NAD M10 กับรางวัลจาก The Absolute Sound 2020

เป็นประจำอย่างเคยของทุกปี ที่นิตยสารที่มีอิทธิพลต่อวงการเครื่องเสียงจะจัดอันดับสินค้ายอดนิยม สินค้าที่กองบรรณาธิการถูกใจ ให้ดาว หรือสินค้าที่เป็น The Best ของแต่ละสาขา ในปีนี้ก็เช่นกัน โดย NAD นั้นก็ได้ติดโผหลายๆกลุ่มด้วยกัน แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม เรามีความยินดีที่จะป่าวประกาศว่า M10 ฺBluOS Streaming Amplifier ได้รับรางวัล 2020 Editors’ Choice: All-In-One Electronics
.
โดยเค้าได้บอกว่า M10 เป็นเครื่องเล่น all-in-one ที่หน้าตาหรูหรา สวยงาม ด้วยกระจกแบบ Gorilla Glass รองรับ RoonAirplay2 สตรีมเพลง 24/192 บิท จากผู้ให้บริการหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น SpotifyTidal รองรับไฟล์ FLAC, WAV, MP3 และ AAC เชื่อมต่อบลูทูธ AptX HD เป็นแอมป์ คลาส D ที่มีการนำ DiracLive มาใช้เพื่อปรับเสียงให้เข้ากับสภาพห้องฟัง (Room Correction)
.
และไม่ว่าจะฟังเพลงจากแหล่งโปรแกรมไหน M10 ก็พร้อมเอื้อความสะดวกสบาย โดยคอนโทรลทุกอย่างผ่านมือถือได้ เซ็ตอัพง่าย ด้วยขนาดกระทัดรัดแต่ฟังก์ชันอัดแน่นครบครัน
.
#NAD M10 สนนราคาอยู่ที่ 97,000 บาท สินค้าล็อตแรกจะเข้าไทยเดือน มิถุนายนนี้

อ่านเพิ่มเติม คลิก

สเป็คและการใช้งาน NAD M10

ลำโพงตั้งพื้นที่น่าจับตามอง Acoustic Energy AE509

จาก Hi-Fi Choice, UK. ฉบับเดือนพฤศจิกายน 11, 2019

แปลโดย คุณพิพัฒน์ คคะนาท

ลำโพงรุ่นเรือธงในอนุกรม 500 Series ของ Acoustic Energy รุ่นนี้ เป็นครั้งแรกที่ได้นำคาร์บอนด์มาใช้ในการขึ้นรูปโครงสร้างของกรวยตัวขับเสียง และ David Price คิดว่านี่เป็นลำโพงแบบวางพื้นที่ให้การกระจายเสียงจากไฟเบอร์อย่างแท้จริง

บทรีวิว…

            ชื่นชอบ ในโครงสร้างงานฝีมือที่สุดแสนประประณีต พิถีพิถัน และกอปรกันขึ้นมาเป็นตู้ลำโพงที่แลดูทรงคุณค่า ขณะที่ให้การทำงานด้วยสปีดเสียงที่รวดเร็ว ให้อรรถรสของการฟังด้วยความตื่นเต้นตลอดเวลา

            ใคร่ชัง ยังนึกอะไรไม่ออกเลย ยิ่งดูที่ราคาค่าตัวของมันแล้ว มิอาจไปนึกติติงอะไร ที่ตรงไหน ของลำโพงคู่นี้ได้เลยจริงๆ

ขอบอกว่านี่คือ One of the Best ในบรรดาลำโพงตั้งพื้นที่มีราคาขนาดกลางๆเท่าที่จะพบหาได้ในท้องตลาด

“What HiFi UK

มีบางสิ่งบางอย่างที่เป็นเป็นเรื่องใหม่ในการออกแบบลำโพง ขณะเดียวกันกับความก้าวหน้าในเชิงนี้ที่เห็น หลายๆอย่างก็คือการกลับมาอีกครั้งกับของเดิมๆด้วยวิธีการใหม่ๆเท่านั้นเอง อย่างในกรณีของ AE509 รุ่นใหม่นี้, เราก็ได้เห็นการกลับมาอีกครั้งของการขึ้นรูปกรวยลำโพงด้วย Carbon Fiber ทั้งในส่วนของโครงสร้างแบบ Cone และแบบ Dome ที่หลายๆค่าย นำมาใช้ในการออกแบบลำโพงมากกว่ามากในหลายๆปีที่ผ่านมา ว่ากันตั้งแต่บริษัทอย่าง Audax ที่เอาดีทางด้านการออกแบบและทำไดรเวอร์อย่างเดียวออกมาขายนานช้า ไปจนถึงบริษัทอย่าง Sony ที่มีนานาผลิตภัณฑ์ ซึ่งให้นึกทั้งวันก็ว่ากันไม่หมดนั่นละ และก็ด้วยเหตุผลในข้อดีของมันอย่างเป็นสำคัญประการหนึ่งก็คือ มันมีมวลที่เบากว่าวัสดุอื่นๆเอามากๆนั่นเอง               

ไดรเวอร์ของ AE509 ได้ถูกออกแบบให้เป็นการทำงานร่วมกัน ระหว่างกรวยคาร์บอน ไฟเบอร์ ที่ใช้ในชุดตัวขับเสียงกลาง/ทุ้ม กับทวีตเตอร์ที่ขึ้นรูปด้วยคาร์บอน ไฟเบอร์ เหมือนกัน ซึ่งนี่เป็นการยังประโยชน์สูงสุดที่ช่วยให้ไดรเวอร์ทั้งหมดทำงานสอดประสานร่วมกันได้เป็นอย่างดี มีความลื่นไหลในน้ำเสียงอันเนื่องมาจากการทำงานของวัสดุแบบเดียวกันนั่นเอง โดยผู้ออกแบบ คือ Mat Spandl ที่ในอดีตอยู่กับบริษัทซึ่งใช้อะลูมิเนียมในการขึ้นรูปกรวยลำโพงมากว่าครึ่งชีวิต ที่มันสามารถให้การทำงานกับสัญญาณฉับพลันได้รวดเร็วกว่า รวมทั้งต้องการกำลังขับน้อยกว่าด้วยนั้น เขาบอกว่า เช่นเดียวกันกับไดรเวอร์อื่นๆที่ขึ้นรูปกรวยด้วยการถักทอเส้นใยคาร์บอน ไฟเบอร์ ที่สามารถให้การทำงานออกมาได้อย่างเที่ยงตรง แม่นยำ ท้ายที่สุดแล้ว, ด้วยการนำวัสดุเหล่านั้นมาออกแบบ และให้ทำงานร่วมกัน เพื่อนำมาซึ่งการตอบสนองตลอดย่านความถี่เสียงได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งยังสอดประสานกันอย่างลื่นไหล มีความต่อเนื่องเป็นเนื้อเสียงเสียงเดียวกันอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งเป็นน้ำเสียงที่มีความเป็นธรรมชาติสูงดังที่ผู้ออกแบบได้กล่าวอ้างด้วย

Solid Aluminium bars add stability

หลายปีที่ผ่านมานี้ ผมเห็นนานาไดรเวอร์ที่ขึ้นรูปกรวยด้วยคาร์บอน ไฟเบอร์ แต่ก็ยากอยู่เหมือนกันที่จะได้เห็นทวีตเตอร์ที่ขึ้นรูปโดมด้วยวัสดุเช่นนี้ การที่มีน้ำหนักเบามันช่วยได้มากในด้านการทำงานของมัน ที่สามารถให้ออกมาได้อย่างราบรื่น นุ่มนวล ขณะเดียวกันก็ให้การทำงานที่รวดเร็ว ให้เสียงที่กระชับ ฉับไว โดยมีสีสันในน้ำเสียงปลอมปนออกมาด้วยน้อยมากๆ ซึ่งทวีตเตอร์ขนาด 25 มิลลิเมตร ตัวนี้ได้เข้ามาแทนที่โดม ทวีตเตอร์ แบบอะลูมิเนียมซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าและได้ใช้อยู่ในลำโพงรุ่นก่อนๆ โดยทำงานร่วมกับไดรเวอร์ขนาด 125 มิลลิเมตร ที่วางอยุ่ในโครงสร้างแบบตะกร้าที่ขึ้นรูปด้วยอะลูมิเนียมหล่อ โดยมีฝาครอบกันฝุ่นเข้าไปในบริเวณขดลวด หรือ Dust Cap Speaker เป็นแบบโลหะ รวมทั้งยังใช้ Voice Coil แบบใหม่ที่มีขนาด 35 มิลลิเมตร  

ลำโพงคู่นี้ทำงานในแบบ 2-ทาง แต่องค์ประกอบของการใช้ไดรเวอร์ 3 ตัว นั้นติดตั้งในลักษณะเรียงตัวในแนวดิ่ง จากด้านบนลงมาเป็นมิดเรนจ์ ตัวกลางคือทวีตเตอร์ และล่างสุดคือ Mid/Bass Driver ครอสส์โอเวอร์นอกจากออกแบบมาเป็นอย่างดีแล้ว ยังใช้ชิ้นส่วนอุปกรณ์คุณภาพสูง โดยคาปาซิเตอร์นั้นเป็นแบบพิเศษห่อหุ้มด้วยแผ่นฟิล์มโพลีย์โพรไพย์ลีน ใช้หลักการเหนี่ยมนำด้วยอากาศแบบ Air Core ซึ่งช่วยให้ลำโพงสามารถทำงานในช่วงวิกฤตได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในช่วงที่มีกระแสไฟฟ้าแรงสูงป้อนเข้ามา โดยการออกแบบดังกล่าวทำให้มิดเรนจ์สามารถทำงานได้เป็นปกติในช่วง 560 เฮิทซ์ – 3.1 กิโลเฮิทซ์ ซึ่งนั้นหมายความว่าทวีตเตอร์จะสามารถรับมือกับช่วงความถี่ต่ำที่ผิดปกติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โครงสร้างตู้ขึ้นรูปด้วย MDF ขนาดความหนา 18 มิลลิเมตร และใช้การแดมปิงภายในแบบ RSC: Resonance Suppression Composite ที่เป็นสิทธิบัตรเฉพาะของบริษัท ที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนมาใช้ไดรเวอร์แบบคาร์บอน ไฟเบอร์ ทำให้กรรมิวิธีของการแดมปิงภายในมีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยมิพักต้องทำให้ภายในตู้มีความเงียบมากขึ้นด้วยเทคนิคนี้ ทำให้การทำงานของเสียงนั้นรวดเร็วขึ้น ในขณะที่ใช้พลังงานลดน้อยลง ขารองแท่นรับตู้ที่ขึ้นรูปด้วยอะลูมิเนียมแบบเดือยแหลม (Spike) ที่ติดตั้งเอาไว้ตรงมุมตู้ทั้งสี่ชุด ทำให้ตัวตู้สามารถตั้งได้อย่างมั่นคงขึ้น การทำงานมีความเสถียรมากยิ่งขึ้นด้วย ผิวตู้มีให้เลือกแบบผิวเปียนโนทั้งสีดำและสีขาว รวมทั้งมีผิวตู้ไม้แบบอเมริกัน วอลนัท ด้วย

คุณภาพเสียง

ผู้ผลิตระบุว่าลำโพงให้การทำงานตอบสนองความถี่ได้ในช่วง 32 เฮิทซ์ – 28 กิโลเฮิทซ์ (+/-6 ดีบี) ซึ่งดูเป็นช่วงการตอบสนองความถี่ที่ออกจะกว้างเกินกว่าคาดหวัง ไม่คิดว่าจะได้การตอบสนองเป็นช่วงกว้างเช่นนี้ จากลำโพงที่มีมิติโครงสร้างตู้ขนาดนี้ อิมพีแดนซ์ปกติ 6 โอห์ม และ AE ระบุว่าสามารถรองรับกำลังขับได้สูงสุดถึงระดับ 175 วัตต์ มันถูกออกแบบมาให้ทำงานในระบบตู้เปิด หรือเป็นลำโพงแบบ Bass Reflex ที่ออกจะชาญฉลาดในการออกแบบท่ออากาศ ซึ่งติดตั้งอยู่ตอนบนที่แผงตู้ด้านหลัง ซึ่งเป็นแบบที่ไม่ได้ขับพลังออกมาทางด้านหลังมากนัก จึงทำให้น่าประหลาดใจอยู่ไม่น้อย ที่สามารถนำมันไปตั้งวางใกล้ๆผนังหลังได้ สำหรับการตั้งวางเพื่อฟังเสียงนั้น ผมใช้วิธีเอียงหน้าลำโพงเข้าหากันเล็กน้อย และพบว่าการตั้งวางแบบใช้กรรมวิธี Toe-In หน่อยๆนี่ มันให้ความยืดหยุ่นดีมาก

เปรียบเทียบกับลำโพงคู่แข่งที่ระดับราคาเดียวกันแล้ว AE509 ให้เสียงออกมาค่อนข้างจะราบเรียบอยู่สักหน่อย แต่ก็หาใช่ความราบเรียบที่น่าเบื่อเหมือนมีอะไรมาปิดกั้น หรืออั้นเสียงมันเอาไว้เหมือนมีหน้ากากมาบดบัง เพียงแต่มันหาได้เป็นน้ำเสียงที่สดใส หรือเปล่งประกายใดอออกมา จนถึงกับอยากจะกลับไปฟังเสียงจริงของแต่ละชิ้นเครื่องดนตรี มากกว่าจะให้เสียงของมันมาทำร้ายจิตใจแต่อย่างใด เพราะในความเป็นจริงแล้วเสียงที่มันให้ออกมานั้น ชวนให้น่าติดตามอย่างน่าสะพรึงเอามากๆทีเดียวล่ะ

Resonance Suppression Composite (RSC) Cabinet

อัลบัม Head in the Clouds ของ Manix กับแนวดนตรีแบบ Electronic/Dance นั้น ออกจะเป็นตัวอย่างที่ดีในการที่จะหาลำโพงใดมาฟังจังหวะดนตรีที่เฟี้ยวฟ้าว รวดเร็ว ในแนวทำนองนี้ได้ติดต่อกันเป็นเวลานาน แต่ลำโพงคู่นี้กลับสามารถลดทอนความรู้สึกของเสียงจากเครื่องดนตรีอีเล็กทรอนิกส์ต่างๆลงมาได้อย่างราบรื่น นุ่มนวล และไม่ได้รู้สึกกระแทกกระทั้นแต่อย่างใด กังวานเสียงของคีย์บอร์ดให้ออกมาได้อย่างเข้มข้น ถึงแก่นเสียงที่กึกก้องอย่างโอ่อ่า แต่มิได้แตกพร่าให้รู้สึกขัดเคืองแต่อย่างใด เสียงร้องหญิงมีความราบรื่น นุ่มนวล และให้ออกมาได้อย่างชัดเจน

สิ่งที่น่าสนใจคือเสียงที่มันให้ออกมานั้นรวดเร็วมาก โดยเฉพาะกับเสียงกลองที่รัวออกมาอย่างไม่ยั้งนั้น มันฟังราวกับการเต้นของหัวใจที่มีจังหวะการเต้นอยู่ระดับ 150 bpm (Beats-per-Minute) นั่นเทียว คือมีความรวดเร็วมาก ว่องไว ไปแบบหัวซุกหัวซุน แต่ที่น่าทึ่งก็คือมันไม่ได้มีความพร่าเพี้ยนปรากฏออกมาให้รับรู้ได้ด้วยเลย

ลองไปฟังดนตรีพ็อพที่มีจังหวะดนตรีด้วยความรวดเร็วสูงมากๆอย่างแทร็ค Hanging On the Telephone จากเสียงร้องของสาว Blondie กันดูบ้าง และนั่นมันก็ทำเอาผมถึงกับผงะไปเลยกับจังหวะดนตรีที่รวดเร็วของมัน สุ้มเสียงต่างๆมันโถมเข้ามาอย่างรวดเร็วชนิดที่ทำให้ทั้งคุณและผม ถึงกับวิงเวียนได้เอาง่ายๆ แต่ก็นั้นแหละ, กับลำโพงนี้แล้วมันกลับเป็นเสียงที่ได้ยินแล้วผมคล้ายต้องมนต์สะกด ให้นั่งเงียบๆ และให้ความสนใจอย่างยิ่งยวดต่อเสียงที่ได้ยินนั้น เนื่องเพราะมันเป็นน้ำเสียงที่ผสมผสานกันของท่วงทำนองดนตรี กับจังหวะจะโคนของตัวโน้ตที่โลดแล่นไปมา เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างกลมกล่อม กลมกลืน หลอมรวมเป็นความลงตัวที่ทำให้รับรู้ได้ ว่า AE509 แตกต่างไปจากคู่แข่งอย่างสิ้นเชิง

และเมื่อให้มันทำงานกับแทร็ค Give In จากอัลบัม Play with the Changes ของศิลปิน 4hero ดูบ้าง ซึ่งเป็นแทร็คที่ให้เสียงเบสส์ที่ลงต่ำได้อย่างลึกล้ำ และให้ออกมาได้อย่างโอ่อ่า มโหฬารยิ่งนักนั้น ลำโพงคู่นี้ก็ให้การทำงานที่น่าประทับใจยิ่งต่อการรับมือกับย่านความถี่ต่ำๆที่กล่าวนั้นได้เป็นอย่างดี และสิ่งแรกที่ผมรู้สึกก็คือเหนือความคาดหมายจริงๆ ว่าลำโพงตั้งพื้นขนาดนี้จะสามารถทำงานลงไปต่ำลึกขนาดนั้นได้ โดย AE509 แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพการทำงานของมัน ว่าสามารถให้ช่วงของระดับเสียงที่ลงไปต่ำลึกนั้นออกมาได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญคือให้ออกมาได้อย่างถูกต้อง และมีความสมจริงสูงมาก ทั้งแน่น กระชับ และเปี่ยมไปด้วยพลัง

มันให้ภาพลักษณ์ของความเป็นสเตอริโอ หรือ Stereo Image ออกมาได้ดีมากๆ ผมเคยได้ยินเสียงที่ยอดเยี่ยมมากเชิงนี้จากลำโพงแบบโคแอ็กเชียลด้วยชุดตัวขับเสียงแบบ Treble/Mid Driver ซึ่งนั้นมันคือความเหนือกว่าก็จริง แต่ AE509 ก็สามารถทำงานในด้านนี้ออกมาได้อย่างสมบูรณ์พอ ซึ่งกับสตูดิโอ อัลบัม ที่เป็นดนตรีอะคูสติคอย่าง New Gold Minds ของศิลปิน Simple Minds สามารถยืนยันคำกล่าวนี้ได้ ด้วยการถ่ายทอดเสียงออกมาให้รับรู้ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกับแทร็คที่มีชื่อเดียวกับอัลบัมนั้น มันมีความผิดพลาดเล็กน้อยเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่นำมาใช้เล่น แต่ AE509 ก็ยังสามารถสื่อมันออกมาได้เป็นอย่างดี ด้วยการให้น้ำเสียงที่กระจ่างใสอย่างน่าประหลาดใจ อุดมไปด้วยรายละเอียด และเป็นเสียงที่เปิดกว้าง รวมทั้งบ่งบอกตำแหน่งแห่งหนของชิ้นเครื่องดนตรีต่างๆ รวมทั้งเสียงร้องที่ผสมผสานกันได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยการแยกแยะออกมาให้รับรู้ได้อย่างชัดเจน และให้รู้สึกประทับใจยิ่งกับเสียงร้องของ Jim Kerr ที่ลอยล่องหลุดออกมาจากชิ้นเครื่องดนตรีต่างๆทางด้านหน้า ซึ่งเป็นการย้ำว่าลำโพงนี้ให้มิติเสียงออกมาได้ดีมาก โดยเฉพาะที่ลึกไปทางด้านหลังของเวทีเสียงนั้น ยอดเยี่ยมมากทีเดียว             ลำโพงคู่นี้ให้การทำงานที่เยี่ยมมากๆกับหลายๆแทร็ค หลายๆอัลบัมดนตรี ที่ผมนำมาเปิดฟัง มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่รู้สึกว่าการทำงานของ Mid/Bass Driver มันจะถูกบีบอัดอยู่เล็กน้อยเมื่อป้อนกำลังขับเข้าไปมากๆ อย่างไรก็ตาม, กับเรื่องนี้ผมเข้าใจว่าปัญหามันน่าจะมาจากห้องนั่งเล่นส่วนใหญ่ของพวกเราชาวอังกฤษมากกว่า อีกทั้งด้วยการออกแบบลำโพงทุกวันนี้ที่มักจะมีแผงหน้าตู้ที่แคบ ทำให้ลำโพงที่ใช้ตัวขับเสียงซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดใหญ่ ออกจะทำงานได้ไม่งายนัก รวมทั้งการทำงานแบบ 2-ทาง ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้มากนักในกรณีนี้ อย่างไรก็ตาม, มีลำโพงน้อยกว่าน้อยในระดับราคานี้ที่สามารถทำงานออกมาได้ถึงระดับนี้ ผมรักใน AE509 ที่ให้น้ำเสียงออกมาได้อย่างสะอาดสะอ้าน พรั่งพร้อมไปด้วย

รายละเอียด ให้เสียงออกมาได้อย่างรวดเร็ว และเต็มไปด้วยความน่าตื่นเต้น รวมทั้งยังแยกแยะความซับซ้อนของออกมาได้อย่างน่าชื่นชม

สรุป ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Acoustic Energy เดินอยู่บนเส้นทางที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ด้วยลำโพงในอนุกรมต่างๆที่มีอยู่อย่างมั่นคง ทั้ง 100 Series, 300 Series และ 500 Series รวมทั้งยังมีรุ่นต่างๆให้เลือกใช้อย่างเหมาะสม ทั้งแบบวางหิ้ง หรือตั้งวางบนขาตั้ง ตลอดจนลำโพงแบบวางพื้น อีกทั้งยังมีราคาที่ดึงดูดใจให้นักเล่นสามารถเลือกหาไปใช้งานได้อย่างลงตัวกับงบประมาณที่ตั้งไว้ และกับเรือธงรุ่นนี้ AE509 กล่าวได้ว่าเป็นลำโพงที่ให้ความคุ้มค่าสูงมาก และเหมาะต่อการเลือกนำไปใช้อย่างยิ่ง

AR509 ลำโพงตั้งพื้นยอดนิยมของ Conice

แอมป์ฯที่ชาว Desktop Audiophile ต้องเทใจให้

โดยคุณอธิวัฒน์ อัมพะเตมีย์

NAD D3045 คือ H y b r i d D i g i t a l D A C A m p l i f i e r

อินติเกรตเตด แอมป์ รุ่นใหม่ล่าสุดของ NAD ตัวนี้ ออกมาใน D Series หน้าตารูปร่างเดียวกับ NAD D 3020 และ D 7050 คือออกไปในแนวเล็ก กะทัดรัด สามารถวางได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน ด้วยรูปทรงแบบที่เห็นในรูป (อธิบายยากครับ-ฮา–) อาจจะทำให้หลายคนมองข้ามมันไป เพราะดูไม่ออดิโอไฟล์จริงจัง แต่ผมบอกไว้ก่อนเลยว่า ภายใต้รูปร่างเล็กๆขำๆที่เห็นนี้ NAD D 3045 ตัวนี้ มีอะไรดีเก็บซ่อนอยู่อย่างน่าทึ่งทีเดียว

NAD D 3045 ทำงานด้วยระบบ HybridDigital แบบเดียวกับ D 3020 แต่พัฒนาในแง่ DAC ให้ใช้เกรดสูงและดีขึ้น เพิ่มกำลังขับให้มากขึ้น เพื่อสามารถขับลำโพงได้หลากหลายขึ้น โดยกำลังขับที่ให้มานั้นอยู่ที่ 60 วัตต์ต่อข้าง ที่8 โอห์ม (สูงสุดได้ถึง 200 วัตต์ ที่ 2 โอห์ม) ซึ่งก็หมายถึงขนาดของ D 3045 นั้น ใหญ่กว่าD 3020 โดยผมก็ว่าน่าจะพอกับตัว D 7050 นั่นเอง โดยนอกจากกำลังขับเพิ่มขึ้นแล้วการใช้งานก็เพิ่มขึ้นและมีความหลากหลายขึ้น

อย่างภาค DAC นั้น D 3045 สามารถรับสัญญาณขาเข้าได้ทั้ง Hi-res PCM สูงสุด24/192, DSD 128 และที่พิเศษคือ MQA ทำให้การรับสัญญาณทางดิจิตอลนั้นครบครันที่สุดเท่าที่ NAD เคยทำมา โดยสามารถรับได้ทั้งจาก Optical สองชุด, USB หนึ่งชุด,HDMI หนึ่งชุด และ Coaxial อีกหนึ่งชุดนอกจากจะมีการต่อเชื่อมทางดิจิตอลที่ครบครันแล้ว การต่อแบบสะดวกง่ายอย่างBluetooth ก็มีมาให้ แถมเป็นบลูทูธ AptX HDตัวใหม่ ที่พัฒนาความสามารถในทางเสียงที่ดีกว่าเดิมขึ้นมาก รวมถึงทางอะนาล็อกก็มาให้พอเพียงต่อการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น Line In หรือกระทั่ง Phono แบบ MM สำหรับต่อเครื่องเล่นแผ่นเสียงก็ย่อมได้ขั้วลำโพงเป็นไบน์ดิง โพสท์ ต่อลำโพงได้หนึ่งคู่ สายไฟเป็นแบบถอดได้มาตรฐาน IEC

การใช้งานและคุณภาพเสียง
ก่อนอื่นต้องบอกว่า D 3045 นั้น ไม่ใช่ Network Amplifier หมายความว่าหากคุณต้องการเล่น Streaming นั้น ต้องต่อฟังผ่านทางคอมพิวเตอร์มาทางสาย USB หรือต่อกับเครื่อง Network Player เช่น Bluesound NODE 2i

ผ่านทางช่องอ็อพทิคอลหรืออะนาล็อก ถึงจะสามารถฟังเพลงจาก Spotify หรือ Tidal ได้ หรือใครจะเอาง่ายหน่อยก็ต่อ
มือถือสตรีมเพลงผ่านทางบลูทูธก็ย่อมได้ครับซึ่งก็แน่นอนว่าแม้บลูทูธ AptX HD ใหม่ที่ได้มาใน D 3045 นี้จะมีสเปคที่ดีมาก แต่หากฟังเอาเรื่องเอาราวกันจริงๆ การฟังเสียงจากคอมพิวเตอร์ผ่านทางยูเอสบีนั้น ก็ยังให้คุณภาพเสียงที่ดีที่สุดอยู่ดีครับ ผมต่อ D 3045 ผ่านคอมฯลากสายยูเอสบีของ Supra ฟังทั้งจากไฟล์ไฮ-เรสด้วยJRiver และฟังทั้ง Tidal และ Spotify ผ่านทาง Windows App เสียงที่ได้ออกมาทำเอาผมแปลกประหลาดใจมาก มันเหมือนกับ NAD จะรู้ว่าผู้คนจะจ้องจับผิดว่าเสียงจากแอมป์ Class-D จะต้องเล็ก แห้ง และบางนั่นทำให้เสียงของ D 3045 ที่ผมได้ยินนั้นตรงกันข้ามกับสิ่งที่คนส่วนใหญ่คิดมาโดยตลอด คือ “ใหญ่ อิ่ม หนักแน่น มีเนื้อ” อย่างน่าประหลาดใจ

ความใหญ่หนาของ D 3045 นั้น ส่งผลให้นี่คือแอมป์ที่ให้เสียงใหญ่โต สเกลเสียงใหญ่เต็มห้องฟังผมอย่างน่าตกใจ มันใหญ่ มันอิ่มกว่าคู่ปรี/เพาเวอร์-แอมป์ วินเทจ ที่มีราคารวมกันสามเท่าตัวของ D 3045 ได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะเมื่อสลับกลับมาแอมป์หลอด ชิ้นดนตรีขนาดวง กลับดูเล็กไปเลย แม้ความเนียน ฉ่ำ ลื่นไหล อาจจะเป็นรองกันบ้าง แต่ความบันเทิงเจริญใจจากการฟังเพลงนั้น ไม่ได้ด้อยกว่าเลยแม้แต่น้อย ยิ่งเมื่อเทียบราคาที่ต่างกันหลายเท่าตัวแล้ว ก็ยิ่งต้องชื่นชมD 3045 เอาจริงๆจังๆ

จุดเด่นมากๆอีกจุดที่ผมพบใน D 3045ก็คือ ความสามารถในการให้รูปวงที่โอบล้อมเข้ามาหาตัวเรา นี่คือสิ่งที่ผมชอบที่สุดจุดหนึ่งจากแอมป์ตัวนี้ เพราะบอกได้เลยว่าในห้องของผมกับลำโพง Altec A7 คู่ที่ผมฟังมาหลายปีคู่นี้ ผมยังไม่เคยเจอแอมป์ตัวไหนที่ที่เสียงโอบล้อมเข้ามาหาตำแหน่งฟังได้เท่า D 3045!

คุณอธิวัฒน์ อัมพะเตมีย์

จะตลกไหมถ้าหากผมจะบอกว่า D 3045 เสียงเหมือนแอมป์หลอดวัตต์เยอะๆก็ไม่ปาน

แอมป์ส่วนใหญ่ที่มาลงห้องนี้ จะให้เสียงที่แผ่กว้างออกไป ในแบบที่เรียกว่า Laid Back คือวงแผ่กว้างออกไปมาก ทางซ้ายทางขวา และร่นถอยลงไปด้านหลัง (ซึ่งก็เป็นแบบที่หลายๆคนชอบ) แต่กับ NAD D 3045 เครื่องนี้ มันให้เสียงและชิ้นดนตรีที่ใหญ่ วางวงค่อนมาทางด้านหน้า และทีเด็ดคือ ให้สนามเสียงที่โอบล้อมเข้ามาทางปีกของตำแหน่งนั่งฟัง อันนี้คือทีเด็ดที่ทำให้การฟังเพลงหลายๆประเภท ได้ความรู้สึก “มีส่วนร่วม” โดยเฉพาะเวลาผมฟังเพลง Jazz ที่เป็นการอัดสด Live ในคลับ ในบาร์ มันให้ความรู้สึกเหมือนเข้าไปนั่งใกล้ชิดเวที เหมือนถูกห่อหุ้มไปด้วยบรรยากาศ ได้อารมณ์มากๆ ชอบมากจริงๆครับ โฟกัสชิ้นดนตรี ชัดนิ่ง และใหญ่ ผมชอบเสียงร้องที่ชัดนิ่งอยู่ตรงกลาง เสียงร้องมีอารมณ์ร่วมมากๆจนผมต้องร้องเฮ้ย มันจะเกินไปหน่อยไหมอ่ะ ราคาแค่นี้เอง ตัวแค่นี้เอง ทำไมมันทำได้ดีปานนี้ ฟังเพลงร้องแจสส์ดีๆถึงใจครับ Ella, Billie, ไล่มาถึงรุ่น Norah นี่ได้อารมณ์เหลือหลาย บรรยากาศดี ชิ้นดนตรีมีบรรยากาศ ฟังดีจริงๆ จากนั้นผมลองต่อภาคโฟโนบ้าง ผมจัด EMT 930ST ใช้หัวเข็ม EMT TSD 15 MC ต่อเข้าหม้อแปลง Step Up Transformer P&C618B (Western 618B Replica) เพื่อขยายสัญญาณมาให้เท่า MM แล้วต่อเข้าช่อง Phonoของ D 3045 ที่รับได้เฉพาะ MMยิ่งอยากจับผิด ก็ยิ่งจุกครับ เหมือน เหวี่ยงหมัดสวิงแล้วโดน D 3045 สวนมาจุกๆครับ ภาคโฟโนของ D 3045 มันดีอ่ะ ดีมากอย่างเข็มขัดสั้น (คาดไม่ถึง) กันเลยทีเดียว เสียงออกมาไม่แพ้ภาคโฟโนหลอดที่ใส่หลอดเทพๆของผมแม้แต่น้อย เงียบ สงัด นิ่งไม่มีกวน เสียงซ่าต่ำ และสามารถถ่ายทอดบุคลิกความดีงามของระบบเทิร์นเทเบิล ที่น่าจะเรียกว่าที่สุดตัวหนึ่งของวงการออกมา
ได้แบบไม่เกรงศักดิ์ศรี EMT ยังคงเป็น EMTออกมา ไม่ได้ถูกทำลายความเป็น EMT ลงไปเหลือแค่เทิร์นเทเบิลพลาสติกราคาถูกบุคลิกเสียงของ EMT ยังคงอิ่ม ใหญ่ สมจริงเต็มไปด้วยบรรยากาศ หางเสียง ความเป็นธรรมชาติ

ยังได้รับการถ่ายทอดออกมาอย่างที่ควรจะเป็น ภาคโฟโนไม่ดีนี่ฟังหน้าเดียวก็เกินพอครับ แต่กับ D 3045 ผมกลับพบว่าผมสามารถฟังได้แผ่นแล้วแผ่นเล่าอย่างเพลิดเพลินจริงๆ
กำลังขับ 60 วัตต์นั้น สำหรับ NAD นั้นเหลือเฟือแน่ๆ แม้ผมจะไม่ได้พิสูจน์ตรงนี้ เพราะลำโพงผมความไวเกือบ 100 ดีบี แต่
ลำโพงความไวสูงๆแบบนี้ แอมป์เสียงไม่อิ่ม เปิดเบาไม่ดี ฟังไม่ได้เหมือนกันนะครับเสียงมันจะพุ่งออกมา กลางมันจะเยอะเกิน
เบสส์ออกน้อย ซึ่งกับ D 3045 ผมไม่พบปัญหานั้นเลย ไม่งั้นคงไม่ได้ยินเสียงแบบที่เล่ามาหรอกครับดีไปหมด

จุดอ่อนมีไหม มีนิดหน่อย ข้อ แรก สายลำโพงขั้วมันติดกันมาก เวลาใส่สายลำโพงก็ต้องระวังนิดหน่อยนะครับ ระวังสายหลุดมาแตะกัน ข้อสอง ผมหาปรับทุ้มแหลมไม่เจอ ทำให้กับบางแผ่บางเพลงที่อยากเพิ่มแหลมอีกนิด มันเพิ่มไม่ได้ แต่นั้นก็เป็นส่วนน้อยครับ ภาคหูฟัง ผมไม่ได้ทดสอบ แต่น้องนุ่งที่เชื่อ ได้ในเรื่องหูฟัง เอาไปฟังพักใหญ่ บอกว่าภาคหูฟังมันดีจริงๆนะพี่! ใช้เป็นแอมป์หูฟังได้เลย -เอ้า…เชื่อครับ–น้องเขาเล่นมาเยอะกว่าเรา อิอิ มีแค่นี้แหละครับ อ้อ…เห็นเป็น Hybrid Digital เวลาทำงานนั้นก็ยังมีความร้อนออกมามากพอสมควรนะครับ ยังไงก็เผื่อที่ทางระบายความร้อนกันนิดหนึ่ง

สรุป
ผมอยากให้ใครก็ตามที่หาแอมป์ในราคาเท่านี้ ได้โปรดหาโอกาสฟัง D 3045 ตัวนี้ให้ได้ครับ ใครที่อยากได้แอมป์ที่เสียงมีบรรยากาศหนา นุ่ม อิ่มใหญ่ น้ำหนักเสียงดี สเกลใหญ่ ให้วงที่โอบล้อมแบบหาตัวจับยาก เสียงไม่แห้ง ไม่บาง มีน้ำมีเนื้อ กำลังขับดีใช้งานง่าย ต่อเชื่อมครบเครื่อง ขนาดกะทัดรัด จัดวางง่าย แถมพาด้วยภาคโฟโนที่ดีเยี่ยมอย่าง
ไม่น่าเชื่อ เฮ้ย อะไรจะปานนั้น เอาเป็นว่าไม่ต้องเชื่อกันครับ ไปลองฟังลองเล่นด้วยตัวเอง บางทีอาจจะประหยัดตังค์ค่าแอมป์ไปเป็นแสนครับ

แกะกล่องD3045 การใช้งาน และสเป็คที่ควรรู้

รีวิว CAT8 : Ethernet Lan :ซีรีส์ใหม่จาก SUPRA

สาย Ethernet LAN ซีรีส์ใหม่จาก SUPRA นำเข้าจากสวีเดน ขั้วต่อ RJ45 ดูดี ตัวนำ Gold Plated ยึดเกาะแน่น แข็งแรง ส่วนตัวสายเป็นสีฟ้าอ่อน แบรนด์ อิมเมจชัดเจน

Supra Cable แบรนด์สัญชาติสวีเดน

สามารถรองรับ Speed สูงสุด 40GBASE-T ผ่านสายเคเบิลเส้นเดียว ทำงาน ที่ HDBaseT แบนด์วิธกว้างที่ 2,000MHz ถ่ายทอดสัญญาณด้วยความเร็วสูง แม่นยำ และให้ Dynamic Head Room ที่เหนือกว่าขั้วต่อมาตรฐาน

รองรับการใช้งานจากแอพพลิเคชันต่างๆ เช่น TCP/IP และ UDP ซึ่งข้อมูลที่ถูกต้องมีความสำคัญอย่างมากในปัจจุบันและอนาคต เช่น การสตรีม วิดีโอ 4K และ 8K ที่อีกไม่นานก็จะมาถึงการสตรีมเพลงคุณภาพสูงประเภทไฟล์ Hi-Res จาก NAS รวมถึงเล่นเกม, ใช้ส่งข้อมูลในศูนย์ข้อมูล หรือใช้ติดตั้งภายในอาคารทันสมัย

แพคเกจสำเร็จรูปมาจากสวีเดน

เมื่อเพิ่มเป็น 2000MHz จึงไม่ส่งข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หรือจะได้รับการแก้ไขโดยแอพพลิเคชันในเวลารวดเร็ว สิ่งนี้มีความสำคัญมากในการตัดปัญหาการสูญเสียคุณภาพวิดีโอจากการสตรีมมิ่ง หรือสะดุดติดขัดในการสตรีมเพลง รวมถึงการสื่อสารในเครือข่ายที่ต้องมั่นใจ ว่าข้อมูลจำนวนมหาศาลจะอยู่ครบและถูกต้องแม่นยำ

ใช้สายแบบ Double shielding แทนที่จะเป็น Single shielding เพื่อตัดสัญญาณรบกวน RFI ได้เด็ดขาด และไม่ทำให้ข้อมูลสูญหายเกินความจำเป็น

ด้านเสียงจะออกสไตล์เนียนๆ รายละเอียดดี ไร้การเร่งเร้าจนเกินไป ส่วนภาพจะเห็นได้ชัดถึงความใส โดยเฉพาะเสียงที่มากับหนัง จะมีไดนามิก สงัด แต่เบสกลับทรงพลัง

รีวิว NAD M10 แบบรวบรัด…จาก The Absolute Sound

NAD Masters Series M10 : Streaming Amplifier โดย Matthew Clott

เมื่อแรกเห็น NAD M10 นั้น ความรู้สึกก็คือ เครื่องที่เกิดจากการต่อยอดเติมจินตนาการของวิศววกร NAD ที่มีต่อเครื่องตัดังอย่าง Blusound POWERNODE นั่นเอง นี่อาจจะมาจากการเรียกร้องของลูกค้าที่อยากจะเป็น POWERNODE ที่เพิ่มความหรูหราเพิ่มกำลังขับ ใช้ DAC ที่ดีขึ้น ต่อเชื่อมด้มากขึ้น มีหน้าจอสวยๆ และไม่มีพลาสติกให้เห็น พูดง่ายๆคือ “พรีเมี่ยม” มากขึ้นนั่นเอง ซึ่งการตอบสนองของ NAD ก็คือการทำให้สินค้าหมวด Hi-End อย่าง Master Series ให้มีความกะทัดรัด ใช้งานง่ายและมีควมเลิศหรู โดยแม้จะมีฟังก์ชั่นการใช้งานเหมือน Bluesound POWERNODE ก็ตามต่ NAD M10 ก็มีการดึงเทคโนโลยีจาก NAD Master Series มาทั้งจาก M32, M12 และ M22 เลยทีเดียว โดยออกแบบมาเป็นเครื่อง All-In-One ที่รวมทุกอย่างลงไปและต้องการแค่เพียงลำโพง 1 คู่ ก็จะสามารถให้ระบบเสียงที่ลงตัวและภรรยาไม่บ่นได้

NAD Master Series M10 : Streaming Ampifier

มีอะไรในกล่องบ้าง?

โครงสร้างทั้งหมดเป็นอะลูมิเนียม แผงหน้าแผงบนเป็นกระจก Gorilla (แบบเดียวกับที่ใช้ในมือถือ) เป็นเครื่องขนาดครึ่งแร็ค หรือครึ่งหนึ่งของหน้ากว้างเครื่องเสียงปกติ ออกแบบดูเรียบงาย แต่แฝงไว้ด้วยความหรูหรา

แผงหน้าเกือบทั้งหมดนั้น เป็น Touchscreen มีเพียงขอบบางๆ แผงบนเป็นโลโก NAD ที่ส่องสว่างออกมาเมื่อเปิดใช้งาน นี้เป็นเครื่องแบบ All-In-One ที่กัปตัน Picard แห่ง Star Trek จะมีเอาไว้บนโต๊ะข้างๆตู้ปลาของเขา พร้อมๆกับแก้วชารสเลิศ มีปุ่ม Stand By เล็กๆอยู่ทางด้านหลังทางซ้าย ข้างๆมีขั้วต่อลำโพงแบบ Binding Post อยู่หนึ่งชุด กลุ่มขั้วต่อ Input แบบ RCA สำหรับทั้งอะนาล็อกและดิจิตอล HDMI, USB รวมถึงช่องต่อ Microphone สำหรับระบบ Dirac Room Correction ช่องต่อ LAN และช่องสายไฟแบบ IEC แผงหน้าแบบทัชสกรีน สามารถแสดงภาพหน้าปกและชื่อเพลง แสดงว่ากำลังต่อกับอะไรอยู่ หรือจะเปลี่ยนเป็น VU Meter ก็ได้ นอกจากนั้นจอนี้ก็แสดงผลการทำงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเลือกเพลง เลือกระดับเสียง การตั้งค่าต่างๆจากเมนู เป็นหน้าจอที่ใหญ่โตพอที่จะให้ความสะดวกในการมองเห็นกับชายวัยกลางคนได้ไม่ยาก ซอฟท์แวร์ที่ใช้ควบคุมเป็นระบบ BluOS ที่ NAD พัฒนามาจากระบบ Linux ใช้ CPU ของ NXP 1Ghz ARM การควบคุมทำจากแอพมือถือทั้ง Andriod และ iOS รวมถึงสามารถใช้ควบคุม ระบบ Roon Ready, Airplay 2, Amazon, Spotify, Tidal, Qobus และผู้ให้บริการอื่นๆอีก 15 รายได้อีกด้วย

ทำไมต้อง All-in-one?

ข้อดีของการมีทุกอย่างในเครื่องเดียวนั้นคือ สะดวก แต่ทุกคนย่อมสงสัยว่าเครื่องที่รวมทุกอย่างไว้ในตัวถังเดียวมันจะดีหรือ แน่นอนคุณรู้คำตอบดีอยู่แล้ว หากเป็นเครื่องในระดับราคาประหยัดทั่วๆไป เพราะเครื่องที่มีทุกอย่างรวมกันแล้วต้องขายในราคาไม่แพง ผู้ผลิตย่อมที่จะต้องลดต้นทุนหลายๆอย่าสงลง เพื่อที่จะคุมราคาเอาไว้ ซึ่งแน่นอนว่าคุณภาพเสียงที่ได้อาจจะไม่ถึงกับที่คุณต้องการ และแม้ภรรยาจะชอบ แต่มันไม่ใช่! ผมถึงได้เห็นว่า M10 นี้แหละคือคำตอบ

เสียงเป็นอย่างไร?

ก่อนอื่นต้องบอกว่าคำว่า Class-D ไม่ได้หมายถึง Dull (ทึบ) Dispicable (น่ารังเกียจ) หรือ Depressing (หดหู่) และ Class-AB ก็ไม่ได้หมายความว่า Absoluetly Better (ดีกว่าไปหมด) และเพื่อเป็นการสปอยล์ตอนจบแต่ตรงนี้เลย ขอบอกว่าเครื่องๆนี้ให้อะไรที่เหนือชั้นออกมากกว่าตัวมันเองคิดว่าจำทำได้ด้วยซ้ำ! โดยเฉพาะเมื่อจัดการด้วยระบบ Room Correction ที่มีมาให้ M10 นั้นมีกำลังมากพอที่จะขับลำโพง Evolutiuon Acoustic ที่มีความไวเพียง 87 ดีบี ได้อย่างสบายๆ หรือแม้จะเป็นเป็นลำโพงความไวสูงจัดระดับ 96 ดีบี แบบ Klipsch กระทั้ง 101 ดีบี แบบ ZU Audio ก็ยิ่งไม่มีปัญหา ผมตัดสินใจอยู่กับ 87 ดีบี ขึ้นไป และพบว่า M10 ไม่เคยมีปัญหาอะไรในการขับลำโพงเหล่านี้แม้แต่น้อย เรียกว่ามาแรงระดับเขย่าบ้านได้ละกัน

 โทนเสียงเหมือนกิ้งก่าเปลี่ยนสี เปลี่ยนแนวไปตามลำโพงที่มันต่อเชื่อมใช้งานได้ ตอนแรกๆผมคิดว่า M10 ออกแนวไปทางนุ่มๆเนียนๆ ตอนขับลำโพง ZU แต่พอมาขับลำโพง Evolution กับ Klipsch ผมก็ต้องมาคิดกันใหม่ เมื่อแนวเสียงก็เปลี่ยนไปตามลำโพงที่เอามาเล่นด้วย สำหรับผมแล้วที่เป็นสัญญาณให้เห็นว่า นี่เป็นแอมป์ที่สร้างขึ้นมาอย่างยอดเยี่ยม เรียบง่าย มีความเที่ยงตรงสูง และไม่ว่าจะใช้ลำโพงอะไรมาเล่นด้วย นี่เป็นแอมป์ที่ให้เสียงที่ถ่ายทอดเสียงมีความละเอียดอ่อนซับซ้อนออกมาดีอย่างผมประหลาดใจมาก โดยเฉพาะกับพลังเสียงด้านต่ำที่ดีมาก และบอกตรงๆเลย ผมไม่ได้คาดหวังว่ามันจะดีได้ขนาดนี้เลยจริงๆ จาก Mark Knopfler และ James Taylor เพลง Sailing to Philadelphia เสียงกีตาร์ที่ออกมานั้นลื่นไหลไพเราะมาก การวางตำแหน่งระหว่างนักร้องทั้งสอง ก็วางออกมาอย่างเที่ยงตรงตามแนวทางที่ควรจะเป็น

NAD Master Series M10

อย่างที่เราทราบมาก่อน การแมทชิ่งของอุปกรณ์ในระบบนั้น มีความสำคัญ 50% การจัดวางลำโพง 25% และห้องนั้นมีความสำคัญ 35% ใช้แล้ว รวมกันได้ 110%! แล้วเราก็จะมีระบบ Room Correction นี่แหละที่จะเอา 10% ที่เกินมาออกไป แล้วปล่อยให้เราสามารถได้ยิน 100% ที่ควรจะเป็นของการฟังเพลงแบบออดิโอไฟล์แบบที่เราต้องการ ระบบนี้ใน M10 สามารถทำให้ผมสามารถได้ยินเสียงที่ดีเยี่ยมได้โดยไม่มีการรบกวนจากเสียงส่วนเกินที่มากจากห้อง และทำให้ผมสามารถที่จะดึงสิ่งที่ควรจะออกมาจากลำโพงจริงๆออกมาให้ผมได้ยินเพียงแค่กดปุ่มเดียว ผมบอกเลยว่าไม่ว่าลำโพงของคุณจะถูกหรือแพง M10 จะทำให้มันน่าฟังอย่างที่ควรจะเป็นที่สุด

“ผมมีความมั่นใจว่าช่องปรีแอมป์ที่ด้านหลังของ M10 นั้นออกแบบมาเพื่อที่จะให้ขยายระบบMulti-room มากกว่าที่จะใช้เพื่ออัพเกรดเสียงด้วยการเพิ่มเพาเวอร์-แอมป์-เพราะอะไร–เพราะNAD บอกผมมาแบบนั้น แต่-ผิด–เพราะหากจะว่ากันตรงๆผมลองเอาเพาเวอร์-แอมป์ตัวใหญ่ๆมาต่อเพิ่ม ก็ต้องบอกว่าเสียงที่ได้ออกมานั้นดีขึ้นมากๆ นี่ผมไม่ได้บอกว่าภาคเพาเวอร์-แอมป์ของ NAD นั้นไม่ดีนะ แต่ผมจะบอกว่าเมื่อไหร่ที่คุณต้องการอัพเกรด M10 นั้นพร้อมครับ”

by Matthew Clott / Nov 6th, 2019

สรุป…

เอาล่ะ บทสรุปเป็นอะไรที่สำคัญและยากที่สุดสำหรับนักทดสอบทุกคน ผมสามารถที่จะบอกได้หรือเปล่าว่า เครื่องที่ผมทดสอบนี้ประสบความสำเร็จในการทำงานเหมือนอย่างที่มันถูกออกแบบมาหรือเปล่า หรือผมได้ทดสอบเปรียบเทียบกับชุดที่เสียงดีที่สุดเท่าที่ผมมีอยู่หรือเปล่า

ผมเชื่อว่า NAD M10 ได้ประสบความสำเร็จในการพิสูจน์ตัวเองได้ตรงตามที่ออกแบบมาก ผมคงบอกไม่ได้ว่า ที่คือเครื่องที่ให้เสียงได้ในระดับที่สุดของที่สุดแห่ง Audio Nirvana ที่ดีสุดยอดในทุกด้านไร้เทียมทาน แต่ความสำเร็จที่มีให้นั้น M10 คือเครื่องที่สวยงาม ดูดี หรูหรา ใช้งานง่าย เล็ก ลูกเล่นดีเหลือเชื่อ และให้เสียงเพลงที่ฟังได้อย่างสนุกสนาน และมีความสุขเมื่อมันได้เชื่อมต่อกับลำโพงที่ดีและเข้ากัน

เหมือนอย่างสุภาพบุรุษท่านหนึ่งจาก NAD บอกผมว่า “M10 ไม่ใช่สินค้าที่ดูเป็น Audiophile แต่เป็นเครื่องที่เอาเทคโนโลยีจาก Masters Series มาสร้างเครื่องที่นัก Audiophile จะชื่นชอบ”

ผมเห็นด้วยตามนั้นและขอแนะนำอย่างแข็งขัน

อ่านรีวิวฉบับจริงได้ที่นี่

ครบรอบ 40 ปี อันน่าประทับใจ ด้วยสายลำโพง Supra XL Annorum และ Supra Sword

ในช่วงเวลาที่วงการเครื่องเสียงมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย การได้รับคำถามหลายๆเรื่องจะทำให้ผมมีความกระตือรือล้นเป็นพิเศษ ในการทดลอง ทดสอบ ขบคิด เรื่องราวต่างๆที่จะทำให้ระบบเครื่องเสียงได้รับใช้เราอย่างดีที่สุด

เรื่องหนึ่งคือ เครื่องเสียง มาตรฐานที่ต้องใช้ สายสัญญาณ เพราะนี่คือ การเล่นเครื่องเสียงแบบสามัญ ที่เราได้มีส่วนร่วมอย่างมากที่สุด ในการทำให้เสียงมีคุณภาพมากหรือน้อย

เจ้าของจะมีส่วนร่วมในความคิด การปรับปรุงระบบซิสเต็มของตนเองให้ดียิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงในระบบถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา ถ้าไม่ใช่ถึงขนาดต้องเปลี่ยนเครื่องหรือลำโพง อะไรคือสิ่งที่น่าปรับปรุงบ้าง กับเครื่องเสียงที่อยู่กับเรามานานปี

แน่นอน การดูแลจุดเชื่อมต่อของสัญญาณระหว่างไฟบ้านมาถึงตัวเครื่องเป็นอันดับแรก จุดเชื่อมระหว่างตัวเครื่องกับเครื่องด้วยกัน และท้ายที่สุดก็คือจุดต่อจากเครื่องขยายไปยังลำโพง ครั้งนี้ผมจะขอกล่าวถึงสายลำโพงครับ เพราะมีผลต่อการรับฟังเป็นด่านสุดท้าย ที่เราจะได้ยินซึ่งคุณภาพเสียงของทั้งระบบ

สายลำโพง ผ่านการออกแบบคิดค้นกันมานานกว่า 60 ปี หลังจากเริ่มมีระบบเครื่องเสียงไฮ-ไฟ เป็นต้นมา แรกสุดก็นำเอาสายไฟเส้นเล็กๆ โดยทั่วไปมาเป็นสายลำโพง โดยไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการเชื่อมต่อมากนัก

ต่อเมื่อเครื่องเสียง มีการออกแบบด้วยเทคโนโลยีทันสมัย แทนการออกแบบด้วยแนวความคิดของนักออกแบบเจ้าของบริษัทเพียงอย่างเดียว ดังนั้นความเที่ยงตรงของระบบเครื่องเสียงก็ยิ่งมากขึ้น ความต้องการคุณภาพเสียงที่ดีที่สุด เป็นเหตุผลที่เรามองเห็นว่า สายต่อที่ใช้กับจุดเชื่อมต่อต่างๆยังมีคุณภาพไม่พอจึงได้มีความพยายามคิดค้นสายต่อที่ดีที่สุดออกมา

ไม่ว่าจะมีทฤษฎีใกล้เคียงหรือแตกต่างกันมากน้อยเพียงไร การออกแบบสายลำโพง สายสัญญาณ สายต่อ ต่างๆก็ไปสิ้นสุดตรงที่ “การควบคุมสัญญาณรบกวน”ควบคู่กันไป เพื่อให้การส่งผ่านสัญญาณเที่ยงตรงที่สุด และในโครงสร้างสายจะเน้นไปที่วัสดุตัวนำ ฉนวน การตีเกลียว และกระบวนการอื่นๆ

สายสัญญาณที่ดีกลายเป็นเรื่องจำเป็นต่อระบบเครื่องเสียงมากขึ้นทุกวัน แม้เราจะก้าวไปถึงการส่งสัญญาณผ่านระบบไร้สายแล้วก็ตาม

สายต่างๆที่วางตลาดเพื่อใช้กับระบบไฮ-ไฟทั้งหลาย เริ่มมีหลากหลายมากมายนับกันไม่ทั่วถ้วน สายลำโพงเริ่มจากราคาเมตรละหนึ่งร้อยบาท หรือเส้นละพันบาท ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นอย่างมีคุณภาพ และสายลำโพงก็มีระดับราคาแพงถึงเส้นละล้านบาทก็ยังมี

เราคงไม่ได้กล่าววิพากษ์ถึงว่า ทำไมจึงต้องมีราคาสูงขนาดนั้น เพราะใดๆในโลกล้วนบรรจบลง ตรงความพอดี มากกว่าแพงที่สุด หรือถูกที่สุด

สายลำโพง สายสัญญาณ Supra จากสวีเดน ที่ผมเลือกใช้มานับสิบๆปี เพราะเป็นสายที่เน้นแต่เรื่องคุณภาพเนื้อๆ โดยยึดหลักสายที่ดีย่อมให้คุณภาพที่ดี และยืนอยู่บนหลักการและเหตุผลเท่านั้น การออกแบบที่ลงตัวกับงบประมาณ บาลานซ์คุณภาพ ทำให้ดูเสมือนว่าสายของ Supra ไม่มีอะไรที่จะพิสดารโดดเด่นออกมามากนัก Supra ยังคงเป็น Supra เหมือนเดิม

แต่เมื่อเร็วๆนี้หน่วยงานพัฒนาสายสำหรับใช้งาน Wiring ในตู้ลำโพงให้แบรนด์ดังๆของยุโรปของ Supra ได้ค้นพบสูตรใหม่ๆของการออกแบบสายที่ดีและน่าตื่นเต้น พวกเขาจึงหาวิธีว่าเราน่าจะนำเทคโนโลยีนี้มาผลิตสายลำโพงเนื่องในวาระฉลองครบรอบ 40 ปีของบริษัท จึงเป็นที่มาของสายลำโพงสองโมเดลใหม่ ที่สร้างความฮือฮาให้วงการออดิโอไฟล์ ซึ่งผมได้มีโอกาสทดสอบฟัง จึงอยากขอนำมาขยายความให้ได้รับทราบกันสักหน่อยครับ เพราะมันช่างเป็นอะไรที่สุดยอดปานนั้น

            Supra XL Annorum & Supra Sword

            คือ Supra XL Annorum และ Supra Sword บรรจุมาในกล่องแพ็คสำเร็จจากโรงงาน บรรจุภัณฑ์ที่ทำให้เห็นได้ถึงความสง่างามและมีคุณค่าเป็นอย่างดี

            ผมได้รับสายรุ่นพิเศษผลิตขึ้นมาฉลองครบรอบ 40 ปีของ Supra สองรุ่น

            Supra XL Annorum เป็นสายลำโพงที่ Supra มีความภาคภูมิใจประกาศให้เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์เนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปี สำหรับชื่อนั้นได้คิดค้นมาจากภาษาลาตินโดยเล่นคำ คือ ตัวเลข XL หมายถึง -10+50 = 40 และคำว่า Annorum เป็นการแปลงรูปของคำว่า Anno ซึ่งแปลว่า ปี ในภาษาลาติน

            ดังนั้นจึงหมายถึง 40 ปี ความจริงแล้วสายลำโพงนี้ได้รับการพัฒนาร่วมกับนักออกแบบลำโพงชาวสวีเดนที่มีชื่อเสียง ความตั้งใจเดิมของทีมงานออกแบบคือ ต้องการพัฒนาสายใช้สำหรับใช้ในการเดินสายภายในของไดรเวอร์และครอสส์โอเวอร์ฟิลเตอร์ของลำโพงเท่านั้น

แต่ในระหว่างที่กำลังทดสอบนั้น วิศวกรได้สัมผัสถึงประสิทธิภาพที่ดีเกินคาด จึงได้นำความคิดนี้ในใช้กับสายลำโพงรุ่นพิเศษนี้ทันที เพื่อให้ผู้ชื่นชอบระบบเสียงแบบออดิโอไฟล์ ได้มีโอกาสฟังเสียงสุดยอดนี้ด้วยเช่นกัน

การออกแบบจะใช้ตัวนำขนาดพื้นที่หน้าตัด 4 x 1.6 ตารางมิลลิเมตร โดยแต่ละตัวนำประกอบด้วยแกนพลาสติคที่พันเกลียวด้วยทองแดงปลอดออกซิเจน ความบริสุทธิ์ระดับ 5N (99.99999) จำนวน12 เส้น วิธีนี้จะช่วยลด skin-effect หรือการผิดเพี้ยนของเสียงและการเหนี่ยวนำสัญญาณจากวัสดุหุ้มสายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการเลือกใช้ฉนวนแบบ PP ที่ไม่ส่งผลต่อเสียง มันเป็นฉนวนที่ไม่เป็นสื่อไฟฟ้า และด้วยการป้องกันไม่ให้วัสดุสึกหรอเสื่อมสภาพ         

ซึ่งจะช่วยทำให้เสียงมีความเสถียรคงคุณภาพในระดับสูงสุด แม้จะผ่านการใช้งานหลายปีก็ตาม

  ควบคุมการผลิตอย่างพิถีพิถันทุกขั้นตอน เพื่อความสมบูรณ์อย่างไร้ที่ติ คุณภาพเสียงนั้น โอ่อ่า สมจริง

            และอีกรุ่นหนึ่งที่เป็นความประทับใจอย่างพิเศษยิ่ง Supra Sword

Supra Sword คืออีกระดับหนึ่งของสายลำโพงที่ประสิทธิเหนือกว่าคู่แข่งจำนวนมาก แต่ราคาสบายๆกระเป๋าอย่างนึกไม่ถึงครับ เรื่องนี้เป็นไปได้ยังไงกัน? สำหรับ Supra แล้ว ถือเป็นเรื่องค่อนข้างปกติ และเป็นคำถามที่ทางทีม Supra มักจะถูกถามเสมอ จนกระทั่งผู้บริหาร วิศวกร ทีมงาน คุยกันติดตลก ว่า บางทีอาจเป็นเพราะเราโง่เกินไปที่ไม่ตั้งราคาให้สูงกว่านี้ กระมัง?

คำตอบคือ “เราไม่ได้โง่หรอก แต่เราเป็นชาวสวีเดน และเรามีหลักการออกแบบและวิธีตั้งราคาที่แตกต่างจากคนอื่นนะ” ก่อนที่เราจะเดินหน้าทำสาย Sword นั้น เราเคยคิดว่า “มันจะสนุกแค่ไหนถ้าเราสามารถนำเสนออุปกรณ์ไฮ-ไฟที่ประสิทธิภาพสูงสุด ในราคาที่นักเล่นเครื่องเสียงเกือบทุกคนสามารถจับต้องได้ ใช่ มันน่าภูมิใจกว่าเรื่องเงินเป็นไหนๆ” เพราะความสุขของทีม Supra คือ ทำของดี ที่มีราคาอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล ไม่ใช่แรงโฆษณาประชาสัมพันธ์

และ Supra ก็ทำสำเร็จ! นอกเหนือจากราคาที่จับต้องได้แล้ว ทีมออกแบบมีความภาคภูมิใจที่จะบอกว่า Sword คือหนึ่งในสายลำโพงที่ดีที่สุดเลยทีเดียว กล้า ท้า ให้ทุกคนได้ลอง

อาจมีใครบางคนคิดว่า “ใช่เลย ยี่ห้ออื่นๆราคาก็เป็นไปตามประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ แล้วทำไมอันนี้ถึงอยู่ในข้อยกเว้นล่ะ?”

ถ้าคุณเอาวิศวกรชาวสวีเดนมากลุ่มหนึ่งที่เกิดเป็นพวกที่ชอบเครื่องเสียงด้วย และคุณขอให้พวกเขาออกแบบสายลำโพงที่ทำจากวัสดุที่ให้ผลดีต่อเสียงเท่าที่มีขายอยู่ในท้องตลาดทั่วไป โครงสร้างทางกายภาพจะถูกวางเพื่อขจัดผลกระทบที่เกิดจากไฟฟ้าต่างๆ ลดสัญญาณรบกวนที่ทำให้ระบบเสียงเสียหายในช่วงต่อระหว่างเครื่องและลำโพง และสุดท้ายกำจัดสิ่งที่อาจเป็นผลเสียต่อเสียงที่มาจากสายที่มีขั้นขบวนการผลิต

ด้วยเหตุนี้ ทีม Supra จึงเลือกใช้สายทองแดงบริสุทธิ์ 9N พร้อมทำทรีทเม้นท์ด้วยแบตเตอรี่หรือไครโยเจนนิค ทุกอย่างมาบรรจบที่ Sword

และสิ่งที่จะเป็นปัญหากับคู่แข่งของเราก็คือ มันไม่จำเป็นต้องราคาแพง

บางทีสิ่งที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ยังคงชื่นชมว่าสายที่ดี มันจะต้องโปร่ง (transparent) อย่างดีเยี่ยม ความลับคือ ตัวนำแบบ bifilar-wound litz ที่ประกอบด้วยสายหุ้มฉนวนแยกกันพันกับตัวนำถึง 24 เส้นต่อแกน โดยใช้ 12 ชุดในหนึ่งทิศทาง และอีก 12 ชุดในทิศทางตรงกันข้าม ส่งให้เป็นผลงานในการขจัดสนามแม่เหล็กและเกิดไฟฟ้าเหนี่ยวนำที่ต่ำ นอกจากนั้น การพันเกลียวและฉนวนหุ้นแกนฝอยที่แยกกันยังช่วยขจัด dynamic skin-effect อีกด้วย

สายลำโพง Sword ทำงานเหมือนกับเป็นสายลำโพงที่ให้สัญญาณคลื่นเสียงผ่านไปยังราบรื่น เฟสทุกย่านความถี่ถูกต้อง (in phase) และไม่มีการเหนี่ยวนำไฟฟ้าตลอดย่านความถี่ของเสียง มันทำให้คุณได้ยินรายละเอียดเสียงแม้แต่เสียงเล็กเสียงน้อยในแบบไดนามิคเต็มๆ

ผมชอบใจคำประกาศของ Supra ที่แสนน่ารักว่า “สุดท้าย เราต้องขออภัยที่ทำราคาต่ำเช่นนี้ และหวังว่าคุณจะพิจารณาให้โอกาสลองใช้สักครั้ง ว่ามันเป็นไปได้ยังไง ซึ่งพวกเขาหวังว่ามักจะจบลงด้วยการซื้ออย่างมีเหตุผล และแน่นอน คุณจะได้ความตื่นเต้นกับเสียงดนตรีบริสุทธิ์นิยม เท่าที่คุณจะพึงสัมผัสได้”

ผลการทดสอบใช้งาน

Supra XL Annorum & Supra Sword ดนตรีบริสุทธิ์นิยม ในราคาน่าตื่นตะลึง

            สำหรับสายรุ่น Supra XL Annorum มีความยาวขนาด 2 เมตรบรรจุมาในถุงผ้าอย่างดี เราจะเห็นถึงความประณีตในการผลิตวัสดุตัวนำและฉนวนเรียบง่าย มีฉนวนภายนอกสีฟ้าอ่อนเกือบขาวเหมือน เดิมๆ แต่ก็สง่างาม ขั้วต่อเป็นแบบหัวปลั๊กอินที่ถอดออกเปลี่ยนได้ แบบที่ให้มากับสายเขาเรียกกันว่าขั้วต่อปากฉลาม หรือ Charming Music Conductor: CMC

ข้อเด่นของมันคือ ที่สามารถรีดตัวเข้ากับรูขั้วลำโพงแบบบานาน่าปลั๊กอย่างแนบสนิท ไร้การหลวมหลุด ตัวคอนเน็คเตอร์นี้สามารถหมุนเกลียว เปลี่ยนเป็นหัวก้ามปูได้ (ที่มีเสริมมาให้อีกหนึ่งชุดในถุงผ้า)

ส่วน Supra Sword ก็มาด้วยรูปแบบเปลือกนอกหุ้มสายสีฟ้าอ่อนเช่นกัน แต่ขนาดสายมีเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่กว่าอย่างชัดเจน ใช้ขั้วต่อสองแบบที่สลับเปลี่ยนได้ (แค่หมุนเกลียวส่วนปลาย) มีมาให้ทั้งแบบก้ามปูและแบบ CMC ชุบทองงามวาววับ ขนาดความยาวสายที่ผมได้รับมาคือ 3 เมตร

ก่อนอื่นแนะนำว่า การต่อสายลำโพงทั้งสองชุดนี้ ให้ดูการระบุทางเข้า-ออกตามลูกศร ปลายลูกศร >>>ให้ต่อไปทางลำโพง เพื่อให้เป็นไปตามกฎของการไหลเวียนของโมเลกุลในสาย ไปในทิศทางเดียวกันครับ และต้องให้แต่ละจุดต่อแน่นหนา (เพื่อคุณภาพเต็มร้อยของสายครับ)

ผมต่อสาย Supra XL Annorum เป็นสายแรก ฟังกับซิสเต็มหลักก่อนเลยครับ ไม่ทันเบิร์นละ โอ้โห แค่เปลี่ยนสาย ผมรู้ได้เลยว่ามันยอดเยี่ยมแน่นอน เพราะว่าสายลำโพงที่ผมใช้ประจำนั้นก็ใช่ว่าจะราคาถูก ต้องบอกว่าแพงได้ใจพอสมควรเลยทีเดียว แต่นี่ผมกลับตื่นเต้นกับ Supra กว่าสายลำโพงดั้งเดิมของผมเองหลายเท่า

เมื่อเปลี่ยนเป็นสาย Supra XL Annorum สิ่งหนึ่งที่แปลกและสะดุดใจอย่างมาก ก็คือเสียงกลางที่สะอาดแบบน่าประหลาดใจก็บังเกิดขึ้นทันที ทุกอย่างมากับความเปิดโปร่งทะลุทะลวง เสียงของ Janis Ian  นักร้องคนโปรด ต้องบอกว่าแจ่ม เจิดจรัสมีประกายมากทีเดียวครับ ลอยมา ลอยมา ราวกับความจริงต่อเบื้องหน้า จากอัลบัมหลักของจานิสน่าจะประมาณปี 1993-1995 ชื่อ Breaking Silence  ด้วยเพลงสองเพลงแรก อุบ๊ะ…คึกคักเร้าใจจังเลย All Roads To The Rive ไปถึง Ride Me Like A Wave ผมขยับนิ้วมือไม้ไปมาเลยละท่าน เป็นสายลำโพงที่คืนชีวิตชีวาให้กับซิสเต็มอย่างเต็มที่และผมก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะดีขนาดนี้ด้วย

เอาละสิ ก็ติดใจแล้วครับ ผมรอเบิร์นด้วยเพลงอัลบัมคลาสสิค เน้นวนไปวนมากับอัลบัม Erich Kunzel, Cincinnati Pops Orchestra ‎– Ein Straussfest เปิด repeat วนไปเรื่อยๆให้มันลงตัวเข้าที่ ภายในไม่นานนัก เป็นสายที่ไม่ต้องกังวลกับการเบิร์น เพราะมีแววดีตั้งแต่เริ่มเสียบต่อใช้งานเลยละครับ ไดนามิคเสียงกับเพลงคลาสสิคแบบนี้ ผมบอกได้เลยว่า ทำให้เราเข้าถึงรูปวงที่ยิ่งใหญ่ได้ลึกซึ้งกว่าที่เคยครับ โอ่อ่า สง่ากับวงออร์เคสตรามากๆ มีลึก มีตื้น มีตำแหน่งรูปวงชัดเจน สังเกตง่ายมาก คือวงดนตรีเวทีเสียงกว้างลึกใหญ่มากขึ้น ฟังได้ในทันทีครับ

ส่วนการเบิร์น ผมประเมินเอาไว้ว่าหนึ่งสัปดาห์ แต่ทว่าอันที่จริงแค่สามสี่ชั่วโมง ผมก็ว่ามันลงตัวแล้วละครับ

ส่วนเพลงที่คัดมาฟังหลากหลาย แต่ได้ลองเน้นๆทั้ง Jazz at the Pawnshop ที่ได้บรรยากาศคุ้นเคย อบอวลด้วยดนตรี ผู้คน เสียงเครื่องเป่า การล้อกันสนุกสนาน เสียงปรบมือเป็นช่วงๆ วาว…..สุดยอด ครับ หลุดไปในอยู่ในบรรยากาศ จริงจังเหมือนนั่งฟังในแจสส์ผับเป็นส่วนตัวครับ และแนวแจสส์สมัยใหม่ ของ GRP Group ที่ผมชอบมาก เช่น อัลบัม Mountain Dance ของป๋า David Grusin ได้พบซึ่ง รายละเอียดหยุมหยิม น่ารักมากมายอย่างที่ไม่เคยได้ยินในสายธรรมดาทั่วไป

ถ้ายึดเอาราคาเป็นตัวตั้งละก้อ บอกได้ว่าเราพบสิ่งน่าอัศจรรย์เข้าแล้วละครับ การฉลองครบรอบ 40 ปี คราวนี้ของ Supra คือการฉลองชัยให้วงการออดิโอไฟล์จริงๆ นับถือๆครับงานดีมากครับ

นี่คือสายลำโพงที่ดูเรียบสะอาด แต่มีค่าไดนามิค ความตื้นลึกหนาบางของดนตรี เสียงร้อง ดีมากๆครับ มีมิติโดดเด่น มีความนิ่ง ให้เสียงที่หลุดลอยจากลำโพงอย่างน่าชื่นใจจริงๆ มันเหมือนเป็นการชุบชีวิตชีวาลำโพงของผมที่นำมาทดลอง ให้มีเสียงที่แสนสะอาดบริสุทธิ์เกลี้ยงเกลา จากต้นเสียงต่ำจนถึงเสียงแหลมในช่วงปลายและปลายสุดๆ

สรุปสั้น คือทุกอย่าง Clean และสะอาดมากๆ

หนึ่งสัปดาห์แรก ในการทดสอบสายลำโพงชุดนี้ ผมอยากบอกว่า มีความสุขเพิ่มขึ้นมากมายในการฟังทุกบทเพลง ทุกอัลบัม รวมทั้งเพลงไทยจากค่ายผู้ผลิตอย่าง ใบชา Song คุณโจ เพลงอภิรมย์ ๒ อุ๊บอิ๊บส์ กับอิมเพรสชั่น และเพลงจากลีลาของค่าย CAP มันฟังสะอาดขึ้น อิ่มขึ้น สมใจอยากด้วยสายลำโพง Supra XL Annorum อย่างแน่แท้ ถ้าจะสรุปว่า มันดีมากๆจนคุณไม่อยากขยับไปเล่นสายแพงๆกว่านี้ ก็ยังได้ครับ

ที่สำคัญ สายลำโพง Supra XL Annorum สามารถชุบชีวิตชีวาชุดเครื่องเสียงของคุณเส้นนี้ ยังดำรงรักษา บุคลิกดั้งเดิมของซิสเต็มและลำโพงเอาไว้ให้คุณอย่างเหนียวแน่น แต่ความงดงามทุกเสียงอัพให้ดีขึ้นทั้งหมดทั้งสิ้นทั้งปวง

ใครที่ต้องการสายลำโพงที่ดีที่สุดในวงเงินนี้ จงอย่ารีรอ อย่าได้พลาดทีเดียว…ขอบอก

ราคา Supra XL Annorum 2X3.2 COMBICON ความยาว 2 เมตร ราคาตั้ง 14,700 บาท ขายอยู่ 12,495 บาท

            และเมื่อฟังแล้วผมนี่แหละสุดช้ำชอกใจ เพราะ สายที่ผมใช้ราคาแพงกว่านี้แยะ แต่ไม่ชนะ เจ้าSupra XL Annorum สักนิดสักหน่อยเดียว …

ต่อมาผมจะขอกล่าวถึงผลการทดสอบ Supra Sword พี่ใหญ่ ตามมาอีกเส้นหนึ่งครับ พูดตรงๆยิ่งกลุ้มใจเป็นบ้า! เพราะราคาที่ต่างกันและคุณภาพที่อัพขึ้นมา ผมต้องดราม่าน้อยๆขึ้นมาทันที เพราะทำให้ ตัดสินใจยากมากครับ จะรักพี่เสียดายน้อง

เพราะ Sword แม้จะมีอะไรที่มารูปรอยเดียวกันกับ Supra XL Annorum ในแง่บุคลิก ความเที่ยงตรง แต่ปลายเสียงพลิ้วพรายกว่ากันแยะเหลือเกิน มันสวยงามเหมือนสวรรค์อีกชั้นหนึ่งนั่นแล ดีทั้งคู่ สำหรับสายลำโพงฉลองครบรอบ 40 ปี

แต่ Supra XL Annorum หรือ Sword ถือว่าเป็นมิติใหม่สายลำโพงที่รักษาโทนัล บาลานซ์ ได้ยอดเยี่ยม และความ Clean ที่เด็ดดวงมาก ความต่างกันที่ชัดแจ้ง คือรายละเอียดที่ระยิบระยับกว่ากัน ตรงส่วนนี้ชัดเจนมาก

ผมทดสอบ Supra Sword ในรูปรอยเดียวกันกับ Supra XL Annorum เริ่มจากเบิร์นด้วยอัลบัมคลาสสิคที่มั่นใจค่าย Telarc อัลบัม Erich Kunzel, Cincinnati Pops Orchestra ‎– Ein Straussfest ไล่เรียงแต่เพลงแรกยันเพลงสุดท้าย วนไปวนมา จากนั้นเริ่มนั่งฟังอย่างจริงจัง แน่นอนสายลำโพง Supra Sword แว่บแรกที่ฟัง ให้ความเปิดโปร่งสะอาดสะอ้าน ดึงดูดใจเหลือแสน เหมือนการทะลายกรอบตู้ลำโพงทิ้งไปจนหมดสิ้น เหมือนลำโพงนั้นมันไม่มีตู้อีกต่อไปแล้ว…เสียงดนตรีมีความสะอาดมาจากตำแหน่งของมันที่มีการบันทึกเอาไว้จากสตูดิโอ แม่นยำสุดๆ

ผมอยากหาคำพูดสรุปรวบรัดว่านี่คือ เสียง “สามมิติ” ครับ!

ในอัลบัมแจสส์ผับในแบบของ Jazz at the Pawnshop สะอาดสะอ้าน ด้วยเสียงที่มีความใกล้ไกล และเสียงซึ่งซ้อนทับกันของชิ้นดนตรี ถูกสกัดออกมาเป็นเชิงชั้นอย่างเต็มที่ ให้ชัดเจนสุดกระจ่างเหมือนหลุดไปในบรรยากาศจริงที่ตรงหน้า มันแสดงถึงสาย Sword เหนือชั้นเรื่องค่าไดนามิค การแยกแยะรายละเอียดเยี่ยมยอด ให้อารมณ์ดนตรีที่มาครบถ้วนน่าประทับใจ เหมือนชุดเครื่องเสียงเต็มไปด้วยชีวิตชีวา เพิ่มขึ้น จนนึกว่า อุยยยย …นี่เปลี่ยนชุดใหม่เอี่ยมเลยหรือไงกันนี่

ได้พยายามลองสังเกต ว่าทำไมผมถึงได้รู้สึกว่า ความมีชีวิตชีวางดงาม นี้มาจากไหน ก็ค้นพบครับ ว่าสาย Supra Sword มีความพิเศษโดดเด่นตรง

            หนึ่ง ปลายเสียงแหลมสุดของชิ้นดนตรีนั้น สว่าง ละเอียดขึ้น

            สอง ช่วงซ้อนกันอันเป็นโอเวอร์โทนของชิ้นดนตรีแต่ละชิ้น ดูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมันเองอย่างธรรมชาติ

            สาม ไดนามิค แสดงถึงมิติ ความเบา-ดัง มีการขยายเรนจ์ที่ชัดแจ้งมากขึ้น

            สี่ ความ Clean สะอาด สมจริง โปร่งเหมือนเราได้สัมผัสจับต้องชิ้นดนตรีได้มากขึ้น

            ห้า สายที่ดีราคาแพงหลายเส้นไม่มีตรงจุดนี้ครับ แต่ Sword มี

            นั่นคือ ช่องว่างระหว่างชิ้นดนตรี ที่ทำให้ทรวดทรงของแต่ละชิ้นเหมือนจริงมากครับ คือห้าประการที่ผมรู้สึกได้อย่างง่ายดายในทุกครั้งที่ฟัง ในทุกๆอัลบัมเพลงที่มีคุณภาพ เมื่อทราบราคา ทำให้เราอึ้ง ต้องหวนกลับไปทบทวนข้อความที่ว่า “เราเป็นดีไซเนอร์สวีเดน เรามีความคิดด้านราคาที่ต่างออกไป ความภูมิใจที่ได้รังสรรค์ความสุดยอดในราคาที่เป็นจริงไม่โอเวอร์เกินเลย”  “เราไม่ได้โง่ แต่เราอยากสร้างมาตรฐานที่น่าภูมิใจ…”

            ดีใจแทนผู้บริโภคจริงแท้

ผมฟังสายชุดนี้มาแต่แรกจนถึงเพลงสุดท้ายในแต่ละวัน ด้วยประสบการณ์แปลกใหม่ และอิ่มเอมใจ Supra Sword ถ่ายทอดสำเนียงเสียงดนตรีอันเป็นจริงอย่างสวยงาม ราบรื่น เหมือนเปลี่ยนน้ำกรองเป็นน้ำกลั่นที่สะอาดขึ้นอีกระดับ

และเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผมทนไม่ไหว ต้องหยิบแผ่นไวนีลอะนาล็อก Pink Floyd The Wall มาเริ่มต้นฟังอีกครั้ง ตามมาด้วยเพลงในกระบวนการร็อคที่ชอบของ Alan Parson Project และ Barclay James Harvest: Turn of the Tide

นั่นคือช่วงเวลาที่เพลงทุกประเภท เป็นความสวยงามทั้งหมด ล้ำลึก อบอุ่น และส่งผ่านได้อย่างยอดเยี่ยม มันเต็มไปด้วยรายละเอียดที่มีชีวิตชีวา แล้วก็ตามด้วยเพลงไทยค่ายใบชา เสียงคุณชุติมา แก้วเนียม ล่องลอยมากับความกังวานหวานใสโปร่งโล่งใจยิ่งนัก รวมทั้งเพลงไทยอีกนับไม่ถ้วนที่ผมชอบ แล้วในทุกครั้ง ก่อนอำลาในแต่ละวัน ผมจะปิดท้ายด้วยแผ่นไวนีล Feels So Good by Chuck Mangione มันทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์ดีจริงๆ

เป็นสายลำโพงที่เสียงบริสุทธิ์ผุดผ่องยิ่งนัก แต่พอถอยฉากมาดูราคาสาย Supra Sword COMBICON 2X3 เมตร ราคาตั้ง 32,000 ราคาขาย 27,200 บาท

ผมคงไม่ได้ตาฝาดหูเฝื่อนไปนะนี่ คุณภาพเพอร์ฟอร์แมนซ์ ล้ำไปไกลเหนือราคามากนัก

ผลการทดสอบครั้งนี้ ขอบอกว่าเขียนออกมาจากความรู้สึกที่ได้ฟังอย่างจริงจังล้วนๆ ดังนั้นอยากให้ท่านทั้งหลายที่อยากลงทุนกับสายลำโพง ที่อาจจะเป็นคู่ชีวิตของท่านไปนาน แสนนาน จงพิจารณา Supra XL Annorum และ Supra Sword ในทันทีที่คิดถึงสายลำโพงระดับ The Best ในราคาสมเหตุผลเป็นที่สุดครับ

มันจะเป็นปรากฏการณ์อันยอดเยี่ยมของสายลำโพงครั้งหนึ่งในรอบหลายสิบปี ถ้าให้พูดแบบตรงไปตรงมาแบบเปิดใจคือ เป็นสายที่ดีเกินจะให้บรรยายเป็นคำพูดได้ครับ เป็นวาระครบรอบ40ปีของ Supra ที่ยอดเยี่ยมครับ

รีวิวโดย “ภูธร”
จากวารสาร Life Entertainment #269

PSB Alpha PS1 Powered Speaker

PS1_01

PSB Alpha PS1 นั้น ถูกออกแบบมาให้เป็นลำโพง Multi Media Monitor ที่ให้เสียงที่เหนือชั้นกว่าลำโพงคอมพิวเตอร์ทั่วๆไป ด้วยการเน้นการตอบสนองความถี่ที่กว้าง ราบเรียบ เที่ยงตรง เป็นธรรมชาติ มุมกระจายเสียงกว้างทั้งแนวตั้งและแนวนอน ให้การกระจายเสียงที่เที่ยงตรง ภายในตู้ลำโพงขนาดย่อมๆ ไม่เกะกะและใหญ่เกินไปนั้น ใช้วูฟเฟอร์กรวยโพลีย์โพรไพย์ลีน ขอบยางขนาด 3-1/2 นิ้วที่ออกแบบมาให้ตอบสนองเสียงทุ้มได้ดีเกินตัวถึง 80 เฮิทซ์ จากระบบทำงานแบบตู้เปิด พอร์ทออกทางด้านหลัง เรียกว่าไม่แพ้ลำโพงวางหิ้งขนาดใหญ่กว่าแม้แต่น้อย ส่วนทวีทเตอร์นั้นเป็นโดมอะลูมิเนียมขนาด 3-1/4 นิ้ว พร้อมแม่เหล็กเหลวหล่อเย็น เพื่อให้ทนกำลังขับได้สูง

PS1 มีแอมป์ในตัวเอง เป็นแอมป์แบบ Class-D ที่ให้กำลังขับปกติที่ 20 วัตต์ RMS พร้อมกำลังสำรองสูงเท่าตัวที่ 40 วัตต์! บอกได้ว่าเวลามีสัญญาณเสียงแรงๆ ลำโพงคู่นี้จะเปล่งพลังออกไปได้อย่างน่าทึ่งทีเดียว โดยภาคแอมป์นั้น สามารถรับสัญญาณขาเข้าได้ทั้งแบบ Mini Jack จากช่องหูฟังของเครื่องเล่นพกพา (แนะนำหา SoundCast BlueCast มาเสียบช่องนี้ไว้รับสัญญาณไร้สาย Bluetooth จะแจ่มมากๆเลยครับ) รวมไปถึงช่อง RCA Input สำหรับรับสัญญาณจากเครื่องเล่นซีดี (แนะนำหา SoundCast SubCast Set มาส่งสัญญาณเสียงจากเครื่องเล่นซีดี มาที่ PS1 แบบไร้สายครับ จะแจ่มมากๆเลยครับ)

นอกจากนั้นแล้ว PS1 ยังให้ช่อง Sub Out เอาไว้ต่อ Sub-Woofer เล่นเป็น 2.1 ได้อีกด้วย เรียกว่าครบเครื่องจริงๆครับ

ตัวตู้ของ PS1 นั้น สวยงามมาก มาในแบบ High Gloss Black ที่สวยงามมากๆ ขนาดและสัดส่วนก็พอเหมาะ คือ 114 x197x174 (กว้างxสูงxลึก เซนติเมตร) รับพลังงานจากอะแด็พเตอร์ 24V รวมถึงมีปุ่มควบคุมโวลูมได้ที่ด้านหลัง

รายละเอียดแบบคร่าวๆครับ

-ระบบ True 2-way Powered Loudspeaker

-วูฟเฟอร์ 3-1/4 นิ้ว (70mm) กรวย Metalized (TBD) Polypropylene

-ทวีทเตอร์ 20 mm.

-แอมป์ในตัวแบบ High Efficiency 2x20W

-ตู้ทำจาก ABS Cabinet เคลือบกัน UV

-ตู้เปิดแบบทรงเหลี่ยม

-Volume Control ทางด้านหลัง

-อินพุท Stereo RCA I

-อินพุท Stereo 3.5mm.

-รับพลังงาน 5V USB ได้

-Sub-Woofer Output

-หรือรับไฟ Universal 24V

-มาพร้อมสายลำโพงยาว 2M. เชื่อมสัญญาณไปที่ลำโพงขวา

-มีถุงใส่ลำโพงมาให้ด้วย

-<0.5W Standby

ความประทับใจแรกที่มีต่อ PS1 ก็คือ “สวย” ครับ สวยมากๆ ตัวตู้ของ PS1 นั้นออกแบบมาด้วยความสวยงาม โค้งมน สเลนเดอร์ ไปทุกสัดส่วน ผิวภายนอกนั้นเป็น High Gloss Black ที่เงางามสวยมากๆ ขนาดตู้นั้นไม่ถือว่าใหญ่หรือเล็ก คือกำลังพอเหมาะสำหรับการใช้งานเป็นลำโพงหน้าคอมฯ ไม่กินที่ทางจัดวางมากมาย โดยที่ฐานตู้นั้นเขาทำเป็นยางรองรับเอาไว้เรียบร้อย เวลาจัดวางลงบนโต๊ะ ลำโพงจะนิ่งและจะไม่ขยับเลื่อนง่ายๆเหมือนลำโพงคอมฯทั่วๆไป

ที่น่าแปลกใจคือ แม้ตู้จะมีขนาดเล็ก และระบุว่าทำจากพลาสติค ABS แต่น้ำหนักนั้น หนักเอาเรื่องทีเดียว เรียกได้ว่าหนักกว่าลำโพงไม้ MDF ขนาดเดียวกันหรือใหญ่กว่าบางคู่ด้วยซ้ำไป มันหนักแบบหนักแน่นน่ะครับ จับยกแล้วรู้สึกเหมือนตัวตู้มันหนาแน่นหนักแข็งแรงดีจริงๆ บางคนจับยกขึ้นมาแล้วยังบอกสงสัยจะมีถ่วงน้ำหนักกันไว้ข้างใน

PS1 ออกแบบเป็นลำโพงตู้เปิด พอร์ทออกทางด้านหลัง เยื้องไปทางด้านบน ตัวพอร์ทนั้นออกแบบทรงเหลี่ยมมน ปรับจูนมาเป็นอย่างดี ภาคขยายทั้งหมดจะอยู่ที่ลำโพงด้านซ้ายครับ โดยสัญญาณสำหรับลำโพงขวานั้นจะส่งผ่านออกไปด้วยสายเส้นเดียว โดยมีแผงควบคุมหลักๆ คือโวลูม คอนโทรล เท่านั้น ไม่มีสวิทช์ปิด/เปิดแต่อย่างใด (ลำโพงคอมฯหากมัวแต่เปิดๆปิดๆก็ลำบากครับ) ส่วนอินพุทนั้นก็มีทั้ง Mini Jack สำหรับต่อกับสายหูฟัง, RCA หากอยากจะต่อเครื่องเล่นซีดีเข้าตรงๆ และก็ Sub Out สำหรับเพิ่มสับ-วูฟเฟอร์ ในภายหลัง ที่ทีเด็ดและไม่เคยเห็นในลำโพงประเภทนี้ก็คือช่อง USB Power Out หรือช่องจ่ายไฟแบบยูเอสบี ซึ่งมีประโยชน์มาก คือสามารถชาร์จไฟให้กับอุปกรณ์พกพาทั้งหลาย เช่น โทรศัพท์มือถือได้จากช่องนี้เลย ซึ่งก็ทำให้เหมาะมากกับเวลาฟังเพลงกันยาวๆแล้วแบตฯจะหมดนี่ ก็ต่อชาร์จไฟจากช่องนี้ได้เลย

PS1 ไม่มีหน้ากากนะครับ ด้วยว่าการออกแบบคงไม่อยากให้มีอะไรมาปิดความสวยงามและรบกวนการกระจายเสียงของลำโพง ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังกันนิดนึงนะครับ

 PSB-Alpha-ps1

เสียง

สำหรับการทดสอบนั้น ผมแบ่งการทดสอบเป็น 2 รูปแบบ

1.การฟังแบบ Desktop Studio

2.การฟังแบบ Stereo ธรรมดาแบบลำโพงทั่วไป

ผมเริ่มการฟังแบบ “ทั่วไป” ก่อน เรียกว่าทดสอบแบบผิดประเภทครับ คือเอา PS1 มาฟังเหมือนลำโพงทั่วๆไปครับ สายต่างๆที่ PS1 ให้มานั้นมีความยาวเพียงพอที่จะทำให้ระยะห่างของลำโพงซ้ายและขวาอยู่ในระดับที่เซ็ทออกมาได้ดีทีเดียว ที่แปลกตาหน่อยคือ พอเอาเจ้า PS1 ตัวจิ๋วๆมาวางบนขาตั้งแล้ว มันกลายเป็นลำโพงเล็กๆจิ๋วๆไปเลย เรียกว่าใครเคยเห็น PSB Image B4 ว่าเล็กแล้ว PS1 เล็กกว่าอีก

แต่ที่ทำให้อึ้งกันก็คือ แม้ตัวจะเล็ก แต่เสียงไม่เล็กเลยครับ ขนาดวางห่างกันเยอะ ห่างฝาก็เยอะ แต่เสียงที่ออกมาจาก PS1 นั้น ใหญ่เกินตัวมากๆ ผมทดสอบฟังกับ iBT300 เปิด Bluetooth จากมือถือ Samsung Galaxy S3 เล่นเพลง Julie London “Latin in a Satin Mood” เพลงแรก Frenesi เสียงร้องของป้าจูลี ใหญ่โตเต็มฝาอย่างไม่น่าเชื่อครับ เล่นเอาอึ้งไปเลย เพราะเสียงใหญ่โตออกมาเหมือนฟังลำโพงที่ใหญ่กว่าสักสองสามเท่า ขนาดวงกว้างมาก แผ่ออกไปทั้งซ้ายและขวา น่าทึ่งมาก โดยเฉพาะเบสส์นี่มีออกมาแบบพอเพียงเลยครับ เรียกว่าไม่เคยได้ยินลำโพง 3.5 นิ้ว ตู้เล็กๆที่ให้เบสส์ได้อิ่มใหญ่เท่านี้มาก่อนเลยก็ว่าได้ ฟังเพลงนี้เพลินเลยครับ เสียงใหญ่เกินตัวน่าทึ่ง

จากนั้นเราก็ลองกันต่อ ถึงตอนนี้บางคนบอกว่า ถ้าเอาชิดฝาละจะเป็นอย่างไร ก็จัดให้ครับ ผมลองเอาชิดฝาเข้าไปอีกหน่อย คือเอาวางกันแบบง่ายๆลงจากขาตั้ง วางเข้าหิ้ง ใกล้ผนังอีกหน่อย วางแบบลำโพงบ้านๆทั่วไป คราวนี้เสียงเบสส์ดีขึ้นอีกเยอะเลยครับ ผมลองกับ Art Pepper “New York Album” แทร็คแรก A Night in Tunisia เสียงย่ำเท้าให้จังหวะ ลงบนพื้นสติวดิโอ ตอนต้นเพลงนั้นมีออกมาให้ได้ยินครับ (ลำโพงเล็กๆบางคู่จะตัดเสียงตรงนี้หายไปเลย) มาเพลงนี้ ก็โชว์ศักยภาพเสียงแหลมกันครับ ใสพลิ้วดีทีเดียว เสียงแหลมสะอาด เนียน มีระดับความโปร่ง พลิ้ว อยู่ในระดับพอดีๆ ที่ผมแปลกใจหน่อยคือ ทวีทเตอร์มีขนาดเล็ก (น่าจะ 3/4 นิ้ว) แต่ให้สเกลเสียงแหลมที่ใหญ่ดีจัง เสียงฉาบ แฉ มีบรรยากาศออกมาได้ดีน่าดูเหมือนกัน แนวแหลมผมว่า เสียงจะออกใสกรุ้งกริ้งมากกว่าซีรีส์ Image ที่ดูจะนุ่มนวลกว่า แต่จะออกโปร่งกังวานกว่าหน่อย ฟังดีทีเดียวครับ

เสียงกลางจาก Alto Saxophone ให้ขนาดที่ใหญ่เกินตัวครับ จะว่าไปแล้วเสียงในทุกย่านของลำโพงจิ๋วคู่นี้มันก็เกินตัวไปหมดแหละครับ เสียงแซ็กซ์ก็ฟังดี แต่หากระดับเร่งเสียงดังมากๆก็จับได้ว่ามีความเครียดในเนื้อเสียงบ้าง ก็แหม ลำโพงคู่เท่ากำปั้น เปิดอยู่ในห้องที่เรียกว่า”ใหญ่” (ห้องฟังฝั่งที่มีเตียงนอนใน “โชว์รูมบ้านทวาทศิน” ครับ) และเปิดดังขนาดนี้ ทำได้แค่นี้ก็อึ้งแล้วละครับ

สรุปในส่วนของการฟังลำโพงแบบทั่วๆไป บอกได้เลยว่าหากใครอยากจะ “ง่าย” หา iBT300 หรือ  SoundCast BlueCast มาตัวนึงต่อเข้าไปซะ จากนั้นก็ฟังเพลงผ่านมือถือ แค่นี้ก็ได้ซิสเต็มที่ “ง่าย” และเสียงดีอย่างที่คุณก็คงงงมากๆ และที่สำคัญคืองบประมาณติดดินแค่หมื่นต้นๆไม่ถึงกลางด้วยซ้ำ

 

Desktop Monitor

จากนั้นผมก็ฟังแบบ Nearfield บนโต๊ะทำงานกันต่อครับ จริงๆจะว่าไปแล้ว นี่คือการฟังแบบที่ตัวลำโพง PS1 ออกแบบมาโดยเฉพาะด้วยการฟังแบบเรียบง่ายนี่แหละครับ คือต่อสาย Mini Jack จากหูฟังของโทรศัพท์ Samsung Galaxy S3 นี่แหละครับ

เสียงในรูปแบบของ Desktop Monitor นั้น “แจ่ม” ครับ จริงๆลำโพงคอมแบบไฮ-เอ็นด์ นี่ไม่ใช่ของใหม่สำหรับผมนะครับ (ออกตัวก่อน) เพราะในอดีตเมื่อหลายปีก่อน ผมเคยใช้ลำโพงคอมฯแบบไฮ-เอ็นด์ ระบบ 2.1 ที่มีราคาขายเกือบ 2 หมื่นบาทมาแล้ว (แต่เลิกใช้ไปหลังจากที่ได้ NAD DAC 1 มาใช้)

ซึ่งเมื่อนำ PS1 มาใช้แล้ว ย้อนความคิดกลับไป ผมก็บอกได้เลยว่า PS1 นั้นเหนือกว่าเยอะ

ที่แน่ๆคือฟังเพลงดีกว่ามากมายมหาศาล

และด้วยความเห็นส่วนตัวผม เชื่อว่าลำโพงที่ออกแบบโดยนักดนตรี เพื่อนักฟังเพลง ยังไงก็ให้เสียงดีกว่าลำโพงที่ออกแบบมาให้กับระบบ Gaming System ครับเพราะการออกแบบลำโพงให้ตอบสนองต่อเสียงเพลงที่ดีนั้น เป็นเรื่องยาก เนื่องจากต้องการตอบสนองความถี่ต้องราบเรียบ เที่ยงตรง ถึงจะฟังเพลงดีได้ ซึ่งลำโพงที่ให้การตอบสนองความถี่ที่ดี ให้การฟังเพลงเป็นธรรมชาตินั้น ถึงเวลานำไปตอบสนองการใช้งานแบบอื่นๆ ไม่ว่าจะดูหนังหรือเล่นเกมส์ ก็จะให้เสียงที่ดีได้เหมือนกัน เพราะพื้นฐานการตอบสนองความถี่ที่ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ในขณะที่ลำโพงที่ออกแบบมาให้ดูหนังหรือเล่นเกมส์มันส์ๆ มักจะได้รับการบูสท์เสียงในบางย่านออกมา เช่น เสียงทุ้ม หรือเสียงแหลม เพื่อให้คนฟังสนุก”เฉพาะแนว” กัน ณ ตรงนั้น ซึ่งลำโพงแบบนี้ พอเอามาฟังเพลงแล้ว ฟังได้ไม่นานก็เบื่อ เพราะเสียงที่ออกมานั้นไม่ราบเรียบเป็นธรรมชาติ

ซึ่งกรณีเช่นนี้ มัน “ใช่เลย” เมื่อผมนึกไปถึงลำโพงคอมฯตัวเก่าของผม ที่เล่นเกมส์มันส์มาก แต่ฟังเพลงไม่ได้เรื่อง และผมก็มั่นใจเหลือเกินว่า PS1 จะตอบสนองความต้องการได้ครบกว่า เพราะพื้นฐานในการให้เสียงเพลงที่ดีมากๆของมัน

เสียงจาก PS1 ในการนี้นั้นเยี่ยมเลยครับ แม้วงจะไม่กว้างโอ่อ่าเท่าเวลาเราฟังแบบปกติ (ก็มัน Nearfield) แต่ก็ให้เสียงที่มีความกว้างขวางดีมาก แปลกที่ PS1 ไม่ต้องการการโท-อินมากครับ ผิดกับคู่ก่อนที่ชอบให้โทฯ กันราวๆ 45 องศา แต่ PS1 บนโต๊ะทำงานผมนี่ แค่สัก 15-20 ก็ให้วงกว้างดีเยี่ยม โดยไม่เสียความลึกไป (ไม่งั้นเป็นกระจุกเกิน) ซึ่งพอพูดถึงทางลึกนี่ ก็นึกขึ้นมาได้มา ความลึกของเวทีเสียงนั้นทำได้ดีน่าทึ่งทีเดียว เพราะบางเพลงที่เวทีเสียงดีๆก็สามารถให้เสียงที่ลึกไปอยู่ด้านหลังจอมอนิเตอร์ได้สบายๆเลยทีเดียว

แนวเสียงเมื่อฟังแบบ Nearfield นี้ก็มาแนวเดียวกันกับการฟังปกติครับ ซึ่งตรงนี้ก็ตามแต่โต๊ะทำงานของคุณวางลักษณะไหน อย่างของผมนั้นตั้งอยู่เกือบๆกลางห้อง ด้านหลังโล่ง เบสส์ที่ออกมาก็จะลดลงหน่อย แต่ไม่ถึงกับหายนะครับ เบสส์มีให้ฟังอย่างพอเพียงแน่นอน แต่กับการฟังแบบโต๊ะติดผนังนี่ ขอบอกเลยว่า เบสส์มาเป็นลูกๆแบบครบเครื่องแน่นอน โทนเสียงที่ได้ยินออกมาคือแนวแบบ PSB ครับ จุดแรกคือ เสียงสะอาดมากๆ เราจับทางลำโพง PSB ได้เสมอๆว่า ในราคาเท่าๆกันไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหนซีรีส์ไหน ลำโพง PSB จะให้เสียงที่สะอาด ราบเรียบเที่ยงตรงสูง เพราะ Paul Barton นั้น ยึดมั่นในผลการวิจัยที่เขาทำร่วมกับ National Research Council ของ Canada ที่ว่า “ลำโพงที่ให้การตอบสนองราบเรียบนั้น จะให้ความพึงพอใจกับคนฟังสูงสุด” นั่นเอง

ลำโพง PSB แต่ละรุ่นจึงออกแบบมาโดยมีเป้าหมายหลักคือ การให้ความราบเรียบเที่ยงตรงในการตอบสนองความถี่ที่สูง จึงเป็นลำโพงที่ให้เสียงที่สะอาด ฟังได้นาน ฟังได้ทน สังเกตง่ายๆ ลองฟังลำโพงอื่นๆในระดับราคาเดียวกันเยอะๆครับ ฟังแล้วย้ายมา PSB แรกๆคุณจะพบว่าเสียงจาก PSB นั้นเฉยๆ เรื่อยๆ เนียนๆ ฟังได้เรื่อยๆ แต่พอไปสักพัก คุณจะพบว่าคุณจะฟังลำโพงยี่ห้อนี้ได้ยาวนาน ไม่เหนื่อยล้า ฟังแล้วสบาย ผ่อนคลาย หลากหลาย ในขณะที่ลำโพงอื่นๆอาจจะทำให้คุณตื่นเต้นในตอนแรก แล้วสักพักก็เริ่มรู้สึกอยากจะหรี่เสียงมันไปให้จบๆ

PS1 ก็เช่นเดียวกันครับ หากคุณฟังลำโพงคอมฯเสียงฉูดฉาดมานานๆ เจอ PS1 เข้าไปก็อาจจะรู้สึกว่ามันไม่ตื่นเต้น แต่ผมขอให้ฟังเขานานๆ ปรับเสียงและความดังให้พอเหมาะ แล้วคุณจะพบว่า คุณจะไม่เคยฟังลำโพงคอมฯในระดับราคานี้รุ่นไหน ที่ให้เสียงที่เหมือนลำโพงไฮ-เอ็นด์ได้เท่า PS1 มาก่อนเลย เพราะสิ่งที่คุณจะได้ยินคือลำโพงที่ ให้เสียงที่สะอาด ราบเรียบ ลื่นไหล เที่ยงตรง ฟังสบาย ผ่อนคลาย พลิ้วใส ฟังได้เพลิดเพลินมากๆ เสียงเป็นดนตรีที่ฟังแล้วไม่มีเสียงจัดจ้าน หยาบ จัดออกมาให้เห็นเลย จุดเด่นผมมองว่าอยู่ที่เสียงกลาง จำพวกเสียงร้องนี่ สะอาด มีมวล มีขนาดใหญ่ รายละเอียดดี ขึ้นรูปสวย เสียงแหลมก็พลิ้วใสให้รายละเอียดและบรรยากาศที่ยอดเยี่ยม เสียงทุ้มก็อย่างที่เรียนไว้ครับ ว่าเข้าใกล้ผนังเบสส์จะมากันแบบไม่ต้องง้อสับ-วูฟเฟอร์ แต่ห่างออกมาหน่อย จะลดลงหน่อยแต่ก็ไม่ได้น้อยอะไรเลย ทั้งๆที่วูฟเฟอร์แค่ 3.5 นิ้วเท่านั้นเอง และนอกจากเสียงจะเยี่ยมแล้ว PS1 ยังเล่นได้ดังมาก ดังขนาดหูร้าวกันได้ไม่ยาก ความเพี้ยน การกระพือจากตัวตู้นั้นก็น้อยมาก ผมล่ะสงสัยจริงๆ เพราะน้ำหนักตัวตู้เมื่อเทียบกับขนาดแล้ว ผมว่ามันหนักเกินตัว จับถือเคาะตู้ดู ก็มีความรู้สึกเหมือนเคาะตู้ไม้ MDF ดามหลายๆชั้น ไม่ใช่พลาสติค ABS อย่างที่ PSB ระบุไว้ แล้วตู้หนักๆนี่ดีนัก คือมันนิ่ง เล่นดังๆได้ไม่เพี้ยน ตู้ไม่กระพือเหมือนลำโพงตู้พลาสติคทั่วๆไป แล้ว PSB เขาทำฐานรองเป็นยางผสานด้านล่างของตู้ไว้ทั้งหมด ก็ยิ่งทำให้ตู้วางนิ่งสนิทได้มากขึ้น ทั้งหมดก็เลยช่วยให้มิตินิ่งไม่วูบวาบ การกระจายเสียงดี และให้เสียงหลุดตู้กันแบบง่ายๆ

ที่สำคัญในอีกจุดคือ PS1 เป็นลำโพงที่ฟังง่ายครับ ไม่ว่าจะฟัง MP3, FLAC จากคอมฯผ่านซาวน์ดการ์ดพื้นๆในตัวเครื่อง หรือฟังแบบต่อตรงจากช่องหูฟังมือถือ ผมก็พบว่ามันไม่ใช่เป็นลำโพงขี้ฟ้องอะไรมากมาย และมันก็ไม่ได้เป็นลำโพงสไตล์กลบเกลื่อน รู้อย่างเดียวว่าฟังอะไรก็ดีไปหมด เหมือนกับถูกออกแบบมาให้เป็นลำโพงที่ ”ง่าย” และเป็นมิตรกับการใช้งานที่หลากหลาย พร้อมๆกับให้คุณภาพเสียงที่ดีในแบบลำโพงมีระดับ

 

สรุป

ถ้าคุณกำลังมองหาลำโพง Multi Media สักคู่ ที่มีความโดดเด่นในแง่คุณภาพเสียง และงานสร้างที่เหนือชั้น ผมบอกได้เลยว่า PSB Alpha PS1 คือคำตอบเดียวของตลาดลำโพง Multi Media ที่ให้คุณภาพเสียงที่โดดเด่น ยอดเยี่ยม เกินราคาหมื่นนิดๆของมันไปเป็นอย่างยิ่ง ด้วยการให้คุณภาพเสียงที่เป็นดนตรีสูงอย่างไม่เคยเห็นในลำโพงกลุ่มนี้ราคานี่มาก่อน ก็อยากจะให้คุณได้มาลองฟังกัน ติดมือถือสมาร์ทโฟนมาด้วย มาลองต่อฟัง ทดลองฟัง แล้วคุณจะพบว่า PS1 เป็นอะไรที่ให้คุณภาพสูงในราคาจิ๊บจ๊อยจริงๆเลยครับ

จาก Life Entertainment#236
ทดสอบโดย อธิวัฒน์

ชุดซิสเต็มยอดนิยม

NAD C 516BEE CD Player
NAD C 326BEE Integrated Amplifier
NHT SuperOne 2.1 Loudspeaker
Velodyne Wi-Q10 Sub-Woofer

C326BEE 

เดิมตั้งใจหยิบเอาสับ-วูฟเฟอร์ Velodyne Wi-Q10 ขึ้นรีวิวแบบฉายเดี่ยว แต่ก็เปลี่ยนใจหยิบเอา NAD C 516BEE, C 326 BEE และ NHT SuperOne 2.1 พ่วงติดไว้ด้วยในคราวเดียวกัน ด้วยเหตุผลเพื่อเป็นแนวทางให้มือใหม่และ/หรือมือเก่าที่ต้องการแม็ทช์ซิสเต็มง่ายๆไว้ใช้งานในห้องฟังหรือห้องนั่งเล่น ซึ่งก็ได้ผลเกินคาด NAD_C516BEE

เครื่องเล่นซีดี

NAD C 516BEE เป็นเครื่องเล่นคอมแพ็คท์ ดิสค์ ที่มีหน้าตาเรียบๆ ไม่หวือหวา ใส่ปุ่มสั่งงานพื้นฐานไว้เท่าที่จำเป็น เน้นสะดวกใช้ แต่ให้ความสำคัญกับการออกแบบวงจร และเลือกใช้ชิ้นส่วนประกอบที่มีผลต่อคุณภาพเสียงเป็นหลัก รวมทั้งแยกเพาเวอร์ ซัพพลาย ป้อนวงจรดิจิทัลและอะนาล็อกออกจากกัน เพื่อให้มั่นใจว่าการทำงานในภาคดิจิทัลนั้นปลอดคลื่นรบกวนอย่างเด็ดขาด จึงมั่นใจได้ว่าผู้ฟังจะได้สัมผัสเสียงดนตรีที่เป็นดนตรีมีรายละเอียดเป็นธรรมชาติ มีโทนเสียงที่อบอุ่นชวนฟังอยู่ตลอดเวลา สามารถเล่นแผ่นซีดี CD-R, CD-RW, แผ่น MP3 และแผ่นเพลง WMA ได้ด้วย ชิพที่เป็นเสมือนหัวใจของซีดีเครื่องนี้คือ Cirrus Logic 192kHz/24-bit digital-to-analog converter

nad_c326bee_stereo_integrated_amplifier

อินติเกรตเตด แอมป์

NAD C 326BEE ภายใต้กำลังขับข้างละ 50 วัตต์ ไม่มากแต่ก็ไม่น้อยสำหรับห้องฟังทั่วไปรวมถึงห้องนั่งเล่น เป็นอินติเกรตเตด แอมป์ โซลิด สเตท ที่พลกำลังเชื่อถือได้ เป็นกำลังจริงที่เหนือจริงไม่ใช่กำลังลวง สามารถเข้าโหลดกับลำโพงยากๆได้โดยไม่อิดออด ไม่ว่าเป็นลำโพงที่มีอิมพีแดนซ์ไม่คงที่ ลำโพงอีเล็คโตรสแตติค หรือลำโพงที่ความต้านทานสูงหรือต่ำมากๆ กำลังและศักยภาพแอมป์เครื่องนี้ก็เอาอยู่ เป็นการเอาอยู่แบบมีคุณภาพ ใช่มีแต่เสียงให้ได้ยินเท่านั้น หากสามารถรับรู้ได้ถึงเนื้อหาและมนต์เสน่ห์ที่สัมผัสผ่านโสตประสาท การสื่อสารที่ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างความสดใส (bright) กับความโปร่งใสหรือโปร่งเสียง (transparent) โทนเสียงโดดเด่นเป็นธรรมชาติ มีความสมดุลดีเยี่ยม พลกำลังก็เหลือเฟือ ไม่เกี่ยงห้องเล็กห้องใหญ่ กำลัง 50 วัตต์เอาอยู่ชนิดไม่ทำให้เสียชื่อที่สั่งสมมาแต่อดีต

SuperOne 2.1

ลำโพง

เริ่มต้นจาก SuperZero ขยับมาเป็น SuperOne และนี่คือ SuperOne 2.1 ที่เพิ่มดีกรีความแรงขึ้นเป็นลำดับสำหรับการเติมเต็มในสิ่งที่แฟนๆลำโพงเล็กต้องการ ด้วยแนวทางเดียวกับลำโพงมอนิเตอร์ที่เน้นความคมชัดในทุกรายละเอียด ความโปร่งใสและความสมจริงของเวทีเสียงเป็นสำคัญ การพัฒนาและปรับปรุงให้ได้คุณภาพดียิ่งขึ้นในชุดลำโพงตู้ปิดที่มีความสูง 11.6 นิ้ว กว้าง 7.25 นิ้ว และลึก 8.5 นิ้ว ประกอบด้วยวูฟเฟอร์กรวยขนาด 6.5 นิ้ว และซอฟท์โดมทวีทเตอร์ขนาด 1 นิ้ว ตัดแบ่งความถี่ที่ 2.4 กิโลเฮิทซ์ พร้อมฟิลเตอร์ความถี่ต่ำที่ 12 ดีบี/ออคเทฟว์ และความถี่สูงที่ 18 ดีบี/ออคเทฟว์ คุณสมบัติพื้นฐานประกอบด้วย พิสัยของการตอบสนองความถี่อยู่ระหว่าง 56 เฮิทซ์ – 20 กิโลเฮิทซ์ +/- 3 ดีบี ความไว 86 ดีบีความต้านทานโดยเฉลี่ย 8 โอห์ม ทนกำลังขับได้ถึง 125 วัตต์

Wi-Q10_1

สับ-วูฟเฟอร์

Velodyne Wi-Q10 พระเอกตัวจริงที่ผู้ทดสอบต้องการพูดถึงในครั้งนี้ เป็น Active หรือสับ-วูฟเฟอร์ที่มาพร้อมกับพลังขับในตัวเอง 195 วัตต์ พิเศษด้วยคุณสมบัติการเชื่อมต่อระบบแบบไร้สาย (wireless) หรือจะเชื่อมด้วยสายแบบเดิมๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรสนิยมหรือความคุ้นเคยส่วนตัว ในระบบไร้สายให้อิสระต่อตำแหน่งใช้งานได้อย่างเต็มที่ สามารถวางโชว์หรือหลบซ่อนในห้องตรงไหนก็ได้ ไม่พึ่งพาสายสัญญาณให้สิ้นเปลือง การเลื่อนตำแหน่งในขั้นตอนขยับ ปรับ จูนเสียง ทำได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกังวลจะกระชากหรือดึงสายเคเบิลให้เกิดการชำรุดบกพร่อง เป็นผลงานของผู้ผลิตสับ-วูฟเฟอร์ที่มีประสบการณ์ในศาสตร์ของผลิตภัณฑ์แขนงนี้นานกว่าสามทศวรรษ

 

คุณสมบัติทั่วไป

สับ-วูฟเฟอร์ตู้นี้ออกแบบมาในระบบ Bass-reflex กรวยวูฟเฟอร์ยิงเสียงออกด้านหน้ามีเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 นิ้ว มีท่อระบายอากาศอยู่ด้านล่างของตัวตู้ แอมป์ในตัว (Class-D) กำลังขับ 195 วัตต์ ติดตั้ง Wireless Receiver ไว้ในตัว เพื่อใช้งานร่วมกับ Wireless Transmitter ที่ทางผู้ผลิตให้มา การตอบสนองความถี่ของสับ-วูฟเฟอร์นี้อยู่ในช่วง 28-120 เฮิทซ์ (+/- 3 ดีบี) สามารถเลือกปรับค่าให้ตอบสนองความถี่ต่ำได้ตั้งแต่ 40-135 เฮิทซ์ มีสวิทช์ให้ปรับเฟสได้ 4 ตำแหน่ง, 0, 90, 180, และ 270 องศา การเชื่อมต่อสัญญาณไร้สายใช้ช่องความถี่ 2.4 กิโลเฮิทซ์ มีขั้วต่อเชื่อมด้วยสายเคเบิลทั้งในแบบ Stereo Line และ High-Level Speaker Input ให้ด้วย

การติดตั้งใช้งาน

เพื่อให้ตรงกับเจตนารมย์ของผู้ลิต การทดลอง/ทดสอบได้มีขึ้นทั้งสองแบบ คือ การเชื่อมต่อด้วยความถี่วิทยุ และการเชื่อมต่อด้วยสาย ซึ่งได้ผลลัพธ์แทบไม่ต่างกัน นอกเสียจากความยากง่ายระหว่างการติดตั้งอุปกรณ์แต่ละชนิดที่แตกต่างกันไป เช่นถ้าต้องการติดตั้งในระบบสายเคเบิล ก็อาศัยเชื่อมสัญญาณจากช่องปรี-เอาท์จากตัวแอมป์ ไปเชื่อมกับช่องสัญญาณเข้า (input) ที่มีอักษร LFE กำกับไว้ ในกรณีเชื่อมต่อด้วยระบบไร้สาย ตัวสับ-วูฟเฟอร์มีวงจรภาครับติดตั้งไว้แล้ว สิ่งที่ต้องทำคือ เชื่อมสัญญาณ Pre-Out จากแอมป์ เข้ากับอินพุทของกล่อง Wireless Transmitter หรือเครื่องส่ง โดยจะใช้ช่อง LFE หรือ Line ก็ได้ พร้อมกับเสียบสาย AC Adapter จ่ายไปเลี้ยงกล่องเครื่องส่ง จากนั้นจึงเปิดสวิทช์เครื่องเสียงทั้งระบบรวมถึงตัวสับ-วูฟเฟอร์ ถ้าการเชื่อมสัญญาณถูกต้อง ไฟที่กล่องเครื่องส่งจะมีสีน้ำเงิน และที่ตัวสับ-วูฟเฟอร์จะเป็นสีเหลือง จากนั้นค่อยเปิดเพลงเพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ของการติดตั้งเป็นขั้นตอนสุดท้าย ถ้ามีเสียงก็เป็นอันว่าใช้ได้

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าขั้นตอนการติดตั้งสับ-วูฟเฟอร์จะมีความสมบูรณ์แล้ว อย่างที่รับทราบและเข้าใจกันดีว่า หน้าที่ของสับ-วูฟเฟอร์คือการชดเชยเสียงทุ้มในชุดเครื่องเสียงและ/หรือโฮม เธียเตอร์ การแม็ทช์ ไฟน์จูน รวมถึงการค้นหาตำแหน่งวางที่เหมาะสม ดูจะกินเวลามากกว่าการต่อเชื่อม แม้ว่าโดยทั่วไปมีผู้แนะนำให้วางตำแหน่งสับ-วูฟเฟอร์เข้ามุมห้องด้านหน้ามุมใดหนึ่ง หรือจะอยู่ตรงกลางระหว่างคู่ลำโพงซ้าย/ขวา ถึงกระนั้นก็หาได้เป็นหลักประกันว่าผลงานจะเป็นที่ถูกใจผู้ฟังเหมือนกันหมด อะคูสติคห้องคือตัวการใหญ่ โชคดีที่ Velodyne Wi-Q10 มีตัวช่วย ทั้งครอสส์โอเวอร์, เลเวล คอนโทรล, สวิทช์ปรับเฟส และ Auto-EQ ไว้รองรับ หลังจากผ่านการติดตั้ง ปรับจูนด้วยมือ ด้วยโสตสัมผัสจนได้ที่แล้ว จากนั้นก็อาศัย Auto-EQ โดยใช้ชุดไมโครโฟนที่ให้มาในกล่อง วางไมโครโฟนไว้ที่ตำแหน่งฟัง จากนั้นก็กดปุ่ม EQ บนรีโมทคอนโทรลเพื่อป้อนสัญญาณเทสท์โทน เพื่อไฟนัลจูน (โดยขยับตัวสับ-วูฟเฟอร์อีกเล็กน้อย หรือปรับ EQ, ปรับโวลูม ควบคู่กันไปมา) ให้การตอบสนองความถี่มีความสมดุลและราบเรียบที่สุด

คุณภาพเสียง

การนำ NHT SuperOne 2.1 เข้าแม็ทชิงกับ Velodyne Wi-Q10 มีเหตุผลง่ายๆ ตรงคุณสมบัติแบบลำโพงมอนิเตอร์ของมันนั่นเอง ความคมชัดของชิ้นดนตรีและมิติเวทีที่พ้องตำแหน่งเหมือนเห็นด้วยตา เสียงกลางมีชีวิตชีวา เสียงแหลมพลิ้วไหวร่าเริง และรายละเอียดความสมจริงที่แสดงออกอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาเป็นแรงสนับสนุนที่สำคัญ คุณสมบัติทางเทคนิคก็เป็นใจ ซึ่งก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ทั้งคู่สามารถประสมกลมกลืนได้แทบเป็นเนื้อเดียวกัน ต่างแค่เพียงตัวตู้ของ Velodyne Wi-Q10 เป็นตู้ไม้แบล็คแอชสีดำธรรมดา ไม่ใช่ตู้ไม้เคลือบผิวสีดำขับมันเหมือนกับ NHT SuperOne 2.1

แต่มันก็ไม่มีผลต่อคุณภาพเสียง ผลงานที่ถ่ายทอดออกมาต่างหากเป็นตัวชี้ขาด และแล้วผู้ทดสอบได้พบว่าสับวูฟเฟอร์ตู้นี้สามารถให้มวลเสียงของย่านความถี่ต่ำสุด 28-30 เฮิทซ์ ในแทร็ค The Longships, Enya/Watermark (Geffen 242332-3) ได้อย่างมีพลังและรับรู้ได้ในความนุ่มนวลควบคู่กันไป  สำหรับเสียงกระแทกของกลองในแทร็คที่ 1 และ 3 ของ Reference Recordings HDCD Sampler (RR-S3CD) ตึงกระชับไร้การสั่นค้าง แต่ก็ยังไม่น่าทึ่งและชวนตื่นเต้นได้เท่ากับความใสพิสุทธิ์ของเสียงที่ได้ฟังจากแทร็คที่ 4 ของแผ่น Respighi/Pine of Rome (London 410 145-2) ในขณะที่เสียงและบรรยากาศครึกครื้นสนุกสนานของกีตาร์เบสส์มีให้สัมผัสได้จากแทร็คที่ 12 ของ Tom Rotella Band (DMP CD-650) ด้วยน้ำเสียงที่ถึงพร้อมด้วยพลังกระแทกกระทั้น มีทรานเชียนท์ที่ยอดเยี่ยม และถ้าเป็นเสียงมิดเบสส์ถึงโลว์ที่ทั้งดังและกระชับก็ต้องแทร็ค Way Down Deep และ The Hunter จากอัลบัม Jennifer Warnes/The Hunter (Private Music 01005-82089-2) ก็ฟังได้ไพเราะเหลือเกิน

Velodyne Wi-Q10 ให้เสียงทุ่มได้ลึกขึ้น สะอาดขึ้น ตลอดจนช่วยให้สามารถฟัง Pink Floyd จากหลายอัลบัมได้ต่อเนื่องและนานๆโดยไม่รู้สึกเบื่อ เครียดหรือเมื่อยล้าเหมือนที่เคยสัมผัสกับสับ-วูฟเฟอร์บางตัวหรือกับลำโพงไฮ-เอ็นด์ ฟูลล์เรนจ์ บางคู่ เนื้อเสียงมีความสมานเสมอค่อนข้างดีถึงดีมาก การตอบสนองความถี่ราบเรียบตลอดย่านและกลมกลืนกับการทำงานของ NHT SuperOne 2.1 ได้อย่างเหมาะเจาะ ดูเหมือนการเป็นลำโพงจากต่างผู้ผลิตไม่ได้สร้างปัญหาของการแม็ทชิงแต่ประการใด

สรุป

ผู้ทดสอบประทับใจกับประสบการณ์ที่ได้รับจาก Velodyne Wi-Q10 ในระดับสูงถึงสูงมาก ทั้งจากคุณสมบัติด้านกายภาพในหลายๆด้านที่ผู้ผลิตให้มา ไม่ว่าจะเป็นอิสระของการเชื่อมต่อด้วยคลื่นวิทยุ หรือการเชื่อมต่อด้วยสาย มีรีโมท คอนโทรลให้ใช้งาน ฟังค์ชัน Auto-EQ สำหรับภาระหน้าที่และความรับผิดชอบก็ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวสำหรับคุณภาพ ไม่เพียงเสียงทุ้มที่ลงลึกและสัมผัสได้บรรยากาศเท่านั้น ยังมีความกระชับและรับรู้ได้ถึงความสะอาด ปราศจากอาการบวมและสั่นค้างตลอดการทดสอบ แนะนำได้อย่างเต็มที่ต่อผู้ที่กำลังมองหาสับ-วูฟเฟอร์มาเติมความสมบูรณ์ให้กับชุดเครื่องเสียงและโฮม เธียเตอร์ ของคุณ

จากคอลัมน์ Equipment Review ในวารสาร LE#247 / โดย องอาจ บุตรเริ่ม

D3020 V2 แอมป์ฯสำหรับนักฟังมือใหม่สุดคลาสสิค

5213nad3020
ภาพจาก Stereophile.com

40 ปีผ่านไป จากเครื่อง 3020 ตัวแรกที่ออกมาเพื่อเป็นบรรทัดฐานของเครื่องเสียงในระดับราคานี้ออกสู่ตลาด ในวันนี้ D 3020 ที่เมื่อครั้งออกมาเมื่อปลายปี 2013 ออกแบบมาเพื่อตอบรับต่อการเล่นดนตรีจากคอมพิวเตอร์ก็ถึงคราวที่จะมีการปรับปรุงเพิ่มเติมอีกครั้ง D 3020 เวอร์ชันแรกนั้นมีรูปร่างที่กะทัดรัด สามารถเลือกว่าจะวางได้ทั้งแนวนอนและแนวตั้ง การต่อเชื่อมนั้นก็เน้นไปทาง Digital เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นช่อง Asynchronus USB, Toslink, Coaxial และการต่อไร้สายผ่าน Bluetooth ซึ่งมันเป็นเครื่องที่ออกแบบมาให้สามารถใช้งานได้สนุกและดีเยี่ยมสำหรับนักฟังเพลงที่มีงบประมาณจำกัด

NAD-D3020-Front-Black-on-Blackสำหรับ Version 2.0 นี้ ก็เหมือนกับรุ่นแรกในทางด้านนอก ทั้งรูปร่างหน้าตา ขนาดและน้ำหนัก แต่ภายในนั้นได้รับการปรับแต่งมาหลายจุด กำลังขับยังคงเป็นที่ 30 วัตต์/ข้างเท่ากันทั้ง 8 และ 4 โอห์ม ทำงานในแบบ Class-D ที่ผนวกเอาระบบ Power Drive และ Soft Clipping ของ NAD มาใช้เพื่อให้ขับลำโพงได้หลากหลายในความเพี้ยนที่ต่ำ นอกจากนั้นแล้ว การทำงานในแบบนี้ก็ทำให้ตัวเครื่องมีความร้อนต่ำมาก ไม่จำเป็นต้องมีช่องระบายอากาศ ทำให้ตัวเครื่องที่ขนาดที่กะทัดรัดและกินไฟต่ำมาก ในระดับสแตนด์บายนั้นใช้พลังงานแค่ 0.5 วัตต์ ซึ่งตัวเครื่องจะปิดเองเมื่อไม่มีสัญญาณเข้ามาเกิน 30 นาที
อินพุทในเวอร์ชัน 2… มี Coaxial, Optical มาให้ มีช่องสัญญาณไร้สายคือ BluetoothAptX แต่ได้ตัดช่องUSB ออกไป ทำให้ไม่สามารถต่อใช้งานกับคอมพิวเตอร์ทางช่องUSB ได้ โดยทาง NAD ชดเชยการหายไปของช่องนี้ด้วยการเพิ่มช่อง Phono MM สำหรับต่อกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงมาให้แทนตรงนี้ถือเป็นความกล้า เพราะตลาดแผ่นเสียงกำลังโตวันโตคืน แม้จะดูแปลกสำหรับเครื่องที่ออกแบบมาเหมือนเครื่อง Desktop ก็ตามที

 

การเลือกช่องสัญญาณต่างๆ ทำได้จากปุ่มสัมผัสด้านหน้า เป็นวิธีกดซ้ำให้เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ด้วยการแสดงผลที่อ่านง่าย สว่างพอเพียง อาจจะงงๆกดไม่โดนหรือไม่ไปในตอนแรก แต่หลังจากที่คุ้นเคยรู้จังหวะกันดีแล้วก็เป็นเรื่องหมูๆที่จะทำ โดยหากใครไม่สะดวกก็เลือกกดผ่านทางรีโมทขนาดกะทัดรัดที่ให้มาก็ได้ ซึ่งที่รีโมทนี้นอกจากจะเลือกอินพุทหรือหรี่เร่งเสียงแล้ว ยังสามารถเลือกที่จะบูสท์เสียงทุ้มได้จากปุม Bass ซึ่งจะยกเสียงทุ้มขึ้นมา 6dB สำหรับการเพิ่มทุ้มให้กับลำโพงขนาดเล็ก

NAD-D3020-Front-Black-on-Black

การแสดงผลต่างๆนั้นทำในแนวตั้งเท่านั้น การเร่งโวลูมที่ด้านหน้านั้นดูจะง่ายกว่ารุ่นเก่า ความหนืดของลูกบิดกำลังดี ลูกบิดก็เปลี่ยนใหม่ไม่ได้ใช้แบบหุ้มยางแบบเก่าแล้ว โดยการเร่งโวลูมนั้นพบว่าเมื่อทดสอบกับลำโพงราคา 500ปอนด์ อย่าง Monitor Audio Silver 2 นั้นพบว่าต้องเร่งโวลูมไปเกินครึ่งอยู่เหมือนกันถึง จะได้ยินระดับเสียงที่พอใจ ด้วยขนาดแค่นี้ ไม่แปลกที่ด้านหลังจะต่อเชื่อมยากสักหน่อย เพราะอินพุท/เอาท์พุท อยู่เบียดกันไปหน่อย แต่ขั้วลำโพงก็ต่อได้ง่ายและสะดวกดี เพียงแต่รูมันจะตื้นไปนิดเพราะ บานาน่าที่ใช้เสียบได้ไม่สุดเท่าไหร่ ส่วนทางด้านหน้านั้นมีรูแจ็ค 3.5 มิลลิเมตรเอาไว้ต่อหูฟังได้มีช่อง Sub-Woofer ไว้ต่อเล่นกับ Sub-Woofer ได้ด้วย

หนักแน่นทรงพลัง

NAD-D3020-Rear-Black-on-Blackแม้การออกแบบของแอมป์คลาสส์-ดี ตัวนี้จะต่างกับต้นตำรับเมื่อยุค 70 อยู่อย่างมากแต่ในเรื่องจิตวิญญาณแห่งดนตรีและน้ำเสียงที่ได้ยินนั้น ก็ยังคงถ่ายทอดความคลาสสิคจากต้นแบบอยู่ได้ มันให้เสียงที่มีชีวิตชีวา สดชื่นกระฉับกระเฉง และมีความสามารถในการจับลำโพงอะไรก็ตามที่เอามาต่อด้วย จนน่าแปลกใจในขนาดที่เล็กกะทัดรัดของมัน โดยให้เสียงย่านเสียงกลางที่มีชีวิตชีวา เสียงทุ้มที่นุ่มนวล เสียงแหลมที่มีรายละเอียดพลิ้ว เคลียร์ และเวทีเสียงที่กว้างและลึกในการฟังแบบต่อจากช่องอะนาล็อก Aux ต่อจากเครื่อง Qobuz Sublime+ สตรีมเพลงของ David Byrne American Utopia ในแบบ 24/96 เสียงจาก D 3020 V2 แสดงให้เห็นถึงการสร้างเสียงเพลงที่น่าประทับใจกับเสียงร้องที่ทรงพลัง มีน้ำหนักและวางตำแหน่งแม่นยำสวยงามอยู่บนเวทีเสียงที่แผ่กว้างขวาง รองรับไปด้วยเครื่องดนตรีต่างๆที่วางกระจายไปทั่วอาณาบริเวณของลำโพง

“Everybody’s Coming to My House” ตามต่อมา ไลน์เบสส์แม้จะไม่ลึกสุดๆ แต่ก็กระชับและต่อเนื่องไปกับดนตรีได้เป็นอย่างดี ทำให้เสียงจาก D 3020 V2 นั้นมีสปีดที่ฉับไว รวดเร็ว กำลังขับ 30 วัตต์ อาจจะดูน้อยไป แต่ก็สามารถจับลำโพงได้หลากหลายมากกว่าที่คิดมาก ฟัง Tidal กันต่อจาก Oliver James เสียงจาก D 3020 V2 นั้นสามารถควบคุมดนตรีออกมาได้ดีเลิศ เสียงร้องเดี่ยวในตอนท้ายเพลงนั้นเหมือนถูกถ่วงสมอให้นิ่งสนิทอยู่ตรงกลางเวทีเสียง เป็นแทร็คที่ให้ความเป็นสาม-มิติได้อย่างดีเลิศจาก D 3020 V2
สิ่งที่น่าแปลกใจอย่างหนึ่งคือ เสียงจากอินพุทต่างๆนั้นไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะจากช่องดิจิทัล และอะนาล็อก จากการต่อเครื่องเล่นซีดี Quad Elite CD สองช่อง คืออะนาล็อกและ Toslink นั้นพบว่า เสียงจากสองช่องต่างกันโดยช่องอ็อพทิคัลจะออกมาสว่างสดใสมากกว่าทางช่อง Aux ที่ต่อแบบอะนาล็อก แต่ผลต่างก็ไม่ได้มากมายอะไรมากจนเป็นนัยะสำคัญหรือมาทำลายคุณภาพเสียงไป โดยส่วนตัวผมเองผมว่าผมชอบเสียงจากทางช่องอะนาล็อกมากกว่า nad_d_3020_v2_remote
สำหรับการฟังผ่านทางบลูทูธ AptX นั้นได้กลายเป็นช่องทางเดียวของการฟังไร้สายไปแล้ว เพราะ NAD ไม่รองรับการต่อแบบ AirPlay อีกต่อไป โดยเสียงของการต่อแบบบลูทูธนี้ ให้เสียงที่ใช้ได้ น่าประทับใจทีเดียว แต่หากฟังกันอย่างเอาจริงเอาจังจะพบว่าเสียงบลูทูธจะบางและคมไปบ้างพอสมควร ตรงนี้พบได้เมื่อฟังเปรียบเทียบแหล่งเดียวกันระหว่างการฟังแบบต่อสายและไร้สายข่าวดีอีกอย่างคือ D 3020 V2 เครื่องนี้ มีภาคโฟโนมาให้ด้วย เป็นภาคโฟโนแบบ MM ซึ่งเราได้ลองต่อกับเครื่องเล่นแผ่นเสียง RegaPlanar 3 กับหัวเข็ม Rega Elys 2 แล้วก็พบว่าเสียงจาก D 3020 V2 นั้นสามารถถ่ายทอดบุคลิกเสียงจากเทอร์นฯตัวนี้ได้เป็นอย่างดี

เสียงจากแผ่น Massive Attack “Mezzanuine” เต็มไปด้วยพลังและสิ่งดีๆที่แผ่นไวนีลควรจะให้ได้ ส่งผลให้สเตรีโอ อิเมจ ที่ออกมานั้น มีขนาดที่ใหญ่โตและไร้ซึ่งการบีบคั้น เป็นเสียงที่ฟังแล้วสนุกด้วย จาก PaulSimon’s “You Can Call me Al” จาก ”Graceland” เสียงเร็ว กระชับ ได้อารมณ์ ดึงความมีส่วนร่วมในการฟังเพลง ดึงให้ผมลุกขึ้นมาฟังอย่างจริงจังมากกว่าแค่จะปล่อยผ่านเป็นแค่แบ็คกราวน์ดมิวสิค ไปเสียงรบกวนต่ำมากในระดับที่น่าพอใจอย่างยิ่งสำหรับภาคโฟโนในตัวเครื่อง ในราคานี้ไม่มีฮัมอย่างสิ้นเชิง แต่การเร่งเสียงทางช่องนี้จะต้องเร่งมากกว่าทางช่องอื่นๆพอสมควร อันนี้เป็นเรื่องปกติ อย่างไรก็ตามโดยรวมแล้วผมมีความรู้สึกว่าภาคโฟโนของ D 3020 V2 นั้นอาจจะเหมาะกับนักเล่นนักฟังที่กำลังเริ่มต้นเล่นแผ่นเสียงมากกว่านักเล่นที่หวังจริงจังอย่างมากๆกับภาคโฟโนในตัวของเครื่องระดับราคานี้ ซึ่งใครที่จริงจังมากๆก็อาจจะต้องหาโฟโนแยกชิ้นที่มีราคาสูงกว่านี้มาเล่นนั่นเอง

nad_d_3020_v2_detail_2

สรุป
“เป็นก้าวแห่งความร่วมสมัยของอินติเกรตเตดแอมป์ NAD D 3020 V2 เป็นเครื่องที่สมควรแก่การพิจารณาอย่างแน่นอนในระดับราคานี้ มันเป็นเครื่องที่ออกแบบมาดี เสียงดี ให้เสียงที่ลื่นไหลนุ่มนวลฟังสบายในแบบที่นักเล่นเครื่องเสียงระดับเริ่มต้นจะต้องหลงรัก บางคนอาจจะคิดถึงช่องยูเอสบีที่หายไป แต่ก็ได้ชดเชยมาทางช่องอะนาล็อก และเสียงที่ได้รับการปรับปรุงขึ้นมาอีกระดับจนทำให้ D 3020 V2 กลายเป็นแอมป์ระดับเริ่มต้นที่คลาสสิคจริงๆ”

จาก Hi-Fi News/May 2018 โดย Paul Miller

แปลโดย คุณอธิวัฒน์ อัมพะเตมีย์

Acoustic Energy ลำโพงนี้มีที่มา…

เป็นเวลานานมาแล้ว ที่บ้านทวาทศิน ของเราไม่ได้มีสมาชิกใหม่เข้ามาร่วมอยู่ใต้ชายคา เพื่อเป็นทางเลือกแห่งเครื่องเสียงและลำโพงที่ให้แต่ความคุ้มค่า คุ้มราคา ซึ่งหลังจากที่ใช้เวลาในการคัดสรรสินค้าที่ต้องตอบโจทย์ สไตล์ของเรามาเป็นเวลานาน ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เราจะได้สมาชิกใหม่เข้ามาเป็นทางเลือกที่เหมาะสม สำหรับเสียงดนตรีชั้นดีในบ้านคุณ ซึ่งก็คือ Acoustic Energy นี่เอง

ae1a-header-main-page-image

สำหรับ Acoustic Energy นั้น นักเล่นที่ผ่านวงการเครื่องเสียงมาเป็นเวลาพอสมควรก็คงพอทราบกันว่า เป็นแบรนด์ลำโพงจากประเทศอังกฤษแท้ๆที่อยู่ในวงการมานานกว่า 30 ปี คือเริ่มตั้งแต่ปี 1987 โดยลำโพงรุ่นที่โด่งดังมากในตอนนั้นคือ รุ่น AE1 ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นลำโพงวางหิ้งที่ให้เสียงดีเยี่ยมติดอันดับต้นๆของโลกในตอนนั้นเลยก็ว่าได้

30-Years-Logo-Colour-e1484048046321หลักจากเวลาผ่านมากว่า 30 ปี AE นั้นมีลำโพงดังออกมาสู่ตลาดนับไม่ถ้วน แต่ละรุ่น แต่ละช่วง ล้วนแล้วแต่ได้รับความนิยม กวาดรางวัลมากมายโดยเฉพาะจากสื่อในอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็น What Hi-Fi? หรือ Hi-Fi Choice ในแง่ของการเป็นลำโพงที่ให้เสียงเป็นดนตรีน่าฟังยิ่ง

ลำโพง AE นั้น เป็นลำโพงที่ให้สไตล์ที่แฟนๆโคไน้ซ์ฯถามหากันมานาน กับลำโพงสไตล์เสียงแบบผู้ดีอังกฤษ มีความนุ่มนวล อิ่มเอิบ สุภาพ ฟังสบาย พร้อมๆกับเก่งฉกาจในการให้มิติ เวทีเสียงที่โดดเด่นเป็นสามมิติ อีกทั้งยังขับง่าย ไม่เลือกแอมป์ มีราคาที่เป็นมิตรต่อกระเป๋า และที่สำคัญคือ “แม็ทช์กับ NAD ได้เป็นอย่างดียิ่ง” เพราะสไตล์เสียงเกื้อกูลกันมากจริงๆ 

Acoustic Energy นั้น มีลำโพงที่หลากหลายระดับราคาหลายรุ่น หลายซีรีย์ โดยในระยะแรกนี้ ทางโคไน้ซ์ฯขอนำเข้าอนุกรม 100 Series เข้ามาเป็นกลุ่มแรกก่อน ซึ่งลำโพงในซีรีย์นี้รูปร่างหน้าตา คุณสมบัติเป็นอย่างไร ขอเชิญติดตามกันเลย…

AE100 Bookshelf

เป็นลำโพงรุ่นล่าสุดแบบตั้งบนขาตั้งหรือชั้นวาง ที่ออกแบบมาเพื่อบ่งบอกความเป็นตัวตนของ AE ได้ดีที่สุด เป้าหมายหลักคือ การออกแบบลำโพงขนาดเล็กที่สามารถเปิดได้ดัง และมีพลังเสียงอย่างน่าทึ่งที่สุดเมื่อเทียบกับขนาดตู้ โดยคุณจะต้องแปลกใจเมื่อได้ฟังเสียงเบสส์จากมิด/วูฟเฟอร์ ขนาด 4 นิ้ว ที่ออกแบบด้วยการใช้ช่วงชักที่ลึกมากเป็นพิเศษ (Ultra Long Throw) พร้อมทำงานร่วมกับช่องระบายเสียงเบสส์แบบ Slot ทรงสี่เหลี่ยม ที่ช่วยปลดปล่อยเสียงทุ้มได้ดียิ่งขึ้นจากขนาดของช่องที่เพิ่มขึ้น พร้อมๆกับสามารถที่จะลดปัญหาการเกิดการหมุนวนของลมในท่อเบสส์แบบทั่วๆไป ที่ทำให้เกิดเสียงลมจากท่อออกมารบกวนความเที่ยงตรงของเสียงทุ้ม 

ทวีทเตอร์ ซอฟท์โดม ขนาด 28 มิลลิเมตร Wide Dispersion Technology ให้การกระจายเสียงแหลมกว้างขวางเป็นอิสระอย่างน่าทึ่ง โดยทวีทเตอร์ตัวนี้นั้น ถูกติดตั้งแบบ “ฝัง” ลงไปบนแผงหน้า MDF หนา 18 มิลลิเมตร เพื่อความสวยงามและส่งผลในการกระจายเสียง ลดการรบกวนจากแผงหน้า โดยการออกแบบนี้ได้รับการถ่ายทอดมาโดยตรงจากรุ่น Top อย่าง Reference Series เลยทีเดียว

AE100 ออกมาให้เลือกในสีไม้วอลนัท ที่สวยงาม รูปร่างลบเหลี่ยมมุมโค้งมน ที่พร้อมจะเตะตาคุณในความมีสไตล์ และทำให้คุณหลงใหลมากยิ่งขึ้นเมื่อได้ยินเสียงจากลำโพงตัวเล็กๆที่น่าทึ่งรุ่นนี้ 

Brochure AE100สเป็ค…

  • วูฟเฟอร์ 4 นิ้ว กรวยกระดาษ
  • ทวีทเตอร์โดม 1 นิ้ว
  • ความถี่ 45 เฮิทซ์ – 35 กิโลเฮิทซ์ 
  • ความไว 87 ดีบี
  • ระดับเสียงสูงสุด 110 ดีบี
  • รับกำลังขับ 75 วัตต์
  • ความต้านทาน 4 โอห์ม
  • ระบบสองทาง
  • ผิวลายไม้วอลนัท
  • ขนาด 270 x 160 x 240 (HxWxD)

AE109 Tower

ถ้าเป็นนักเล่นที่เล่นเครื่องเสียงมาสัก 20 ปี ก็อาจจะพอจำได้ว่า ชื่อ AE109 นี้เคยเป็นลำโพงตั้งพื้นที่โด่งดังมากๆ อยู่ช่วงหนึ่งของวงการลำโพงอังกฤษ ซึ่งสำหรับ AE109 ที่นำมาแนะนำครั้งนี้ แม้จะใช้ชื่อรุ่นเดิม แต่ก็ต้องถือว่าเป็นลำโพงตั้งพื้นรุ่นใหม่ล่าสุด ที่ออกแบบใหม่หมดจดจาก Acoustic Energy เพื่อให้เสียงที่เติมเต็มห้องขนาดใหญ่ได้  ในขณะที่มีขนาดที่เพรียวบางอย่างน่าทึ่ง เช่นเดียวกับรุ่นพี่ที่ใช้ชื่อเดียวกันที่ออกมาเมื่อ 20 ปีก่อนนี้ และได้รับคำชมเป็นอย่างสูงยิ่ง

โดยคราวนี้เป็นลำโพงตั้งพื้นที่ใช้ไดรเวอร์ขนาด 4 นิ้ว Ultra High Force Motor System แบบช่วงชักสูงยิ่ง มาทำงานร่วมกัน 2 ตัว/ตู้ เพิ่มประสิทธิภาพทั้งเสียงทุ้ม ไดนามิค และพลังเสียงให้หนักแน่นเต็มพิกัด โดยทำงานในแบบ 2.5 ทาง วูฟเฟอร์ตัวบนรับความถี่เสียงทุ้มต้น ไปจนถึงกลางต่ำ ในขณะที่ตัวล่างทำหน้าที่เสียงทุ้มต้นลงมาถึงทุ้มลึก ซึ่งวิธีการออกแบบเช่นนี้ ทำให้วูฟเฟอร์แต่ละตัวทำงานอย่างคล่องตัวในย่านความถี่เฉพาะ ทำให้สามารถตอบสนองความถี่ได้ราบเรียบมากยิ่งขึ้น โดยวูฟเฟอร์ทั้งสองนี้ทำงานร่วมกับทวีทเตอร์ซอฟท์โดมขนาด 28 มิลลิเมตร และครอสส์โอเวอร์ เน็ทเวิร์ค ที่ออกแบบมาอย่างโดดเด่น เพื่อให้ไดรเวอร์ทั้งหมดผสมผสานกันอย่างลงตัว ได้ผลลัพธ์คือ ความสามารถในการส่งคลื่นความถี่มาถึงหูผู้ฟังที่เท่าเที่ยมกันในทุกย่านอย่างเหมาะสม (Time Alignment) และเพิ่มขีดความสามารถในการรับกำลังขับได้อย่างเต็มที่ จนสามารถตอบสนองต่อการใช้งานทั้งดูหนังและฟังเพลงอย่างลงตัว 

Brochure AE109

สเป็ค…

  • วูฟเฟอร์ 4 นิ้ว กรวยกระดาษ x 2 ต่อข้าง
  • ทวีทเตอร์โดม 1 นิ้ว
  • ความถี่ 40 เฮิทซ์ – 35 กิโลเฮิทซ์ 
  • ความไว 89 ดีบี
  • ระดับเสียงสูงสุด 113 ดีบี
  • รับกำลังขับ 150 วัตต์
  • จุดตัดครอสโอเวอร์ 2.3 กิโลเฮิทซ์
  • ความต้านทาน 4 โอห์ม
  • ระบบ 2.5 ทาง
  • ผิวลายไม้วอลนัท
  • ขนาด 800 x 160 x 240 (HxWxD)

AE107 Center

ลำโพงเซ็นเตอร์ที่ออกแบบมาเพื่อให้เข้าชุดกับลำโพงอื่นๆใน AE100 Series โดยเฉพาะโดยใช้วูฟเฟอร์และทวีทเตอร์แบบเดียวกันกับรุ่น AE109 วางเรียงกันในแบบลำโพงเซ็นเตอร์มาตรฐานเพื่อการกระจายเสียงพูด เสียงกลางที่กว้างขวาง ตรงจอและสมจริงพอๆกับเสียงเบสส์ที่หนักแน่นเกินตัวเป็นอย่างยิ่ง

Brochure AE107

สเป็ค…

  • วูฟเฟอร์ 4 นิ้ว กรวยกระดาษ x 2 ต่อข้าง
  • ทวีทเตอร์โดม 1 นิ้ว
  • ความถี่ 45 เฮิทซ์ – 35 กิโลเฮิทซ์ 
  • ความไว 90 ดีบี
  • ระดับเสียงสูงสุด 113 ดีบี
  • รับกำลังขับ 150 วัตต์
  • จุดตัดครอสโอเวอร์ 2 กิโลเฮิทซ์
  • ความต้านทาน 4 โอห์ม
  • ผิวลายไม้วอลนัท
  • ขนาด 165 x 420 x 240 (HxWxD) 

และนั่นก็เป็น 3 รุ่นแรกของ Acustic Energy ที่ทางโคไน้ซ์ฯได้นำเข้ามาให้ท่านได้ลองเล่น ลองฟัง ลองจับคู่จับชุดกันดู เพราะเป็นเวลานานมาแล้วที่แฟนานุแฟนของเราฝากมาว่า อยากเล่น อยากฟังลำโพงที่ให้เสียงสไตล์อังกฤษ นุ่มๆ หวานๆกันบ้าง คราวนี้ก็ได้โอกาสที่ดีแล้ว ลองสละเวลาของท่านมาทดลองฟังที่สาขาของโคไน้ซ์ฯใกล้บ้านท่านกันได้เลย

www.conice.co.th
LINE ID: @conice
โทร: 02-276-9644