมาจากค่าย 2L ชื่อ The Nordic Ssound ในแทร็ค Nordheim: Colorazione (Excerpt) ผมฟังมาหลายซิสเต็มยังไม่เคยมีแอมป์ตัวไหนระดับสองสามแสน ให้บรรยากาศได้แบบนี้ จะพบได้ซิสเต็มหลักล้านนั่นเลย เสียงไวโอลินแผ่วเบามากๆ ค่อยๆไล่ระดับนั้นชัดเจนมาก เหมือนเข้าไปนั่งฟังในห้องบันทึกเสียง เสียงเครื่องเคาะต่างๆที่นำมาบันทึกนับสิบเสียง ให้ซาวน์ดสเตจที่กว้างมาก นับเป็นประสบการณ์การฟังที่แทบไม่อยากคืนเครื่องทดสอบเลย 555

            หลังจากฟังไฟล์ไฮ-เรสหลากหลายอัลบัมแล้ว มาฟังอัลบัมทั่วๆไปที่เป็น Lossless ของ Tidal อย่างอัลบัม Hell Freezes Over ในแทร็8 Hotel California แค่ขึ้น Intro ก็ได้ใจไปล่ะ M32 ตัวนี้โชว์ศักยภาพอีกแล้ว เสียงกีตาร์จะไล่การดีดจะชัด เนียน ใส ไม่มีปลายเสียงฟุ้งๆเลย เสียงบรรยากาศในฮอลล์รอบๆก็ได้มีมิติดีมาก ได้ยินชัดเจนแบบไม่เคยฟังมาก่อน อย่างที่บอกไปก่อนหน้า บางที่อัลบัมที่คุ้นเคย เรามาฟังที่ดีขึ้นไปอีกนี้นี่ทำหูเสียได้เหมือนกันนะครับ แต่อัลบัมไหนที่เราฟังบ่อยๆ แล้วจับผิดมันเราก็จะฟังออกง่ายดายเลย อีกหลายๆเพลงที่ฟังในช่วงสัปดาห์กว่าๆที่ M32 อยู่กับผม ไม่มีอาการเป๋ หรือวูบวาบให้เห็น เพราะหลายคนห่วงว่าเครื่องมาสเตอร์ ซีรีส์ รุ่นใหม่เสียงจะอิ่ม หวานแบบรุ่นเก่าหรือไม่ คงครบถ้วนเหมือนเดิม

A reversal of digital direction marks out this hi-tech integrated amp from the Masters Series, so can NAD’s innovative thinking make the M32 stand out from the crowd?

HifiNews.com

            อีกอันที่มีโอกาสได้ลองคือช่องต่อดิจิทัลแบบ AES หรือขั้วบาลานซ์ที่เรารู้จักกัน ผมคิดว่าเจ้า NAD M32 นี้ช่องต่อให้เสียงที่ครบถ้วนมากที่สุดแล้วในบรรดาขั้วต่อชนิดอื่นๆ ผมได้มีโอกาสหยิบยืม M50 ที่เป็นเครื่อง CD/Streamer ตัวแรกสุดในตระกูลมาสเตอร์ ซีรีส์ ซึ่งในอนาคตจะมีรุ่น 50.2 ออกมาน่าจะช่วงปลายปีนี้ ผมทดลองต่อดิจิทัลทั้งสามช่องจาก เครื่องเล่น M50 พบว่าเสียงจากเครื่องเล่นซีดีนี้ต่อผ่านช่องดิจิทัล AES ให้คุณภาพดีมาก ท่านที่มีเครื่องเล่นซีดีที่มีดิจิทัล เอาท์ แบบ AES ก็ลองใช้ช่องนี้ดูครับ ผมว่าน่าจะได้ผลลัพธ์เหมือนๆกัน เพราะทุกช่องสัญญาณที่ถูกส่งมาจากเครื่องซีดี ท่านสามารถเข้าเมนูดิจิทัล เอาท์พุท เพื่อทำการอัพแซมปลิงสัญญาณได้สูง 192k ทำให้แผ่นซีดีของท่าน บางแผ่นอาจฟังได้ดีกว่าไฟล์ไฮ-เรสบางไฟล์เสียอีกครับ

    สุดท้ายท้ายสุดก่อนจะจบบททดสอบนี้ อยากจะบอกว่าถ้าที่บ้านมีอินเตอร์เน็ท มีเราเตอร์แล้ว ควรซื้อ การ์ด MDC BluOS อัพเกรดไปด้วยกันเลยครับ ใช้เวลาไม่นานในการใส่ รับรองสิ่งที่ท่านได้กลับมานั้นคุ้มค่าได้เปิดโลกการฟังเพลงไฮ-เรส สตรีมมิงจาก Tidal Masters ที่เป็นไฟล์ MQA ยิ่งฟังผ่าน NAD M32 แล้ว ก็เป็นที่สุดของที่สุดแล้ว ในบรรดาอินติเกรตเตด แอมปลิไฟเออร์จาก NAD เลยครับ

อ่านรีวิวอื่นๆเพิ่มเติมที่

https://www.hifinews.com/content/nad-m32-digital-amplifier

        

NAD C 316BEE V2 Stereo Integrated Amplifier

จาก https://www.stereonet.co.uk/11th September, 2020
แปลโดย อธิวัฒน์

ย้อนไปตั้งแต่ปี 1978 ซึ่ง NAD 3020 นั้นถือกำเนิดขึ้นมาเป็นแม่แบบแห่ง “Super Integrated Amp” ยุคใหม่อย่างแท้จริง มันเป็นแอมป์ราคาถูกขนาดเล็กที่ไม่รู้จักว่าตัวเองควรอยู่ตรงไหน เพราะให้เสียงที่ล้มยักษ์ราคาแพงกว่าได้สบายๆ ด้วยกำลังขับจ้อยร้อยแค่ 20 วัตต์ต่อข้าง ซึ่งก็ตั้งแต่นั้นมา NAD ก็เหมือนจะรู้ตำแหน่งของตัวเองในตลาดที่ชัดเจน และ NAD C 316BEE V2 เครื่องนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นทายาทสายตรงของ 3020 นั่นเอง

NAD C 316BEE เป็นผลงานการออกแบบจากนักออกแบบในตำนานผู้ล่วงลับ Bjorn Erik Edvardsen และ BEE ก็คืออักษรย่อจากชื่อของตำนานผู้นี้นี่เอง โดยเป็นเครื่องที่ให้กำลังขับ 40 วัตต์ต่อข้าง ที่ 8 และ 4 โอห์ม เป็นเครื่องที่ดูบางในขนาดความกว้างมาตรฐานแต่สูงไม่มากแค่ 90 มม. โดยคราวนี้มีการเติมภาค Phono แบบ MM พร้อมกับช่อง Line Level ที่น่าแปลกสำหรับยุคนี้คือไม่มีช่อง Digital Input มาให้ด้วย นี่จึงเป็นเครื่องที่ออกแบบมาให้ใช้งานแบบง่ายๆ ด้านหน้ามีช่อง MP ซึ่งนำเอาแจ็ค 3.5 มม. มาต่อใช้งานจากทางด้านหน้าได้

ด้านหน้ามีสิ่งที่คุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นโทน คอนโทรล, บาลานซ์, โวลูม ที่ปรับแต่งได้ลื่นนุ่มมือดี เป็นเครื่องที่ใช้ไฟน้อยมากในโหมดสแตนด์บาย และหากไม่มีเสียงเข้ามาเกิน 15 นาที ก็จะปิดตัวเอง อ้อ…มีช่องเสียบหูฟังให้ด้วย

ไม่เหมือนกับคู่แข่งหลายยี่ห้อ NAD C 316BEE V2 ยังคงใช้หลักการออกแบบภาคขยายแบบ Class-AB ที่ยังคงใช้หม้อแปลงทอรอยดัลขนาดใหญ่ ร่วมกับคาปาซิเตอร์เกรดสูงการรบกวนต่ำในการจ่ายกระแส วงจร Power Drive มีมาให้เรียบร้อย เป็นวงจรที่ใช้ไปยันรุ่นท็อป ที่ช่วยในการปรับค่าการจ่ายกระแสของภาคข่ายไฟให้เหมาะกับกำลังขับในช่วงที่ต้องการในการฟังเพลงที่แท้จริง

รายละเอียดของการทำงานในระบบนี้นั้นมีมากมาย แต่จะให้ดูง่าย วงจรนี้จะใช้หลอด Quartz แบบ Long Life ทำหน้าที่ช่วยเปลี่ยนค่าความต้านทานของกระแสไฟตามจังหวะของการพีคของดนตรีได้ไวในระดับเสี้ยววินาที ซึ่งการทำงานแบบนี้ก็ทำให้แอมป์เครื่องนี้ มีพลังสำรองออกมาเทียบเท่ากับแอมป์ 80 วัตต์กันเลยทีเดียว ซึ่งทาง NAD บอกว่าหลอดไฟดวงนี้นั้นมีอายุยาวนานหายห่วงชนิดที่ว่าสามารถใช้งานต่อเนื่องแบบเปิดแรงๆดังต่อกันวันละ 3 ชั่วโมงไปได้นานกว่า 14 ปี ถึงจะเปลี่ยนหลอดกันเลยทีเดียว

เป็นเครื่องที่โดยรวมดูเรียบร้อย มินิมัล วางตำแหน่งต่างๆได้ดี ใช้งานได้ดี มีสีให้เลือกสีเดียว คือเทาเข้ม น้ำหนักอยู่ที่ 5 กิโลกรัม มีรีโมท คอนโทรล มาให้ใช้งานโดยสามารถสั่งการทำงานของเครื่องเล่นซีดีได้ด้วย

ในการทดสอบของผม ผมใช้ NAD C 316BEE V2 ร่วมกับ Bluesound NODE 2i, Burson Conductor DAC, เครื่องเล่นแผ่นเสียง Yamaha Music Cat Vinyl 500 ลำโพงมีหลายคู่ หลักๆจะเป็น Chario Constellation Cygnus แบบตั้งพื้น ซึ่งพบว่า NAD ขับได้สบายๆ

คุณภาพเสียง

NAD ทำหน้าที่ได้ดีมากๆในการออกแบบแอมป์ที่ให้ความกลมกล่อม ให้เสียงที่น่าอภิรมย์ ด้วยความสะอาด เป็นกลาง เจือไว้ด้วยความอบอุ่น ความฉับไวของเบสส์นั้นดีทีเดียวเมื่อเทียบกับกำลังขับที่ไม่มากมายอะไร ซึ่งผมว่ามันน่าจะขับลำโพงทั่วไปอย่างสบายๆ

โทนเสียงที่เป็นจุดเด่น คือความกลมกล่อมแบบ NAD จากงานชื่อ Green and the Blue by Fink, เสียงของ NAD C 316BEE V2 ออกมาพอดิบพอดีมาก เสียงกีตาร์มีความสมจริง เสียงเปียนโน และเสียงร้องทอดขยายออกไปอย่างไพเราะ เสียงกลางออกมาทางด้านหน้าหน่อยในเพลงนี้ ซึ่งมองว่าเป็นการถ่ายทอดที่เที่ยงตรงตามการบันทึก

เฮดรูมหรือกำลังสำรองนั้น ทำออกมาได้อย่างเหลือเฟือ เสียงการหวดกลองเต็มไปด้วยพลังที่จะแจ้ง เสียงคิกก์ดรัม และเบสส์ มีความหนักแน่นใช้ได้ ดีมากพอสำหรับอินติเกรตเตด แอมป์ ในวงเงินแค่นี้ ผมพบว่าที่ 40 วัตต์ต่อข้างนั้น เหลือเฟือสำหรับการฟังเพลงทั่วไป ซึ่งในบางครั้งความเที่ยงตรงนี้อาจจะทำให้รู้ศึกว่าเสียงอาจจะไม่นุ่มนัก แต่ผมก็ว่ามันเป็นส่วนที่ดี

รายละเอียดออกมาได้แข็งขันดี จาก Yello’s Kiss in Blue เป็นตัวรับรอง ว่าเสียงร้องของ Heidi Happy นั้นถ่ายทอดออกมาได้ดีมาก เสียงก้องสะท้อนที่ลากยาวมาพร้อมกับเอฟเฟกต์ต่างๆในเพลง ได้รับการถ่ายทอดออกมาอย่างเยี่ยมเลยทีเดียว ซึ่งตรงนี้ผมมองว่าได้มาจากจุดแข็งของเสียงแหลมที่เปิดกว้างและทอดขยายได้ยาวเป็นพิเศษของแอมป์เครื่องนี้นี่เอง มันทำให้เสียงร้องทั้งจากผู้ชายและผู้หญิงออกมาได้เป็นธรรมชาติ และฟังได้นานอย่างไม่เหนื่อยล้า

ผมชอบความสามารถของ NAD ที่ทำให้เพลง Get Out โดย Chvrches มีเสียงที่ใหญ่โตและเปี่ยมไปด้วยไดนามิค เมื่อเล่นที่ระดับความดังสูงกว่าปกติหน่อย จะพบว่าการวางรูปแบบวง NAD C 316BEE V2 นั้นทำออกมาได้ดีเยี่ยมเลยทีเดียว แม้บางทีอาจจะไม่เท่าแอมป์ที่แพงกว่ามาก แต่การรักษาตำแหน่งของเครื่องดนตรีต่างๆ การวางวงหน้าไปหลัง ซ้ายไปขวา นั้นทำออกมาได้ดีจนแปลกใจว่า สำหรับแอมป์ตัวแค่นี้ที่สามารถทำได้ดีเช่นนี้เลยจริงๆ

จะว่าไปแล้ว NAD สามารถสอบผ่านการแข่งขันได้สบายมาก แม้จะใช้งานกับหูฟังก็ทำออกมาได้ดี ผมต่อหูฟัง Sony WH-1000XM3 แล้วก็พบว่าเสียงที่ได้ออกมานั้นดีพอๆกับการใช้งานขับลำโพงภายนอก โทนัล บาลานซ์ ราบเรียบ ไม่เด่นเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง เสียงแหลมสะอาด นุ่มนวล ทอดขยาย เสียงทุ้มกระชะบ เสียงกลางเปิดกว้างน่าฟัง

ภาคโฟโน ยกนิ้วให้เลย ตรงนี้บอกได้ว่าดีพอสำหรับเครื่องเล่นแผ่นเสียงแบบราคาประหยัดทั่วไปได้แน่นอน อย่างผมเล่นกับ Yamaha ก็ประทับใจกับประสิทธิภาพที่ได้เลย แบ็คกราวน์ดเงียบมาก โทนเสียงก็น่าจะเข้าได้กับทุกแนวเพลง เบสส์ดี และหนักแน่น เสียงกลางแหลมน่าฟัง เสียงโดยรวมมีบรรยากาศและโอ่โถง

เมื่อขับลำโพงที่ค่อนข้างกินวัตต์ ในเคสนี้คือ Acoustic Energy Aegis One แบบตั้งพื้น ก็ไม่พบว่าแอมป์จะเกิดการเครียดขึ้นมาใดๆ เสียงก็ยังฟังได้ดีเยี่ยม หนักแน่นทรงพลัง ซึ่งแอมป์เครื่องนี้ก็ชี้ให้เห็นว่าลำโพงคู่นี้นั้นมีเสียงกลางที่จมลงไปเล็กน้อย หรือแม้แต่กับลำโพงที่กินวัตต์ขึ้นไปอีกระดับอย่าง B&W 705 ผมก็ว่า NAD ก็ยังสามารถขับได้สบายๆ

สรุป

ผมชอบความสามารถของ NAD C 316BEE V2 มากจริงๆในจุดของการจัดระเบียบเสียงเพลงได้อย่างราบเรียบ นุ่มนวล และมีรายละเอียดไปอย่างพร้อมเพรียงกัน เสียงนั้นดีกว่าราคาที่ตั้งไว้เป็นอย่างมากตามสไตล์ของแบรนด์นี้ที่มีมานาน

ถ้า Digital Input กับ Bluetooth ไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องการ แอมป์เครื่องนี้ก็มีช่องอินพุทให้ใช้งานได้เหลือเฟือ มีภาคโฟโนและหูฟังชั้นดีที่พึ่งพาได้ กับการใช้งานอื่นๆที่สะดวก ผมก็บอกได้ว่านี่เป็นแอมป์ที่น่าคบหา ให้ลองจับกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงระดับเริ่มต้นสักเครื่อง ลำโพงวางหิ้งดีๆสักคู่ แค่นั้นคุณก็จะได้ระบบเสียงราคาประหยัดที่ให้เสียงออกมาได้ดีอย่างน่าพอใจเป็นเพื่อนคุณไปอีกนานหลายปี

NAD M10 กับรางวัลจาก The Absolute Sound 2020

เป็นประจำอย่างเคยของทุกปี ที่นิตยสารที่มีอิทธิพลต่อวงการเครื่องเสียงจะจัดอันดับสินค้ายอดนิยม สินค้าที่กองบรรณาธิการถูกใจ ให้ดาว หรือสินค้าที่เป็น The Best ของแต่ละสาขา ในปีนี้ก็เช่นกัน โดย NAD นั้นก็ได้ติดโผหลายๆกลุ่มด้วยกัน แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม เรามีความยินดีที่จะป่าวประกาศว่า M10 ฺBluOS Streaming Amplifier ได้รับรางวัล 2020 Editors’ Choice: All-In-One Electronics
.
โดยเค้าได้บอกว่า M10 เป็นเครื่องเล่น all-in-one ที่หน้าตาหรูหรา สวยงาม ด้วยกระจกแบบ Gorilla Glass รองรับ RoonAirplay2 สตรีมเพลง 24/192 บิท จากผู้ให้บริการหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น SpotifyTidal รองรับไฟล์ FLAC, WAV, MP3 และ AAC เชื่อมต่อบลูทูธ AptX HD เป็นแอมป์ คลาส D ที่มีการนำ DiracLive มาใช้เพื่อปรับเสียงให้เข้ากับสภาพห้องฟัง (Room Correction)
.
และไม่ว่าจะฟังเพลงจากแหล่งโปรแกรมไหน M10 ก็พร้อมเอื้อความสะดวกสบาย โดยคอนโทรลทุกอย่างผ่านมือถือได้ เซ็ตอัพง่าย ด้วยขนาดกระทัดรัดแต่ฟังก์ชันอัดแน่นครบครัน
.
#NAD M10 สนนราคาอยู่ที่ 97,000 บาท สินค้าล็อตแรกจะเข้าไทยเดือน มิถุนายนนี้

อ่านเพิ่มเติม คลิก

สเป็คและการใช้งาน NAD M10