รู้จักกับ Network Audio (ตอนที่1)

วงการเครื่องเสียงนั้นเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน แม้การเปลี่ยนนั้นจะไม่ได้รวดเร็วหวือหวามากมายนัก แต่ก็มีมาเรื่อยๆ โดยเฉพาะในส่วนของ “ต้นทาง” หรือแหล่งโปรแกรม ที่มีความพยายามที่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกันมาโดยตลอด

จากแรกเริ่มเดิมที คิดว่าแหล่งโปรแกรมต้องมีคุณภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ นั้นไม่พอ เพราะยังมีปัจจัยอื่นมาเสริมอีก โดยเฉพาะความสะดวกสบาย Life Style ของผู้เล่น โดยเฉพาะในยุคหลังนี้ที่ซอฟท์แวร์แบบจับต้องได้นั้น เริ่มได้รับความนิยมน้อยลงเรื่อยๆ เปลี่ยนมากลายเป็นการนำเอาเพลงที่อยู่ในแผ่น มาแปลงเป็นไฟล์เพลง เก็บไว้ในฮาร์ดดิสค์ในคอมพิวเตอร์แทน นักเล่นหลายๆคนเริ่มที่จะซื้อเพลงใหม่ๆ ผ่านการดาวน์โหลดทางอินเตอร์เน็ต เอาแผ่น CD มาแปลงเป็นไฟล์ แล้วเก็บเครื่องเล่นซีดีไว้เฉยๆ

Computer Music 

รูปแบบการฟังเพลงโดยใช้ไฟล์ที่ง่ายที่สุดคือ “การฟังเพลงผ่านคอมพิวเตอร์” โดยการควบคุมผ่านโปรแกรมหรือที่นิยมเรียกกันว่า Application หรือ App ที่ใช้ฟังเพลง อย่าง iTunes, JRiver, XBMC เป็นต้น การใช้งานเพียงแค่นำเพลงแปลงไปเก็บในฮาร์ดดิสตามลักษณะไฟล์ที่ชอบ ไม่ว่าจะเป็น MP3, AAC, FLAC เวลาจะฟังก็เรียกเพลงเหล่านั้นออกมาฟังผ่านแอพฯ ซึ่งผู้ใช้ก็เริ่มต้นกันง่ายๆ ด้วยการใช้ลำโพงคอมพิวเตอร์ (เช่น PSB Alpha B1) ต่อตรงเข้ากับช่องเสียบลำโพงของคอมฯนั่นเอง

ด้วยวิธีการนี้ ผู้ใช้งานก็จะได้คุณภาพเสียงที่ดี หรือไม่ดี ก็ตามแต่ลำโพงคอมฯที่นำมาต่อ ซึ่งก็จะมีตั้งแต่คู่ละ 150 บาท ยันหมื่น ข้อจำกัดการฟังแบบนี้คือ มุมการฟังที่จำกัด ระดับเสียงที่ไม่พอในการครอบคลุมพื้นที่การฟังขนาดใหญ่ การฟังแบบอาศัยลำโพงคอมพ์ฯ แม้จะเป็นลำโพงเกรดดี คุณภาพสูง ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ในเรื่องของระดับเสียง มุมกระจา่ยเสียง ที่เหมาะต่อการฟังแบบใกล้ๆ ที่เรียกกันว่า Nearfield เท่านั้น

DAC แยกชิ้น

เมื่อลำโพงคอมฯ ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการในการอยู่ร่วมกับระบบเครื่องเสียงแบบแยกชิ้นที่ใช้งานในการฟังเพลงจริงๆจังๆ  ครอบคลุมพื้นที่ห้องขนาดใหญ่ๆแล้ว การขยับขยายต่อๆมา ก็คือการทำให้คอมพ์ไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบเสียงที่เรามีอยู่ ซึ่งการทำแบบที่ง่ายที่สุด ก็คือการเอาสายสัญญาณ Mini-RCA มาเสียบจากช่องต่อลำโพงของคอมพ์ฯไปแปลงเข้าที่แอมป์ฯของเรา ซึ่งก็สามารถทำให้รับฟังเสียงจากคอมพ์ได้นั่นเอง

แต่ด้วยวิธีการนี้ สิ่งที่ได้นั้นไม่ถึงกับดีมาก เพราะปัญหาที่พบคือ Level Matching ที่มักไม่เข้ากัน ระหว่างคอมพ์กับแอมป์ และที่สำคัญคือ คุณภาพเสียงจากการทำงานของ Soundcard ในคอมพ์นั้นไม่ดีพอ เนื่องจากต้องทำงานในสภาวะที่เต็มไปด้วยการรบกวนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเสียงฮัม เสียงหวีดกวนจากพัดลมระบายความร้อน เสียงแทรกซ้อนต่างๆ นานา ภายหลังจึงมีการคิดค้นนำเอา Soundcard ของคอมพ์ แยกออกมาจากเครื่อง แล้วตั้งชื่อก่อนเข้าวงการว่า “Digital to Analog Converter” หรือ DAC ซึ่งจริงๆแล้ว เครื่องกลุ่มนี้มีออกมานานแล้ว ใช้งานกับเครื่องเล่น CD ระดับ Top ที่จะแยกระหว่างส่วนขับเคลื่อนแผ่น กับภาค DAC ออกจากกัน (เครื่องเล่นซีดีทุกเครื่องต้องมีภาค DAC เพื่อทำการแปลงสัญญาณดิจิตัลจากแผ่นซีดีให้เป็นอนาล็อค เพื่อให้เราฟังกันได้)

1421379720

แต่ DAC ยุคแรกๆนั้นมีปัญหาเยอะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Jitter (สัญญาณเหลื่มล้ำทำให้เสียงเพี้ยน) และที่สำคัญที่สุดคือ มันไม่สามารถที่จะต่อจากคอมพ์ได้เพราะคอมพ์ส่วนใหญ่ไม่มีขาออกแบบ Coaxial หรือ Optical มาให้

DAC รุ่นหลังๆออกแบบมาให้สามารถรับสัญญาณจากคอมพ์ได้โดยตรง โดยรับจากช่องต่อแบบ USB เราก็เลยเรียก DAC รุ่นใหม่ๆว่า USB DAC ซึ่งก็หมายถึง DAC ที่สามารถใช้งานร่วมกับคอมพิวเตอร์ได้เลยนั่นเอง

USB DAC เป็นกลุ่มสินค้ามาแรง ทุกวันนี้นักเล่น นักฟัง ที่ต้องการฟังเพลงจากคอมพ์ (จะพ่วงเอา CD มาต่อด้วยก็ได้ เพราะส่วนใหญ่ก็มีช่อง Coaxial หรือ Optical มาให้ด้วย) จะมีติดระบบกันไว้ทุกคน เพราะเล่นกับคอมพ์แล้วสะดวกกว่าการลุกไปเปลี่ยนแผ่น เล่นไฟล์ที่ให้รายละเอียดสูงกว่า CD ก็ได้ คุณภาพเสียงก็ดีวันดีคืน ฟังไปฟังมาบางคนถึงกับเอาซีดีไปแปลงลงฮาร์ดดิสค์แล้วเล่นกับคอมพ์ด้วยซ้ำ

USB DAC รุ่นใหม่ๆ รองรับไฟล์รายละเอียดสูงระดับ 24/192 ซึ่งเป็นระดับเดียวกับ Studio เลยทีเดียว ทีนี้พอเริ่มปักหลักเล่นกัน จำนวนไฟล์เพลงก็เยอะขึ้นเรื่อยๆ ฮาร์ดดิสค์ในคอมพ์เริ่มไม่พอ ความต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาที่พบคือ

  1. ฮาร์ดดิสค์ไม่พอ
  2. ขี้เกียจ Booth คอมพ์รอฟัง และต้องเปิดคอมพ์ทุกครั้งที่ต้องการฟังเพลง
  3. การควบคุมต้องมานั่งหน้าจอคอมพ์ ใช้เมาส์คลิก เลิกเล่นก็ต้องมา Shut Down วุ่นวาย
  4. เสียงรบกวนจากการทำงานของคอมพิวเตอร์ เช่นพัดลม
  5. คอมพ์หนึ่งเครื่องต่อกับหนึ่งระบบ แล้วถ้ามีมากกว่า 1 ระบบ หรือเกิดอยากฟังเพลงจากจุดอื่นของบ้านล่ะ?

โดยเฉพาะข้อ 5 สมมุติเรามีซิสเต็ม 2 ชุด ในห้องฟังเพลง 1 ชุด ในห้องนอน 1 ชุด ในห้องรับแขกอีกหนึ่งชุด เราจะทำอย่างไร? ตอบแบบกำปั้นทุบดินคือ…ย้ายคอมพ์ไปสิ หรือไม่ก็ก็อปเพลงไป 3 ชุด ใส่ USB Flash Drive แล้วก็ย้ายไปตามจุดต่างๆ ที่เราจะฟังก็ได้แล้ว แต่ข้อจำกัดมันก็เยอะ

แล้วถ้ามันมีทางเลือกอื่นที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นล่ะ? สิ่งนั้นเรียกว่า Network Audio Player นั่นเอง ถ้าอยากรู้ว่า Network Audio Player คืออะไร ติดตามตอนต่อไปเร็วๆนี้ค่ะ

Bluesound POWERNODE 2

Bluesound POWERNODE 2   
The Revolution of Bluesound Generation II
ทดสอบโดย Mr. Hires Man

สวัสดีทุกท่านอีกครั้ง ตัวกระผมห่างหายจากการมารีวิวสินค้านานพอควร จนกระทั่งการมาถึงของ Bluesound Gen 2 นี้ ตอนได้ข่าวคราวเมื่อปลายปีก่อน เห็นรูปตัวเครื่องจากข่าวคราวทางเมืองนอก ก็อดชื่นชมในความสวยงามไม่ได้ และทราบว่าเป็นการปรับปรุงขนานใหญ่เลยทีเดียว โดยเฉพาะตัว POWERNODE 2 ได้มีการปรับเปลี่ยนภาค D to A Converter  และภาคกำลังขยายใหม่ ก็เก็บความสงสัยมาตลอดเวลา มาจนได้เจอตัวจริงวันนี้ เพราะตัว Bluesound POWERNODE Gen 1 นั้นก็เสียงดีมั่กๆอยู่แล้ว ด้วยความอยากรู้ว่าเค้าทำการปรับปรุงอะไรเพิ่มขึ้นมาอีก ยิ่งเห็นเมืองนอกนิตยสารต่างๆรีวิวเทกระหน่ำได้ 5 ดาวอีก ไม่รอช้าจึงทำการขอเครื่องมาทดสอบกันให้ทุกท่านได้อ่านแบบสบายๆ แต่ได้ใจความ

เมื่อรับเครื่องมาแล้ว กล่องสีดำสวยงาม ลักษณะแบนๆคล้ายๆกล่องตัว D 7050 ตระกลู D Series ของ NAD เริ่มแกะกล่องออกมาก็พบตัวเครื่องห่อมาในถุงผ้าอย่างดี ตัวเครื่องก็ยังเป็นวัสดุคลายอะครีลิคเหมือนเดิมแต่แน่นหนามากขึ้น ผิวเคลือบเป็นวัสดุคลายยางนุ่มนิ่มมือมาก ในกล่องเล็กข้างๆภายในกล่องก็จะมีสายไฟ AC ,สาย CAT5 หรือที่เรานิยมเรียกว่าสาย LAN , มีตัวแปลงมินิแจ็คเป็นช่องเสียงสายออพทิคัลแถมมาให้ด้วย มาดูที่ตัวเครื่องด้านหน้ามีช่องเสียบหูฟังแบบ 3.5 mm ด้านหลัง มีช่องต่อลำโพง แบบลูกบิดมือหมุนได้ง่ายๆ หรือจะเสียบขั้วต่อบานาน่าก็ได้เพียงถอดจุกพลาสติคที่ถูกอุดรูออกมาเท่านั้นเอง ช่องแรกรูเล็กๆแบบรูเสียบมินิแจ็ค 3.5 ม.ม. จะเป็นช่องอะนาล็อก อินพุท หรือท่านจะใช้ช่องนี้เป็นดิจิทัล อินพุท ก็ได้ แต่เป็นดิจิทัลแบบออพทิคัล โดยใช้แจ็คแปลงที่เค้าแถมมาให้ในกล่อง

ขั้วต่อถัดมาเป็นขั้วต่อ RCA สำหรับต่อสับ-วูฟเฟอร์ได้เหมือน Gen 1 ช่องถัดมาเป็นช่องยูเอสบี ข่าวดีช่องนี้สามารถต่อกับฮาร์ดดิสค์ขนาด 2.5 นิ้วได้แล้วครับ นอกจากจะต่อเข้ากับยูเอสบีแบบ Thumb Drive ปกติทั่วไป  เพราะใน Gen 1 นั้นช่องยูเอสบีนี้ต้องใช้ฮาร์ดดิสค์แบบ 3.5 นิ้วเท่านั้นครับ และช่องติดกันเป็นช่องต่ออีเทอร์เน็ท สำหรับใช้สาย LAN จากเราท์เตอร์ไว-ไฟ ที่บ้านท่านมาเสียบเข้ากับตัวเครื่องได้เลย เหมาะสำหรับบ้านของท่านผู้อ่านท่านใดสัญญาณไว-ไฟไม่ค่อยดี หรือแรงไม่พอ เพราะระบบจะเสถียรไม่เสถียรขึ้นอยู่ตรงนี้ด้วยครับ ช่องถัดมาเป็นช่อง IR In เพื่อท่านจะใช้งานกรณี สั่งจากอุปกรณ์อื่นๆมาควบคุมตัว POWERNODE 2 นี้อีกทีก็ย่อมได้ อีกสองช่องอยู่ถัดเรียงกัน ไม่ขอลงรายละเอียดนะครับเป็นช่อง Mini USB และช่องมินิแจ็ค สำหรับฝ่ายช่างเวลามีการนำเครื่องมาตรวจเช็คเวลาเครื่องเกิดปัญหา ช่องสุดท้ายคือช่องเสียบสายไฟ AC เป็นแบบสามขา เผื่อท่านที่อยากอัพเกรดมาสายไฟแบบเกรดสูงขึ้น

มาดูรายละเอียดตัวเครื่องกันต่อครับ กางสเปคออกมา ถึงกับอึ้ง เพราะเปลี่ยนไปทุกกระบวนความ ตั้งแต่กำลังขับ จากเดิมมี 50 วัตต์ แบบ Direct Digital ถูกเพิ่มเป็น 60 วัตต์ RMS แล้วเป็นแบบ Hybrid Digital แบบ High Current ข้อดีของแอมป์ที่มีกระแสสูงนี้ ทำให้สามารถขับลำโพงความไวต่ำ หรือลำโพงตั้งพื้นขนาดย่อมๆได้เลย ภาค DAC จากเดิมที่เป็น Direct Digital ก็ถูกเปลี่ยน เป็นแบบ 32 บิท/192K Over Sampling 8X นับว่าเป็นการเปลี่ยนที่มีนัยะบางอย่าง อีกอย่างที่เปลี่ยนไปคือหัวใจของตัวระบบปฏิบัติการ ได้เลือกใช้ CPU ความเร็ว 1GHz ของ ARM Cortex-9 Multi-Core Processors แบบที่ใช้ใน Smartphone High-End หลายๆยี่ห้อ เพื่อความรวดเร็วในการทำงานนั้นเอง

ด้านรองรับความสามารถในการเล่นไฟล์ต่างๆก็ครบถ้วน MP3, AAC, WMA, OGG, WMA-L, FLAC, ALAC, WAV, AIFF, HRA และไฟล์ฟอร์แมทล่าสุดอย่าง MQA เรียกว่าเกือบทั้งหมดในโลกของไฟล์ Hi-res ในตอนนี้ ยกเว้นไฟล์แบบ DSD แต่ทาง Bluesound เองแจ้งว่าอยู่ในช่วงทดสอบพัฒนาอยู่ขอให้แฟนๆสบายใจได้ ได้เล่นไฟล์ DSD กันแน่นอน

จุดสำคัญอีกอย่างที่เรียกว่าใน Bluesound Gen 2 จะมีมาให้เลย คือภาครับ Bluetooth แบบ AptX ซึ่งส่วนตัวผมแล้วเฉยๆ เพราะผมลองเทียบกับการสตรีมเพลงผ่านไว-ไฟในตัว App BluOS เองแล้วคุณภาพเสียงดีกว่าชัดเจน แต่ก็เข้าใจว่าเค้าใส่มาให้เผื่อเหลือเผื่อขาด อย่างเช่นนำไปใช้กรณีที่ท่านจะเปิดเพลงฟังจาก Youtube ก็ทำได้ง่ายเช่นกัน แค่ทำการเปิด Pair บลูทูธระหว่างมือถือท่านกับตัว POWERNODE 2 เสียก่อน หรือเหมาะกับ Bluesound ตระกูล PULSE ทั้งหลายที่มีลำโพงในตัว เน้นยกไปไหนมาไหนได้ ก็สตรีมแบบนี้ก็ใช้งานได้ง่ายเช่นกัน

ส่วนลำโพงที่นำมาต่อเข้ากับ POWERNODE 2 เพื่อทดสอบครั้งนี้หลากหลายสไตล์เช่นเดิม ตั้งแต่ PSB Imagine XB ,Imagine T หรือจะเป็น NHT Super One 2.1 แต่ทั้งหลายทั้งมวลผมขออ้างอิง จากการฟัง Imagine T นะครับ ผมว่าแมทช์กันเกิน 100 เปอร์เซ็นต์เสียอีก สายลำโพงผมใช้เป็น Supra Ply 3.4 ต่อแบบไบ-ไวร์ ผมถอดขั้วจั๊มที่หลังลำโพงออก ท่านใดมีขั้วลำโพงแบบแยกระหว่างเสียงแหลม-เสียงทุ้ม ลองดูนะครับ เพิ่มสายลำโพงไม่กี่ตังค์ แต่เสียงที่ได้สุดคุ้มเลยครับ สายไฟผมก็เปลี่ยนมาใช้ของ Supra เช่นกัน หัวท้ายก็เป็นของ Supra อันนี้ลางเนื้อชอบลางยานะครับ ใครฟังไม่ออกก็ไม่ต้องหาเรื่องเปลี่ยนก็ได้ แต่ผมเปลี่ยนแล้ว เวลานั่งฟังแบบจริงจัง เสียงสงัดขึ้น เสียงอิ่ม มีมิติด้านลึกชัดเจนทันตาเห็นเลย

เมื่อจัดแจงต่อสายลำโพงเสร็จ ผมเริ่มจากเอาสาย LAN มาเสียบที่หลังตัวเครื่อง เสียบสายเอซีไฟที่ตัวเครื่องติดเป็นสีแดงสักพักเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน แสดงว่าเครื่องเข้าไปอยู่ระบบไว-ไฟท่านเรียบร้อยแล้วครับ ยังไม่ทันจะเปิดแอพเลย ไฟก็กะพริบ อ้าว งานเข้าแล้วเหรอเนี่ย แต่ที่ไหนได้เครื่องมันกำลังทำการอัพเดทเฟิร์มแวร์นั่นเอง เมื่อเปิดแอพ BluOS ขึ้นมา จะเห็นเลยว่า หน้าแอพแจ้งว่าทำการอัพเดทอยู่ อยู่ขั้นตอนไหน จากลำดับที่ 1-4 เมื่อเสร็จสิ้นหน้าแอพก็เปลี่ยนไปเข้าหน้าหลัก ไม่รอช้าผมเข้าในแท็ป More Music แล้วเลือกไปที่ Tidal ไปใส่ Username กับ Password แล้วกด update ง่ายจริงๆ แค่นี้ผมมีคลังเพลง 30 ล้านเพลงอยู่ในมือแล้ว ส่วนท่านที่อยากฟังเป็น Music Service เจ้าอื่น ก็ไปสมัครก่อนนะครับ แล้วค่อยเอา Username กับ Password มาใส่ วิธีการเดียวกับ Tidal ดูภาพประกอบได้ครับ ผมใช้ iPad ในการควบคุม เนื่องจากปัจจุบันสายตาผมเองไม่อำนวยกับการเล่นสมาร์ทโฟนสักเท่าไรครับ จอมันเล็ก ใช้กับ iPad จอใหญ่สะใจดีครับ

เริ่มจากศิลปินโปรดผมท่านนี้ Herbie Hancock กับเพลง Watermelon Man ของค่าย Bluenote จริงๆอัลบัมนี้เป็นเพลงยุค 60 ยุดเริ่มต้นระบบเสียงสเตรีโอ แต่เสียงแรกที่ได้ยิน ฟังแล้วเหมือนเพลงยุคนี้ที่เพิ่งผ่านการบันทึกเสียงมาไม่นานนี้ การบันทึกเสียงยอดเยี่ยมมาก หรือว่าเป็นอัลบัมที่เค้ารีมาสเตอร์มาแล้ว แต่ดูแล้วก็ไม่น่าใช่ เคยฟังกับแผ่นซีดีคุณภาพเสียงคนละเรื่องกับคราวนี้เลย ใครมีแผ่นซีดียุคต้น‘90 ลองมาเปิดฟังดูครับ อารมณ์ประมาณนั้น เสียงมันแห้งๆ ดิจิทัลจ้าเลย ยิ่งเป็นเพลงแจสส์ย้อนยุคแบบนี้ มันไม่ค่อยมีมิติ แต่พอมาลองการฟังเพลงแบบสตรีมมิงนี้ คนละเรื่องเลย ชิ้นดนตรีล่องลอยชัดเจน เสียงแซ่ที่ฟาดบนฉาบ เสียงเปียนโน เสียงทรัมเป็ท แยกอิสระชัดเจน แม้มิติด้านลึกไม่ลึกมาก ก็พอเห็นรูปวงชัดเจนอยู่ กับเพลงถัดมาเพลงเดียวกับชื่ออัลบัม Cataloupe Island นี้ยิ่งชัดเจนด้านความลึก เสียงเครื่องเป่ากังวาน สามารถรับรู้ถึงความกว้างของห้องบันทึกเสียงเค้าเลย

มาฟังอีกอัลบัมของ Bill Evans เพลง Someday My Prince will come ในอัลบัม Jazz Piano-Verve 50 ที่ให้บรรยากาศการแสดงสด เสียงเปียนโนของบิลไม่ทำให้ผิดหวัง เสียงดับเบิลเบสส์ช่วงโซโลแม้จะเบาแต่ก็ได้ยินชัดเจน เพราะตอนอัดสมัยนั้นเครื่องไม้เครื่องมือคงยังไม่ทันสมัยมากนัก อัดมาแล้วได้คุณภาพแค่นี้ก็ดีมากๆแล้ว ที่นี้ลองมาฟังอัลบั้มสมัยนี้กันบ้าง กับศิลปินเพลงแจสส์อย่าง Bob James  เล่นดูเอ็ทกับมือเบสส์ Nathan East อัลบัมล่าสุดของแกที่เข้าชิงรางวัล Grammy ปีล่าสุด กับอัลบัม The New Cool แค่แทร็คแรก The new Cool ก็รู้เลย ว่าเป็นเพลงที่พิถีพิถันในการบันทึกเสียงยุคใหม่ เสียงเปียนโนเข้ม อิ่มรับรู้ถึงน้ำหนักการกดแต่ละคีย์ของแก เสียงเดินเบสส์ก็ชัดเจน โซโลแข่งกัน ไม่มีใครล้ำหน้าใคร แต่อย่าไปคาดหวังว่าการบันทึกเสียงจะเทียบเท่ากับเพลงอัลบัมออดิโอไฟล์สมัยนี้ทั้งหลายนะครับ  แต่ในแง่คุณภาพเพลงหรือคุณค่าของเพลงอัลบัมนี้นั้นเกิน 100 ทีเดียว

อีกอัลบัมที่ผมฟังบ่อยช่วงนี้  อัลบัม Cello Project เป็นเพลงที่ให้อารมณ์การดวลระหว่างเสียงเปียนโนกับเสียงเชลโลที่มีความสมจริงมากมาย การผ่อนหนักผ่อนเบาของเครื่องสาย และการไล่แต่ละคีย์ของนักเปียนโน แค่แทร็คแรกก็สนุกแล้ว ในเพลง Libertango เป็นการบันทึกเสียงน่าชื่นชม สำหรับอัลบัมที่เป็นเพลงฟังทั่วๆไป ไม่ใช่อัลบัมออดิไฟล์ที่นับวันพยายามสร้างคุณค่าถีบราคากันแพงหูฉี่ ตัว POWERNODE 2 นี้ยิ่งเปิดนาน เสียงที่ได้จาก POWERNODE 2 ก็ยังลื่นไหล สปีดไม่มีตก หรือออกอาการเฉื่อยให้เห็นแม้แต่น้อย ผมเปิดติดต่อกันมาประมาณ 6 ชั่วโมงแล้ว ลองไปจับดูก็อุ่นๆ ผมเปิดในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ ปรับอุณหภูมิไว้ที่ 25-26 องศา

สลับมาฟังไฟล์เพลงแบบ Hi-res กันบ้าง ส่วนใหญ่เป็นไฟล์ Flac 24/192 และ 24/96 กับไฟล์เพลง RIP ที่ผมริบจากแผ่นซีดีแบบไฟล์ AIFF จะเป็น 16/44.1 ผมนำฮาร์ดดิสค์ External แบบ 3.5 นิ้ว ความจุ 2TB มาเสียบช่องยูเอสบีด้านหลัง แล้วเปิดที่หลักของแอพก็จะเจอยูเอสบีขึ้นมาเป็นอีก Source หนึ่ง แต่ยังทำอะไรไม่ได้ ผมทิ้งไว้พักใหญ่ ออกไปทานข้าว ทานกาแฟ ปล่อยให้เครื่องมันทำการ Re-Index จนเสร็จ กลับมาเปิดที่หลัก เลือกยูเอสบีเพลงจากฮาร์ดดิสค์ เอ็กซ์เทอนัล ก็พร้อมเล่นแล้ว

เริ่มฟังอัลบัมประจำของผม อัลบัม Come Away with Me เป็นไฟล์ 24/192 อัลบัมนี้ถ้าเป็นแผ่นเรียกว่าผมฟังบ่อยจนแผ่นสึกก็ว่าได้ แต่ในยุคเป็นไฟล์เพลงนี้ ฟังไปเถอะครับตราบที่เครื่องไม่พังไปเสียก่อน 555 ผมเลือกฟังแทร็ค  Feelin’ The same Way รายละเอียดพรั่งพรู ชัดเจน ออกทุกเม็ด เสียงร้องของ Norah เหมือนจะมีอาการน้ำเสียงขึ้นจมูกเล็กๆ แต่กับเครื่องราคาสามหมื่นกว่าบาทนี่ ผมว่าสู้ราคาเครื่องบางเครื่องที่ระดับแสนบาทได้เลย เป็นเครื่องเล่นที่ทำให้ผมเพลิดเพลิน ผมนี่นั่งฟังจนจบอัลบัมอย่างรวดเร็ว ตอนแรกก็กะว่าจะเลือกฟังเฉพาะเพลงสองเพลงเท่านั้น

มาอีกอัลบัมที่ผมฟังค่อนข้างบ่อยของวงร็อคยุค 80 Foreigner อัลบัม Agent Provocateur ในแทร็ค I Want to Know What is เสียงร้องของ Lou Gramm มันช่างโดนใจเหลือเกิน กับไฟล์ไฮ-เรส 24/192 ที่เห็นแตกจ่างชัดเจนเมื่อเทียบกับแผ่นซีดี ฟังจากไฟล์เพลงน้ำเสียงกระจ่างขึ้น น่าจะมาจากการรี-มาสเตอร์จากอะนาล็อก ที่จงใจปรับจูนเสียงกลาง ตัดสัญญาณรบกวนออกเกือบหมด ฟังแล้วแบ็คกราวน์ดสงัด และเสียงร้องมีความกังวานแบบใช้เอ็คโค่ช่วยที่เป็นเอกลักษณ์ของเพลงยุคนั้น กับ Bluesound POWERNODE 2 นี่รีดพลังเสียงได้อย่างหมดจด เสียงลีดกีตาร์ออกจะสุภาพเล็กน้อย ออดอ้อนตามเพลง กระเดื่องกลองก็ฟังออกชัดเจน ไม่มีฟุ้งเบลอร์ให้ได้ยิน อีกหลากหลายอัลบัมที่เลือกมาฟัง ทั้งเพลงพ็อพ เพลงร็อค เพลงคลาสสิค และเพลงแจสส์ แนวที่เจ้า Bluesound POWERNODE 2 นี้ถนัด ผมคิดว่าเป็นพ็อพร็อคทั่ว ๆไป ที่เด่นทั้งเสียงร้อง ที่มีความกังวาน ชัดเจน ชิ้นดนตรีแยกชิ้นอิสระ ที่หาได้ยากในเครื่องเล่นไฟล์เพลงดิจิทัลทั้งหลายในระดับราคาหลักหมื่น ส่วนมากจะเจอในเครื่องระดับแสนบาทขึ้นไปทั้งนั้น

ก่อนจะทำการคืนเครื่องไปผมก็มีโอกาสได้เล่น ไฟล์เพลงดิจิทัลที่เข้ารหัสแบบ MQA มาก็มีเรื่องตื่นเต้นไม่น้อย เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2016 ที่ผ่านมา ทาง Bluesound เองได้ปล่อย เฟิร์มแวร์ 2.2.2 มาให้ได้อัพเดทกัน โดยทำการแจ้งว่า Bluesound ทุกรุ่นรองรับการเล่นไฟล์ MQA แล้ว ไม่รอช้าที่จะทดสอบ ผมก็ไปขวนขวายหา ไฟล์จนเจอ ที่เว็บนี้ http://www.2l.no/hires/index.html พอเข้าไปก็มีเพลงตัวอย่างให้ทดลองฟัง หลากหลายพอสมควร แถมในเพลงเดียวกันนั้น ยังมีหลายฟอร์แมทให้สามารถดาวน์โหลดมาฟังได้ฟรีๆอีก นอกจากนั้นในเว็บยังมีขายแบบดิจิทัลดาวน์โหลดอีก แต่เว็บที่ผมทำการซื้อประจำจะเป็นเว็บ http://www.highresaudio.com เจ้านี้เป็นของทางฝั่งเยอรมัน เค้าจะแบ่งไว้หมวดหมู่ตามฟอร์แมทต่างๆ และยังมีไฟล์เพลง Sample ให้ดาวน์โหลดฟรี มาทดลองให้ได้ฟังเหมือนกัน

มาพูดถึงคุณภาพเสียงกันดีกว่า ผมทำการทดลองซื้อมา 1 อัลบัม เป็นเพลงแจสส์เพลงร้องทั่วๆไป ความละเอียดของไฟล์เพลงอัลบัมนี้อยู่ที่ 24/96 ซึ่งใน Bluesound ท่านจะสามารถเช็คได้ง่ายๆในหน้าแอพ BluOS โดยการกดเลือก Info Technical อยู่มุมล่างขวาขณะเล่นเพลงนั้นๆ เมื่อฟังแล้วก็ยังไม่เห็นความแตกต่างกับไฟล์เพลงไฮ-เรสทั่ว ๆไปมากนักเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ ผมยังให้ไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ คงต้องรอให้มีอัลบัมเพลงหลากหลายมากกว่านี้ ผมจะทำการทดสอบแบบละเอียดอีกที แต่เพลงที่ผมดาวน์โหลดมาจากเว็บ 2l นั้นเป็นเพลงคลาสสิค มีความละเอียดอยู่ที่ 32/352.8 เพลงนี้ฟังแล้วดีกว่าไฟล์ไฮ-เรสทั่วไปพอสมควร เหมือนยกระดับคุณภาพเสียงขึ้นอีกขั้นเลยทีเดียว ทั้งปลายเสียงเหมือนมีฮาร์โมนิครอบๆชิ้นดนตรีที่ชัดเจนขึ้นอีก นับว่าเห็นแววอนาคตของไฟล์ MQA แล้วล่ะว่ามาแน่ๆกับคุณภาพแบบนี้

จริงๆไฟล์ MQA นั้นก็คือไฟล์ Flac ที่ทำการเข้ารหัสมาแบบ MQA สังเกตชื่อไฟล์เพลงจะมีฟอร์แมทแบบนี้  “ชื่อเพลง.mqa.flac” ที่แปลกใจคือไฟล์มีขนาดค่อนข้างเล็ก เมื่อเทียบกับไฟล์ Flac ที่เป็นไฮ-เรสทั่วๆไป อันนี้เค้าคงเน้นมาเพื่อการฟังเพลงไฮ-เรสผ่าน Music Service ทั้งหลาย ที่คงทยอยเปิดตัวกัน ใกล้ๆเร็วๆนี้เราคงเห็นใน Tidal ก่อนรายอื่นๆ ต้องทำความเข้าใจ เจ้าอื่นที่เปิดให้ฟังเพลงไฮ-เรสแบบสตรีมมิ่งก็มีให้บริการแล้วนะครับ เช่น Qobuz  ซึ่งใน Bluesound ก็รองรับอยู่แล้ว เพียงท่านนำ Username และ Password ที่ท่านสมัครไว้มาอัพเดทใส่ในตัวเครื่องเท่านั้นเอง แต่ความเร็วอินเตอร์ที่บ้านท่านต้องสปีดสูงพอสมควรนะครับถึงจะสามารถเล่นได้แบบไม่สะดุดให้เสียอามรณ์

ตลอดเวลาที่อยู่กับ Bluesound POWERNODE 2 มาเกือบเดือน ผมแทบไม่ได้เปิดเครื่องเสียงชุดอื่นฟังเลย ยอมรับว่า POWERNODE 2 นี้เอาใจผมไปเต็มๆ นอกจากจะใช้เป็นชุดหลักสำหรับฟังเพลง ท่านก็สามารถเอาไปต่อกับทีวี ดูหนังเป็นชุดโฮม เธียเตอร์ แบบ 2.1 ก็ได้นะครับ โดยการเพิ่มแอคทีฟว์ สับ-วูฟเฟอร์อีกตัว จะเลือกเอาสัญญาณเข้าเป็นอะนาล็อกหรือดิจิทัลก็ได้ทั้งสองแบบ ทีวีปัจจุบันมีช่องดิจิทัล เอาท์ แบบออพทิคัลเกือบทุกเครื่องอยู่แล้ว คุณภาพเสียงหายห่วงอยู่แล้ว ฝากท่านที่กำลังหาซื้อชุดเครื่องเสียงใหม่ หรือเพิ่งมาสนใจเล่นเครื่องเสียง มีงบพอประมาณสัก 5-60,000.-บาท ประเภทจัดชุดแอมปลิไฟเออร์ + เครื่องเล่นซีดี + ลำโพง ขอให้ท่านไปลองฟัง POWERNODE 2 นี้ให้จงได้ครับ จับคู่ลำโพงที่ท่านชื่นชอบ หรือจะเป็นท่านที่มีลำโพงอยู่แล้ว กำลังหาแอมปลิไฟเออร์อยู่ ก็ลองยกลำโพงของท่านไปทดลองต่อฟังกับ Bluesound POWERNODE 2 ตามโชว์รูมต่างๆได้เลย น้องๆทีมงานพร้อมคอยบริการต้อนรับทุกท่านอยู่แล้ว ของแบบนี้สิบปากว่าไม่เท่านั่งฟังด้วยตัวท่านเองครับ

_/\_ สวัสดี

POWERNODE2_BLK_Front_StraightPerspective1

SPECIFICATIONS

AUDIO
Supported File Formats
MP3, AAC, WMA, OGG, WMA-L, FLAC, ALAC, WAV, AIFF, HRA, MQA
Power Output
HYBRIDDIGITAL™ AMPLIFIER, 60 Watts x2 into 8ohms
Native Sampling Rates
32 – 192 kHz
Bit Depths
16 – 24
Performance
SNR – 110dB
Distortion, THD+N – 0.020%
DAC
32-Bit, 192kHz

Supported Operating Systems
Plays music from network shares on the following desktop operating systems: Microsoft Windows XP, 2000, Vista, 7, 8, Apple Macintosh
Free Internet Radio
TuneIn Radio, iHeartRadio, Calm Radio

Supported Cloud Services
WiMP, Slacker Radio, Qobuz, HighResAudio, JUKE, Deezer, Murfie, HDTracks, Spotify, TIDAL, Napster.
Album Art
JPG

CONNECTIVITY
Network
Gigabit Ethernet RJ45
802.11 b/g/n WiFi
USB
Type-A port for connection to USB memory sticks and supported peripherals (FAT32 Formatted)
Type-B (mini) for product servicing

Audio Input
Combo – TOSLINK / 3.5mm

Audio Output
Headphone output – 3.5 Stereo
5-way speaker binding posts
Subwoofer output – RCA

Power
Universal tri-pin AC Cord input (100 – 240AC)

Wireless
aptX® Bluetooth wireless built-in

USER INTERFACE
Mobile
Free Android and iOS App Available Online at Google Play and Apple App Store

Pushbuttons
Simple top-panel touch controls.

Control
IR Sensor built in – Front panel

GENERAL

Processor
ARM® CORTEX™ A9, 1 GHz

Unit Weight
1.72 kg / 3.8 lbs

Gross Dimensions
220 x 70 x 190 mm
8.7 x 2.75 x 7.5 in

Power Consumption (Idle)
12 Watts

Accessories
2x AC power cords (Europe & North America)
Ethernet Cable
Toslink Optical to 3.5mm Mini Adaptor

Storage Environment
-10° C to 50° C, 20% to 80% relative humidity

Operating Environment
0° C to 40° C

เลือกลำโพงสักคู่…ทำไงดี? (ตอนที่2)

ครั้งก่อนแนะนำเทคนิคการเลือกลำโพงง่ายๆไปแล้ว 3 ข้อ วันนี้มาที่ข้อต่อไปกันนะคะ

4. ชนิดของตู้

ปัจจุบันลำโพงมีเหลือแค่แบบตู้เปิดและตู้ปิด ส่วนตู้แบบอื่นๆ เช่นตู้ฮอร์น ตู้ดีไซน์แปลกๆ มักไม่ได้อยู่ในประเภทลำโพงที่เราใช้กัน เดี๋ยวนี้ 90% จะเป็นลำโพงตู้เปิดกันหมด ตู้ปิดก็หายากมากกกกกแล้ว ในกลุ่มราคากลางๆก็เหลือแค่แบรนด์ NHT ซึ่งเอกลักษณ์เด่นของเค้่าคือเนื้อเบสส์กระชับ แน่น

สรุปว่า…ชนิดของตู้ไม่ได้บอกอะไรมาก สิ่งที่ควรพิจาณาเป็นหลักคือเรื่องพอร์ท และท่อเบสส์มากกว่า ว่าออกด้านหน้าหรือออกด้านหลัง ถ้าเราจำเป็นต้องวางลำโพงชิดฝาหลังแบบติดๆจริงๆ ก็เลือกพอร์ทออกทางด้านหน้า หรือพอร์ทหลังแบบมีอุดจูนท่อได้ (แบบ PSB) หรือเลือกลำโพงตู้ปิดไว้ก่อนก็จะดี แต่ถ้ามีพื้นที่เหลือ (ตั้งแต่ 1-2 ฟุตเป็นต้นไป) จะมีพอร์ทออกด้านหน้าหรือหลังก็ได้หมด

Image 3
ภาพบน: ลำโพงตู้ปิด NHT   ภาพล่าง: ลำโพงตู้เปิด PSB

5. กี่ทางดี?

เค้าบอกว่า “ลำโพงยิ่งน้อยทางยิ่งดี” ลำโพงในอุดมคติ คือลำโพงดอกเดียวครบทุกย่าน พอเอาเข้าจริงจนป่านนี้ก็ยังหาไม่ได้ ลำโพงที่ดีต้องมี “ไดรเวอร์” ที่จะทำหน้าที่เฉพาะย่านของตัวเอง

บางคนคิดว่า….ลำโพงราคาเท่ากัน สอง-ทาง “อาจจะ” ดีกว่า สาม-ทาง เพราะ ผู้ผลิตมักจะเอาไดรเวอร์ดีๆลงใน ตู้สอง-ทางได้ดีกว่าสาม-ทาง ที่กินต้นทุนมากกว่า

แต่แนะนำว่า…หากต้องเลือกลำโพงสอง-ทาง กับสาม-ทาง ในราคาที่เท่าๆกัน ให้เลือกสาม-ทาง (แต่ต้องจากผู้ผลิตดีๆ) เพราะการมีมิดเรนจ์ช่วยในย่านเสียงกลางโดยเฉพาะ ย่อมทำให้การทำงานของวูฟเฟอร์ เบาลง วูฟเฟอร์ก็ไปทำแต่เสียงทุ้ม กรวยไม่สั่นมารบกวนเสียงกลางด้วย เสียงกลางนี้ ลำโพงดีๆส่วนใหญ่เขาออกแบบตู้แยกไม่ให้รวมกับวูฟเฟอร์ด้วยซ้ำ แล้วให้มันทำงานพร้อมๆกับเสียงทุ้ม ถ้าดอกไม่ดีพอ ยังไงก็สู้สามทางไม่ได้

6. ไบ-ไวร์ (Bi-Wire) ดีไหม?

อันนี้ยอมรับว่า…ตอบไม่ได้ เพราะการต่อไบ-ไวร์ ถ้าเป็นลำโพงราคาถูก – กลาง ไม่ได้เป็นรุ่น Top อะไร มันอาจจะแค่แยกขั้วเอาไว้ให้ดูเก๋ๆ ไปงั้นเอง คือพอแกะครอสส์โอเวอร์ออกมา จะพบว่า มันก็เข้าไปรวมอยู่ในครอสส์ชุดเดียวกัน แต่บางทีเราเอาสายลำโพงสองชุดไปเบิ้ล หน้าตัดสายลำโพงมันใหญ่ขึ้น เสียงมันก็อิ่มตามขึ้นมา…ก็ว่ากันไป

ส่วนลำโพงรุ่นใหญ่ ตัว Top ที่แยกขั้วกันระดับ ไบ-ไวร์ / ไตร์-ไวร์ อันนี้ก็ต้องลองดู เพราะถ้าครอสส์โอเวอร์มันแยกส่วนกันจริงๆ ก็น่าจะเห็นผล แต่หากเล่นแอมป์ตัวเดียวผลต่างไม่น่าจะเยอะ ผลต่างจะเยอะก็ต่อเมื่อเราแยกแอมป์ขับแต่ละย่านความถี่ รับรองเสียงเปลี่ยนเยอะแน่ แต่จะดีหรือไม่ดีว่ากันอีกเรื่องหนึ่งที่แน่ๆ เปลืองเงินขึ้นอีกเยอะเลย

Bi Amp 3
เครดิตรูปจาก http://www.tpesound.com                                      รูปแบบการต่อลำโพงเข้าเครื่องขยายเสียง

7. เคาะไปทำไม?

หากมีโอกาสได้ไปเดินงานเครื่องเสียง สังเกตุว่าจะมีนักเล่นบางท่านเดินเคาะลำโพงไปเรื่อยๆ (เหมือนซื้อแตงโม) อาจเป็นวิธีที่ตลก แต่การ “เคาะลำโพง” เป็นการบอกเราว่าลำโพงคู่นั้นมีผนังตู้ที่แข็งแรง หนา บางแค่ไหนนั่นเอง ความแข็งแกร่งของตู้ลำโพง มีผลต่อเสียงมาก ลำโพงที่ตู้บางๆ เวลาเล่นที่ความดังมากๆ จะเกิดการกระพือของตู้ขึ้นมา การกระพือสั่นที่จะมารบกวนเสียงทุ้มนั่นเอง ทำให้ขาดความกระชับ เกิดเสียงทุ้มพร่า มัว ขาดโฟกัส และอาจไปรบกวนเสียงย่านอื่นๆให้แย่ลงไปด้วย ซึ่งมันก็คือ ความเพี้ยนอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ทำให้เกิด “เสียงจากตู้” หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Boxy Sound นั่นเอง (แต่ลำโพงบางชนิด ก็เอาความบางของตู้มาจูนเสียงเหมือนกัน แต่อาจจะจำกัดชนิดของดอกลำโพง และพบหาไม่ได้ในลำโพงตามท้องตลาด)

เสียงจากตู้ หลายๆคนยกให้เป็นการรบกวนที่เลวร้ายที่สุด เพราะแม้เอาสุดยอดดอก ครอสส์สุดเยี่ยม มาลงในตู้คุณภาพแย่ แผ่นบางๆ แล้วมันกระพือขึ้นมานี่ลมแทบจับ แล้วคนซื้อมักมองไม่เห็นความหนา-บางของตู้ วิธีที่จะตรวจสอบที่ดีที่สุดก็คือเดินเคาะตู้นี่แหละ

ตู้ที่ทำมาดี ใช้ไม้หนา หรือมีการดามตามจุดต่างๆ เวลาเคาะเสียงจะตันๆ นิ้วเราจะรู้สึกว่าเคาะลงไปในอะไรที่แน่น แข็งๆ เสียงตายๆ เหมือนเคาะหิน ลองเคาะตู้เสื้อผ้าที่บ้านแล้วไปเคาะตู้ลำโพงดีๆ จะสัมผัสได้ถึงความต่างที่ชัดเจน

จุดที่ควรเคาะคือฝั่งด้านข้างของตู้ โดยเน้นส่วนกลางๆ เพราะส่วนนั้นคือส่วนที่กระพือที่สุด ลำโพงดีๆจะดามกันแถวนี้ อย่าง PSB นี่เค้าจะเอาคอมพิวเตอร์ฯ ตรวจสอบเลยว่าผนังตรงไหนเป็นจุดอ่อนที่จะเกิดการกระพือได้แล้วก็ไม่ดามกันตรงนั้นเลยให้ตรงจุด ส่วนบนตู้ขอบๆ ไม่ต้องไปเคาะ ส่วนเข้ามุมไม่น้อยๆ มันแน่นอยู่แล้ว เคาะไปก็เจ็บนิ้วเปล่า ที่สำคัญ เคาะ 2-3 ทีก็พอ

ภาพหน้าจอ 2016-07-27 10.14.46

จริงๆ อยากจะบอกว่า…การลงทุนซื้อเครื่องเสียงเป็นอะไรที่ต้องหวังพึ่งดวงเหมือนกัน เพราะการฟังทดสอบที่ไหน หากไม่ใช่กับที่บ้านเรา ซิสเต็มและไฟของเรา โอกาสที่อุ้มกลับมาบ้านแล้วเสียงจะเปลี่ยนนั้นเป็นไปได้สูงมาก ซึ่งการเปลี่ยนไปมี 2 แบบ คือ เอากลับมาที่บ้านแล้วเสียงดีกว่าตอนที่ฟังจากโชว์รูม แต่ส่วนใหญ่จะเป็นแบบที่สองคือเสียงสู้ตอนฟังจากโชว์รูมไม่ได้มากกว่า…

***** พุธที่ 3 สิงหาคม 2559 มาพบกับตอนจบของข้อที่ควรรู้ก่อนเลือกลำโพงกันค่ะ ******

เลือกลำโพงสักคู่…ทำไงดี? (ตอนที่1)

เชื่อว่าในบรรดาอุปกรณ์เครื่องเสียงทั้งหมดของเรา “ลำโพง” นี่แหละ ที่เราใช้เวลาคิด เลือก ไตร่ตรอง ทดลองฟังกันนานที่สุด เพราะลำโพงนั้นเปรียบเหมือนเป็๋นหน้าตาของระบบเสียงของเรา แม้หัวใจหลักที่เราต้องการจากเขาคือ “เสียง” ก็ตาม…วันนี้เลยสรุปมาให้อ่านแบบเข้าใจง่ายๆว่า หากจะเลือกลำโพงสักคู่ เราควรพิจารณาจากอะไรบ้าง

1. งบประมาณ

มีคนบอกว่า งบก้อนใหญ่ที่สุดให้ลงไปที่ลำโพงก่อน หลังจากนั้นอาจไปหาแอมป์มือสองที่ไม่ขี้เหร่นัก แล้วมาฟังกับ CD Player กับตัวรับ Bluetooth  ง่ายๆไปก่อน ถือเป็นการเบิร์น-อิน ลำโพงไป ซึ่งอาจใช้เวลาเป็นปี กระทั่งวันนึงเมื่อเราได้แอมป์เจ๋งๆ เราก็ไม่ต้องไปหาลำโพงใหม่มาด้วยข้ออ้างว่า “แอมป์มันดีเกินลำโพง” ลำโพงดีๆ บางคู่อยู่กับเรานานหลายปี อาจจะตลอดไปโดยไม่ต้องเปลี่ยนเลยก็ได้ มีลูกค้าหลา่ยท่านขายลำโพงเก่าไป สุดท้ายแล้วต้องไปขวนขวายหาซื้อมันกลับมาอีกครั้ง

1437554851-psb-imagine-t3-details

 

2. ขนาด

“ห้องใหญ่ใช้ลำโพงใหญ่ – ห้องเล็กใช้ลำโพงเล็ก” เป็นเรื่องจริงค่ะ แต่ก็ไม่เสมอไป หากชอบลำโพงคู่ไหนขึ้นมาจริงๆแล้ว มันจะมีไซส์ไหนก็เล่นได้เลย หากลำโพงมีคุณสมบัติที่ดี หัวใจหลักคือควรเป็นลำโพงที่มีความไวสูง ไม่กินวัตต์ รวมถึงใช้ระบบที่ดีพอ สิ่งที่เราจะได้คือเสียงที่ครบเครื่องโดยไม่ต้องเร่งโวลลุ่มมาก > แอมป์ทำงานสบาย > ความเพี้ยนต่ำ > เสียงสะอาด ลำโพงก็ไม่ต้องทำงานหนักมาก ไดร์เวอร์ทำงานโดยไม่เครียด ไม่เสียรูป เสียงเที่ยงตรงตามแบบที่มันออกแบบมา หากมีงบจำกัดก็เล่นแบบ Play Safe ไปก่อน เล่นรุ่นกลางๆ โชคดีที่เดี๋ยวนี้มีลำโพงตั้งพื้นขนาดกะทัดรัดออกมาเพียบ (ผสมระหว่างลำโพงเล็กและใหญ่) อย่าง PSB Imagine Series ที่ลงในห้องได้หลากหลายมากขึ้นทั้งห้องขนาดเล็กและใหญ่

Family
PSB Imagine Series มีทั้งหมด 4 รุ่นด้วยกันคือ Imagine T, Imagine B, Imagine C และ Imagine S 

3. สเป็คจำเป็นไหม?

ตอบว่า…จำเป็น เพราะการดูสเป็ค (บ้าง) จะช่วยให้เราเลือกลำโพงที่เข้ากับระบบ แอมป์ และอุปกรณ์อื่นๆได้ดี
Frequency Response หรือการตอบสนองความถี่ ตัวเลขที่ดูคือ “ความถี่ต่ำ” จะเป็นตัวบอกว่าลำโพงของเราเบสส์ลงได้ลึกขนาดไหน เลขยิ่งน้อย ยิ่งลงได้ลึก ส่วนเสียงแหลมมาตรฐานคือ 20,000 เฮิทซ์ ที่สำคัญค่าเบี่ยงเบน ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ +- 2 ถึง 3 dB ถ้ามากกว่านั้นก็ไม่ตรงเท่าไหร่ เพี้ยนเยอะ ยิ่งถ้าไม่บอกเลย ยิ่งไม่น่าเชื่อ

Impedance หรือค่าความต้่านทาน ลำโพงค่าความต้านทานต่ำจะกินกระแสเยอะ แอมป์ฯต้องดีหน่อย ซึ่งลำโพงสมัยนี้จะไม่แปรเปลี่ยนมากมายอะไร ออกแบบให้เป็น 6-8 โอห์ม ตลอดการทำงาน และไม่มีวันลดลงต่ำกว่า 4 โอห์ม ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานที่แอมป์ฯทุกตัวรับได้อยู่แล้ว โดยเฉพาะแอมป์ฯสมัยใหม่อย่าง NAD มี Impedance Sensing Circuit ที่สามารถจัดการค่านั้นได้เองโดยอัตโนมัติ

– Sensitivity หรือความไว เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องพิจารณา ความไวไม่ทำให้คุณภาพเสียงดีขึ้น  แต่ทำให้เราหาแอมป์มาขับง่ายขึ้น ความไวที่เหมาะสมคือ 89 dB/วัตต์/เมตร ขึ้นไป ยิ่งไต่ถึง 90-93 ได้ยิ่งดี

Driver หรือ ดอกลำโพง ไดรเวอร์ลำโพงในอุดมคติคือยิ่งเบายิ่งดี ไม่มีวัสดุไหนที่เรียกว่าดีที่สุด เพราะแต่ละชนิดก็ให้สไตล์เสียงในแบบของตัวเอง เช่น วูฟเฟอร์ หากเป็นกระดาษ ให้เสียงเบสส์ที่อิ่มนุ่มสะอาด ลื่นไหล, โพลีย์โพรไพย์ลีน (พลาสติก) เสียงหนักแน่น กระแทกระทั้น , อลูมิเนียม เสียงเร็วไว สะอาด, เคฟลาร์ เสียงไว กระชับ          ส่วน ทวีตเตอร์ ถ้าเป็นโดมผ้า เสียงแหลมนุ่มนวล แต่อาจไปไม่สุดและเสียรูปเร็ว, โดมอลูมิเนียมเบา เสียงแหลมใสสะอาดแต่อาจจะสด, โดมไททาเนียม เบาขึ้นไปอีก แต่เสียรูปง่ายหากจัดการไม่ดี (ที่ต้องมาสนใจในวัสดุทำดอกลำโพง เพราะบางครั้งแค่รู้จักวัสดุและแนวเสียง ก็ทำให้เราพอคาดเดาเสียงของลำโพงนั้นได้ระดับนึงเลย)

X Family
PSB Imagine X Series

การเลือกลำโพงซักคู่…รายละเอียดมันเยอะจริงๆ

พยายามสรุปเฉพาะใจความสำคัญ ก็ยังได้แค่ 3 จาก 9 ข้อเท่านั้น หวังว่าคงมีประโยชน์ในการเลือกหาลำโพงได้ในระดับหนึ่งแล้วนะคะ ติดตามอ่านต่อตอนที่ 2 วันพุธที่ 27 กรกฎาคม 2559 นี้ค่ะ

…………………………………………………………………………………………..

 

 

 

 

 

สินค้าใหม่ Bluesound Generation 2

Bluesound Generation 2
Gen 2

ระบบการฟังเพลงผ่าน Network หรือที่เรียกกันว่า Network Audio นั้น มาถึงวันนี้ก็ต้องเรียกได้ว่า กำลังเริ่มเป็นที่รู้จักและยอมรับในหมู่นักเล่นเป็นอย่างมาก จากการที่มีการแบ่งปันความรู้ ความเข้าใจในการเล่น ทำให้หลายต่อหลายท่านหันมาฟังเพลงผ่านระบบเน็ทเวิร์ค กันเป็นจำนวนมาก เพราะมันไม่ได้ยากอย่างที่คิดไว้ และที่สำคัญที่สุดคือ คุณภาพเสียงที่ได้นั้น ดีกว่าที่คิดมาก มากจนหลายคนถึงกับเลิกเล่น CD ไปเลยทีเดียว

Bluesound นั้นเป็นผลิตภัณฑ์ในเครือ Lenbrooks ซึ่งก็คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของNAD และPSB นั่นเอง โดยเปิดตัวออกมาได้ระยะหนึ่ง ก็ประสบความสำเร็จในวงการอย่างงดงาม ได้รับการยอมรับจากสื่อทั่วโลก ว่าเป็นเครื่องเสียงระบบเน็ทเวิร์ค ออดิโอ ที่มีประสิทธิภาพที่เหนือชั้นด้วยความสามารถในการเล่นไฟล์ Hi-res 24/192 ผ่านทางระบบเน็ทเวิร์ค ออดิโอ ได้เป็นรายแรกของวงการ ทำให้นักเล่นทั่วโลกหันมามองศักยภาพของระบบเสียงใหม่นี้ว่า คือทางออกของเสียงคุณภาพสูงแห่งอนาคต จนทำให้ชื่อย่าง Bluesound นั้น กลายเป็นที่รู้จักและนิยมกันอย่างรวดเร็ว

Bluesound Generation แรกนั้น ออกสู่วงการ คว้ารางวัลมากมาย ทั้ง Product of the Year และ Best Buy จากสื่อชั้นนำจนจารนัยกันไม่หมด ผ่านเวลามาระยะหนึ่ง เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ข้อเสนอแนะต่างๆจากผู้ใช้งานทั่วโลก มาปรับปรุง ขยายผล จนในที่สุดก็ถึงเวลาที่มี Bluesound Gen 2 ออกมา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถที่ “ดีเยี่ยม” ให้ “ดีเลิศ” ขึ้นไปอีกขั้นนั่นเอง

Bluesound Gen 2

ผลงานการพัฒนาล่าสุด เพื่อตอบสนองการใช้งานที่ดียิ่งขึ้นไปอีก สิ่งที่คุณจะเห็นจากภายนอก คือรูปร่างหน้าตาที่ดีไซน์ใหม่หมดทั้งซีรีส์ ด้วยเส้นสาย Slim Line ที่ตัวเครื่องบางและกะทัดรัดลงมาในทุกรุ่น เพื่อความสะดวกในการจัดวาง และผสมผสานกับชุดเครื่องเสียงแบบมาตรฐานได้อย่างลงตัวเป็นหนึ่งเดียว พร้อมทั้งปรับปรุงเพิ่มเติมลูกเล่นในหลายจุด เพื่อให้การใช้งานครอบคลุมมากขึ้นไปอีก ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้น มาดูกันเลยดีกว่า

 

NODE 2
NODE 2

           หนึ่งในเครื่องที่ได้รับความนิยมของ Bluesound ที่สุดคือ NODE อุปกรณ์ที่จะเพิ่มเติมให้ระบบเสียงดั้งเดิมของคุณสามารถเล่นเน็ทเวิร์ค ออดิโอ ได้โดยไม่ต้องไปรื้อระบบใหม่ เพราะ NODE ก็ทำหน้าที่เหมือนเป็นแหล่งโพรแกรมหนึ่งในระบบเสียงของคุณนั่นเอง

หน้าที่ของ NODE 2 คือการรับเอาสัญญาณไฟล์เพลงจากแหล่งที่เก็บเพลงของคุณ ไม่ว่าจะเป็นในคอมพิวเตอร์, เพลงในมือถือ, Bluetooth ในตัว รวมถึงระบบการฟังเพลง Online ไม่ว่าจะเป็น Internet Radio หรือระบบฟังเพลงแบบบอกรับสมาชิก มีมากมายหลากหลายที่ตอนนี้เมืองไทยมีหลายรายแล้ว โดยเฉพาะระบบ Tidal ที่ได้รับการยอมรับว่าเสียงดีที่สุดก็พร้อมต่อการใช้งานในทันที เรียกว่าอะไรที่เป็นไฟล์เพลงดิจิทัลแล้ว NODE 2 เล่นได้หมดจดจริงๆ

NODE 2 สามารถเชื่อมต่อเข้าระบบเน็ทเวิร์คในบ้านคุณได้ทั้งระบบ LAN และ Wi-Fi ปรับปรุงพัฒนาชิพประมวลผล 1GHz ARM Cortex-9 Multi-Core Processors แรงพอที่จะสตรีมเพลงไฮ-เรส 24/192 ได้อย่างสบายๆ โดยชิพตัวนี้ออกแบบมาเพื่องาน Home Entertainment โดยเฉพาะ รูปร่างที่บางขึ้นนั้นทำให้ NODE 2 มาขนาดเล็กลงมาก จัดวางสะดวกและผสมผสานไปกับชุดเครื่องเสียงแบบดั้งเดิมได้อย่างลงตัว มีการชุดควบคุมทางด้านบนเพิ่มขึ้น ให้คุณสามารถกดเล่น/ข้ามเพลง หยุดเพลง รวมถึงหรี่/เร่งเสียง ได้จากตัวเครื่อง พร้อมการต่อใช้งานที่กว้างขวางขึ้น เพิ่มช่อง Digital Out แบบ Coaxial มาให้อีกหนึ่งชุด (มี TosLink อีกหนึ่งชุด) เพื่อการอัพเกรดกับ DAC ที่หลากหลายขึ้น พร้อมเพิ่มช่องต่อหูฟังมาให้อีกหนึ่งช่องทางด้านหน้า เพื่อตอบสนองต่อนักเล่นหูฟัง ที่อยากมีความสุขกับเน็ทเวิร์ค ออดิโอ ได้ดื่มด่ำกันอย่างเต็มที่

NODE 2 นั้น รองรับการเล่นไฟล์ที่หลากหลายครบครัน ไม่ว่าจะเป็น MP3, AAC, WMA, OGG, WMA-L, FLAC, ALAC, WAV, AIFF, HRA ก็เล่นได้หมด รองรับไฟล์ไฮ-เรส ได้สูงสุดถึง 24 บิท/192 กิโลเฮิทซ์ โดย DAC ที่ใช้เกรด Audiophile 32 บิท/192 กิโลเฮิทซ์

พร้อมรองรับการเล่นระบบเพลงบอกรับสมาชิก หลักๆทั้ง TIDAL®, Spotify® และ Qobuz® เพื่อให้คุณเข้าถึงการฟังเพลงแบบไร้ขีดจำกัด พร้อมการฟังเพลงผ่านอินเตอร์เน็ท เรดิโอ อย่าง Tune In Radio และอื่นๆอีกมากมายจริงๆ

Bluesound Gen 2 ควบคุมการทำงานด้วย BlueOS Gen ล่าสุด สั่งงานได้จากคอมพิวเตอร์ PC/MacIntosh หรือ Smart Device หลากหลายจากทั้งค่าย Apple และ Android เพื่อความสะดวก ง่าย สูงสุดโดยระบบควบคุม BlueOS นั้น พัฒนาโดยทีมงานของ Bluesound เอง จึงมีการปรับปรุง อัพเกรด เพื่อคุณภาพสูงสุดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งนอกจากจะควบคุมระบบการทำงานต่างๆแล้ว ยังสามารถเชื่อมต่อเครื่อง Bluesound หลายเครื่องในบ้าน ให้ทำงานร่วมกันเป็นระบบ Multi-room คุณภาพเสียงแบบไร้สายได้อีกด้วย

NODE 2 มีให้เลือกทั้งสีขาวและสีดำ

POWERNODE 2
POWERNODE2
          เป็นเครื่องที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการเริ่มซิสเต็มใหม่ เปรียบเหมือน NODE 2 ที่มีแอมป์ในตัว เพียงแค่หาลำโพงดีๆเสริมเข้าไป คุณก็จะได้ระบบเสียงเน็ทเวิร์ค ออดิโอ ชั้นดีได้แล้ว เพราะ POWERNODE นั้นมีภาคขยายเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่เรียกว่า HybridDigital Amplifier พร้อมDAC แบบ 32/192 กิโลเฮิทซ์ พร้อมต่อการขับลำโพงมาตรฐานทั่วไปได้อย่างเต็มที่นั่นเอง

จุดปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอื่นๆของ POWERNODE 2 ก็เช่นเดียวกับ Bluesound Gen 2 อื่นๆคือ มีรูปร่างที่บางขึ้น จัดวางง่าย และสะดวกขึ้น เพิ่มช่องหูฟังทางด้านหน้า เพิ่มปุ่มควบคุมทางด้านบน ใช้สายไฟ AC แบบถอดได้มาตรฐาน IEC พร้อมช่อง USB Out

ส่วนความสามารถในการตอบสนองต่อระบบเน็ทเวิร์คและอื่นๆนั้น เช่นเดียวกับ NODE 2

POWERNODE 2 มีให้เลือกทั้งสีขาวและสีดำ

VAULT 2
VAULT 2
           แหล่งโพรแกรมชั้นเยี่ยมที่คุณควรจะหาเข้ามาเติมในระบบ ด้วย VAULT 2 นั้นเปรียบเป็นเหมือนเครื่อง Rip แผ่นซีดีแสนรักแสนหวงของคุณ มาเก็บไว้ให้เป็นไฟล์ในตัวที่มี Harddisk ความจุ 2TB เก็บเพลงของคุณเอาไว้ Steam ผ่านเน็ทเวิร์คได้โดยง่ายหลายหมื่นเพลง

และนอกจากจะเก็บเพลงได้ในตัวแล้ว VAULT 2 ก็ยังสามารถที่จะทำงานฟังค์ชันอื่นๆ และควบคุมสั่งงานผ่าน BlueOS เทียบเท่ากับเครื่อง Bluesound อื่นๆทุกประการ เพียงแต่ VAULT 2 นั้นต้องต่อเชื่อมระบบผ่านทางสาย LAN เท่านั้น

PULSE 2
Pulse 2
           ทางเลือกที่ง่ายที่สุดสำหรับท่านที่ต้องการเล่นระบบเน็ทเวิร์ค ออดิโอ แบบ All In One เพราะ PULSE 2 นั้น ก็คือ NODE 2 + แอมป์ + ลำโพง ในหนึ่งเดียว รูปร่างหน้าตานั้นก็คล้ายๆกับรุ่นเดิมคือ PULSE รุ่นแรก แต่ที่ปรับปรุงเพิ่มขึ้นคือ ประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมด้วยภาคแอมป์แบบDirect Digital ขนาด 80 วัตต์ Tri Amp 3 แชนเนลแยกอิสระ พร้อม DAC ระดับ 35 บิท/ 844 กิโลเฮิทซ์ เช่นเดียวกับแอมป์ NAD รุ่นท็อพๆ พร้อมระบบลำโพง 2.1 ที่ออกแบบมาอย่างยอดเยี่ยม ให้เสียงเบสส์ลึกแน่นกระหึ่มอย่างที่คุณจะไม่เชื่อในสายตาเมื่อได้ยินเสียง

PULSE MINI
Pulse mini
          สำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวก ง่าย เร็ว เสียงดี แต่ติดที่ขนาด ต้องมามอง PULSE MINI

สินค้าใหม่ล่าสุดที่เปิดตัวในคราวนี้ ด้วยการย่อส่วน PULSE 2 ลงมา ให้มีขนาดที่กะทัดรัดขึ้น แต่ทำงานเหมือนกับลูกพี่ PULSE ตัวใหญ่ เพียงแค่ลดกำลังลงมาให้พอเหมาะที่ 50 วัตต์ และใช้วูฟเฟอร์ขนาด 4 นิ้ว ร่วมกับการออกแบบตู้แบบใหม่ให้ปั๊มเบสส์ออกมาให้คุณตะลึงได้ก็แล้วกัน

PULSE FLEX
Pulse Flex
          มีมุมเล็กๆที่หัวนอน, โต๊ะทำงาน, ข้างสระน้ำ? PULSE MINI ก็ยังใหญ่ไปหรือครับ อันนี้ต้องนี่เลย PULSE FLEX ลำโพงเน็ทเวิร์ค ออดิโอ ขนาดเล็กมาก ที่มาพร้อมขีดความสามารถในการควบคุมเน็ทเวิร์ค ออดิโอ ที่ครบครันเทียบเท่ารุ่นใหญ่ทุกประการ ด้วยขนาดเล็กมาก ทำให้คุณสามารถที่จะจัดวางลงไปในจุดที่ทางจำกัดได้อย่างสะดวก ง่าย พร้อมให้เสียงดีในแบบ Bluesound ทุกประการ

DUO
Bluesound_DUO.jpg
         ปิดท้ายสมาชิกใหม่ล่าสุด ด้วยลำโพงระบบ 2.1 ที่ได้รับการออกแบบโดยทีมงานของ PSB นั่นเอง โดย DUO นั้นออกแบบมาเพื่อเป็นลำโพงที่นอกจากจะใช้ในระบบของ Bluesound เช่นต่อใช้งานร่วมกับ POWERNODE 2 แล้ว ยังสามารถใช้งานกับระบบเสียงทั่วไปได้ทุกยี่ห้อด้วย (และของบอกว่าเสียงดีมากๆอย่างน่าทึ่ง) เป็นระบบลำโพงแบบ 2.1 ที่ประกอบไปด้วยลำโพง DUO D20 SAT แบบ Mini Monitor แบบสอง-ทาง ทวีทเตอร์โดมอะลูมิเนียม พร้อมด้วย DUO D10 สับ-วูฟเฟอร์ขนาด 8 นิ้ว ที่ใช้ภาคขยายเป็นแอมป์ 280 วัตต์ พร้อมระบบ Direct Digital EQ ที่ทำให้เสียงจากตู้สับและลำโพงกลางแหลมกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันอย่างน่าทึ่ง ให้เบสส์ลึกแน่น เต็มห้องขนาดใหญ่ๆได้อย่างที่คุณจะไม่เชื่อหูเลยทีเดียว

DUO มีให้เลือกทั้งสีดำและสีขาว

 

และนั่นก็เป็นเรื่องราวทั้งหมดของ Bluesound Generation 2 ที่ต้องบอกว่ามีความยอดเยี่ยมน่าเล่นเป็นที่สุดแล้ว สนใจข้อมูลเพิ่มเติม/สอบถามได้ที่ Conice ทุกสาขา

แล้วคุณจะพบว่าเน็ทเวิร์ค ออดิโอ นั้นง่าย สะดวก และเสียงดีแบบที่คุณจะเสียดายที่ไม่ได้เล่น