PSB Imagine X2T : ลำโพงตั้งพื้นเทวดา ราคามนุษย์โลก

PSB Imagine X2T Tower Loudspeaker : Bring on the Bass

โดย Julie Mullins จาก The Absolute Sound 

แปลโดย คุณอธิวัฒน์ อัมพะเตมีย์
PSB_Imagine_X2T_BLK_V2
X2T : Tower Wins 2015 TAS Golden Ear Award 

PSB บอกเอาไว้ว่าลำโพงรุ่นนี้นั้น มีปรัชญาที่เรียกว่า “Real Sound for Real people” หรือแปลเป็นไทยก็ประมาณว่า “ลำโพงเพื่อนักเล่นที่รู้จริง” อะไรประมาณนั้น ซึ่งจะเป็นอย่างไรนั้น ผมก็บอกได้ว่า นี่คือลำโพงที่สามารถสร้างคุณภาพเสียงได้ออกมาดีเยี่ยมเกินคาดหมายในราคาที่ดีอย่างไม่น่าเชื่อ

รูปโฉมภายนอกนั้นเป็นลำโพงตั้งพื้น 4 ไดร์เวอร์ 3 ทาง ที่มีรูปทรงทันสมัย บางกะทัดรัด ท่อเปิดสองท่อทางด้านหน้า วางไดร์เวอร์แบบ D’Appolito คือใช้มิดเรนจ์อยู่บนสุด ทวีตเตอร์ตรงกลาง และประกบล่างด้วยวูฟเฟอร์ ตู้เป็น MDF มาในตู้สีดำ จุดที่ทำให้ดูโดดเด่นก็เห็นจะเป็นกรวยวูฟเฟอร์ สีเหลืองมัสตาร์ดที่ทำขึ้นมาจากวัสดุเซรามิค/ดินเหนียว/โพลีย์โพรไพย์ลีนฉีดอัดขึ้นรูปนั่นเอง โดยรวมแล้วเป็นลำโพงที่หน้าตาเรียบๆ ไม่เด่นอะไรมาก ซึ่งต่างกับเสียงที่ได้ยินออกมาอย่างสิ้นเชิง

“But what the X2T lacks in eye-catching looks, it more than makes up for in ear-pleasing sound”

PSB โดย Paul Barton นั้นมีชื่อเสียงมานานแล้วกับคุณภาพเสียงที่โดดเด่นในราคาที่คุ้มค่า เป้าหมายของการออกแบบ Imagine X Series ของเขานั้นก็คือการทำลำโพงที่ให้เสียงที่เที่ยงตรงที่สุดในระดับราคานี้ ซึ่งแน่นอนว่าการออกแบบดีไซน์นั้น ก็ต้องอิงมาจากรุ่นที่สูงกว่าของ PSB เอง โดยอาจจะมีการลดหรือตัดทอนบางสิ่งบางอย่างลงบ้าง เพื่อให้ได้ระดับราคาที่เป็นมิตรมากขึ้น โดยคงไว้ซึ่งเสียงที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
PSB_Imagine_X2T binding posts
PSB Imagine X2T biding posts

โชคดีสำหรับนักฟัง (ที่กระเป๋าไม่หนักมาก) PSB นั้นทำการบ้านมาดีมากอยู่แล้ว จากประวัติศาสตร์ที่ยาวนานมาแต่ปี 1974 นี้คือผู้ผลิตลำโพงรายแรกที่เข้าไปมีส่วนการออกแบบในสถาบันค้นคว้าและวิจัยแห่งชาติแคนาดา (NRC) และใช้เวลาหลายต่อหลายปีอยู่ที่นั้นเพื่อวิจัยค้นคว้าหาเสียงในอุดมคติที่ผู้คนจะชื่นชอบและยอมรับว่าเสียงดี โดยไม่ต้องมีปัจจัยอื่นๆ เช่นรูปร่างหน้าตาหรือราคามามีส่วนด้วยการทดสอบแบบปิดตาฟัง ดังนั้นลำโพงของ PSB ทั้งหมดก็อิงมาจากการวิจัยนี้นี่เอง

ภายในตู้ จุไว้ด้วยดอกลำโพงที่ออกแบบมาให้ได้คุณภาพที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เสียงกลาง ใช้ไดร์เวอร์ที่ออกแบบและสั่งทำเองโดยเฉพาะ ติดตั้งอยู่ในห้องของตัวเองเพื่อการกระจายเสียงที่ดีและลดการกวนจากวูฟเฟอร์ เมื่อเปิดที่ความดังสูง ทวีทเตอร์ทำจากไททาเนี่ยมพร้อม Phase Plug ช่วยกระจายเสียง และก็เพราะออกแบบมาให้เบสส์มีพลังมาก X2T จึงออกแบบมาให้วางห่างฝาหลังอย่างต่ำประมาณ 3 ฟุต เพื่อลดอาการเบสส์บูม โดยเฉพาะในห้องที่มีขนาดย่อมๆลงมา แอมป์ที่แนะนำควรเป็นแอมป์ Solid State เพื่อช่วยควบคุมเสียงทุ้มให้กระชับหนักแน่น
PSB_Imagine_X2T driver detail
X2T is a highly engineered speaker artfully designed to play to the ear. 
ก่อนที่จะเริ่มฟังจริงจัง ผมขอแบ่งปันสิ่งที่ผมค้นพบว่ามันเยี่ยมมากสำหรับเสียงจากลำโพงคู่นี้ ก็คือ แม้โทนเสียงโดยรวมจะออกแนวเข้มขรึมอยู่นั้น แต่นี้ก็เป็นลำโพงที่ให้ความโป่งใสได้ดีมากพอที่จะแจกแจงจุดเด่นและจุดด้อยในการบันทึกเสียงของแผ่นออกมาได้อย่างดีเยี่ยม มันทำให้โทนเสียงเปลี่ยนไปตามแผ่นที่เล่นอย่างเป็นธรรมชาติ อย่างเวลาเล่นแผ่นดีๆจาก Analog Production Rachmaninov Symphonic Dances นั้น ให้เสียงออกมาเหมือนฟังกับลำโพงที่มีราคาแพงกว่ามากมายเลยทีเดียว จากข้อมูลที่ได้มา มิดเรนจ์ 5-1/4 นิ้วตัวใหม่นั้น ออกแบบลักษณะของตัวกรวยออกมาเพื่อให้รูปทรงการกระจายเสียงที่จะให้เสียงร้องออกมาได้ดีเป็นพิเศษ และก็จริง เพราะเสียงร้องที่ได้จากลำโพงคู่นี้นั้นเรียกได้เลยว่าเป็นจุดเด่น เสียงร้องของ Madeleine Peyroux จากเพลง “Dance me to the End of Love” ให้บรรยากาศออกมาได้ราวกับกำลังฟังเพลงจากลำโพงราคาแพงจัดๆเลยทีเดียว
เสียงทรัมเป็ทของ Louis Amstrong’s “Star Fell on Alabama” จากชุด Ella and Louis <AP> เล่นเอาผมสติแตกไปเลย ในงานชิ้นนี้คุณภาพการบันทึกเสียงนั้น จะให้ความรู้สึกถึงเครื่องดนตรีอื่นๆนั้น เล่นกันจางๆ บางๆอยู่ ถอยออกไปเบื้องหลังลึกมากเป็นพิเศษ ทำให้ผมจินตนาการไปถึงภาพของ Oscar Peterson ที่เล่นเปียโนแบบเรื่อยๆ เบาๆ อยู่ที่มุมหนึ่งของห้องอัดที่ไกลออกไปแบบไม่ต้องการมาลดความสำคัญของเสียงหลัก นี่ไม่ใช่ความผิดของลำโพง แต่เป็นความเด่นที่ลำโพงคู่นี้ทำหน้าที่เป็น “คนนำสาร” ที่ถ่ายทอดสิ่งที่ถูกบันทึกไว้อย่างเที่ยงตรงและถูกต้องที่สุด – น่าประทับใจมากสำหรับราคาแค่นี้

จุดเด่นของลำโพงคู่นี้…

อยู่ที่พลังเสียงและเสียงทุ้มที่ทำให้อยากจะโยกหัวตามไป ลำโพงคู่นี้ให้เสียงทุ้มได้อย่างหนักแน่น ทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ เสียงทุ้มลงต่ำลึกสุดอย่างไม่คิดว่าจะมาจากราคาแค่นี้ เพราะเบสส์คือหัวใจหลักที่นักเล่นยอมจ่ายเงินเพื่อให้ได้มา ซึ่งกับ X2T นี้ เบสส์ย่านล่างสุดที่ให้มานั้น ถือว่าเป็นอะไรที่ทรงคุณค่าเกินราคามากมายสำหรับผม แม้มันอาจจะไม่สุดก้นบึ้งสุดๆ แต่ที่ได้มาก็ถือว่าเกินพอ เต็มที่ ทรงพลัง และให้การควบคุมจังหวะจัโคนที่ดีเยี่ยม 

ก็ต้องบอกว่า วูฟเฟอร์ 6-1/2 นิ้ว สองตัวนั้นสอดประสานทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี ให้เสียงที่หนักแน่น จนอาจจะเรียกได้ว่าเป็นลำโพงที่ “เน้นเบสส์” ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ ซึ่งลำโพงแนวนี้นั้น มันช่วยเสริมสไตล์เสียงที่อิ่ม มีมวล เพิ่มความสุขสบายในการฟังได้ดียิ่งจริงๆ

ผมเป็นคนที่ชอบความเที่ยงตรงของเสียง แต่ก็มีติในเรื่องของความหนาและอบอุ่น เป็นพิเศษกับบางสไตล์เพลง เช่น Rock หรือ Pop จากเพลงยุค 80 REM Life’s Rich Pageant บนแผ่น MOFI เพลงบัลลาด “Swan, Swan, H” เสียงอะคูสติก กีตาร์เป็นไปด้วยพลังและความน่าตื่นเต้น สวยงามไพเราะ และใสจริงๆ เพลง “Someday, someway” ของ Marshall Crenshaw ก็ถูก ถ่ายทอดออกมาอย่างเที่ยงตรง อย่างน่าประทับใจ X2T สามารถ แสดงออกมาถึงอารมณ์ร่วมของเสียงร้องที่ลอยเด่นออกมา จากอีกอัลบั้มของ Dead Can Dance’s “Spider Strategem” เสียงเพอร์คัสชัน ชัด สด กระชับน่าทึ่ง ทำให้การ ฟังเต็มไปด้วยความสุขสดชื่น และเมื่อขยับมาเพลง Clsssic บ้าง ก็ต้องบอกว่าเป็นจุดสูงสุดของการฟัง X2T เลย กับผลงาน ชุด Symphonic Dances ของ Earl Wild และ Arthur Fiedler’s Boston Pops (ดูเหมือนเพลง คลาสสิคจะเป็นของถนัดของ X2T) ที่ให้เสียงกลุ่มเครื่องเป่า ลม เครื่องสาย เครื่องเคาะย่าน สูง ที่น่าตื่นตะลึงสุดๆ

x-family
Imagine X Series Family

เรื่องของเวทีเสียง…

ออกแนวอัพฟรอนท์มาทางด้านหน้า ให้เสียงที่แผ่กว้าง อาจจะไม่เน้นความลึกแบบสุดๆ แต่ก็ให้ความแม่นยำของการวางตำแหน่งเสียงร้อง เครื่องดนตรี และนักดนตรีอื่นๆวางได้แม่นยำและเที่ยงตรงดี ทำให้ความเป็นดนตรีมีความสมจริง เสียงแซ็กซ์ และเบสส์ให้ความสมจริงมีมวล แน่นอนว่า แม้จะให้ความวิเศษในหลายแง่มุม แต่ด้วยราคานี้ก็ย่อมต้องมีจุดอ่อนบ้าง เล็กๆน้อยๆ เช่น ความฉับไว อาจจะไม่ถึงกับเร็วมาก เมื่อเทียบกับลำโพงที่มีราคาแพงกว่าหลายเท่า หรือความลึกของเวทีเสียงก็อาจจะไม่ได้ไปสุดกู่แบบสุดๆ เมื่อเทียบกับของแพงกว่าหลายเท่าบ้าง แต่โดย รวมเมื่อผมคิดคำนวณราคาแล้ว ก็ไม่ได้รู้สึกว่าสูญเสียอะไรไปเลย เพราะด้วยราคาที่ซื้อหา X2T ได้ นั้น มันก็อภิมหาโคตรคุ้มแล้ว เมื่อเทียบกับคุณภาพที่ได้มา ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบที่ดีเหลือเกิน ลำโพงนี้ให้เสียงกลางที่มีโฟกัสและเป็นธรรมชาติ เบสส์ เต็มไปด้วยพลังและรายละเอียด ในแบบที่ไม่มีวันหาได้จากลำโพงราคาแค่นี้ เล่นแผ่นดีๆเสียงที่ ออกมาจะดีเยี่ยมยอดในทุกแนวเพลง ไม่ว่าจะ Jazz, Pop, Rock เพลงร้อง ออกมาดีไปหมด ให้เสียงดนตรีที่เที่ยงตรง แม่นยำและสมจริง ถือเป็นลำโพงที่ให้ความสุข และมีความคุ้มค่าเกินราคาอย่างไม่น่าเชื่อ สมแล้วกับที่เป็น “ลำโพงสำหรับมหาชน” 
Imagine X Specifications
อ่านต้นฉบับได้ที่นี่

สอบถามเพิ่มเติมโทร 02-276-9644 , 097-001-7597

LINE ID : @conice

สนใจสั่งซื้อ คลิก! 

http://www.conice.co.th

รีวิว Bluesoud PULSE MINI กับ What Hi-Fi?

จาก What Hi-Fi?/2016 

แปลโดย: คุณอธิวัฒน์ อัมพะเตมีย์ 

PULSE MINI : The Compact All-In-One Streaming Music System.

เมื่อปีก่อน ผู้ที่อยากจะได้ระบบเสียง Multiroom หากต้องการระบบที่เรียบง่ายสักสองห้องโดยจัดลำโพง Bluesound PULSE สองตัวจะจบงบประมาณที่ 1,200 ปอนด์ แล้วพอมาในปีนี้ ถ้าจะบอกคุณว่า คุณจบระบบแบบเดียวกันได้ด้วยงบแค่ 540 ปอนด์ล่ะ?

_DSC7853_PulseMinix850w

Bluesound นั้น ไม่ได้แค่ทำเครื่องที่มีราคาประหยัดขึ้นในปีนี้เท่านั้น การออกเครื่อง Gen 2 ออกมาแทนของเก่า แบบครบทุกรุ่นแล้วก็ยังมีการออกแบบลำโพงไร้สายใหม่มาอีก 2 รุ่น คือ ตัวเล็กพกพาสะดวก PULSE FLEX (270 ปอนด์) และ PULSE MINI ตัวนี้ ซึ่งก็คือ PULSE เวอร์ชั่นเล็กลงมานั่นเอง

Features

นี่ไม่ใช่เป็นครั้งแรกที่เราเห็น PULSE MINI เพราะได้เคยลองกับรุ่นอื่นๆมาบ้างแล้วเมื่อปีก่อนเหมือนกับพี่ใหญ่ PULSE MINI เป็นระบบไบ-แอมป์ 2.1 ในตู้เดียว แอมป์มีกำลังขับ 50 วัตต์ ขับลำโพงวูฟเฟอร์ 10 เซนติเมตร (PULSE เป็น 13 เซนติเมตร) ในตู้เปิดแบบท่อคู่ โดยไดรเวอร์ ฟูลล์ เรนจ์ ให้เสียงกลางแหลมอีก 2 ตัวนั้นทำงานในตู้ซอยแยกของตัวเองแต่ละตัวก็มีแอมป์ขับของตัวเองแยกอิสระ

PULSE รุ่นดั้งเดิมหากจะต่อ Bluetooth นั้นต้องมีตัวเสริมมาเสียบเข้าไป ส่วน PULSE MINI ตัวนี้มีภาคบลูทูธในตัวอยู่แล้ว นอกจากนั้นยังมีช่องรับ IR กับ Input ที่สามารถคอนโทรลได้ด้วยรีโมท คอนโทรลของทีวี

_DSC8953-ipad-hands

หน้าตารูปทรงนั้นดูไปก็คล้ายรุ่นใหญ่ที่ย่อขนาดลงนั่นเอง เป็นการย่อลงในทุกภาคส่วน ซึ่งก็มีสัดส่วนที่ดูสดชื่นมากกว่าคู่แข่งที่เป็นทรงกล่องเรียบๆอย่าง Sonos Play 5 อยู่พอสมควร ภายในใช้ DAC 32 Bit เล่นได้ทุกอย่างตั้งแต่ MP3, WMA, FLACS และ WAVS ไปจนถึง 24/192 kHz ซึ่งเป็นจุดเด่นที่คู่แข่งยังทำไม่ได้

More after the break

การฟังสตรีมมิง เซอร์วิส หลักๆไม่ว่าจะเป็น Spotify, Rdio, Deezer, Tidal และ Qbuz นั้นสามารถทำได้ผ่าน App BluOS การเชื่อมต่อต่างๆทำได้เทียบเท่ารุ่นใหญ่ ทั้งทาง USB, Optical, Analogue, ต่อหูฟังก็ได้ ต่อแบบ LAN ก็ได้ ซึ่งก็แน่นอนว่าการต่อแลนนั้นให้ความเสถียรสูงสุดของการเล่น แต่หากอยากไร้สายจริงๆระบบ Wi-Fi ก็มีพร้อมตอบสนอง

%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%ad-2016-12-06-15-22-04

Sound

PULSEMINI_WHT_Backx850w

Bluesound บอกว่า PULSE MINI นั้นเป็นการย่อขนาด แต่ไม่ลดประสิทธิภาพลง ซึ่งหลังจากที่เล่นไปได้ไม่กี่เพลง เราก็เห็นด้วยล่ะ

เสียงมีมวล Full Bodied รุ่นลูก มีน้ำหนัก ชุ่มฉ่ำน่าฟัง แม้อาจจะไม่ได้ให้เสียงคลุมเต็มห้องได้ขนาดรุ่นพี่ แต่พูดก็พูดนะ ถ้าเราไปฟังที่ร้าน เราก็คงขอยก PULSE MINI ตัวนี้กลับบ้านมากกว่า ดูเหมือนรายละเอียดจะทำออกมาได้ดีกว่าด้วย ฟังดูแล้วมีความเป็นธรรมชาติกว่า แม้ว่าดูเหมือนเบสส์ จะถูกเน้นออกมามากกว่าปกติหน่อย ก็ให้ระวางการวางเข้ามุมนิดนึง (สามารถปรับเบสส์ได้ผ่านแอพ)

PULSEMINI_WHT_Topx850wเสียงต่ำลึก อาจจะไม่สามารถเทียบได้กับรุ่นพี่ PULSE ตัวใหญ่ แต่ก็บอกไม่ได้ว่าไม่มีเบสส์อย่างเด็ดขาด เล่นเพลงเบสส์หนักๆกลองแรงๆที่ผ่านตลอด น้ำหนักดีเลยทีเดียว

เสียงกลางสะอาดเที่ยงตรง ถ่ายทอดเสียงน้องออกมาได้สมจริง เสียงแหลมเปิดใสสะอาดดี

เสียงเปียนโนจากแผ่น Buena Vista Social Club “Pueblo Nuevo: มีความเที่ยงตรงแม่นยำ เจือไว้ด้วยความอบอุ่นชุ่มชื่นน่าฟังไปหมด

PULSEMINI_WHT_FrontVerdict

Bluesound ได้ทำการออกเครื่องที่เจริญรอยตาม PULSE ในขนาดที่เล็กลงและมีราคาที่เป็นมิตรขึ้น และมันก็เวิร์คมากด้วย

PULSE MINI เป็นลำโพงที่น่าทึ่งมากๆสำหรับราคาขนาดนี้ เพอร์เฟ็คท์สำหรับทุกห้อง ไม่ว่าจะเล่นห้องเดียวหรือหลายห้องในแบบมัลติรูมสมบูรณ์แบบ

อ่านรีวิวต้นฉบับ ที่นี่

สอบถามเพิ่มเติมโทร 02-276-9644 , 097-001-7597

LINE ID : @conice

สนใจสั่งซื้อ คลิก! 

http://www.conice.co.th

Pulse_mini-speaker-mobile

 

ที่สุดของปีกับ 7 แอมป์ยอดนิยมของ NAD จาก TAS!!

The 2017 edition of The Absolute Sound’s Editors’ Choice Awards,

ยินดีต้อนรับสู่ คอลัมภ์แนะนำเครื่องเสียงน่าใช้ประจำปี 2017 ในแต่ละหน้าที่เราได้นำเสนออุปกรณ์ และเครื่องเสียงแบรนด์ต่างๆนั้น มาจากกองบรรณาธิการ และนักเขียนของเราเป็นผู้ที่ทำการเลือกเฟ้นเพื่อค้นหาเครื่องที่มีความคุ้มค่ามากที่สุด และเป็นกลุ่มเครื่องเสียงที่เรายินดีที่จะซื้อใช้เอง หรือแนะนำต่อให้เพื่อนและคนในครอบครัวได้ใช้งานกัน ผลิตภัณฑ์ในแต่ละรุ่นได้ถูกจัดแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ตามชนิดของเครื่อง และระดับราคา คำแนะนำต่างๆนั้นรวบรวมไปถึงการรีวิวที่เคยได้เขียนถึง บางรีวิวแม้จะเป็นฉบับที่สมบูรณ์แล้วแต่ก็ยังไม่ได้ถูกตีพิมพ์หรือเผยแพร่

ผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงกลุ่ม High End นี้ มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ดังนั้นในบางรุ่นจึงเป็นบทความเดิมที่เคยได้รับการพูดถึงมาแล้วหลายปี ในขณะเดียวกัน ทีมงานของเราก็พยายามอัพเดทข้อมูลให้ทันสมัยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ผลิตภัณฑ์บางรุ่นจะตกรุ่นไปแล้ว เลิกผลิต หรือไม่เป็นที่นิยมเล่นกันแล้วอย่าง DAC แต่เราก็ยังนำกลับมาเขียนอีกเนื่องจากผู้ผลิตรายใหม่ทำให้เราต้องกลับมาพิจารณาเครื่องเล่นกลุ่มนี้อีกซักครั้ง เช่น DACs ที่รวมอยู่กับ Preamplifier และ Preamps กับ Integral Dacs.

สิ่งที่แปลกตาไปจากเล่มอื่นคือ เล่มนี้จะมีกราฟฟิค Icon ที่เป็นสัญลักษณ์ถึง Preamp กับ Phonostages, DACs, หรือทั้งสอง เช่นในภาพ

FullSizeRender

The Best Audio Gear of 2017

เป็นเรื่องธรรมดาที่จะรู้สึกดี หากแบรนด์เครื่องเสียงที่ทางโคไน้ซ์นำเข้าและจัดจำหน่าย ได้รับรางวัลและถูกรีวิวถึงในทางที่ดีเสมอๆ โดยเฉพาะกับสื่อนิตยสารเครื่องเสียงเมืองนอกอันทรงพลังอย่าง The Absolute Sound

และกับปี 2017 นี้ก็เช่นกัน นับว่าเป็นเกียรติ และดีใจมากที่เครื่องเสียงแบรนด์ NAD มีรายชื่อติดอยู่ถึง 7 รุ่น คือ

POWER AMPLIFIERS / $2999

M22 : Stereo Power Amplifier

NAD-M22-Front-1

คู่หูของปรีแอมป์ M12 ที่ยอดเยี่ยมตัวนี้ ให้กำลังขับ 250 วัตต์ต่อข้าง แบบ Hybrid Class-D ทำงานด้วย Chipset nCore ตัวล่าสุดจาก Hypex ให้พลังเสียงและการตอบสนองต่อความถี่เสียงทุ้มในระดับอ้างอิง เสียงทุ้มนั้นยอดเยี่ยม สมจริง หนักแน่นราวกับภูผาหิน มันลงได้ลึกสุดกู่เอาจริงๆ ในระดับที่สามารถแยกแยะโทนเสียงของ Bass Drum ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ว่าใช้หนังแบบไหน หัวไม้กลองแบบใด และไม่ใช่แค่เสียงทุ้มที่ยอดเยี่ยมเท่านั้น เสียงย่านอื่นๆก็เปิดโปร่ง ชัด และเที่ยงตรงสูงมากๆ

NAD-M22-Rear-1

PREAMPLIFIERS / $2000 – $5000

M12 : Digital Preamp DAC

NAD-M12-Front-1

 

M12 เป็นเจเนอร์เรชั่นใหม่ล่าสุดของ NAD รุ่น Masters เป็นพรีแอมป์ฯที่มี DAC ในตัว หน้าตาหล่อเหลา ตัวเครื่องเป็นอลูมิเนียม ดูหรูหรา งานประณีตและมีระบบ MDC หรือ Modular Design Construction ไว้เพื่อรองรับเทคโนโลยีในอนาคตเช่นเดียวกับ C390DD รองรับ Network Audio DD BluOS

nadmqa_m12_750x340

แน่นอนว่าเสียงที่ได้จาก M12 นั้นให้่ความไพเราะและธรรมชาติตามสไตล์ NAD แน่นอน แต่คุณภาพเกินราคาไปเยอะ เพราะเสียงที่ได้โดยรวมถือว่ายอดเยี่ยม อิ่มนุ่ม มาพร้อมทุกย่านความถี่ รายละเอียดมาเต็ม สุ้มเสียง classy ครบถ้วนจนต้องบอกว่า “Have-it-your-way” จะเล่นแบบไหน ใช้กับอะไรก็ได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น Analog หรือ Network Music ก็ได้ทั้งนั้น

Integrated Amplifiers / Under $1000

NAD C 316BEE / C 326BEE

แม้เวลาจะผ่านไปนาน แต่ NAD C 316BEE ก็ยังเป็นแอมป์สำหรับผู้ที่อยากจะเริ่มหัดเป็นAudiophile ได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นเคย ด้วยเสียงเรียบง่ายเป็นกลาง กำลังขับดี งานสร้างดี ถ้าอยากได้กำลังไปอีกหน่อย ก็ลองมองดู C 326BEE ได้ คุ้มค่าพอกัน

NAD-C-316BEE-Front-1NAD-C-326BEE-3-4-1

D3020 : Hybrid Digital Amplifier 

เป็นเครื่องที่ออกแบบมาเพื่อยุคนี้อย่างแท้จริง เล็ก สะดวก และอัดแน่นด้วยลูกเล่นการใช้งาน เป็นแอมป์กำลังขับ 30 วัตต์ พร้อมรับสัญญาณดิจิทัลได้ถึง 24/96 รับได้ทั้ง USB และ Bluetooth ปลายเสียงแหลมนุ่มนวล เสียงเปิด ฟังสบายคือจุดเด่น แม้บางทีอาจจะดูสบายไปหน่อย แต่กับราคานี้ ไม่อยากให้คิดมากอะไรเลย เพราะแค่นี้ก็เรียกได้ว่า เป็น “ความมหัศจจรย์” แห่งเสียงจากแอมป์ราคาแค่นี้แล้ว

NAD-D-3020-3-4-Vertical-1

C 356BEE : Stereo Integrated Amplifier

แอมป์กำลังขับ 80 วัตต์ต่อข้าง ที่นำเอารุ่นใหญ่อย่าง M3 มาย่อส่วนลง ออกแบบเป็น Dual Mono เสียงออกแนวเข้ม ขรึม เวทีเสียงกว้าง และลึก ชิ้นดนตรีมีบรรยากาศรายรอบดี

NAD-C-356BEE-3-4

C 390DD : Direct Digital Powered DAC Amplifier

แทนที่จะแปลงสัญญาณดิจิทัลให้เป็นอะนาล็อก แล้วค่อยส่งต่อไปภาคขยายอีกที แต่ NAD เครื่องนี้ กลับใช้วิธีรับเอาสัญญาณดิจิทัลโดยตรง ได้ถึง 24/192 มาแปลงเป็นสัญญาณ PCM และสั่งการทรานซิสเตอร์ ขับลำโพงแทน ซึ่งได้ข้อดีคือ ไดนามิคที่กว้างสุดยอด กำลังสำรองดีเยี่ยม ในทุกระดับสัญญาณเสียงแหลมนุ่มนวลน่าฟัง

NAD-C390DD_FRONT

 

สอบถามเพิ่มเติมโทร 02-276-9644 , 097-001-7597

LINE ID : @conice

สนใจสั่งซื้อ คลิก! 

http://www.conice.co.th

เรื่องของคำว่า “Matching” ตอนจบ

โดย…คุณอธิวัฒน์ อัมพะเตมีย์

ครั้งก่อนทิ้งท้ายด้วยคำถามว่า “เราแมทชิงระบบเสียงไปให้ใครฟัง? เรา เพื่อน หรือคนอื่น? วันนี้หากได้คำตอบแล้ว มาอ่านตอนจบต่อกันได้เลย

จากที่ครั้งก่อนหลุดไปยาว แต่ก็อย่างที่ผมบอกแหละครับว่า การแมทชิงทางเสียงนี่เป็นเรื่องที่ต้องทดลอง และสุ่มเสี่ยง พอมีหลักการอยู่บ้าง แต่ใช้ได้ไม่จริงจังอะไรหรอกครับ เพราะหลักที่แท้จริง จริงแท้ ว่าอะไรจะแมทช์กับอะไรนั้น มันอยู่ที่การ “ฟัง” เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ไม่มีตำราไหนจะมาสั่ง มาสอนเราได้หรอกว่า ความแมทชิงทางเสียงจากการจับเอาอุปกรณ์ร้อยพ่อพันแม่จากนานาชาติ จากคนออกแบบที่ไม่ได้รู้จักกันมาก่อนเลย หรือจากคู่แข่งทางการค้าด้วยซ้ำไป จะให้ผลออกมาดีหรือแย่?

ยกตัวอย่าง ปรีแอมป์ของผมทำจากอเมริกา เพาเวอร์-แอมป์ทำในอังกฤษ มีเซียนเอามาจับคู่ฟังแล้วโพสท์ลงเว็บบอกว่า ไม่เข้ากันเป็นที่สุด แต่ผมเอามาเข้ากันแล้ว เสียงดีชะมัด คือฟังแล้วชอบสุดๆ ถามว่าผมผิดไหม?-ไม่ผิดหรอกครับ–หรือผมต้องเชื่อเซียน แล้วเปลี่ยนเอาตัวที่แกแนะนำ แล้วเอามาฟังแล้วไม่ชอบ? ถ้าแบบนั้นน่ะผิด เพราะผมซื้อมาฟังเอง ไม่ได้ให้เซียนคนนี้ฟังสักหน่อย?

บางตำรา บางนักเล่น บอกว่าลำโพงยี่ห้อนี้ต้องเล่นกับแอมป์ยี่ห้อนี้เท่านั้น ห้ามเปลี่ยนเป็นอันอื่นเด็ดขาด?

ทั้งๆที่สองผู้ผลิตก็ไม่ได้รู้จักมักจี่กัน หรือออกแบบพัฒนาและวิจัยเครื่องร่วมกันมาก่อนเลย ต่างคนต่างอยู่ว่างั้นเถอะ ซึ่งผมเองก็ดั้นด้นไปฟังมาหลายชุด จากการผสมของสองยี่ห้อที่ว่านี้หลายรอบ ส่วนตัวก็บอกว่าไม่ชอบเท่าไหร่ แต่หลายคนชอบ ผมก็จะไปว่าอะไรเขาละครับ ความชอบมันไม่เหมือนกันก็เท่านั้นเอง

ดังนั้น การแมทชิงขั้นแรก ขั้นเดียว และขั้นสำคัญที่สุด คือการผสมผสานอุปกรณ์ทั้งระบบ ในทุกภาคส่วน โดยให้เสียงออกมาในแนวแบบที่เราชอบที่สุด-นี่คือหัวใจสำคัญที่สุด–

พูดแบบนี้นักเล่นใหม่ๆบอก “โยนอึ” มาให้เราเหนื่อยอีกแล้ว ก็เรายังไม่รู้ว่าเสียงแบบที่เราชอบเป็นอย่างไร เพิ่งเริ่มเล่น ขอคำแนะนำแบบเซฟๆหน่อย เอ้า!…งั้นเอาเบสิคไปหน่อยนะครับ

1.ผู้ผลิตเจ้าเดียวกันหรือเครือเดียวกันอันนี้พื้นฐานสุด เพราะเราก็ต้องคิดว่า เขาผลิตมาด้วยกัน แน่นอนว่าสเปคมันต้องแมทชิงกันเป็นอันดีที่สุดอยู่แล้ว แนวเสียงก็ไปทางเดียวกันหมด คุณภาพก็ระดับเดียวกัน ที่สำคัญผู้จัดจำหน่ายเจ้าเดียวกัน มีปัญหาอะไรก็ดูแลกันง่าย เช่น หากจะเล่นปรี/เพาเวอร์-แอมป์ ก็เล่นยี่ห้อเดียวกันไปเลย ความแมทชิงไม่ต้องห่วงเลย 100 เปอร์เซ็นต์แน่นอน หมดปัญหาไม่แมทช์ หรืออย่างลำโพงก็ยิ่งดีเลย เพราะหากเครื่องเสียง และลำโพงมาจากเครือเดียวกัน คือเป็นบริษัทพี่-น้องกัน (เช่น NAD/PSB) ก็แน่นอนว่าเขาทดสอบ ทดลองร่วมกันมาตลอด ความแมทชิงนี่ไม่ต้องห่วง เข้ากันได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เรื่องเสียงก็ต้องไปในทางเดียวกัน ไม่หักล้างกันจนฟังไม่ได้แน่นอน เพราะหากมันไม่เข้ากัน เขาคงไม่ปล่อยออกมาเด็ดขาด อย่างไรก็ตามให้พิจารณาเคสที่บางยี่ห้ออาจจะเก่งเฉพาะส่วน เช่น ทำแอมป์เก่ง ทำลำโพงไม่เก่ง ก็อาจจะไม่ได้ดีนัก เช่น สมัยที่มีชุดผสมสำเร็จ แบบแร็คซิสเต็ม เราก็มักจะพบว่า ลำโพงเป็นจุดอ่อนที่สุดในระบบก็มี แต่ถ้าเป็นเคสที่ผสมระหว่างผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในเครือเดียวกัน เช่น NAD/PSB ก็ถือเป็นข้อยกเว้น เพราะต่างคนต่างเก่งในส่วนที่ตัวเองทำอยู่แล้ว

2.การตีความแนวเสียงที่เป็น Signature ของแต่ละยี่ห้อ เครื่องเสียงและลำโพงแต่ละยี่ห้อ มักจะมีแนวเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองมาตลอด เช่น NHT เป็นลำโพงเสียงเปิดใสสะอาด หากเราพบว่า รสนิยมตั้งต้นของเราชอบเสียงใสๆ ละเอียดๆ หรือหากมีชุดอยู่แล้ว และพบว่าระบบของเราต้องการความใสสะอาดเพิ่ม เราก็อาจจะเริ่มพิจารณาลำโพง NHT เป็นจุดแรก เป็นต้น เพราะลำโพง NHT เป็นลำโพงที่ให้เสียงใสสะอาด

3.เริ่มต้นที่ลำโพง เวลาผมจะจัดชุดส่วนใหญ่ ผมจะเริ่มที่ลำโพงก่อนเลย เพราะลำโพงเป็นเหมือนปลายน้ำที่จะปล่อยเสียงหลักๆมาให้เราฟังกัน เมื่อเราเลือกลำโพงตัวยืนไว้ได้แล้ว ความแมทชิงอื่นๆก็จะตามมา เช่น เราจะเลือกแอมป์รุ่นไหน กี่วัตต์ กำลังขับเท่าไหร่ กำลังสำรองแบบไหน หลอดหรือทรานซิสเตอร์ หรือ Class-D ยี่ห้ออะไรดี

4.เมื่อได้ลำโพงตัวยืนแล้ว เราก็จะมาเลือกแอมป์ และถ้าจะเลือกแอมป์ ผมเริ่มต้นเลือกแอมป์ที่มีกำลังขับระดับ 60 วัตต์ขึ้นไปไว้ก่อน เพราะแอมป์กำลังขับระดับนี้ จะไม่ค่อยมีปัญหากับลำโพงใดๆนัก จากนั้นเราค่อยมาเพิ่มหรือลดกำลังลงฟังเปรียบเทียบ ถ้าวัตต์มากขึ้น เสียงดีมากขึ้นสมกับที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มไหม ในทางกลับกัน หากวัตต์น้อยลง เสียงดร็อพลงเยอะไหม หรือไม่ต่างกันมาก ฟังไม่ออก เราก็ไม่ต้องไปเสียเงินเพิ่ม

5.หลักการพื้นฐานคือ เลือกแนวเสียงที่ผสมผสานแล้วได้ผลออกมาที่กลมกล่อมถูกใจเราที่สุด นี่คือเหตุผลว่าทำไม บางครั้งเราเอาระบบที่ดี ดัง ติดดาว รางวัลเพียบ มาผสมกันแล้วเสียงออกมาไม่ได้อย่างที่ต้องการ เพราะบางครั้งแนวเสียงของแต่ละยี่ห้อที่มาผสมกัน มันไปทางเดียวกันมากเกินไป เช่น เสียงออกแนวใสไปหมดทุกตัว ผลออกมาคือเสียงที่่ใสบางจนฟังไม่ได้ ในทางกลับกัน เสียงนุ่มหมดทุกตัว ก็ให้ผลออกมาที่นุ่มมากมายจนทึบไปหมด หรือจะให้แปลกคือ การผสมแบบ “ดวงซวย” (เพื่อนเรียกกัน) คือ ผสมกันแล้ว แต่ละเครื่องในระบบช่วยกันผลักดันความไม่ดีของแต่ละตัวออกมาหมดก็มี เคยเจอนะครับ ชุดที่แบบว่า ดีหมดทุกยี่ห้อ แต่ผสมออกมาแล้วแย่หมดในทุกด้าน แบบนี้ก็มี

6.อย่าเพิ่งเอาสายมายุ่งในตอนแรก สายต่างๆเอาไว้มาจูน ตอนที่ทุกอย่างลงตัวหมดแล้ว จบแล้ว อยากสนุกสนานกับของแต่งของเล่นอะไรพวกนี้ ก็ค่อยมาว่ากันทีหลัง อาจจะเป็นอีก 1-2 ปี ที่เราอยู่กับชุดนี้มานาน จนรู้สึกเริ่มคัน เริ่มถามตัวเราต้องการอะไร “เพิ่ม” ในจุดไหน ผมมักจะบอกเสมอๆว่า แรกเริ่มอย่าเพิ่งใช้สายแพงมากมายอะไร ใช้แบบธรรมดาๆกลางๆไปก่อน ฟังไปนานๆจนทุกอย่างลงตัวหมดแล้วค่อยถามตัวเองว่าอยากได้อะไร ในแง่ไหนเพิ่ม ก็ค่อยมาว่ากัน อย่าลืมและอย่ากลัวที่จะลองใช้ปุ่มทุ้ม/แหลม (ที่อาจจะมี) ติดเครื่องมาลองปรับกันก่อน ทุกอย่างอาจจะจบ หรือถ้าไม่จบ ก็หาสายมาจูน มาเสริม ด้วยความคาดหวังที่ไม่มากเกินไป เพราะเห็นบางคนเล่นไปเล่นมา เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนสายแพงกว่าเครื่องหรือลำโพงซะอีก แบบนั้นไม่สวยเท่าไหร่ เพราะหากจะเล่นสายหนักกันขนาดนั้น สู้เอางบไปเปลี่ยนเครื่องเปลี่ยนลำโพงได้ผลกว่าไหม? หรือถ้าไม่อยากได้อะไรเพิ่มก็ยิ่งดีครับ

**สุดท้ายท้ายสุด “การทดลองฟัง” เท่านั้นที่จะบอกได้ว่า อะไรแมทชิงกับคุณที่สุด**

เคล็ดสำคัญที่สุดของการเล่นเครื่องเสียงมันอยู่ตรงนี้ครับ มันไม่มีอะไรมากไปกว่าการฟัง ฟัง ฟัง และฟัง เราโชคดีเหลือเกินที่เราเข้ามาอยู่ในยุคที่ผู้ขายเครื่องเสียง เกือบทุกรายในบ้านเราตอนนี้ ให้การบริการที่ดี และเต็มใจที่จะให้เราทดลองฟังเครื่องเสียงได้อย่างอิสระและเต็มที่ ทราบมาว่าผู้ขายระดับไฮ-เอ็นด์ หลายรายเต็มใจที่จะให้เอาลำโพงราคานับล้านไปให้ทดลองฟังกันถึงที่บ้านเลยทีเดียว ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีมาก ไม่มีอะไรเหมาะไปกับการฟังในสถานที่จริงแล้วล่ะครับ แต่ทีนี้กับลำโพงราคาหลักหมื่น ไอ้ครั้นจะขอเขาไปลองฟังที่บ้าน ก็คงลำบากใจหน่อย เพราะกำไรเขาไม่คัพเวอร์ค่าเดินทางได้ขนาดนั้น เราก็ไม่ต้องถึงกระนั้น ฟังกันในห้องฟังที่จัดเตรียมไว้พอดีๆ ตามโชว์รูมเครื่องเสียงก็ได้ผลที่ดีมากพออยู่แล้วครับ

การฟังที่ดีคือ…

1.ฟังได้นาน อันนี้สำคัญที่สุดครับ ชุดเครื่องเสียงที่ดี ต้องทำให้เราฟังเพลงได้นานอย่างไม่เหนื่อยล้า พวกเรานักเล่นเครื่องเสียง ฟังเพลงกันทั้งวันครับ เฉลี่ย 2-3 ชั่วโมงต่ำๆ บางคนฟังกันเป็น 10 ชั่วโมงเลย ถ้าเสียงไม่ดี เราฟังนานไม่ได้หรอกครับ ดังนั้นไปอยู่ที่ร้านฟังนานๆ ไม่ต้องทั้งวันหรอกครับ เสียงแย่ๆฟัง 5 นาที ก็ต้องปิดแล้ว เสียงดีๆฟังติดกันสัก 1 ชั่วโมง ไม่ล้าหู ฟังแล้วอยากเปลี่ยนแผ่น ลองโน่นลองนี่ สนุกกับเปลี่ยนเพลงไปเรื่อยๆ หรือเครื่องไหนทำให้เราฟังแผ่นเดียวกันตั้งแต่ต้นจนจบแบบตรึงเราติดเก้าอี้ได้นี่สิเรียกว่าคุณเจอเนื้อคู่แล้วล่ะ

2.ฟังเทียบได้ แต่อย่าเยอะเกิน ทำการบ้านกันหน่อยครับ ว่าเราอยากจะจับอะไรคู่กับอะไร เช่น ตัวหลักที่เราทำการบ้านมา คือแอมป์รุ่นนี้ ซีดีรุ่นนี้ หรือไม่เน้นกับลำโพงรุ่นนี้ จากนั้นชุดสำรองคืออะไร จะเปลี่ยนแอมป์หรือลำโพง ทดลองเทียบทีนึง ก็ไม่เกินสองสามรุ่นพอ แต่ละรุ่นใช้เวลานานพอสมควรนะครับ ไม่ใช่ฟังอินโทร ยังไม่จบก็เปลี่ยนแผ่นแล้ว (หรือสมัยก่อนกด Speaker Selector กันมันส์ไปเลย)

3.ฟังที่หลายระดับเสียง ระบบเสียงที่จะถูกใจเราที่สุด ต้องให้เสียงที่ดีที่สุดในระดับการฟังที่เราฟังปกติ หากชอบฟังดัง จงเร่งระดับเสียงในระดับดังที่เราชอบฟังที่สุดเป็นหลัก จากนั้นลองฟังที่ระดับเบา แล้วค่อยมาระดับดังกว่าปกติ (แต่ไม่ใช่ว่าเปิดดังแบบคอนเสอร์ทนะครับ) ระบบที่ดีต้องให้เสียงที่ดี เฉลี่ยสม่ำเสมอในทุกย่านความดัง เปิดเบาก็ต้องไพเราะ มีความอิ่มเอิบครบครัน รายละเอียดไม่จมหายไปหมด ให้ความรู้สึกเหมือนนักดนตรีเล่นกันเบาลง ไม่ใช่ตัวเล็กลงหรือออกไปเล่นนอกห้อง เปิดดังก็ไม่ได้เพี้ยนกร้าวจนหนวกหู เพราะนั่นหมายถึงกำลังสำรองที่ไม่ดี ที่สำคัญเสียงที่ได้ยินต้องให้ความรู้สึกที่ครอบคลุม โอบล้อมเข้ามาถึงบริเวณที่คุณนั่งฟังอยู่ ไม่ใช่เหมือนเสียงดังอยู่แถวๆหน้าลำโพง

4.แข่งกันแฟร์ๆ เครื่องและลำโพงที่ฟังเทียบหรือจับคู่กัน ควรใช้สายและอุปกรณ์ต่างๆที่เหมือนกัน และที่สำคัญมากคือ ลำโพงควรตั้งอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน หรือใกล้เคียงกันที่สุด การฟังบางครั้งที่มีลำโพงเรียงกันอยู่ด้านหน้าเยอะนั้น โอกาสผิดพลาดและเสียงไม่เท่ากันเป็นไปได้สูงมาก (ตัวในอยู่ Sweet Spot ก็ได้เปรียบไปเต็มๆ) อ้อ เครื่องที่เข้าคิวรอฟัง ก็ควรจะเปิดอุ่นเครื่องรอไว้หน่อยก็ดีนะครับ

5.ยกไหวก็ยกไปครับ ว่าง่ายๆหากยกแอมป์หรือลำโพงไปทดลองจับคู่เปรียบเทียบ กันได้ก็ทำครับ ผมเองสมัยพอมีแรง ก็ยกแอมป์ไปลองลำโพงตลอดครับ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เราแน่ใจได้เลยว่า แอมป์ของเราจะแมทช์กับลำโพงที่เราจะซื้อหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นลำโพงก็ลำบากหน่อย เพราะมันหนักและดังนั้นหากเวลาจะทดสอบแอมป์ก็ลองหาลำโพงที่สเปคใกล้เคียงกับลำโพงที่เราใช้อยู่ก็พอไหวครับ โดยเฉพาะค่าความไว กับค่าความต้านทาน และขนาดกับแนวเสียงของลำโพงก็ควรจะคล้ายๆกันครับ

และนั่นก็คือเรื่องราวของการแมทชิงเท่าที่พอนึกและเรียบเรียงมาได้นะครับ อีกครั้งที่บอกว่ามันไม่มีอะไรตายตัวชี้ชัดได้เลยว่า เครื่องและลำโพงหรืออุปกรณ์อื่นๆมันจะแมทชิง ให้เสียงที่เราชอบได้แค่ไหน แน่นอนว่าเรื่องความเข้ากันทางสเปคนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ และค้นหาเพื่อมาเจอกันได้ไม่ยาก แต่พอมาถึงเรื่องเสียงอะไรเข้ากับอะไรนี่ ไม่มีตัวชี้วัดที่จะบอกอะไรได้เลย นอกจากหูของเราเอง “คนเดียว” (ยกเว้นจะซื้อมาให้เพื่อนฟัง หรือเซียนปลื้ม ก็ต้องเรียกพวกเขามาตัดสินใจให้)

ซึ่งมาถึงตรงนี้ ผมก็ยืนยัน นั่งยัน และนอนยันเช่นเคยว่า การที่จะให้ได้มาด้วยเครื่องเสียงที่ดีและเหมาะกับเราที่สุดนั้น การทดลองฟังแล้วตัดสินด้วยหูตัวเองและความชอบของตัวเองเป็นหลักครับ

หากรัก หากชอบแล้ว ใครจะมาเปลี่ยนแปลงเราก็คงไม่ได้ แล้วการเล่นเครื่องเสียงก็จะมีความสุข ไม่สิ้นเปลือง ไม่วุ่นวาย Over Budget ครับ

เรื่องของคำว่า “Matching” ตอนแรก

โดย…คุณอธิวัฒน์ อัมพะเตมีย์

ตลอดระยะเวลาที่ผมเล่นเครื่องเสียงมานานหลายปี สิ่งหนึ่งที่ผมยอมรับว่ายากที่สุด คือเรื่องของการแมทชิง ระบบให้ออกมาดีที่สุด “แมทชิง” คืออะไร มันก็เป็นคำที่มาจากคำว่า Matching ซึ่งแปลตรงตัวว่า “จับมาเข้ากัน” นั่นเอง การแมทชิงนั้นถือได้ว่าเป็นหัวใจหลักของการที่จะให้ได้มาซึ่งชุดเครื่องเสียงที่ให้เสียงที่ดี ลงตัว เหมาะสม ในแง่ของความเข้ากัน เพื่อที่จะให้ได้เสียงที่ตรงกับความต้องการของเรานั่นเอง

ทำไม Matching ถึงยาก?

เริ่มแรกเราก็ต้องทราบกันก่อนว่า การนำเครื่องเสียงมารวมกัน ในที่นี้เราพูดถึงระบบเสียง Stereo มาตรฐาน 2 Channel ก็ต้องประกอบไปด้วย

1.ต้นทาง คือ แหล่งโปรแกรม เช่น ซีดี, เครื่องเล่นแผ่นเสียง, จูนเนอร์ และสมัยนี้ก็ต้องระบบดิจิตัล เช่น DAC/Network Audio Player

2.ภาคขยาย คือ ปรีแอมป์+เพาเวอร์-แอมป์ หรืออินติเกรตเตด แอมป์

3.ลำโพง และอาจจะมีซัพวูฟเฟอร์ เข้ามาเสริม ในระบบ 2.1

4.อุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น สายลำโพง, สายสัญญาณ, สายไฟ อุปกรณ์ การจูนต่างๆ

เราจะเห็นว่า องค์ประกอบหลัก 4 ส่วนนี้ ดูๆไปก็ไม่ได้มากมายอะไร นักเล่นที่ไม่คิดอะไรมาก ก็สามารถที่จะหาอุปกรณ์ทั้งหมด ซื้อแล้วจับมารวมกันในแบบที่ตัวเองต้องการ ตามงบประมาณ เสียงออกมาฟังได้โอเค ก็ถือว่าจบ

แต่ถ้าเรามีคำถามที่มากกว่านั้นล่ะ?

ถ้าชุดเครื่องเสียงที่ซื้อมาในแนวทางแบบแรกแล้วเอามาฟัง เกิดความรู้สึก “ไม่ชอบ” ขึ้นมา เช่น เกิดสะดุดกับเสียงที่มีความรู้สึกว่าฟังแล้ว มันใสเกินไป ฟังนานๆแล้วเจ็บหู หรือไม่ก็เสียงทึบไป แหลมน้อย เบสส์น้อย หรือเบสส์มากเกินไป หนาเกินไป ฟังไม่เพราะ หรือที่โหดกว่านั้นคือเกิดความรู้สึกว่าเสียงมันเบาเกินไป เร่งโวลูมไปเยอะมาก ก็ไม่ได้ความดังที่ต้องการ มีความรู้สึกเหมือนเสียงมันตกอยู่หน้าลำโพงเท่านั้นเอง

ซึ่งปัญหาและอาการเหล่านี้นั้น เกิดขึ้นได้จากสาเหตุหลายๆอย่าง พื้นฐานหลักก็อาจจะโทษว่าอุปกรณ์ของเราไม่ดี ก็เป็นไปได้ เช่น ในระบบอาจจะมี Weakest Link ผสมอยู่ในบางช่วง เช่น อาจจะมีลำโพงที่ไปยืมมาจากชุด Component ถูกๆ ก็อาจจะทำให้คุณภาพเสียงออกมาไม่ดีเท่าไหร่ ก็เป็นไปได้ หรือบางทีก็อาจจะเอาเครื่องเล่นดีวีดี ราคาพันกว่าบาทมาเล่นแผ่นซีดี เสียงมันก็ออกมาไม่ดีนัก อันนี้เราก็ต้องมองกันไปที่คำที่เรียกว่า “Upgrade” ซึ่งก็คือการหาซื้ออุปกรณ์ใหม่ที่น่าจะเหมาะสมกว่าเก่า

แต่ถ้าอุปกรณ์ทั้งหมดเราก็เลือกมาดีแล้ว มีแบรนด์ มีชื่อชั้น มีรีวิวดีๆ มีรางวัลติดตัวกันทั้งหมด แต่เสียงที่ได้ยินแล้วมันไม่เพราะ อันนี้แหละครับที่เราต้องมาใช้คำว่า “ไม่แมทชิง” กันเข้ามามีส่วนแล้วล่ะ ซึ่งสามารถแยกได้ 2 ส่วนคือ

1.ไม่แมทชิงกันทางสเป็ค

อันนี้เป็นเรื่องที่หลายคนมองข้าม หรืออาจจะมองไม่เห็น แม้จะตั้งใจมองเลย ก็คือการไม่แมทชิงกันทางสเป็คระหว่างอุปกรณ์ต่างๆในระบบ ยกตัวอย่าง ก็เช่น ค่าความไวของลำโพงกับกำลังขับของแอมป์ อันนี้เป็นเรื่องพื้นฐานที่สุด ลำโพงความไวต่ำ ถูกขับด้วยแอมป์กำลังต่ำ ก็อาจจะเกิดอาการตื้อ เร่งไม่ขึ้น เสียงจม เพี้ยน ไม่น่าฟัง จุดนี้แม้จะรู้กันดี แต่ก็พลาดกันเยอะ เพราะบางครั้งเวลาเราไปทดลองฟัง ต่อแอมป์ 20 วัตต์กับลำโพง 86 ดีบี เปิดฟังที่ร้าน เสียงมันก็ดังดี โวลูมก็เร่งไม่เยอะ ดูๆไปก็ไหว แต่สิ่งที่เรามองข้ามไปคือ มันดัง แต่มันดีหรือเปล่า เสียงมันครบหรือเปล่า และเวลาใช้งานจริง มันให้เสียงที่ดีพอหรือเปล่า? รายละเอียดเล็กๆน้อยๆออกมาดีหรือเปล่า และที่เป็นหัวใจหลักคือ เวลาฟังเบาๆหรือปานกลาง ทุกอย่างมันออกมาครบหรือเปล่า?

**จำไว้นะครับ เสียงดังกับเสียงดี เป็นคนละเรื่องกัน**

ความไม่แมทชิงทางสเป็คนั้น ยังมีอีกหลายจุดครับ เช่น ชนิดของปรีแอมป์ กับเพาเวอร์-แอมป์ (หลอดกับทรานซิสเตอร์ผสมกันอาจจะไม่ดีเสมอไป) ค่าความต้านทานขาออก/ขาเข้าของปรีกับเพาเวอร์-แอมป์ ที่อาจจะไม่แมทช์กัน ทำให้ความอิ่มเอิบของเสียงหายไป (หากกะจะเล่นผสมยี่ห้อ ก็ควรเลือกปรีแอมป์ จึงควรเลือกแบบที่ปรับความแรงสัญญาณขาออกทางด้านหลังได้ก็ดีครับ) ผมเองเคยทดลองปรับความแรงสัญญาณขาออกของปรีแอมป์ ที่ระดับต่างๆดู พบว่า ปรีแอมป์กับเพาเวอร์-แอมป์ที่ต่างยี่ห้อกัน จุดที่เสียงดีที่สุดมันไม่เท่ากันนะครับ เราต้องทดลองฟังเปรียบเทียบกันดูทุกครั้งที่เปลี่ยนการจับคู่ ไม่ใช่ให้เร่งให้แรงสุดเสมอไปด้วย (บางคนชอบบอกว่าให้บิดให้สุดไปเลย) ปรีแอมป์บางเครื่องเร่งเลเวลด้านหลังให้สุด แล้วเสียงไม่ดี มีแต่เสียงรบกวนก็เยอะไปครับ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลย

แหล่งโปรแกรมส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาทางแมทชิงความแรงสัญญาณครับ ยกเว้นกรณี Analog เท่านั้น ที่เรื่องการ แมทชิง นี่เรียกว่า หากจะว่าจริงๆต้องเขียนบทความแยกกันออกไปเลยกระมัง เพราะความแมทชิงของอนาล็อก อย่างเครื่องเล่นแผ่นเสียงนี่ มันแทบจะเรียกว่า “ทุกอณู” เลยก็ว่าได้ ว่ากันตั้งแต่ปลายเข็ม, หัวเข็ม, โทนอาร์ม, ไล่ไปจนถึงความแรงสัญญาณขาออกของหัวเข็ม ไปยังค่าความต้านทานของภาคโฟโน และค่าเคอร์ฟของภาคโฟโนกันไปโน่น ยาวครับยาว เอาเป็นว่าเบื้องต้นที่พลาดกันมาก คือการแมทช์ค่าความแรงของสัญญาณจากหัวเข็มกับภาคโฟโน ที่อาจจะไม่เข้ากันแล้วเกิดปัญหา “เร่งไม่ขึ้น” กับหัวเข็มบางหัว (ทั้ง MM และ MC) ที่บางครั้งอาจจะมีความแรงของสัญญาณ (ค่าเป็น MV) ที่ต่ำเกินกว่า ที่ภาคโฟโนในปรีแอมป์ หรืออินติเกรตเตด แอมป์ ตั้งไว้ ยกตัวอย่างเช่น ภาคเอ็มซีของปรีแอมป์ทั่วๆไป อาจจะกำหนดไว้ให้ใช้กับหัวเข็มเอ็มซีมาตรฐานทั่วๆไปเช่นกัน ที่มีความแรงสัญญาณขอออกระดับ 0.5 MV แต่หากเราไปเจอหัวเข็มเอ็มซีบางหัวที่มีความแรงสัญญาณขาออกต่ำมากๆระดับ 0.15 MV ก็อาจจะเกิดปัญหาเร่งไม่ขึ้น เสียงดังไม่พอ เร่งแรงแล้วเสียงซ่าออกมาเยอะ เสียงรบกวนเยอะ ซึ่งแน่นอนว่าจะไปรบกวนคุณภาพเสียงได้นั่นเอง ดังนั้นนี่คือเป็นอีกจุดที่ต้องพิจารณาก่อนที่จะซื้อหัวเข็มครับ

ดังนั้น โดยสรุปเรื่องแรกของการแมทชิงระบบที่เราควรพิจารณา

1.กำลังขับกับความไวของลำโพง พิจารณากันง่ายๆครับ ความไวต่ำระดับ 84-87 ดีบี หาแอมป์สัก 60-80 วัตต์ เริ่มต้นหรือเป็น 100 ได้ก็ดี

2.กำลังสำรองกับความต้านทานของลำโพงจริงๆตรงนี้ เดี๋ยวนี้ลำโพงสมัยใหม่ส่วนใหญ่ให้ค่าความต้านทานมาตรฐานกันมาที่ 6-8 โอห์ม เรียกได้ว่าไม่กินกระแสมาก บางยี่ห้อ (เช่น PSB) ยังบอกไปอีกว่า ความต้านทานต่ำสุด จะไม่ลงไปต่ำกว่า 4 โอห์ม ซึ่งก็ถือว่าไม่ได้โหดร้ายอะไรสำหรับแอมป์ทั่วๆไป แต่… ลำโพงบางยี่ห้อ อาจจะไม่เป็นเช่นนั้น โดยเฉพาะลำโพงใหญ่ๆเล่นหนักๆแรงๆที่ความดังสูงๆ โดยเฉพาะในย่านเสียงทุ้ม ความต้านทานอาจจะตกลงไประดับ 2 หรือ 1 โอห์ม นั่นจะดูดกระแสจากแอมป์ไปแบบตัวซูบกันเลย เหมือนโดนแวมไพร์ดูดเลือดหมดตัวนั่นแหละครับ เวลาเราเปิดแอมป์ดังๆจนเสียงแตกพร่านั่นแหละ เกิดจากเรื่องนี้ล่ะครับ เพราะแอมป์ที่ไม่ดี เสียงจะเพี้ยนพร่า ฟังไม่ได้ แอมป์ดีๆจะปล่อยกระแสออกไปได้พอเพียง หรือบางยี่ห้อสมัยใหม่ เช่น NAD จะสามารถปรับกำลังให้เหมาะสมไปยังค่าความต้านทานต่างๆของลำโพงได้ตลอดเวลา ทำให้ไม่พร่า ไม่เพี้ยน จุดนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาก่อนซื้อแอมป์ครับ ดูกันง่ายๆเช่น สเปคแอมป์จะระบุว่า กำลังขับปกติ 8 โอห์ม ได้ xx วัตต์ แล้ว 4 โอห์ม จะได้กี่วัตต์ 2 โอห์ม กี่วัตต์ แอมป์ที่ดีโอห์มลงต่ำ กำลังต้องขึ้น หากจะให้ดีต้องขึ้นได้เกือบเท่าตัว หรือใกล้เคียง หรือแอมป์ดีๆบางแบบจะปรับกำลังให้เท่ากันสม่ำเสมอได้ทุกระยะไม่ว่าจะ 8, 4 หรือ 2 ซึ่งเป็นตัวบอกว่า เสียงจะสม่ำเสมอไปตลอดการทำงาน ไม่ใช่พอเร่งแรงเสียงสด เร่งเบาเสียงนุ่มอะไรประมาณนั้น ส่วนแอมป์ไหนไม่ระบุอะไรเลย ก็ให้คิดไว้ก่อนว่า มันทำงานได้ไม่ดี เวลาอิมพีแดนซ์มันแปรเปลี่ยน เขาถึงไม่เอามาคุยไงครับ

3.หากเล่นแยกชิ้น ปรีและเพาเวอร์-แอมป์ จะเล่นต่างยี่ห้อกัน ควรหาปรีหรือเพาเวอร์-แอมป์ที่สามารถปรับความแรงของสัญญาณขาออก/ขาเข้าได้ครับ

4.หากจะเล่นแผ่นเสียง มีเรื่องความแมทชิงมากมายก่ายกองไปหมด ผู้ขายที่ดีจะแนะนำท่านได้ครับ (เบื้องต้นหากไม่มีประสบการณ์มาก ซื้อเครื่องเล่นที่ประกอบและเซ็ทอัพ สำเร็จมาจากโรงงานครับ) ส่วนในแง่ของปรีแอมป์ ดูค่าความแรงสัญญาณขาออกของหัวเข็ม กับขาเข้าของปรีแอมป์/ภาคโฟโนว่า เข้ากันหรือเปล่าด้วยครับ

2.การไม่แมทชิงทางน้ำเสียง

มาถึงจุดที่เรียกว่าเป็นเรื่องที่เรียกได้ว่า “ดวง” ที่สุดในการเล่นเครื่องเสียงละครับ-ฮา–ผมเองเคยปรารภกับเพื่อนๆนักเล่นกันว่า การจะให้เสียงได้แมทชิงกันที่สุดนั้นเป็นเรื่อง “ฟลุ๊ค” กันล้วนๆก็เคย เพราะบางครั้ง กับการที่เราตั้งใจคิดว่าการเอาโน่นมาบวกนั่น อาจจะดี แล้วพอเอาเข้าจริงๆแล้ว ออกมาไม่ดีอย่างที่คิดก็มี แต่ในบางครั้งก็ให้ผลที่ตรงกันข้าม คือดีอย่างน่าประหลาดใจ ทั้งๆที่ใครๆก็บอกว่ามันไม่น่าจะเข้ากันได้ ก็มี

เพราะการเล่นเครื่องเสียง เป็นเรื่อง Subjective คือ มีความชอบส่วนตัวของแต่ละคนมาเป็นข้อกำหนด มันจึงเป็นอะไรที่ไม่สามารถตัดสินกันได้เลย ว่าเสียงที่ได้ยินอยู่นั่น จะเป็นเสียงที่เราชอบหรือไม่?

นี่คือเหตุผลหลัก ที่ผมมักจะบอกกับเพื่อนๆที่อยากเล่นเครื่องเสียงเสมอๆว่า “เล่นเครื่องเสียง จัดชุดให้เสียงออกมาให้เราชอบ เพราะเราเป็นคนเสียเงินซื้อ” ซื้อเครื่องเสียงมาฟังเอง ไม่ใช่ซื้อมาให้เพื่อนฟัง เพื่อนมันมาฟัง สองสามชั่วโมงก็ไป หากเพื่อนไม่ชอบ แล้วเราต้องไปซื้่อเครื่องเสียงใหม่มาให้เพื่อนชอบหรือ? แบบนั้นตลกไปแล้วละครับ และมันก็เป็นเรื่องแปลกที่ผมเห็นนักเล่นจำนวนมาก ที่ยอมเสียเงินเปลี่ยนชุดเครื่องเสียงทั้งชุด เพียงเพื่ออยากให้เพื่อนชื่นชม!

วันนี้ทิ้งท้ายด้วยคำถามว่า “เสียงที่แมทชิงนั้น เราทำมันออกมาให้ใครชอบ? เรา เพื่อน หรือคนอื่น? แล้วติดตามอ่านตอนจบเรื่องแมทชิ่งได้ในเร็วๆนี้

 

 

NHT C-3 : Reborn of Legend

The Latest NHT C Series Plus, talk to Model C-3 

โดย: คุณพิพัฒน์ คคะนาท 

เผยแพร่โดยนิตยสาร What Hi-Fi? ฉบับเดือนกันยายน 2016

NOW HEAR THIS…

xlarge
ภาพจาก : NHTHIFI.com

แม้จะมีความคุ้นเคยกับลำโพงค่ายนี้มานานช้า แต่ทุกครั้งที่เห็นหรือได้เอามาลองเล่น ผมก็มักจะนึกไปถึงครั้งแรกที่รู้จักชื่อนี้แบบอดไม่ได้ทุกครั้งไป นั่นก็คือเมื่อสักช่วงปลายทศวรรษ 80 หรือไม่ก็ต้นๆ ของช่วงปี 90 ซึ่งน่าจะเป็นยุคที่งาน CES : Consumer Electronics Show ยังจัดกันปีละสองครั้งในสหรัฐอเมริกา โดยงานแรกมักจะจัดขึ้นช่วงสัปดาห์แรกของปี ซึ่งเป็นงาน Winter CES ที่ลาสเวกัส และอีกงานกลางปีช่วงเดือนพฤษภาคม เป็น Summer CES ที่ชิคาโก ในขณะที่ปัจจุบันเหลือจัดกันเพียงครั้งเดียวในช่วงสัปดาห์แรกของปีใหม่ และใช้เพียงชื่องาน CES โดดๆ NHT เข้ามาอยู่ในวงการเครื่องเสียงประมาณ 3 ทศวรรษ และเป็นที่พูดถึงกันมากหลังเปิดตัวครั้งแรก จุดเด่นของเค้าก็เป็นที่รู้กันว่ายังคงยึดมั่นอยู่กับการออกแบบลำโพงที่ทำงานในแบบ “ตู้ปิด” หรือ Acoustic Suspension ที่คิดค้นโดย Edgar Villchur แห่งค่าย AR : Acoustic Research เมื่อกว่าครึ่งศตวรรษ (ค.ศ.1954) มาแล้ว

To build the best High-End, not High-Priced loudspeakers on the planet.

ซึ่งเมื่อมาถึงทุกวันนี้น่าจะกล่าวได้ว่าเหลือเพียง NHT รายเดียวเท่านั้น ที่ยังยึดมั่นหลักการออกแบบดังกล่าวโดยไม่เปลี่ยนแปลง ในขณะที่ผู้ผลิตส่วนใหญ่ รวมถึง AR ได้หันไปยึดแนวทางระบบ “ตู้เปิด” หรือ Bass Reflex ที่ใช้วูฟเฟอร์ หรือตัวขับเสียงย่านความถี่ต่ำทำงานร่วมกับท่ออากาศ (Port) นั่นเอง

NHT C-3 Rebord of Legend

nht_b0000fklip6-06

ด้วยความที่ NHT Classic Three ได้วางมาตรฐานใหม่ของลำโพง Bookshelf ในกลุ่มราคา $1,000 เอาไว้สูงมากๆ (ในบ้านเราก็คือกลุ่มลำโพงวางหิ้งที่มีราคาไม่เกินสี่หมื่นบาท) ทำให้ C-3 ที่ผู้ผลิตบอกว่าออกมาสืบทอดตำนานความยอดเยี่ยมของรุ่นพี่ จึงเป็นที่สนใจของผมมากกว่ารุ่นอื่นๆเลยขอหยิบยกมาพูดถึงเป็นพิเศษ

เป็นการพูดถึงหลังจากคู่ที่นำมาฟังนี้ได้ผ่านการทำงานพ้น 100 ชม. ไปแล้วนานพอประมาณ ซึ่งน่าจะเป็นห้วงเวลาที่มันสามารถปลดปล่อยตัวตนออกมาให้สัมผัสได้อย่างเต็มที่และน่าจะชัดเจนพอที่จะนำมาพูดถึงแบบเล่าสู่กันฟังได้แล้วนั่นเอง

 

สัมผัสแรกที่รู้สึก…

คือความแตกต่างทางด้านกายภาพของรูปลักษณ์ ที่แม้ว่าภาพรวมของโครงสร้างจะไม่ชวนให้ผิดตานักก็ตาม แต่จากการใช้วิธีลบเหลี่ยมมุมของเส้นขอบตู้ รวมทั้งแผงหน้าตอนที่ปาดลึกไปด้านหลังจากจุดเริ่มที่เกือบๆจะกึ่งกลางขงขอบตู้ซ้าย / ขวา รวมทั้งการนำโครงสร้างตู้แบบสี่เหลี่ยมที่แต่ละด้านขนานกันกลับมาใช้ ทำให้แม้จะบอกว่าภาพรวมไม่ผิดตา แต่ความรู้สึกนั้นผิดไปอย่างมากทีเดียว

เพราะในขณะที่ความรู้สึกมีให้กับ Classic Three คือความนุ่มเนียน แลดูละมุนละไมตา เสมอด้วยงานฝีมือระดับประณีตศิลป์ชั้นเยี่ยมนั้น C-3 กลับให้ความรู้สึกเหมือนมองดูงานประติมากรรมชั้นยอด ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยนิลมณีอันแลดูทรงคุณค่ายิ่ง เนื่องจากความเป็นตู้ที่แววราวกับสลักเสลาขึ้นมาจากอัญมณีสีนิลนั่นเอง

ทั้งนี้โครงสร้างตู้ที่แท้จริงของลำโพงซีรีส์ยี้ ก็เป็นเช่นเดียวกับ Classic Series ที่ขึ้นรูปด้วย MDF คุณภาพสูงประกอบซ้อนกันหลายชั้น โดยที่ผิวนอกนั้นเคลือบด้วยความหนาถึง 7 ชั้น และขัดผิวขึ้นรูปให้มันวาวด้วยงานฝีมือแบบ Hand Polished ส่วนโครงสร้างภายในนั้นมีการตามด้วยชิ้นไม้ที่ผ่านการคำนวณมาเป็นอย่างดี เพื่อเพิ่มความแกร่งและเสริมความมั่นคงให้แก่ตัวตู้ ช่วยให้ขณะที่ทำงานโดยเฉพาะที่ย่านความถี่ต่ำๆนั้น ลำโพงมีความเสถียรสูง ยิ่งทำให้การถ่ายทอดคลื่นเสียงออกมามีความถูกต้องและเที่ยงตรงอย่างถึงที่สุด

เพิ่มเติมคุณสมบัติทางด้านเทคนิค

จากที่ได้กล่าวถึงไปพอสังเขปข้างต้น ให้ทราบกันอีกสักเล็กน้อย ดังนี้คือ C-3 ให้การทำงานตอบสนองความถี่ในช่วง 45 Hz – 20 kHz วัดค่าความไวได้ 87 dB กำหนดให้ใช้แอมป์ที่มีกำลังขับ 50-150 W/Ch ขั้วต่อที่แผงหลังเป็นแบบ 5-Way Binding-Post เคลือบนิกเกิลเหมือนรุ่นอื่นๆในซีรีส์เดียวกัน และเป็นขั้วต่อสายลำโพงเพียงชุดเดียวอันเป็นเอกลักษณ์ (ส่วนใหญ่) ของ NHT แต่ไหนแต่ไรมา

ในส่วนของไดรเวอร์ที่ใช้วูฟเฟอร์ยังคงเป็นกรวยอลูมิเนียมประกอบเข้าขอบยาง (Rubber Surround) ในขณะที่ทวีตเตอร์และมิดเรนจ์ ต่างถูกติดตั้งอยู่ในโครงสร้างที่แยกจากกัน ก่อนที่จะประกอบเข้าแผงหน้าตู้ ในขณะที่รุ่นก่อนหน้านี้คือ Classic Three นั้น ทวีตเตอร์และมิดเรนจ์ถูกออกแบบให้ติดตั้งอยู่ในโครงสร้างเดียวกัน อย่างไรก็ตาม แนวทางในการออกแบบยังเป็นเช่นเดิม คือตัวขับทั้งสองจัดเรียงกันอยู่ในแนวดิ่งและวางชิดกันมากที่สุด ณ ตำแหน่งที่ให้ผลดีที่สุดจากการคำนวณ เพื่อให้ทั้งคู่สามารถทำงานสอดประสานกันได้อย่างดี ให้ความต่อเนื่องของย่านความถี่เสียงที่มีความกลมกลืนกันอย่างลงตัว

NHT C-3 : A Must to Listen

Family
ภาพจาก : NHTHIFI.com

ดังที่ได้บอกไว้แต่แรก ว่าทุกครั้งที่ NHT ทำอะไรใหม่ๆ ออกมาย่อมน่าสนใจเสมอ เพราะที่ผ่านมานักเล่นต่างๆรู้สึกได้ถึงคุณภาพเสียงที่พัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นอยู่เนืองๆ NHT จัดว่าเป็นผู้ออกแบบและผลิตลำโพงที่มีลำโพงรุ่นใหม่ๆออกมาน้อยมากๆ และกับ C-Series นี้ก็เช่นกัน เพราะกว่าจะมาแทนที่ Classic Series ก็ปาเข้าไปกว่าทศวรรษ

และเมื่อได้ลองฟัง โดยเน้นตำแหน่งการจัดวางที่เรียกว่า Near Field Listening ที่ผู้ผลิตลำโพงหลายรายนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของเทคนิคการออกแบบ ที่ระยะห่างระหว่าง 3 จุดสำคัญจะต้องเท่ากัน นั่นคือระยะห่างระหว่างลำโพงทั้งสอง และระยะห่างระหว่างลำโพงกับตำแหน่งนั่งฟังก็ต้องเท่ากันด้วย

Toe-In (แทบจะ) ไม่จำเป็นอีกต่อไป

ลำโพงรุ่นแรกๆของ NHT นั้นมีความโดดเด่นมากก็คือการให้ตำแหน่งของมิติ เวทีเสียง หรือขั้นชื่อในเรื่องของการให้ Image และ Soundstage ดังจะเห็นได้ว่าเขาจะออกแบบลำโพงโดยจัดการ Toe-In แผงหน้ามาเสร็จสรรพ ซึ่งมีความโดดเด่นดังสนั่นสะท้านวงการมาตั้งแต่ Model 3.3

ต่อมาในยุคหลังๆ ที่สามรถออกแบบลำโพงโดยให้อิมเมจ และซาวด์สเตจ ออกมาได้ดี โดยที่มิต้องปาดแผงหน้าลำโพงแบบ Toe-In มาให้ตั้งแต่โรงงาน รวมทั้งนักเล่นสามารถนำไปจัดวางได้เองเพื่อเน้นตามความชอบได้อย่างสะดวก และตามความเหมาะสมภายในห้องที่ใช้ ลำโพง NHT จึงมีแผงหน้าที่ราบเรียบเหมือนลำโพงทั่วๆไปและไม่ผิดหวังเลย

“เพราะมิติ ภาพลักษณ์เวทีเสียง มาแบบจัดเต็มจริงๆ ให้บรรยากาศเสียงของวงออร์เคสตราได้โอ่อ่ามาก ซาวด์สเตจกว้างและลึกแบบ 3 มิติอย่างแท้จริง แค่ไม่กี่ตัวโน้ตที่โลดแล่นออกมาให้ความรู้สึกเสมือนอยู่ในโถงแสดงดนตรีอย่างน่าทึ่ง ไม่ต้องพูดถึงลำโพง เพราะไม่ส่อหรือแสดงให้รับรู้เลยว่าเสียงทั้งมวลที่ได้ยินนั้นดังออกมาจากตู้ขนาดย่อมๆที่ตั้งอยู่เบื้องหน้าทั้งด้ายซ้าย-ขวา เพราะที่เห็นนั้นเสมอเพียง *วัตถุประดับ* ที่อยู่ภายในห้องเท่านั้นเอง” 

 Wrap Up

C-3 นอกจากจะให้เสียงเครื่องดนตรีอะคูสติกมีความเป็นธรรมชาติสูงมากแล้ว ยังให้ภาพรวมของเสียงมีความเป็นดนตรี (Musicality) อีกด้วย อรรถรสของเสียงที่ให้ออกมานั้นเปี่ยมไปด้วยความสุนทรีย์อย่างน่าฟัง และเป็นดนตรีที่ชวนให้ติดตามอย่างไม่รู้หน่าย แบบว่าจบเพลงนี้ก็อยากฟังเพลงนั้นต่อ อารมณ์คล้าย Encore เวลาไปชม ไปฟังคอนเสิร์ตอะไรอย่างนั้น เพียงแต่อารมณ์นี้สามารถจัดการได้เองไม่รู้จบจนกว่าจะพอใจ — เรียกว่าฟังเที่ยวนี้ ฟังเอาอิ่มกันไปเลย

Classic3
ภาพจาก : hifiplaza.co.kr

บอกได้เต็มปากเต็มคำว่า NHT C-3 มีดีมากพอที่จะเข้ามาแทนที่ Classic Three ได้อย่างเกินพอ พอจนสามารถจะบอกได้ว่าถ้าใครที่ใช้ Classic Three อยู่แล้ว แล้วต้องการ Up Grade ขึ้นไปอีกขั้น C-3 นี่แหละคือคำตอบของความต้องการนั้น เป็นลำโพงที่ให้คำนิยามของ High Fidelity ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นอกจากให้ความเป็นดนตรีได้อย่างน่าฟังมากแล้ว สมดุลเสียงในทุกย่านความถี่ของความเป็นดนตรีนั้นมีให้ครบถ้วนอย่างสมบูรณ์ เสียงกลางที่เปิดกว้าง เสียงแหลมที่เปล่งประกายระยิบระยับ พรั่งพริ้มไปด้วยรายละเอียดอย่างไม่มีตกหล่น เสียงทุ้มที่สะอาด เที่ยงตรง แน่น กระชับ เก็บตัวเร็วและเปี่ยมไปด้วยพลังอย่างพอเหมาะพอควร ทั้งหมดเป็นภาพรวมของเสียงที่ลำโพงวางหิ้ง – ราคาต่ำว่าครึ่งแสน – สามารถให้ออกมาได้อย่างน่าทึ่งมาก

Test Talk

สำหรับท่านที่ยังไม่คุ้นกับลำโพงค่ายนี้สักเท่าไหร่ ใคร่ขอให้ลองมาฟัง NHT C-3 คู่นี้สักครั้ง และใช้เวลากับมันผ่านดนตรีที่คุณมีความคุ้นเคยยิ่งสักห้วงเวลาหนึ่ง พร้อมๆกับจินตนาการไปถึงลำโพงชั้นดี ราคาแพงๆ ที่คุณเคยฟังผ่านดนตรีที่มีความคุ้นชินนั้นมาก่อน…ผมเชื่อเหลือเกินว่าเมื่อถึงจุดๆหนึ่ง คุณจะพบคำตอบว่า “แล้วจะจ่ายแพงกว่าลำโพงคู่นี้ทำไมกัน”

จากประสบการณ์, ขอยืนยันคำกล่าวนั้นอีกครั้งครับ

จะจ่ายแพงกว่า NHT C-3 คู่นี้ไปทำไมกันเล่า!!!  

สอบถามเพิ่มเติมโทร 02-276-9644 , 097-001-7597

LINE ID : @conice

สนใจสั่งซื้อ คลิก! 

http://www.conice.co.th