NAD T 758 V3 A/V Surround Sound Receiver

 

NAD-T-758-V3-Front

นี้คือการอัพเดทล่าสุดกับเครื่องเอ/วี รีซีฟเวอร์ ที่ได้รับรางวัลมามากมาย NAD T 758 เป็นเครื่องที่ได้รับการออกแบบยึดถือปรัชญา “เรียบง่าย คือดีกว่า” ที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถปรับแต่งได้โดยง่าย เน้นคุณภาพเสียงสูงสุด โดยในเวอร์ชันล่าสุด V3 นี้ ก็อัดเต็มไปด้วยสิ่งที่แฟนๆ NAD คาดหวังได้จากสินค้าของ NAD ทั้งเสียงจากภาพยนตร์ที่สมจริงจนใจสั่น จากการออกแบบพลังเสียงที่เต็มเปี่ยม ไปจนถึงการบวกเอาลูกเล่นเพิ่มเติมเพิ่มความละเมียดละไมไปอีกขั้น ไม่ว่าจะเป็นระบบ MDC ที่สามารถอัพเกรดได้ในอนาคต, การตอบสนองระบบภาพแบบ 4K Ultra HD, การ Preset ค่าการปรับแต่งตามรูปแบบที่ต้องการหลายแบบ นอกจากนั้นยังสามารถคอนโทรลผ่าน iOS App ผ่านทางมือถือ พร้อมทั้งการจูนเสียงให้สามารถใช้งานในการฟังเพลงได้ดีพอที่จะเป็นศูนย์กลางในระบบที่เยี่ยมทั้งดูหนังและฟังเพลงได้

MDC-The Most Distinctive Feature

ที่ NAD นี้ เราพยายามที่จะทำตัวให้ทันสมัยกับโลกเอ/วีที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาไม่เคยหยุด การคิดค้นระบบ MDC คือคำตอบที่ทำให้เครื่องไม่มีวันล้าสมัย เพราะช่อง MDC ที่มีมาให้ใน T 758 V3 นี้ จะทำให้คุณสามาถอัพเกรดระบบเสียงได้ในอนาคตแบบไม่จำกัด เพียงแค่เติมโมดูลแบบใหม่ใส่เข้าไปเท่านั้นเอง

Logo

Music First

ระบบเสียงที่ให้มานั้นมีมาครบทุกแบบที่กำลังได้รับความนิยม รวมไปถึงระบบ HD Dolby Atmos และ DTS Master Audio ที่ถอดรหัสเสียงด้วยระบบ DSP ใหม่ล่าสุด High Speed/Multicore พร้อมตอบสนองต่อเสียงแบบไฮ-เรสทุกรูปแบบ รวมถึง MQA ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่สุดของการฟังเพลงในตอนนี้ นอกจากนั้นแล้ว ภาคขยายของ T 758 V3 ก็อัดแน่นด้วยพลังของวงจร PowerDrive ที่ีให้พลังเสียงเต็มที่ จ่ายกระแสได้สุดยอด พร้อมกำลังสำหรับระดับสูงที่จะผลักดันสิ่งที่ดีที่สุดออกมาจากลำโพงของคุณได้ ไม่ว่าจะเป็นการดูหนังหรือฟังเพลง พร้อมให้เสียงเพลงที่สมจริง กระจ่าง เต็มไปด้วยรายละเอียด จนหากเอาไปเทียบกับเอ/วี รีซีฟเวอร์ทั่วๆไป คุณจะพบว่าเครื่องเหล่านั้นให้เสียงเพลงแบนเป็นหน้ากระดานไปเลย

Pure and Simple Video

T 758 V3 ใช้ระบบภาพแบบใหม่ล่าสุดระดับสุดยอด พร้อมตอบสนองต่อระบบ Ultra HD 4K 3840×2160 พิกเซล ที่ 60 เฟรมต่อวินาที 4:4:4 gamut และรองรับระบบ HDR ให้ภาพชัดเข้มคมลึก ในขณะที่สัญญาณอะนาล็อกก็สามารถรองรับ HDMI ได้ตามมาตรฐาน พร้อม Bypass ส่งตรงไปให้จอภาพของคุณทำการ Process ภาพ โดยไม่ทำงานซ้ำซ้อนกันระหว่างตัว AVR กับจอเหมือนเอ/วีอื่นๆ ซึ่งทำให้ภาพที่ได้นั้นมีคุณภาพที่ดร็อพลงไปเปล่าๆ

T-758-V3_Rear-on-Black-Background

Easy Flexibility

การใช้งานเรียบง่าย ออกแบบมาให้ปรับแต่งใช้งานง่าย ไม่ต้องระดับโปรก็ทำได้ แต่ละช่องอินพุท สามารถที่จะตั้งค่าเสียงเฉพาะช่องได้อิสระ คุณสามารถเลือกแต่งเสียงตามแนวทางที่ชอบให้เหมาะกับหนังที่ดู เพลงที่ฟัง แล้วตั้งเก็บเป็น Preset มาเลือกใช้ภายหลังจากการกดที่รีโมทเพียงปุ่มเดียวได้โดยง่ายและสะดวก หรือจะเปลี่ยนชื่อ Input ตามถนัดก็ทำได้ ส่วนใครที่เล่นระบบมัลติ-รูมก็สามารถต่อ Zone 2 ออกไปเล่นห้องอื่นๆได้โดยสะดวก จะใช้แอมป์นอกหรือจะดัดแปลงเอาภาคขยายที่ไม่ได้ใช้ในตัว (เช่น Surround Back) ออกไปขับลำโพง Zone 2 อีกห้องก็ได้

State-of-the-Art Room Correction

ระบบ Dirac Live ได้รับการยกย่องว่าเป็นระบบแก้ไขสภาพห้องฟังที่ดีที่สุดในปัจจุบัน และเป็นที่ทราบกันดีว่า Dirac Live นั้น ส่วนใหญ่จะมีเฉพาะในเอ/วีที่มีราคาแพงกว่า T 758 V3 หลายเท่าตัวเท่านั้น จึงเป็นความคุ้มค่าที่ T 758 V3 มีระบบนี้เตรียมไว้ให้แล้ว โดยระบบนี้จะทำให้คุณได้รับการฟังเพลงที่ถูกต้อง แก้ไขความผิดพลาดทางเสียงที่เกิดจากห้องฟังได้โดยใช้ไมโครโฟนและซอฟท์แวร์ที่มีมาให้พร้อม

BluOS Streaming High-res Audio Included

T 758 V3 ล่าสุดนี้มีการบรรจุระบบ Wireless Streaming BluOS เข้าไว้ในตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้คุณสามารถที่จะสตรีมเสียงเพลงไฮ-เรส Lossless ได้ในทันทีโดยไม่ต้องซื้อเพิ่ม ไม่ว่าจะฟังไฮ-เรส หรืออินเตอร์เน็ท เรดิโอ ก็พร้อมต่อการทำงาน โดยสามารถควบคุมผ่านแอพมือถือ BluOs หรือจากคอมฯก็ได้ หรือจะเอาไปร่วมกับระบบของ Bluesound ก็ย่อมได้ 

Get More Music

ไม่เหมือนกับเอ/วี รีซีฟเวอร์ทั่วๆไป T 758 V3 นั้นออกแบบด้วยประสบการณ์ 45 ปีในวงการ ที่ทุ่มเทในการทำเครื่องเสียงที่ให้เสียงดนตรีที่ดีที่สุดในท้องตลาด ไม่ว่าคุณจะใช้งานเพื่อดูหนังหรือฟังเพลง T 758 V3 จะให้ประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมน่าทึ่ง, เรียบง่ายในการใช้งาน อีกทั้งคล่องตัวในการอัพเกรดได้อย่างที่คุณต้องคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

 

สนใจทดลองฟังและซื้อสินค้าได้ที่ Conice ทุกสาขา
สอบถามเพิ่มเติมโทร.02-276-9644
http://www.conice.co.th
LINE: @conice

Advertisements

NAD C 568 CD Player

เครื่องเล่นซีดีรุ่นใหม่ล่าสุดที่ได้รับการพัฒนามาจากเครื่องระดับ 5 ดาว ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงรุ่น C 565BEE ให้ดีขึ้นไปอีกระดับ ด้วยการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นในทุกด้าน C 568 จึงถือว่าเป็นเครื่องที่ออกแบบมาเป็นคู่ที่ดีเยี่ยมกับแอมป์รุ่น C368 ของ NAD หรือชุดเครื่องเสียงใดๆก็ได้

4

หลายคนคงสงสัยว่า C 565BEE นั้น ทั้งดีและทั้งดัง พร้อมรางวัลต่างๆติดตัวอีกเพียบ แล้วทำไม NAD ถึงได้ออก C568 ทดแทนกัน

ก็เพราะ NAD ไม่เคยหยุดการพัฒนานั่นเอง แม้ว่าจะมีของดีอยู่แล้ว หากทางแผนกวิจัยของเราพบว่ามีหนทางใดที่จะทำให้สิ่งที่ดีอยู่แล้ว ดียิ่งขึ้นไปอีก (และต้องดีขึ้นไปเป็นอย่างมากด้วย) เราก็จะทำมันออกมา อย่างใน C 568 นี้เองก็เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะนอกจากภายนอกที่ปรับแต่งให้ดูสวยงามร่วมสมัยกับเครื่อง NAD รุ่นใหม่อื่นๆได้ดีแล้ว การพัฒนาในแง่คุณภาพเสียงก็มากขึ้นไปอีก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมิติที่ขึ้นไปอีกมาก ทั้งด้านลึก และขนาด รวมไปถึงการพัฒนาโทนเสียงให้มีความเที่ยงตรง ลื่นไหลน่าฟังเพิ่มขึ้นไปอีก

 

ลูกเล่นและการออกแบบ

การรวมเพลงลงไปในแผ่น CD-R หรือ CD-RW นั้นก็ยังเป็นที่นิยมของใครหลายๆคนที่ยังชอบรวมเพลงโปรดลงในแผ่นเหล่านี้ แน่นอนว่า C 568 สามารถที่จะเล่นแผ่นเหล่านี้ได้อย่างดีไม่มีปัญหาเหมือนเครื่องเล่นซีดีรุ่นเก่า นอกจากนั้นแล้ว แผ่นที่บันทึกไฟล์มาเป็น MP3หรือ WMA ก็ยังสามารถอ่านได้ด้วย ทำให้คุณสามารถฟังเพลงได้นานกว่า 10 ชั่วโมงจากแผ่น CD-R เพียงแผ่นเดียว ด้วยคุณภาพเสียงที่ 128KPS ที่ให้คุณภาพที่ดีพอสำหรับการฟังแบบแบ็คกราวน์ดไปได้ทั้งวัน นอกจากนั้นแล้วเรายังเติมลูกเล่นต่างๆลงไปให้คุณได้สนุกกับการฟังเพลงได้อีกมาก เช่น การ Random ที่สุ่มสลับเพลงไม่ให้รู้สึกเบื่อ, Repeat เพื่อให้เพลงวนไปได้ตลอดทั้งวัน, Skip เพื่อข้ามเพลง, Scan เพื่อหาเพลง

img-c568

หน้าจอแสดงผลเป็นแบบฟลูออเรสเซนท์  VFD ที่ชัดและเห็นได้ง่ายพร้อมให้ข้อมูลหลักต่อผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นหมายเลขแทร็ค หรือโหมดการทำงานอื่นๆ

ช่องต่อดิจิทัลขาออกนั้นได้รับการออกแบบมาเพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มที่ กับเครื่องอัพเกรดอื่นๆไม่ว่าจะเป็น DAC หรือจะต่อตรงเข้าเอ/วี รีซีฟเวอร์ ช่องโคแอ็กเชียลได้รับการออกแบบววงจรให้ทำงานแยกออกจากส่วนของภาคแปลงสัญญาณเสียงอย่างอิสระ และยังสร้างภาคนี้ให้มีค่าความต้านทานคงที่และแม่นยำที่ 75 โอห์มตามสเปคที่สุด ซึ่งการออกแบบเช่นนี้ ทำให้ลดความผิดพลาดเหลื่อมล้ำทางเวลาของสัญญาณดิจิทัล หรือที่เรียกว่า Jitter ไปได้มากที่สุด ในขณะที่ช่องOptical นั้น ก็เช่นกัน สามารถทำให้สามารถต่อเข้ากับระบบ DAC อีกหลายแบบที่รับได้แต่ช่อง Optical เท่านั้นได้

การควบคุมต่างๆนานาเหล่านี้สามารถคุมได้จากรีโมท คอนโทรล CD-8 ครบทุกฟังค์ชัน สั่งงานสบายๆจากเก้าอี้ของคุณ โดยรีโมทนี้สามารถสั่งงานเลือกแทร็คโดยตรง ทำให้คุณเลือกเพลงได้ในทันทีที่ต้องการ นอกจากนั้นยังสามารถโพรแกรมเพลงได้ 20 เพลง แล้วเมื่อไหร่ที่อยากลบบางเพลงออกจากการโพรแกรม ก็สามารถกดปุ่ม Delete ลบเพลงออกไปจากการโพรแกรมเฉพาะเพลงนั้นๆได้โดยไม่ต้องล้างการโพรแกรมไปทั้งหมด

c568rear_large

ภาคปรับแรงดันไฟ ทำงานแยกอิสระเป็นสองส่วน คือส่วนดิจิทัล และอะนาล็อก ช่วยลดการกวนซึ่งกันและกันลง แผงวงจรรอบๆส่วนของ DAC จะถูกวางทิศทางเดินสัญญาณและอุปกรณ์ต่างๆอย่างระมัดระวังเพื่อลดการส่งสัญญาณรบกวน RF ลง ภาค DAC นี้ ใช้ชิพ 24Bit Hi-res ของ Wolfson รุ่น WM8741 ที่ให้ความเที่ยงตรงสูงและมีประสิทธิภาพในการถ่ายทอดรายละเอียดเล็กๆน้อยๆได้อย่างยอดเยี่ยม โมดูลจัดการเวลาใช้ของ Crystek ช่วยลด Jitter เป็นโมดูลเกรดสูงบที่ไม่มีพบเจอในเครื่องเล่นซีดีระดับนี้ ทำให้สามารถใช้ C 568 ให้กลายเป็นทรานสปอร์ต ระดับไฮ-เอ็นด์ คู่กับ DAC ระดับ Super High-End ได้อย่างสบาย Capacitor ใช้แบบ Metal Film และ Polypropylene เพื่อให้สามารถตอบสนองความถี่ได้เที่ยงตรงสูงสุด Op-Amp เกรดสติวดิโอ LM4562 ถูกเลือกนำมาใช้แทนที่จะเป็นอ็อพ-แอมป์ เกรดต่ำๆธรรมดาเพื่อลดต้นทุน และนอกจากจะใช้คาปาซิเตอร์แบบ Single-Film ในส่วนขาออกเพียงจุดเดียวแล้ว เส้นทางสัญญาณเสียงอื่นๆนั้นจะปราศจากการใช้คาปาซิเตอร์อย่างสิ้นเชิง ทำให้ค่าความต้านทานขาต่ำมากเพียงแค่ 150 โอห์ม ซึ่งตรงนี้ทำให้ NAD C 568 นั้น เป็นเครื่องที่ไม่เลือกชนิดของสายสัญญาณที่จะเอามาเข้าคู่เลยแม้แต่น้อย

และด้วยความดีงามเหล่านี้ เราอยากขอให้คุณได้ลองสละเวลาไปทดลองฟัง C 568 กับเพลงที่หลากหลายแนว เพื่อที่จะได้ค้นพบว่า นี่คือเครื่องที่สามารถตอบสนองเสียงเพลงได้ทุกแบบ ทุกแนว และสามารถให้คุณภาพเสียงในระดับมาตรฐานไฮ-เอ็นด์

nad_c568_-_08w.jpg

แน่นอนว่าคุณสามารถที่จะหาซื้อเครื่องเล่นซีดีที่มีราคาแพงกว่านี้ได้สบายๆ แต่เราอยากจะบอกว่า มันเป็นเรื่องยากจริงๆหากคุณจะหาเครื่องที่ให้เสียงดนตรี เป็นดนตรีครบถ้วนกระบวนความสมบูรณ์ฉบบได้เท่า NAD C568 เครื่องนี้อย่างแน่นอน

KEY FEATURES

  • CD, CD-R and CD-RW Compatible
  • USB Input supports external memory and audio rates up to 384kbps
  • MP3 and WMA decoding
  • NAD CD-8 full function remote control
  • Ultra-High Precision Clock Module for lowest jitter
  • Wolfson 24 bit Digital to Analogue Converter
  • Super High-Speed OPAmps
  • Coaxial Digital Output
  • Optical Digital Output
  • Toroid Power supply with separate power regulators for analogue and digital Sections
  • VFL Display with CD text
  • Selectable Track, Time and Repeat
  • Repeat Mode for single track or entire CD
  • Program Play up to 20 tracks
  • Random Play
  • External IR input
  • 12V Trigger input
  • <0.5 watt Standby consumption
  • Detachable AC cord

GENERAL PARAMETERS

  • Output level
  • Analog: 2.2 ± 0.1 V
  • Frequency response
  • ±0.3 dB (ref. 0 dB 20 Hz-1 kHz)
  • ±0.5 dB (ref. 0 dB 5 kHz-20 kHz)
  • Total harmonic distortion
  • 0.01% (ref. 1 kHz, Audio LPF)
  • Signal/Noise ratio
  • 118 dB (ref. 1 kHz, A-weighted LPF Stop, Pause)
  • Channel balance
  • ±0.5 dB (ref. 0dB 1kHz)
  • Dynamic range
  • 95 dB
  • Channel separation
  • >90 dB
  • De-emphasis
  • -3.73 to -5.33 dB (ref. 0dB 1 kHz, 5 kHz)
  • -8.04 to -10.04 dB (ref. 0dB 1 kHz, 16 kHz)
  • Linearity
  • ±0.01 dB (ref. 0dB 1 kHz at -3 dB)
  • ±0.02 dB (ref. 0dB 1 kHz at -6 dB)
  • ±0.02 dB (ref. 0dB 1 kHz at -10 dB)
  • ±0.05 dB (ref. 0dB 1 kHz at -20 dB)
  • ±0.15 dB (ref. 0dB 1 kHz at -60 dB)
  • Standby power
  • <0.5W

USB

  • Output level
  • 2.2 ± 0.2 V
  • Frequency response
  • ±1 dB (ref. 0 dB 20 Hz – 16 kHz)
  • Total harmonic distortion
  • <0.03% (ref. 0 dB 1 kHz, Audio LPF)
  • Signal/Noise ratio
  • 118 dB

DIMENSION AND WEIGHT

  • Unit Dimensions (W x H x D)
  • 435 x 83 x 311 mm (Gross)
  • 17 1/8 x 3 5/16 x 12 1/4 inches
  • Net weight
  • 4.8 kg
  • 10.6 lbs
  • Shipping weight
  • 6.9 kg
  • 15.2 lbs

NAD C 568 ราคา25,900บาท
ติดต่อซื้อสินค้าได้ที่ Conice ทุกสาขา
สอบถามเพิ่มเติมโทร.02-276-9644
http://www.conice.co.th

 

เลือก NAD เครื่องไหนดี?

นระหว่างความคิดที่ต้องเลือก NAD รุ่นหนึ่งรุ่นใด ผมมักจะต้องคิดมากเช่นเดียวกับคนที่มักถามว่าเล่นแอมป์ NAD แบบไหนดี เพราปัจจุบันเครื่องเสียง NAD มีหลานซีรีส์ เริ่มจากซีรีส์ Classic ดั้งเดิมที่มีแนวทางออกแบบวงจรแบบ Class-AB อนาล็อคทั่วไปที่เราคุ้นเคยกันมาตั้งแต่ยุค NAD 3020 Series แรก ซึ่งคงไม่ต้องอธิบายรายละเอียดคุณสมบัติเพิ่มเติม

เครื่องเสียง NAD Classic Seires ในรูปแบบนี้ก็ยังมีให้เลือกอยู่บ้างหากคุณชื่นชอบแบบเดิมๆ เช่น NAD C375BEE ซึ่งแน่นอนว่าอนาคตข้างหน้า ระบบแอมปลิไฟเออร์สมัยใหม่ก็ต้องเข้ามาทดแทนในที่สุด ตามยุคสมัย ซึ่งเราพิเคราะห์ได้จากการขยับตัว พัฒนาแต่ละย่างก้าวของ NAD นั่นเอง

NAD มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ปรับตัวมาเป็น D Seires ที่มีการปรับวงจรขยายแบบดิจิตัลเต็มตัว อาทิ D7050, D1050, D3020 ที่ปรับปรุงทรงวางแนวตั้งอย่างเก๋ไก๋ ไม่เหมือน C Series เดิม ซึ่งต้องมาพิจาณากันว่า ความเปลี่ยนแปลงมาในรูปแบบนี้ ทั้ง 3 รุ่นที่เราเห็นอยู่มีความเปลี่ยนไปอย่างไร เป็นแนวคิดล้ำสมัยที่จะบ่งบอกเราว่า โลกเบื้องหน้าคือการปรับไปสู่ Media Server/Network Amplifier อย่างแน่นอน

Digital Family-7050 1050 3020

โดยที่ D1050 เป็นเครื่องแปลงรหัสดิจิตัลสู่อนาล็อค หรือ DAC มันจะทำหน้าที่รับสัญญาณจากคอมพิวเตอร์ ไปต่อเข้าที่ระบบเสียงดั้งเดิมที่คุณมีอยู่ หมายความว่าเรามีแค่แอมป์อนาล็อคที่ใช้ประจำมาจับคู่ได้ ทำให้ระบบเครื่องเสียงของเรากลายเป็นระบบคอมพิวเตอร์ ออดิโอ ได้ในทันทีทันใด

imgส่วน D3020 คือเป็นสองภาคที่รวมไว้ในเครื่องเดียว ระหว่างเอา DAC ผนวกกับภาคขยาย ที่ทำหน้าที่รับสัญญาณดิจิตัลและบลูทูธจากคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์สมาร์ทโฟน จากนั้นเราก็ต่อออกสู่ลำโพงเล่นได้ ในการควบคุมระบบหรือการนำเพลงมาฟังก็จะผ่านมาทางคอมพิวเตอร์และเครื่องโทรศัพท์ที่เราใช้งาน มีแอพพลิเคชั่นก็ใช้งานได้ไม่ยากเย็น

ส่วนแอมปลิไฟเออร์ D7050 นั้น ก็ถือว่าเป็นเน็ตเวิร์ค แอมปลิไฟเออร์ อย่างเต็มตัวเลยทีเดียว มีหนึ่งเครื่องก็D7050-Frontนำมาต่อกับลำโพงที่คุณชื่นชอบ ฟังเพลงได้ ไม่ต้องมีคอมพิวเตอร์ เพียงแค่ภายในบ้านเรามีระบบเน็ตเวิร์ค ทั้งแบบสาย LAN หรือระบบไร้สาย เครื่องรุ่นนี้จะมีคุณสมบัติพร้อมในการตอบสนองในการฟังเพลงผ่านแอพฯได้อย่างสะดวกมากๆ มันสามารถดึงเพลงที่คุณเก็บไว้ในฮาร์ดดิสค์ในคอมฯของคุณ ออกมาเล่นผ่านตัวเครื่องโดยการเลือกเพลงจากแอพฯในมือถือรวมถึงการเชื่อมกับระบบ NAS ที่เป็นศูนย์กลางการจุข้อมูลความบันเทิงในบ้านก็ได้ด้วย ดังนั้นการออกแบบเพิ่มซีรีย์ D Series เท่ากับเป็นการนำเอาความเป็น NAD สู่การฟังเพลงในรูปแบบของ Network Audio ได้โดยไม่มีอะไรต้องพะวงอีกต่อไป

เอาล่ะ แค่นี้ยังไม่หมดนะครับ เรามาว่ากันต่อถึงเครื่องเสียง NAD ในซีรีส์ใหม่ล่าสุดอย่าง New Classic Series ได้แก่ NAD C388, NAD C368, NAD C338 กันบ้าง นี่คือ Hybrid Digital DAC Amplifier ที่ NAD คาดหวังว่าจะเป็นตัวแทนของเครื่องเสียง ระดับออดิโอไฟล์ยุคใหม่ โดยการออกแบบให้การทำงานของภาคขยายเป็นแบบ Hybrid ให้ภาคจ่ายไฟเป็นระบบ DC 100% ภาคจ่ายไฟพัฒนาการจ่ายไฟให้ทางประสิทธิภาพ โวลเทจเที่ยงตรงสมานเสมอทั้งย่านความถี่ ทำให้ไร้ซึ่งเสียงรบกวนตลอดย่านการทำงาน อันนี้คือหัวใจการออกแบบ

NAD Classic Series Stack

การต่อสัญญาณขาเข้าทำได้ทั้งแบบ Digital และ Analog โดยรุ่นใหญ่อย่าง NAD C338 นั้นมีช่องต่อแบบ Optical 2 ชุด ซึ่งถ้าต้องการเพิ่มแบบ USB ก็สามารถเพิ่ม MDC Module ภายหลัง ส่วนภาคอนาล็อคนั้น ต่อไลน์อินพุทได้ 2 ชุด และแถมพกให้สำหรับคอ Vinyl ด้วยภาคขยายหัวเข็ม Phono MM สำหรับเครื่องเล่นแผ่นเสียงอีกหนึ่งชุด อีกทั้งรับสัญญาณ Bluetooth AptX ได้โดยมีเสาอากาศในตัวแบบถอดได้ ในขณะที่รุ่น C368 จะมีความใกล้เคียงกัน และคุณสมบัติรุ่น C338 จะเป็นการเริ่มต้นในแนวทางนี้

M32 in Blue Living Room No Talent
NAD Masters Series M32 : DirectDigital DAC Amplifier

เครื่องเสียง NAD อีกซีรีส์หนึ่งที่ผลิตมานานคือ Master Series เป็นเครื่องเสียงระดับ Hi-End ในแบบของ NAD คือคัดสรรทุกสิ่งที่ดีที่สุด เหนือชั้นขึ้นไปอีกทั้งอุปกรณ์และวงจร แต่สิ่งที่ NAD ยังปกปักรักษาปรัชญาอย่างมั่นคงคือ ราคาใน Master Series ก็จะไม่แพงแบบไร้เหตุผล ทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานที่ถูกต้องต่อความเป็นจริง อะไรที่เป็นคอสเมติกเกินจำเป็นและไม่ได้ช่วยให้คุณภาพเสียงดีขึ้น Master Series ก็จะไม่นำมาใส่ไว้ให้เปลืองงบประมาณของคนเล่นเครื่องเสียง

ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องเสียง NAD ที่มีอยู่ แสดงตัวตนชัดเจนในแต่ละซีรีส์ การถามว่าควรเลือก NAD รุ่นไหนสำหรับคุณ ผมจะตอบแบบรวบรัดทันทีดูจะยาก แต่ก็อาจจะพอมีแนวทางสังเกตไว้บ้าง ตั้งแต่คุณสมบัติของเครื่องไปจนถึงคุณภาพ บุคลิกเสียง และการนำไปใช้งาน การเลือกเครื่องเสียงล้วนเป็นการเลือกเพื่อให้ตรงกับความพึงใจของคุณ

  1. ดูว่า NAD รุ่นใด ตรงกับงบประมาณที่คุณคิดไว้ในใจแบบคร่าวๆ และต้องดูว่า ในงบประมาณนั้นๆ สามารถขยายเพิ่ม หรือบวกลบได้เท่าใด เผื่อว่าความต้องการเราเกินกว่าที่มองไว้แต่แรกจะได้ขยับขยายได้
  2. บุคลิกเสียงของแต่ละซีรีส์จะต่างกัน ความละเอียดละเมียดละไม ความสะอาดของเสียง Master Series คือสูงสุดเท่าที่คุณจะค้นพบได้ใน NAD ถ้างบประมาณของเราไม่ถึงขนาดนั้น ก็อาจจะลงมาดูซีรีส์ที่เบสิคกว่า คือ D Series และ New Classic Series หรือ Classic Series ดั้งเดิม

    ถ้าถามว่า บุคลิกเสียงของ Series D แตกต่างไปจาก Classic Series ดั้งเดิมเช่นไร ก็ต้องบอกว่า D Series และ New Classic Series จะให้เสียงในแนวฉับไวมากขึ้น โปร่งใสขึ้น เป็นความสดใสในแบบแอมป์ขยายเสียงยุคใหม่ที่เราต้องการเข้าถึงทุกย่านความถี่เท่าที่ระบบดิจิตัลสมัยใหม่จะส่งผ่านมาได้ จึงทำให้เสียงที่คงอยู่บนพื้นฐานมิวสิคของ NAD ก้าวไปสู่ความกระชับฉับไวอีกระดับหนึ่ง

  3. เลือกดูว่า กำลังขับ ฟังก์ชั่นต่างๆ ของภาคขยายพอเพียงจะนำไปขับลำโพงที่เรามีอยู่หรือไม่ เพื่อให้สมดุลกัน อีกทั้งฟังก์ชั่นในการใช้งานจะบ่งบอกไลฟ์สไตล์ของเครื่องแต่ละเครื่องว่า เหมาะกับการนำไปใช้งานอย่างไร สำหรับฟังเพลงอนาล็อค หรือเล่นกับเครื่องเล่น CD ทั่วไป เล่นกับแหล่งโปรแกรมได้หลากหลายรวมทั้งโปรแกรมยุคดิจิตัล การเป็นระบบ Network และการสตรีมมิ่งเพลง การดึงเอาไฟล์เพลงทั่วไปมาเล่นกับเครื่อง ฯลฯ

สามประการเบื้องต้นนี้ เชื่อว่าเป็นการค้นหาคุณสมบัติทีมีอยู่ในตัวของ NAD รุ่นหรือซีรีส์ต่างๆ ได้ตรงตามความต้องการของคุณ เริ่มต้นทดลองฟังและใช้งานสักรุ่นหนึ่งและขยายวงออกไปเปรียบเทียบกับรุ่นอื่นๆ เชื่อว่า NAD จะไม่ทำให้คุณต้องผิดหวังสมดังชื่อของเราเลยว่า New Acoustic Dimension ครับ

โดย : ภูธร

เผยแพร่ในวารสาร Life Entertainment ฉบับที่ 260/219 LE#260-219 Nov-Dec 2017

Bluesound PULSE Soundbar จาก Secrets of Home Theatre and High Fidelity

แล้ว Bluesound PULSE SOUNDBAR ก็ได้เข้ามาเติมเต็มระบบลำโพงแบบไร้สายในรูปแบบของซาวนด์บาร์สำหรับการใช้งานกับโทรทัศน์ ซึ่งทำให้ชื่อของ Bluesound ครอบคลุมความหมายถึงการเป็นระบบลำโพงแบบไร้สายได้อย่างครบถ้วน และสมบูรณ์ในทุกรูปแบบการใช้งาน 

Bluesound PULSE SOUNDBAR ที่ประกอบไปด้วยชุดลำโพงซาวนด์บาร์กับซัพวูฟเฟอร์ นับเป็นอีกหนึ่งความยอดเยี่ยมสำหรับการเข้าถึงระบบลำโพงแบบไร้สายอย่างแท้จริง

1

จุดเด่น Bluesound PULSE SOUNDBAR & SUB 

  • ชุดลำโพงระบบไร้สายที่มาพร้อมแอพพลิเคชั่นซึ่งครอบคลุมการทำงานได้อย่างหลากหลายจากจุดเดียว
  • มีโครงสร้างภาพลักษณ์ที่ถูกออกแบบมาให้ประกอบเข้ากับทีวีได้อย่างสวยงาม
  • งานฝีมือเปี่ยมไปด้วยคุณภาพและมีความแข็งแรงมั่นคงสูง
  • รองรับการเชื่อมต่อได้อย่างหลากหลาย
  • ให้น้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ ทั้งหนักแน่น ชัดเจน และนุ่มนวลน่าฟัง
  • รองรับการทำงานกับไฟล์คุณภาพสูงอย่าง MQA

เกริ่นนำ

2

ปัจจุบันความต้องการของผู้คนในการที่จะเข้าถึงเสียงดนตรีได้อย่างสะดวก ง่ายดาย มีเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเวลาไหน ฯ ห้องใด ไม่ว่าจะภายใน หรือภายนอกชายคาบ้าน ไม่ว่าจะจากแหล่งกำเนิดเสียงใดก็ตาม ทั้งจากเครื่องเล่น CD เครื่องเล่นเพลงแบบพกพา หรือแม้กระทั่งคลังเพลงที่เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ ทุกวันนี้ไม่ว่าใครก็ตามต่างก็ต้องการเข้าถึงบรรดาเพลงเหล่านั้นได้อย่างง่ายๆแบบเพียงปลายนิ้วสัมผัสเท่านั้น ทุกวันนี้เราสามารถสัมผัสเพลงได้มากกว่ามากเพียงแค่ปลายนิ้ว ซึ่งต้องขอบคุณสมาร์ทโฟน ตลอดจนอุปกรณ์ดิจิตัลต่างๆ ในการจัดเก็บเพลงจำนวนมากเหล่านั้น มันมีหลากหลายวิธีที่จะเล่นเพลงจากสื่อดิจิตัลกับชุดโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ อาทิ ผ่านทาง Airplay, DLNA, Bluetooth รวมทั้งอีกหลากหลายช่องทางจากการเชื่อมต่อสื่อดิจิตัลเหล่านั้นเข้ากับรีซีฟเวอร์ แอมปลิไฟเออร์ ตลอดจนลำโพงทั้งผ่านทางสายและระบบเครือข่ายแบบไร้สาย 

ลำโพงระบบไร้สายของ Bluesound นั้น ล้วนแล้วแต่ทำงานผ่านแอพลิเคชั่น BluOS โดยที่มิพักต้องพึ่งพาอาศัยอุปกรณ์ควบคุมการทำงานอื่นใดอีกทั้งสิ้น ใช้เฉพาะแอพฯนี้ผ่านทางระบบปฏิบัติการได้ทั้ง iOS และ Android (ที่ใช้ได้ทั้งกับของ Google และ Amazon) หรือจะใช้ผ่าน Window และ OS/X จากคอมพิวเตอร์ก็ได้ 

การออกแบบ

3

ในการลองเล่นครั้งนี้ ผมได้ลองครบทั้งซิสเต็มอันประกอบด้วยซาวน์ดบาร์ Bluesound PULSE SOUNDBAR และ SUB

ซึ่งชุดลำโพงได้แยกส่งกันมาโดยที่ผมได้รับตัวซาวน์ดบาร์ก่อน ทำให้มีโอกาสได้สัมผัสประสิทธิภาพเฉพาะตัวของมันได้อย่างเต็มที่ เป็นซาวน์ดบาร์ที่ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี แฝงความมั่นคงแข็งแรงเอาไว้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะกับตะแกรงแผงหน้าซึ่งเป็นโลหะสีเทาดำที่แม้จะทำให้หน้าตาแลดูเรียบง่าย แต่มันก็เหมาะกับบรรยากาศห้องโดยทั่วๆไป รวมทั้งกับทีวีพวกจอแบน แผ่นบาง ที่ไม่ว่าจะวางตั้งหรือแขวนเข้าฝนัง ก็ล้วนเข้ากันเป็นอย่างดีกับซาวน์ดบาร์ชิ้นนี้

4

ภายในโครงสร้างที่ขึ้นรูปด้วยโลหะนั้น ประกอบไปด้วยชุดตัวขับเสียงทั้งหมด 6 ตัว โดยมีทวีทเตอร์ มิดเรนจ์ และวูฟเฟอร์ อย่างละ 2 ตัว พร้อมผนวกภาคขยายเสียงในตัวโดยทั้งหมดกอปรกันขึ้นมานั้นแม้จะแลดูเข้มขรึม แต่ก็ให้ความรู้สึกวางใจได้ในความเสถียรของระบบ Acoustic ในขณะที่ตัวซัพ-วูฟเฟอร์เองก็ถูกออกแบบมาให้เข้ากับตัวซาวน์ดบาร์ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีความบางอย่างน่าทึ่ง ด้วยความลึกของโครงสร้างตู้เพียง 4.8 นิ้ว เท่านั้นเอง มันจึงสามารถนำไปตั้งวางหรือซ่อนเก็บเอาไว้ได้อย่างสะดวก และง่ายดาย หรือหากจะนำไปแขวนเข้าผนังก็ทำให้แลลงตัวกันได้เป็นอย่างดีทั้งกับทีวีและตัวซาวนด์บาร์เอง

การเซ็ท-อัพ

5

การเริ่มต้นใช้งานชุดลำโพงระบบไร้สายของ Bluesound ออกจะเป็นเรื่องที่สะดวกและง่ายดายมาก เพียงมีระบบเครือข่ายไร้สาย (Wi-Fi Network) แล้วนำอุปกรณ์ทั้งหมดเข้ามาอยู่ในวง (เครือข่าย)เดียวกัน แล้วเริ่มด้วยการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นมาติดตั้งไว้ในอุปกรณ์ดิจิตัล อาทิ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือแม้กระทั่งเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ก็ได้ แล้วจัดการใช้อุปกรณ์จัดเก็บแอพพลิเคชั่นทำความรู้จักกับชุดลำโพงด้วยการ Paring ง่ายๆ จากนั้นก็เข้าไปในแอพฯแล้วเลือกเอาว่าคุณจะเข้าถึงเสียงเพลงที่จัดเก็บเอาไว้ในแหล่งใด เมื่อใดที่ต้องการแล้ว ก็สามารถเริ่มเล่นเพลงเหล่านั้นได้ในทันที โดยการผนวกรวมให้อุปกรณ์ต่างๆทำงานร่วมกันในระบบนั้น ต้องกระทำทั้งการนำตัวซาวน์ดบาร์ และซัพ-วูฟเฟอร์เข้ามาไว้ในแอพฯทั้งคู่ แล้วเลือกคำสั่งให้ทำงานร่วมกันในการใช้งาน ผมมีปัญหาเล็กน้อยในการเข้าถึงแหล่งที่เก็บเพลงซึ่งเป็น 10TB NAS ที่อยู่ในเครือข่ายของผมกับแอพ BluOS แต่หลังจากติดต่อกับผู้ให้บริการ (ISP: Internet Service Provider) ก็พบว่าสามารถแก้ปัญหาได้ง่ายมาก ด้วยการเพิ่มชื่อในเครือข่ายเข้าไป จากนั้นทุกอย่างก็สามารถเข้าถึงกันได้อย่างสะดวก รวมทั้งในเวลาที่มเพิ่มอัลบัมเพลงใหม่ๆ เข้าไปในอุปกรณ์จัดเก็บ (NAS) มันก็แสดงให้เห็นในแอพฯ BluOS ทันที 

6

ผมมีปัญหาเล็กน้อยในการเอาสัญญาณเสียงจากทีวีมาต่อเข้าซาวนด์บาร์ เนื่องเพราะทีวีของผมไม่มีช่องต่อสัญญาณเสียงขาออกแบบ RCA จึงได้ใช้ดิจิตัล ออดิโอ เอาท์ แบบออพติคัล ซึ่งก็สะดวกดี เพราะที่ซาวนด์บาร์มีช่องอินพุทสัญญาณเสียงให้ทั้ง Analog RCA และ Optical In ซอฟท์แวร์ BluOS นั้นมาพร้อมความสามารถให้คุณปรับแต่งเสียงในโหมดต่างๆได้อย่างสะดวก ไม่ว่าจะเป็น Lip-sync Delay, Wide Mode, Deep Bass Mode, Treble/Bass รวมทั้งการปรับแต่งบรรยากาศเสียงพูด การปรับแต่งเฉพาะในส่วนของซัพ-วูฟเฟอร์ 

การใช้งาน

เพื่อนร่วมงานของผม Jay Haider ซึ่งเคยมีประสบการณ์กับแอพ BluOS มาก่อน จากที่เคยนำมาใช้กับ Bluesound Gen-2 Wireless Multiroom Music System บอกว่ามันให้รายละเอียดดีมาก และดูหน้าตาจะไม่มีอะไรเปลี่ยนไปมากนัก โดยกับแอพพลิเคชั่นที่ปรับปรุงใหม่หลังจากที่เขาเคยลองใช้งานนั้น มันได้เพิ่มการรองรับการทำงานร่วมกับไฟล์คุณภาพสูงอย่าง MQA ด้วย

แรก, ที่ผมเริ่มลองเล่น PULSE SOUNDBAR กับไฟล์เพลงที่เก็บไว้ใน NAS ซึ่งมีผสมปนเปกันไปทั้งไฟล์ MP3, FLAC รวมทั้งบางตัวอย่างใหม่ๆของ MQA ด้วยนั้น บางแทร็คที่ผมใช้เป็นมาตรฐานในการทดสอบอุปกรณ์เครื่องเสียงก็มีอย่าง Sultans of Swing ของ Dire Straits จาก Mercury Records หรืออย่างอัลบัมชุด Telarc’s Copland: The Music of America รวมทั้งอัลบัมของ Norah Jones ชุด Come Away with me จาก Blue Note Records ซึ่งผมสามารถใช้เวลาไม่นานนักกับแทร็คแรกๆ จากอัลบัมเหล่านี้ ในการที่จะบอกความชอบหรือไม่ในอุปกรณ์ที่ผมกำลังทดสอบได้เป็นอย่างดี 

เพราะจากประสบการณ์และการคุ้นชินจากที่ได้ฟังมาบ่อยๆ มันช่วยให้ผมบอกได้ว่าอุปกรณ์นั้นๆ มีอะไรเป็นพิเศษให้น่าสนใจหรือไม่ และนั้นก็เป็นสิ่งที่ผมนำมาใช้ในการฟังกับ PULSE SOUNDBAR เช่นกัน ผมฟังหลายๆเพลงจากอัลบัมเหล่านั้น ฟังด้วยความกระตือรือร้นแบบฟังแทร็คนี้แล้ว ใคร่ฟังแทร็คต่อไปอีก ว่ามันจะให้น้ำเสียงออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งนั้นเป็นอาการที่บ่งบอกได้ถึงความประทับใจในลำโพงนี้โดยแท้นั่นเอง อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่าแรกทีเดียวเลยที่ได้ยินเสียงอันมีลักษณะที่น่าสนใจนั้น ผมไม่ค่อยจะแน่ใจนักว่ามันใช่เสียงที่ผมชอบหรือไม่ เพราะมันออกจะแตกต่างในรายละเอียด แต่เป็นน้ำเสียงที่อบอุ่น นุ่มนวล อิ่มเต็ม ขณะเดียวกันก็มีความกลมกลืนที่กลมกล่อมอย่างน่าฟัง โดยปกติแล้วผมมักจะชอบน้ำเสียงที่สดใส เจิดจ้า

จากการฟังชุดเครื่องเสียง ผมชอบที่จะสัมผัสได้ถึงรายละเอียดต่างๆของเสียงในย่านความถี่สูง รับรู้ได้ถึงอาการของปลายนิ้วที่สัมผัสผ่านสายกีตาร์แต่ละเส้น รวมทั้งฮาร์โมนิคของเสียงอันแผ่วเบาของกลองทิมปะนี รวมทั้งการขยับของริมฝีปากนักร้องขณะที่ลมหายใจลอดผ่าน ซึ่งขณะที่ฟังใหม่ๆนั้น ผมไม่คิดว่าจะสัมผัสได้ถึงรายละเอียดเหล่านั้นจากซาวนด์บาร์ชิ้นนี้ ซึ่งนั่นเป็นความคิดที่ผิด เพราะในความเป็นจริงแล้วผมได้ยินรายละเอียดเหล่านั้น เพียงแต่โดยรวมแล้วมันไม่ได้โดดเด่น ชัดเจน เท่าท่เคยรับรู้มาเท่านั้น และนั่นเองที่เป็นสิ่งดึงดูดให้ผมต้องลองฟังกับเพลงต่างๆมากยิ่งขึ้น เพื่อจะได้เข้าถึงลำโพงตัวนี้มากขึ้นด้วยนั่นเอง และเพื่อให้มั่นใจว่าซาวนด์บาร์ตัวนี้จะสามารถพัฒนาน้ำเสียงให้ผมรับรู้ได้มากขึ้นไปอีก ผมจึงให้เวลากับมันด้วยการ Burn-In เพื่อให้การทำงานของมันอยู่ตัวและคงที่เสียก่อนซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นน้ำเสียงที่มันให้ออกมาจะเป็นความชื่นชอบใหม่ของผมก็เป็นได้ 

Marianne Thorson “Mozart”  

13Bluesound System เป็นชุดแรกที่ผมนำมาใช้ลองเล่นกับไฟล์ฟอร์แมทล่าสุดอย่าง MQA จาก Merridian ซึ่งผมไม่ต้องการที่จะพูดถึงมันในฐานะของฟอร์แม็ทเสียง แต่ผมใคร่พูดถึงความประทับใจจากบางตัวอย่างของเพลงที่เป็นแบบรายละเอียดสูง ที่ผมได้ดาวน์โหลดเพลงนั้นๆมาทั้งในรูปแบบของไฟล์ MQA และ PCM 

ซิสเต็มของ Bluesound ได้เล่นไฟล์เพลงทุกรูปแบบที่ผมป้อนเข้าไป ทั้ง FLAC, PCM รวมทั้ง MQA กล่าวโดยปกติแล้วผมชอบฟังเพลงจากลำโพงที่ให้น้ำเสียงที่มีความคมชัดสูงอย่าง Energy ซึ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกันโดยใช้ไฟล์ความละเอียดสูงแบบ PCM ด้วยการฟังงานคอนแชร์โตของโมสาร์ทนั้น ซึ่งต่อมาผมได้ให้ซิสเต็มของ Bluesound เล่นงานดนตรีชิ้นเดียวกันนั้นในรูปแบบของไฟล์ MQA ด้วย

“ผมพบว่าตัวเองชอบน้ำเสียงจากการฟังครั้งหลังมากกว่า ทั้งด้วยเสียงของย่านความถี่สูงที่กระจ่างชัด สดใส มากกว่า ในขณะที่เสียงกลางก็อิ่มเต็มและให้ความกลมกลืนออกมาได้อย่างกลมกล่อม น่าฟัง ซึ่งนี้เป็นเพียงตัวอย่างเดียวของงานดนตรีที่ได้นำมาเปรียบเทียบกัน มันแสดงให้เห็นว่าซิสเต็มของ Bluesound สามารถรองรับการทำงานร่วมกับ MQA ได้อย่างยอดเยี่ยม รวมทั้งยังเล่นไฟล์สกุลอื่นๆได้เป็นอย่างดีอีกด้วย”

ชุดลำโพงที่ผมนำเปรียบเทียบด้วยชุดขนาดเล็กแบบ Sat/Sub System ของ Energy ซึ่งในการทำงานร่วมกันนั้นมันยอดเยี่ยมทีเดียว ในขณะที่การทำงานด้วยซาวนด์บาร์แบบเดี่ยวๆของ Bluesound PULSE SOUNDBAR นั้น ย่านความถี่ต่ำตอนล่างๆ มันสามารถลงไปได้ลึกอย่างน่าทึ่งมาก มากกระทั่งผมรู้สึกว่าสำหรับการฟังเพลงเพียงอย่างเดียวแล้ว ผมไม่ได้ต้องการซัพ-วูฟเฟอร์ เข้ามาเพิ่มแต่อย่างใด แต่เมื่อได้ลองเสริมเข้ามา ย่านความถี่ต่ำๆนั้นมันยอดเยี่ยมน่าฟังยิ่งขึ้นไปอีก สำหรับการใช้งานเพื่อดูภาพยนตร์จากทีวี โดยเปรียบเทียบกับลำโพงปกติที่ใช้อยู่ พบว่าจากการติดตั้งลำโพงแซ็ทเทิลไลท์ที่ใช้งานอยู่ มันสามารถให้เวทีเสียงออกมาได้กว้างกว่าเสียงจากตัวซาวนด์บาร์ แต่เมื่อเทียบคุณภาพเสียงโดยรวมจากการใช้วีดิโอ ซอร์ซแล้ว พบว่าลำโพงซาวนด์บาร์สามารถให้เสียงที่กว้างกว่าเดิมอีกพอประมาณ อย่างไรก็ตามโหมดใช้งานนี้มันก็ไม่สามารถนำไปเทียบกับเสียงจากชุดลำโพงที่ให้บรรยากาศรายรอบซึ่งตั้งอยู่ทั่วห้องได้

14

ซึ่งก็นั่นล่ะนะ ใครที่เลือกลำโพงซาวนด์บาร์มาใช้งาน เขาย่อมไม่ชอบที่จะมีลำโพงตั้งวางเกะกะรอบๆห้องอยู่แล้ว และนั่นมันก็ไม่ยุติธรรมนักที่จะนำมาเปรียบเทียบกัน อย่างไรก็ตาม กับห้องขนาดย่อมๆ ที่ปราศจากการติดตั้ง ลำโพงเซอร์ราวน์ดแล้ว Wide Mode ในซาวนด์บาร์ก็ให้บรรยากาศเสียงจากการดูหนังออกมาได้ครอบคลุมอย่างเกินพอแล้ว

The Dark Night Blu-Ray 

กล่าวเฉพาะตัวซาวน์ดบาร์แล้ว แน่นอนว่า Bluesound PULSE SOUNDBAR ย่อมไม่เหมาะกับการใช้ดูหนังที่เน้นย่านความถี่ต่ำมากๆ ที่มีแชนแนล LFE: Low Frequency Effect โดยเฉพาะ แต่สำหรับการใช้ดูภาพยนตร์ทางทีวีแล้ว มันกลับสามารถให้คุณภาพเสียงโดยรวมออกมาได้อย่างน่าฟังเกินพอ ทั้งด้วยความนุ่มนวล เป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะกับเสียงพูด สนทนา ที่มีความกระจ่างใสและมีความเป็นธรรมชาติสูงมาก ซึ่งเมื่อเพิ่มตัวซัพ-วูฟเฟอร์เข้าไปในซิสเต็ม สิ่งที่ขาดหายไปจากการดูหนังที่กล่าวข้างต้นจะหมดไปทันที (แต่สำหรับผมแล้วมันหาใช่ความจำเป็นที่จะต้องการเสียงย่านความถี่ต่ำๆขนาดนั้น ในการฟังเพลงแต่อย่างใด) ภาพลักษณ์ของ PULSE SUB นั้นดูได้รับการออกแบบมาอย่างยอดเยี่ยมมาก แต่ด้วยข้อจำกัดในเรื่องของตู้ที่ค่อนข้างเล็ก เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับซัพ-วูฟเฟอร์ของ Energy ที่ผมใช้อยู่ตามปกติแล้ว จะเห็นความแตกต่างกันบ้าง

15ยกตัวอย่างจากหนังเรื่อง The Dark Night แผ่นบลู-เรย์ ฉากระเบิดในโรงพยาบาลที่มีเสียงย่านความถี่ต่ำมากๆนั้น ซัพ-วูฟเฟอร์ของ Energy จะให้เสียงออกมาได้อึกทึกกึกก้องกว่า แต่เมื่อพิจารณาดูกายภาพของซัพ-วูฟเฟอร์ทั้ง 2 ตัวแล้ว มันช่างมีความแตกต่างกันมาก เพราะในขณะที่ Energy ใช้วูฟเฟอร์ขนาด 8 นิ้ว และทำงานในระบบตู้ปิดที่มี Port หรือท่ออากาศเสริมคลื่นย่านความถี่ต่ำนั้น PULSE SUB ใช้เพียงตัวขับเสียงขนาด 6.5 นิ้ว และทำงานในระบบตู้ปิด และทั้งคู่ต่างผนวกแอมป์ขนาด 100 วัตต์ เท่ากัน

ซัพวูฟเฟอร์ดูจะทำงานได้ดีกว่าในย่านความถี่ต่ำๆ เมื่อใช้ดูหนังจำพวกแอคชั่น ในขณะที่ซิสเต็มของ Bluesound ให้เสียงช่วงความถี่ต่ำตอนบนออกมาได้ดี ส่วนแซ็ท/สับ ซิสเต็ม ที่ปกติผมใช้อยู่นั้นมักจะมีช่วงว่างเล็กน้อยในออคเทฟว์ที่ 3 (ยกตัวอย่างประมาณในช่วง 80-160 Hz) โดยจะมีความไม่ราบเรียบอยู่บ้างจากช่วงเบสส์ตอนล่าง (20-80Hz) ไปยังเบสส์ตอนบน (80-200Hz) ในขณะที่ซิสเต็มของ Bluesound จะให้เสียงพูดที่ชัดเจนโดยเฉพาะกับเสียงผู้ชายมีความโดดเด่นมาก ส่วนชุดแซ็ท/สับของ Energy นั้น เสียงพูดชายจะขาดความลึกไป ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกันแล้วพบว่าชุดของ Energy จะอ่อนด้อยในย่านความถี่กลางตอนบน และช่วงความถี่ต่ำของเสียงพูด โดยเสียงพูด สนทนา โดยเฉพาะเสียงของผู้ชายนั้น ซิสเต็มของ Bluesound ให้ออกมาได้อย่างสมจริง และมีความเป็นธรรมชาติมากกว่า 

16

อย่างไรก็ตาม, โดยตัวมันเองของ PULSE SOUNDBAR นั้น ก็สามารถให้เสียงในย่านความถี่ต่ำที่ทอดขยายออกไปได้อย่างน่าพอใจซึ่งผมคิดว่าสำหรับการใช้งานเชิงคุณภาพทั่วไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มกับตัว PULSE SUB ด้วยซ้ำ แต่หากคุณคิดว่าต้องการ หรือรู้สึกอยากได้เบสส์ที่มากกว่านั้น ผมมีความเห็นว่าน่าจะพิจารณาตัวอื่นที่มีไดร์เวอร์ใหญ่กว่านี้หรืออีกวิธีที่เป็นคำแนะนำจาก Paul Barton ผู้ออกแบบลำโพงชุดนี้ก็คือใช้ PULSE SUB สองตัวซะเลย ซึ่งนั่นนอกจากมันจะช่วยให้การตอบสนองในย่านความถี่ต่ำๆ ที่ดีขึ้นแล้ว มันยังเพิ่มระดับความดังเสียงขึ้นไปอีกถึง 6 dB อีกด้วย  อย่างไรก็ตาม ซัพ-วูฟเฟอร์เพียงตัวเดียวก็ทำงานร่วมกับซาวดน์บาร์ได้อย่างลงตัวดีอยู่แล้ว ซึ่งหากขนาดห้องของคุณค่อนข้างเล็ก เก็บซ่อนมันได้ง่าย และต้องการซัพ-วูฟเฟอร์ระบบไร้สาย มันก็คือตัวเลือกในอุดมคติที่ทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี 

มีความน่าตื่นเต้นเล็กๆอยู่สักหน่อย ตรงที่ผมพบว่า PULSE SOUNDBAR มันสามารถทำงานแบบไร้สายร่วมกับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะในบ้านได้ ด้วยการเชื่อต่อผ่าน Bluetooth AptX ทำให้นอกจากเราสามารถเล่นเพลงที่เก็บไว้ในโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธได้แล้ว เรายังสามารถดูวีดิโอจาก Youtube แล้วฟังเสียงที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพจากซาวนด์บาร์ได้ แทนที่จะฟังเสียงจากลำโพงชุดคอมพ์เหมือนเคย

สรุป…

Bluesound PULSE SOUNDBAR มันช่างยอดเยี่ยมมาก เป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับ Hi-End ที่ร่วมสมัย ซึ่งได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดี มันให้การตอบสนองต่อสัญญาณเสียงดนตรีได้อย่างอบอุ่น น่าฟัง เปี่ยมไปด้วยอรรถรสตามธรรมชาติของเสียงดนตรี ที่เที่ยงตรงตามต้นฉบับแบบที่ออดิโอไฟล์ต้องการอย่างแท้จริง ผมชอบที่มันให้เสียงในย่านความถี่สูง ออกมาได้อย่างนุ่มนวล น่าฟัง ขณะที่เสียงกลางนั้นอิ่มเอิบ และให้การทำงานร่วมกับ Bluesound PULSE SUB ได้อย่างยอดเยี่ยมลงตัว ด้วยการให้เสียงที่ออกมาได้อย่างลึกล้ำน่าประทับใจยิ่ง 

17

หากห้องที่นำไปใช้มีขนาดใหญ่สักหน่อย การใช้ PULSE SUB สองตัว ก็เป็นเรื่องที่เหมาะสม เพราะมันไม่ได้ยุ่งยากในการที่จะวางตั้งแต่อย่างใด ขนาดที่เล็กกระทัดรัดของมันช่วยให้เก็บซ่อนได้ง่ายๆ เพราะทั้งซิสเต็มคือซาวนด์บาร์และซัพวูฟเฟอร์นั้นต่างถูกออกแบบมาให้เข้าคู่กันได้อย่างเหมาะสมอยู่แล้ว และเหมาะอย่างยิ่งในการที่จะใช้งานมันร่วมกับอุปกรณ์พกพา อย่างเครื่องเล่นเพลง หรือสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต รวมทั้งกับชุดคอมพิวเตอร์อีกทั้งการควบคุมการทำงานผ่านแอพลิเคชั่น BluOS ก็ทำได้อย่างสะดวกในทุกๆความต้องการใช้งานฟังค์ชั่นต่างๆ เมื่อเทียบกับราคาค่าตัวทั้งระบบแล้ว นับว่ามันเป็นชุดที่ให้ความคุ้มค่าสูงมาก ด้วยการเอื้อให้ใช้งานต่างๆได้อย่างมากมาย ในขณะที่ PULSE SOUNDBAR ด้วยตัวมันเองเดี่ยวๆก็ให้ความยอดเยี่ยมอย่างน่าประทับใจยิ่ง ทั้งด้วยประสิทธิภาพการทำงาน และคุณภาพเสียงที่แม้แต่ออดิโอไฟล์ก็มิอาจปฏิเสธ

หากคุณกำลังมองกาลำโพงระบบไร้สายระดับ Hi-ENd แล้วล่ะก็ ชื่อ Bluesound คือแบรนด์ที่ให้ความคุ้มค่าต่อการฟังอย่างยิ่ง 

ชอบ

  • แอพฯ BluOS สามารถใช้กับอุปกรณ์พกพาและชุดคอมพิวเตอร์ได้เป็นส่วนใหญ่
  • งานฝีมือที่มีความนอดเยี่ยมอย่างยิ่ง
  • ซาวนด์บาร์ด้วยตัวมันเองสามารถให้คุณภาพเสียงออกมาได้อย่างน่าฟัง ทั้งในแง่ของความอบอุ่น นุ่มนวล อิ่มเต็ม ตลอดจนเบสส์ที่ทอดขยายลงไปได้ต่ำอย่างน่าประทับใจ

สิ่งที่ใครเห็น

  • เอาท์พุทที่มากกว่านี้ในตัวซัพวูฟเฟอร์ 
  • รายละเอียดด้านความเป็น Hi-Emd ที่มากขึ้น
  • สาย Optical Toss link สำหรับใช้เชื่อมต่อกับทีวี 

อ่านรีวิวเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษได้ที่นี่! 

 

 

 

 

 

 

NAd C368 กับบทความที่จะเปลี่ยนความเชื่อเรื่องแอมป์ Class-D ไปตลอดกาล

NAD C368 : Hybrid Digital DAC Amplifiers

จาก avforums.com / February 2017

โดย Ed Selley แปลโดยคุณอธิวัฒน์ อัมพะเตมีย์

NAD C368BEE คือแอมป์ตัวล่าสุดจาก NAD ที่มาจากผู้ผลิตที่มีความโดดเด่นในตลาดเครื่องเสียงมาอย่างยาวนานตั้งแต่ยุค 70 ที่ NAD นั้นโด่งดังกับแอมป์ 3020 ที่ต่อมากลายเป็นต้นแบบหลักในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เน้นในเรื่องของกำลังขับและกำลังสำรองที่สูงเป็นพิเศษ ในราคาขายที่มีความคุ้มค่าเป็นหลัก

C368 นั้นก็เช่นกัน แม้เวลาจะผ่านไป 40 ปี และมีความเปลี่ยนแปลงอยู่บ้าง แต่พื้นฐานแล้วนี้คืออินติเกรตเตด แอมป์ แบบเดียวกับ 3020 มีความเหมือนกันอยู่สองอย่างคือ เล่นกับลำโพงที่หลากหลาย และต่อเครื่องเล่นแผ่นเสียงได้แล้วนั้น ที่เหลือคือความใหม่ที่ก้าวล้ำสมกับการใช้เวลา 40 ปีในการพัฒนา และกับการเปลี่ยนแปลงที่มากมาย ก็ต้องมีคำถามว่าแล้วมันจะยังคงความเป็น Master ได้เทียบเท่ากับรุ่นเก่าที่โด่งดังหรือไม่ หรือว่าในปี 2017 นี้แอมป์รุ่นใหม่จะทำได้ดีกว่า 3020 ในแง่ของความคุ้มค่าหรือไม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราจะได้มาทดสอบกัน

1

Specifications

C368 เป็นแอมป์อินติเกรตเตด แบบ 2 แชนแนล ที่ออกแบบด้วยวงจรดิจิตัลของ NAD นี่ก็หมายถึงว่านี่เป็นแอมป์แบบ Class-D หลายท่านคิดว่าแอมป์คลาสส์-ดี นั้นเสียงไม่ดี ก็ขอให้สละเวลามาศึกษาแอมป์ตัวนี้กันก่อน เพราะ NAD นั้นถือว่าเป็นเจ้าแรกๆ ที่รับคอนเซ็ปต์ของการใช้ภาคขยายแบบ Class-D หรือแอมป์ที่ใช้ภาคจ่ายไฟแบบ Switching มาใช้งานก็ว่าได้ แถมได้ใช้งานออกแบบมานานร่วมทศวรรษแล้ว อย่าง C368 นี้ก็ได้รับการออกแบบบนพื้นฐานของระบบที่เรียกว่า Hypex Module ซึ่งให้กำลังขับที่ 82 วัตต์/ข้าง และขยับขยายไป 120 วัตต์ แบบไดนามิคได้สบายๆ จนบอกได้ว่าคงไม่ค่อยมีลำโพงคู่ไหนที่แอมป์เครื่องนี้ขับไม่ออก

ด้วยการใช้ระบบ Class-D ก็ทำให้ C368 นั้นมีข้อดีตรงที่มีขนาดบางกว่าแอมป์ Class-AB อื่นๆ ในกำลังเท่าๆกัน แถมยังกินไฟน้อยกว่ามาก และยังเสียบไฟที่ Volt ต่างๆกันได้ไม่ต้องกลัวระเบิด ด้านหลังมีช่องเสียบต่อมาพอสมควร เช่น ช่องต่อเครื่องเล่นแผ่นเสียงหัวเข็ม MM ซึ่ง NAD นั้นมีชื่อเสียงมานานแล้วกับภาคโฟโนคุณภาพดี ตั้งแต่สมัยที่แผ่นเสียงเป็นแหล่งโพรแกรมหลัก-ล้มหาย- แล้วก็กลับมาใหม่ในทุกวันนี้ ก็ได้เห็นช่องต่อเครื่องเล่นแผ่นเสียงกลับมาอยู่ที่แอมป์ NAD อีกครั้ง นอกจากนั้นแล้ว ก็ยังมีช่อง Line อีกช่อง เผื่อไว้หากอยากจะต่ออะไรแบบอนาล็อคเข้าทางช่องทางนี้อีกก็เป็นข้อดีเช่นกัน ส่วนทางด้านดิจิตัลนั้น มี Optical และ Coaxial มาให้อย่างละสองช่อง พร้อมทั้งเสา Bluetooth สำหรับการฟังเพลงจากมือถือ โดย DAC ที่ใช้ในภาคนี้นั้นทาง NA ไม่ได้ให้ข้อมูลมา แต่จากการหาข้อมูลจากที่อื่น มีโอกาสที่ DAC นั้นจะเป็นแบบ 8 แชนแนล ของ ESS Sabre ซึ่งถือได้ว่าเป็น DAC เกรดสูงเลยทีเดียว

2

เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ NAD พยายามผลักดันระบบการอัพเกรดแบบ MDC ซึ่งกับ C368 นี้ก็มีช่องเสียบ MDC มาให้ 2 ช่อง ซึ่งตอนนี้มี MADC ที่หามาอัพเกรดได้ 2 แบบ แบบแรกคือ DD HDMI สำหรับเพิ่มขีดความสามารถในการต่อ HDMI (สำหรับการรับสัญญาณจากเครื่อง BD) และแบบที่สองเป็น BluOS ซึ่งทำให้มีขีดความสามารถในการเล่น Network Audio และ Multi-room นั่นเอง

Design

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว NAD นั้นมีสไตล์ของตัวเองมานานที่จะทำเครื่องออกมาเป็นสีเทาพร้อมปุ่มเปิดปิดสีเขียว อย่าง C368 ก็ยังพอมีเค้าอยู่ แต่สีเทาของ C368 นั้นดูเหมือนจะเข้มขึ้นมาเรื่อยๆจนเกือบจะกลายเป็นสีดำไปแล้ว ส่วนปุ่มเปิดสีเขียวก็หายไปแล้วด้วย

4หน้าตาของ C368 นั้น ทำมาได้ดี เป็นการแสดงให้เห็นถึงการออกแบบที่ให้ฟีเจอร์ต่างๆเรียงกันอย่างสมเหตุและผล และแทนที่จะมีปุ่มเยอะๆ NAD เลือกที่จะใช้จอ LCD เป็นตัวแสดงผลการคอนโทรลต่างๆ แม้จะว่าตรงๆว่าการใช้งานจริง มันก็ต้องเข้าโน่น กดนี่ให้งงๆกันบ้าง แต่พอให้อภัยเพราะมันทำให้ดูสวยงามโดดเด่นขึ้นมาเยอะเลย ตัวเครื่องผลิตสร้างได้ระดับโอเค ไม่ได้สุดยอดอะไร แต่ก็ไม่ได้ดูไม่ดี คือถ้าเทียบกับคู่แข่งในราคา 800 ปอนด์ด้วยกัน อาจจะรู้สึกว่าของเขาอาจจะดูหรูหรากว่า อย่าง Remote ที่ให้มาก็ดูธรรมดาไปหน่อย ซึ่ง NAD ก็คงบอกกลับมาว่า ของเขาเน้นเครื่องเคราภายในที่มองไม่เห็นมากกว่าด้านนอกที่ไม่ช่วยให้เสียงดีขึ้นเท่าไหร่นั่นเอง 

ก่อนที่จะทดสอบ ผมขอบอกว่า NAD มีการอัพเกรดซอฟท์แวร์อยู่บ้างทางเว็บไซต์ของเขา ผมแนะนำให้คุณไปอัพเกรดเครื่องให้ใช้ซอฟแวร์ใหม่ที่สุดก่อนที่จะฟังกันอย่างจริงจัง แม้มันจะไม่เยอะแยะมากมาย แต่เรื่องการใช้งานอะไรต่อมิอะไร เขาจะมีปรับปรุงกันอยู่เรื่อยๆ จึงขอแนะนำว่าควรตรวจสอบบ้างก็จะดี

Sound Quality

C368 นั้น มาถึงผมในสภาพที่เหมือนมีการใช้งานมาบ้างแล้ว ผมจึงทำการทดสอบแบบจริงจังในทันที 

เริ่ม, กับการฟังพิสูจน์ ลบล้างความเชื่อเก่าๆที่ว่าแบบ Class-D ให้เสียงที่บางและไม่เป็นธรรมชาติ นี่อาจจะจริงเมื่อในอดีตสมัย Class-D มีใหม่ๆ ซึ่งเมื่อฟัง C368 ได้ไม่ถึง 30 วินาทีแรก ผมก็บอกได้เลยว่า ความเชื่อเหล่านั้นใช้ไม่ได้กับ NAD แม้แต่น้อย เพราะเสียงที่ได้ยินนั้น เป็นเสียงที่ใหญ่ ชุ่มฉ่ำ มีบอดีย์ มีความอบอุ่น นุ่มนวลและเป็น 3 มิติ จนผมแทบจะบอกได้ว่าเสียงยังกะแอมป์หลอดนั่นเลยทีเดียว 

7

นี่หมายความว่าเมื่อฟังเพลง Calexico’s Algiers จากการต่อผ่านช่องโคแอ็กเชียลแล้ว เสียงที่ได้นั้นเต็มไปด้วยขนาดและบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความละเมียดละไมน่าฟัง จนไม่มีใครที่ไม่หยุดฟังเสียงแบบนี้ได้หรอก ตรงนี้เห็นได้ว่า คำสัญญาของ Class-D ที่จะให้กำลังสำรองที่ไร้ขีดจำกัดนั้นทำได้จริง ทำให้เสียงที่ได้นั้นไร้ซึ่งความเครียดแข็งอย่างสิ้นเชิง ถ้าคุณหาเพลง Hi-Res คุณพบว่าเสียงที่ได้นั้นดีขึ้นไปอีก จากไฟล์ 24/96 ของ Massive Attack’s Blue Lines ฟังออกมาแบบแทบไม่มีความเป็นดิจิตัลอยู่ในนั้นเลย เสียงร้องจากเพลง Safe from Harm นั้นออกมาเต็มที่แบบไร้ขีดจำกัด ทำให้นึกไปถึงเสียงที่เคยฟังจากแผ่นเสียง 180G เมื่อก่อนหน้านี้ไม่มีผิด เป็นเสียงที่ดีอย่างไม่คิดว่าจะได้จากแอมป์ราคา 800 ปอนด์เลยทีเดียว ยิ่งเมื่อฟังไปเรื่อยๆ กับเพลงที่มีความหนักหน่วงขึ้นก็พบว่า การตอบสนองเสียงทุ้มนั้นก็ดีมากๆ อย่างน่าประทับใจจนหากจะเกิดข้อจำกัด ก็บอกได้ว่าเกิดจากตัวลำโพงที่นำมาทดสอบร่วมมากกว่า 

ภาค Phono…

ทำออกมาได้ดีกว่าคู่แข่งในระดับเดียวกันมาก จากการต่อกับเครื่องเล่นแผ่นเสียง Avid Ingenium โทนอาร์ม SME M2-9 และหัวเข็ม Nagaoka MP150 เสียงที่ได้ยินออกมานั้น ไร้ซึ่งสัญญาณรบกวน และให้ผลงานทางเสียงออกมาได้ดีเทียบเท่ากับช่องดิจิตัลก็ว่าได้ ซึ่งเมื่อฟังสลับไปมาระหว่างสองภาคนั้น ผมก็มีความรู้สึกว่า คาแร็คเตอร์เสียงของ C368 นั้นหลักๆ มาจากภาคขยาย ไม่ใช่ภาคปรี–

Capture

อีกจุดที่น่าสนใจคือการใช้งานผ่าน Bluesound Module ซึ่งแม้การใช้งานอาจจะไม่ถึงกับไม่มีติดขัด แต่ก็สามารถทำให้ขีดความสามารถในการเล่นเน็ตเวิร์ค ออดิโอ ของ NAD ไปได้สวยงามมาก นอกจากนั้นแล้ว ยังเพิ่มความสามารถในการเล่น Multi-Room แบบก้าวหน้าได้เป็นอย่างดี ซึ่งแม้โมดูลตัวนี้ราคาเดี่ยวจะสูงถึง 400 ปอนด์ แต่พอรวมเข้าไปแล้วก็จะทำให้ C368 เป็นอินติเกรตเตด แอมป์ All In One ตัวเดียวจบแบบไม่ต้องไปเพิ่มอะไรอีกยาวนานกันเลยทีเดียว

ทางด้านการฟังเพลงผ่าน Bluetooth ถือว่าโอเค ใช้งานได้ดีตามมาตรฐานปี 2017 มีความนิ่งและมั่นคงที่ดี ระยะการใช้งานไกลตามมาตรฐาน ช่องเสียบหุฟังดี มีเสียงซ่าออกมาบ้าง และอาจจะดูไม่ทรงพลังบ้าง แต่โดยรวมให้การใช้งานที่น่าพึงพอใจ 

 สรุป

ถ้า NAD ทำหน้าตาของ C368 ให้ดูหวือหวาอวกาศมากกว่านี้ ผมว่าผู้คนคงฮือฮากับมันได้มากกว่านี้ เพราะจากการที่เฝ้าดูวงการเครื่องเสียงระยะหลังๆ ผมว่าเป็นเรื่องแปลกที่ผู้คนจะให้ความสำคัญกับหน้าตามากกว่าคุณภาพ และเครื่องที่มีหน้าตาหวือหวา มักจะได้รับความสนใจมากกว่าเสมอๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

NAD C368 เมื่อแกะล่องออกมาจากโรงงาน เป็นแอมป์ที่ทำงานได้ในระดับเบสิคแต่หากจะให้สุด การเติม Bluesound Module ลงไป จะทำให้มันกลายเป็นแอมป์ที่ครบเครื่องที่สุดจนไม่มีความจำเป็นต้องไปหาอะไรเพิ่มไปอีกนาน และหากจะให้สรุปอีกที นี่เป็นแอมป์ที่ให้เสียงที่ลื่นไหล ฉ่ำชื่นรื่นรมย์ ในน้ำเสียงที่สุดรุ่นหนึ่งที่ผมทดสอบมาในระยะหลังๆนี้ แม้ในระดับราคานี้อาจจะมีคู่แข่งที่ให้ไดนามิคที่ดีกว่าหน่อย แต่เมื่อเลือกถึงขีดความสามารถในการอัพเกรด การเพิ่มประโยชน์ใช้สอย คุณค่าในอนาคตแล้ว NAD C368 นี้จะเป็นเครื่องที่ผมแนะนำได้อย่างเต็มใจ 

อ่านเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษได้ ที่นี่!