Bluesound PULSE Soundbar จาก Secrets of Home Theatre and High Fidelity

แล้ว Bluesound PULSE SOUNDBAR ก็ได้เข้ามาเติมเต็มระบบลำโพงแบบไร้สายในรูปแบบของซาวนด์บาร์สำหรับการใช้งานกับโทรทัศน์ ซึ่งทำให้ชื่อของ Bluesound ครอบคลุมความหมายถึงการเป็นระบบลำโพงแบบไร้สายได้อย่างครบถ้วน และสมบูรณ์ในทุกรูปแบบการใช้งาน 

Bluesound PULSE SOUNDBAR ที่ประกอบไปด้วยชุดลำโพงซาวนด์บาร์กับซัพวูฟเฟอร์ นับเป็นอีกหนึ่งความยอดเยี่ยมสำหรับการเข้าถึงระบบลำโพงแบบไร้สายอย่างแท้จริง

1

จุดเด่น Bluesound PULSE SOUNDBAR & SUB 

  • ชุดลำโพงระบบไร้สายที่มาพร้อมแอพพลิเคชั่นซึ่งครอบคลุมการทำงานได้อย่างหลากหลายจากจุดเดียว
  • มีโครงสร้างภาพลักษณ์ที่ถูกออกแบบมาให้ประกอบเข้ากับทีวีได้อย่างสวยงาม
  • งานฝีมือเปี่ยมไปด้วยคุณภาพและมีความแข็งแรงมั่นคงสูง
  • รองรับการเชื่อมต่อได้อย่างหลากหลาย
  • ให้น้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ ทั้งหนักแน่น ชัดเจน และนุ่มนวลน่าฟัง
  • รองรับการทำงานกับไฟล์คุณภาพสูงอย่าง MQA

เกริ่นนำ

2

ปัจจุบันความต้องการของผู้คนในการที่จะเข้าถึงเสียงดนตรีได้อย่างสะดวก ง่ายดาย มีเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเวลาไหน ฯ ห้องใด ไม่ว่าจะภายใน หรือภายนอกชายคาบ้าน ไม่ว่าจะจากแหล่งกำเนิดเสียงใดก็ตาม ทั้งจากเครื่องเล่น CD เครื่องเล่นเพลงแบบพกพา หรือแม้กระทั่งคลังเพลงที่เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ ทุกวันนี้ไม่ว่าใครก็ตามต่างก็ต้องการเข้าถึงบรรดาเพลงเหล่านั้นได้อย่างง่ายๆแบบเพียงปลายนิ้วสัมผัสเท่านั้น ทุกวันนี้เราสามารถสัมผัสเพลงได้มากกว่ามากเพียงแค่ปลายนิ้ว ซึ่งต้องขอบคุณสมาร์ทโฟน ตลอดจนอุปกรณ์ดิจิตัลต่างๆ ในการจัดเก็บเพลงจำนวนมากเหล่านั้น มันมีหลากหลายวิธีที่จะเล่นเพลงจากสื่อดิจิตัลกับชุดโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ อาทิ ผ่านทาง Airplay, DLNA, Bluetooth รวมทั้งอีกหลากหลายช่องทางจากการเชื่อมต่อสื่อดิจิตัลเหล่านั้นเข้ากับรีซีฟเวอร์ แอมปลิไฟเออร์ ตลอดจนลำโพงทั้งผ่านทางสายและระบบเครือข่ายแบบไร้สาย 

ลำโพงระบบไร้สายของ Bluesound นั้น ล้วนแล้วแต่ทำงานผ่านแอพลิเคชั่น BluOS โดยที่มิพักต้องพึ่งพาอาศัยอุปกรณ์ควบคุมการทำงานอื่นใดอีกทั้งสิ้น ใช้เฉพาะแอพฯนี้ผ่านทางระบบปฏิบัติการได้ทั้ง iOS และ Android (ที่ใช้ได้ทั้งกับของ Google และ Amazon) หรือจะใช้ผ่าน Window และ OS/X จากคอมพิวเตอร์ก็ได้ 

การออกแบบ

3

ในการลองเล่นครั้งนี้ ผมได้ลองครบทั้งซิสเต็มอันประกอบด้วยซาวน์ดบาร์ Bluesound PULSE SOUNDBAR และ SUB

ซึ่งชุดลำโพงได้แยกส่งกันมาโดยที่ผมได้รับตัวซาวน์ดบาร์ก่อน ทำให้มีโอกาสได้สัมผัสประสิทธิภาพเฉพาะตัวของมันได้อย่างเต็มที่ เป็นซาวน์ดบาร์ที่ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี แฝงความมั่นคงแข็งแรงเอาไว้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะกับตะแกรงแผงหน้าซึ่งเป็นโลหะสีเทาดำที่แม้จะทำให้หน้าตาแลดูเรียบง่าย แต่มันก็เหมาะกับบรรยากาศห้องโดยทั่วๆไป รวมทั้งกับทีวีพวกจอแบน แผ่นบาง ที่ไม่ว่าจะวางตั้งหรือแขวนเข้าฝนัง ก็ล้วนเข้ากันเป็นอย่างดีกับซาวน์ดบาร์ชิ้นนี้

4

ภายในโครงสร้างที่ขึ้นรูปด้วยโลหะนั้น ประกอบไปด้วยชุดตัวขับเสียงทั้งหมด 6 ตัว โดยมีทวีทเตอร์ มิดเรนจ์ และวูฟเฟอร์ อย่างละ 2 ตัว พร้อมผนวกภาคขยายเสียงในตัวโดยทั้งหมดกอปรกันขึ้นมานั้นแม้จะแลดูเข้มขรึม แต่ก็ให้ความรู้สึกวางใจได้ในความเสถียรของระบบ Acoustic ในขณะที่ตัวซัพ-วูฟเฟอร์เองก็ถูกออกแบบมาให้เข้ากับตัวซาวน์ดบาร์ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีความบางอย่างน่าทึ่ง ด้วยความลึกของโครงสร้างตู้เพียง 4.8 นิ้ว เท่านั้นเอง มันจึงสามารถนำไปตั้งวางหรือซ่อนเก็บเอาไว้ได้อย่างสะดวก และง่ายดาย หรือหากจะนำไปแขวนเข้าผนังก็ทำให้แลลงตัวกันได้เป็นอย่างดีทั้งกับทีวีและตัวซาวนด์บาร์เอง

การเซ็ท-อัพ

5

การเริ่มต้นใช้งานชุดลำโพงระบบไร้สายของ Bluesound ออกจะเป็นเรื่องที่สะดวกและง่ายดายมาก เพียงมีระบบเครือข่ายไร้สาย (Wi-Fi Network) แล้วนำอุปกรณ์ทั้งหมดเข้ามาอยู่ในวง (เครือข่าย)เดียวกัน แล้วเริ่มด้วยการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นมาติดตั้งไว้ในอุปกรณ์ดิจิตัล อาทิ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือแม้กระทั่งเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ก็ได้ แล้วจัดการใช้อุปกรณ์จัดเก็บแอพพลิเคชั่นทำความรู้จักกับชุดลำโพงด้วยการ Paring ง่ายๆ จากนั้นก็เข้าไปในแอพฯแล้วเลือกเอาว่าคุณจะเข้าถึงเสียงเพลงที่จัดเก็บเอาไว้ในแหล่งใด เมื่อใดที่ต้องการแล้ว ก็สามารถเริ่มเล่นเพลงเหล่านั้นได้ในทันที โดยการผนวกรวมให้อุปกรณ์ต่างๆทำงานร่วมกันในระบบนั้น ต้องกระทำทั้งการนำตัวซาวน์ดบาร์ และซัพ-วูฟเฟอร์เข้ามาไว้ในแอพฯทั้งคู่ แล้วเลือกคำสั่งให้ทำงานร่วมกันในการใช้งาน ผมมีปัญหาเล็กน้อยในการเข้าถึงแหล่งที่เก็บเพลงซึ่งเป็น 10TB NAS ที่อยู่ในเครือข่ายของผมกับแอพ BluOS แต่หลังจากติดต่อกับผู้ให้บริการ (ISP: Internet Service Provider) ก็พบว่าสามารถแก้ปัญหาได้ง่ายมาก ด้วยการเพิ่มชื่อในเครือข่ายเข้าไป จากนั้นทุกอย่างก็สามารถเข้าถึงกันได้อย่างสะดวก รวมทั้งในเวลาที่มเพิ่มอัลบัมเพลงใหม่ๆ เข้าไปในอุปกรณ์จัดเก็บ (NAS) มันก็แสดงให้เห็นในแอพฯ BluOS ทันที 

6

ผมมีปัญหาเล็กน้อยในการเอาสัญญาณเสียงจากทีวีมาต่อเข้าซาวนด์บาร์ เนื่องเพราะทีวีของผมไม่มีช่องต่อสัญญาณเสียงขาออกแบบ RCA จึงได้ใช้ดิจิตัล ออดิโอ เอาท์ แบบออพติคัล ซึ่งก็สะดวกดี เพราะที่ซาวนด์บาร์มีช่องอินพุทสัญญาณเสียงให้ทั้ง Analog RCA และ Optical In ซอฟท์แวร์ BluOS นั้นมาพร้อมความสามารถให้คุณปรับแต่งเสียงในโหมดต่างๆได้อย่างสะดวก ไม่ว่าจะเป็น Lip-sync Delay, Wide Mode, Deep Bass Mode, Treble/Bass รวมทั้งการปรับแต่งบรรยากาศเสียงพูด การปรับแต่งเฉพาะในส่วนของซัพ-วูฟเฟอร์ 

การใช้งาน

เพื่อนร่วมงานของผม Jay Haider ซึ่งเคยมีประสบการณ์กับแอพ BluOS มาก่อน จากที่เคยนำมาใช้กับ Bluesound Gen-2 Wireless Multiroom Music System บอกว่ามันให้รายละเอียดดีมาก และดูหน้าตาจะไม่มีอะไรเปลี่ยนไปมากนัก โดยกับแอพพลิเคชั่นที่ปรับปรุงใหม่หลังจากที่เขาเคยลองใช้งานนั้น มันได้เพิ่มการรองรับการทำงานร่วมกับไฟล์คุณภาพสูงอย่าง MQA ด้วย

แรก, ที่ผมเริ่มลองเล่น PULSE SOUNDBAR กับไฟล์เพลงที่เก็บไว้ใน NAS ซึ่งมีผสมปนเปกันไปทั้งไฟล์ MP3, FLAC รวมทั้งบางตัวอย่างใหม่ๆของ MQA ด้วยนั้น บางแทร็คที่ผมใช้เป็นมาตรฐานในการทดสอบอุปกรณ์เครื่องเสียงก็มีอย่าง Sultans of Swing ของ Dire Straits จาก Mercury Records หรืออย่างอัลบัมชุด Telarc’s Copland: The Music of America รวมทั้งอัลบัมของ Norah Jones ชุด Come Away with me จาก Blue Note Records ซึ่งผมสามารถใช้เวลาไม่นานนักกับแทร็คแรกๆ จากอัลบัมเหล่านี้ ในการที่จะบอกความชอบหรือไม่ในอุปกรณ์ที่ผมกำลังทดสอบได้เป็นอย่างดี 

เพราะจากประสบการณ์และการคุ้นชินจากที่ได้ฟังมาบ่อยๆ มันช่วยให้ผมบอกได้ว่าอุปกรณ์นั้นๆ มีอะไรเป็นพิเศษให้น่าสนใจหรือไม่ และนั้นก็เป็นสิ่งที่ผมนำมาใช้ในการฟังกับ PULSE SOUNDBAR เช่นกัน ผมฟังหลายๆเพลงจากอัลบัมเหล่านั้น ฟังด้วยความกระตือรือร้นแบบฟังแทร็คนี้แล้ว ใคร่ฟังแทร็คต่อไปอีก ว่ามันจะให้น้ำเสียงออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งนั้นเป็นอาการที่บ่งบอกได้ถึงความประทับใจในลำโพงนี้โดยแท้นั่นเอง อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่าแรกทีเดียวเลยที่ได้ยินเสียงอันมีลักษณะที่น่าสนใจนั้น ผมไม่ค่อยจะแน่ใจนักว่ามันใช่เสียงที่ผมชอบหรือไม่ เพราะมันออกจะแตกต่างในรายละเอียด แต่เป็นน้ำเสียงที่อบอุ่น นุ่มนวล อิ่มเต็ม ขณะเดียวกันก็มีความกลมกลืนที่กลมกล่อมอย่างน่าฟัง โดยปกติแล้วผมมักจะชอบน้ำเสียงที่สดใส เจิดจ้า

จากการฟังชุดเครื่องเสียง ผมชอบที่จะสัมผัสได้ถึงรายละเอียดต่างๆของเสียงในย่านความถี่สูง รับรู้ได้ถึงอาการของปลายนิ้วที่สัมผัสผ่านสายกีตาร์แต่ละเส้น รวมทั้งฮาร์โมนิคของเสียงอันแผ่วเบาของกลองทิมปะนี รวมทั้งการขยับของริมฝีปากนักร้องขณะที่ลมหายใจลอดผ่าน ซึ่งขณะที่ฟังใหม่ๆนั้น ผมไม่คิดว่าจะสัมผัสได้ถึงรายละเอียดเหล่านั้นจากซาวนด์บาร์ชิ้นนี้ ซึ่งนั่นเป็นความคิดที่ผิด เพราะในความเป็นจริงแล้วผมได้ยินรายละเอียดเหล่านั้น เพียงแต่โดยรวมแล้วมันไม่ได้โดดเด่น ชัดเจน เท่าท่เคยรับรู้มาเท่านั้น และนั่นเองที่เป็นสิ่งดึงดูดให้ผมต้องลองฟังกับเพลงต่างๆมากยิ่งขึ้น เพื่อจะได้เข้าถึงลำโพงตัวนี้มากขึ้นด้วยนั่นเอง และเพื่อให้มั่นใจว่าซาวนด์บาร์ตัวนี้จะสามารถพัฒนาน้ำเสียงให้ผมรับรู้ได้มากขึ้นไปอีก ผมจึงให้เวลากับมันด้วยการ Burn-In เพื่อให้การทำงานของมันอยู่ตัวและคงที่เสียก่อนซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นน้ำเสียงที่มันให้ออกมาจะเป็นความชื่นชอบใหม่ของผมก็เป็นได้ 

Marianne Thorson “Mozart”  

13Bluesound System เป็นชุดแรกที่ผมนำมาใช้ลองเล่นกับไฟล์ฟอร์แมทล่าสุดอย่าง MQA จาก Merridian ซึ่งผมไม่ต้องการที่จะพูดถึงมันในฐานะของฟอร์แม็ทเสียง แต่ผมใคร่พูดถึงความประทับใจจากบางตัวอย่างของเพลงที่เป็นแบบรายละเอียดสูง ที่ผมได้ดาวน์โหลดเพลงนั้นๆมาทั้งในรูปแบบของไฟล์ MQA และ PCM 

ซิสเต็มของ Bluesound ได้เล่นไฟล์เพลงทุกรูปแบบที่ผมป้อนเข้าไป ทั้ง FLAC, PCM รวมทั้ง MQA กล่าวโดยปกติแล้วผมชอบฟังเพลงจากลำโพงที่ให้น้ำเสียงที่มีความคมชัดสูงอย่าง Energy ซึ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกันโดยใช้ไฟล์ความละเอียดสูงแบบ PCM ด้วยการฟังงานคอนแชร์โตของโมสาร์ทนั้น ซึ่งต่อมาผมได้ให้ซิสเต็มของ Bluesound เล่นงานดนตรีชิ้นเดียวกันนั้นในรูปแบบของไฟล์ MQA ด้วย

“ผมพบว่าตัวเองชอบน้ำเสียงจากการฟังครั้งหลังมากกว่า ทั้งด้วยเสียงของย่านความถี่สูงที่กระจ่างชัด สดใส มากกว่า ในขณะที่เสียงกลางก็อิ่มเต็มและให้ความกลมกลืนออกมาได้อย่างกลมกล่อม น่าฟัง ซึ่งนี้เป็นเพียงตัวอย่างเดียวของงานดนตรีที่ได้นำมาเปรียบเทียบกัน มันแสดงให้เห็นว่าซิสเต็มของ Bluesound สามารถรองรับการทำงานร่วมกับ MQA ได้อย่างยอดเยี่ยม รวมทั้งยังเล่นไฟล์สกุลอื่นๆได้เป็นอย่างดีอีกด้วย”

ชุดลำโพงที่ผมนำเปรียบเทียบด้วยชุดขนาดเล็กแบบ Sat/Sub System ของ Energy ซึ่งในการทำงานร่วมกันนั้นมันยอดเยี่ยมทีเดียว ในขณะที่การทำงานด้วยซาวนด์บาร์แบบเดี่ยวๆของ Bluesound PULSE SOUNDBAR นั้น ย่านความถี่ต่ำตอนล่างๆ มันสามารถลงไปได้ลึกอย่างน่าทึ่งมาก มากกระทั่งผมรู้สึกว่าสำหรับการฟังเพลงเพียงอย่างเดียวแล้ว ผมไม่ได้ต้องการซัพ-วูฟเฟอร์ เข้ามาเพิ่มแต่อย่างใด แต่เมื่อได้ลองเสริมเข้ามา ย่านความถี่ต่ำๆนั้นมันยอดเยี่ยมน่าฟังยิ่งขึ้นไปอีก สำหรับการใช้งานเพื่อดูภาพยนตร์จากทีวี โดยเปรียบเทียบกับลำโพงปกติที่ใช้อยู่ พบว่าจากการติดตั้งลำโพงแซ็ทเทิลไลท์ที่ใช้งานอยู่ มันสามารถให้เวทีเสียงออกมาได้กว้างกว่าเสียงจากตัวซาวนด์บาร์ แต่เมื่อเทียบคุณภาพเสียงโดยรวมจากการใช้วีดิโอ ซอร์ซแล้ว พบว่าลำโพงซาวนด์บาร์สามารถให้เสียงที่กว้างกว่าเดิมอีกพอประมาณ อย่างไรก็ตามโหมดใช้งานนี้มันก็ไม่สามารถนำไปเทียบกับเสียงจากชุดลำโพงที่ให้บรรยากาศรายรอบซึ่งตั้งอยู่ทั่วห้องได้

14

ซึ่งก็นั่นล่ะนะ ใครที่เลือกลำโพงซาวนด์บาร์มาใช้งาน เขาย่อมไม่ชอบที่จะมีลำโพงตั้งวางเกะกะรอบๆห้องอยู่แล้ว และนั่นมันก็ไม่ยุติธรรมนักที่จะนำมาเปรียบเทียบกัน อย่างไรก็ตาม กับห้องขนาดย่อมๆ ที่ปราศจากการติดตั้ง ลำโพงเซอร์ราวน์ดแล้ว Wide Mode ในซาวนด์บาร์ก็ให้บรรยากาศเสียงจากการดูหนังออกมาได้ครอบคลุมอย่างเกินพอแล้ว

The Dark Night Blu-Ray 

กล่าวเฉพาะตัวซาวน์ดบาร์แล้ว แน่นอนว่า Bluesound PULSE SOUNDBAR ย่อมไม่เหมาะกับการใช้ดูหนังที่เน้นย่านความถี่ต่ำมากๆ ที่มีแชนแนล LFE: Low Frequency Effect โดยเฉพาะ แต่สำหรับการใช้ดูภาพยนตร์ทางทีวีแล้ว มันกลับสามารถให้คุณภาพเสียงโดยรวมออกมาได้อย่างน่าฟังเกินพอ ทั้งด้วยความนุ่มนวล เป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะกับเสียงพูด สนทนา ที่มีความกระจ่างใสและมีความเป็นธรรมชาติสูงมาก ซึ่งเมื่อเพิ่มตัวซัพ-วูฟเฟอร์เข้าไปในซิสเต็ม สิ่งที่ขาดหายไปจากการดูหนังที่กล่าวข้างต้นจะหมดไปทันที (แต่สำหรับผมแล้วมันหาใช่ความจำเป็นที่จะต้องการเสียงย่านความถี่ต่ำๆขนาดนั้น ในการฟังเพลงแต่อย่างใด) ภาพลักษณ์ของ PULSE SUB นั้นดูได้รับการออกแบบมาอย่างยอดเยี่ยมมาก แต่ด้วยข้อจำกัดในเรื่องของตู้ที่ค่อนข้างเล็ก เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับซัพ-วูฟเฟอร์ของ Energy ที่ผมใช้อยู่ตามปกติแล้ว จะเห็นความแตกต่างกันบ้าง

15ยกตัวอย่างจากหนังเรื่อง The Dark Night แผ่นบลู-เรย์ ฉากระเบิดในโรงพยาบาลที่มีเสียงย่านความถี่ต่ำมากๆนั้น ซัพ-วูฟเฟอร์ของ Energy จะให้เสียงออกมาได้อึกทึกกึกก้องกว่า แต่เมื่อพิจารณาดูกายภาพของซัพ-วูฟเฟอร์ทั้ง 2 ตัวแล้ว มันช่างมีความแตกต่างกันมาก เพราะในขณะที่ Energy ใช้วูฟเฟอร์ขนาด 8 นิ้ว และทำงานในระบบตู้ปิดที่มี Port หรือท่ออากาศเสริมคลื่นย่านความถี่ต่ำนั้น PULSE SUB ใช้เพียงตัวขับเสียงขนาด 6.5 นิ้ว และทำงานในระบบตู้ปิด และทั้งคู่ต่างผนวกแอมป์ขนาด 100 วัตต์ เท่ากัน

ซัพวูฟเฟอร์ดูจะทำงานได้ดีกว่าในย่านความถี่ต่ำๆ เมื่อใช้ดูหนังจำพวกแอคชั่น ในขณะที่ซิสเต็มของ Bluesound ให้เสียงช่วงความถี่ต่ำตอนบนออกมาได้ดี ส่วนแซ็ท/สับ ซิสเต็ม ที่ปกติผมใช้อยู่นั้นมักจะมีช่วงว่างเล็กน้อยในออคเทฟว์ที่ 3 (ยกตัวอย่างประมาณในช่วง 80-160 Hz) โดยจะมีความไม่ราบเรียบอยู่บ้างจากช่วงเบสส์ตอนล่าง (20-80Hz) ไปยังเบสส์ตอนบน (80-200Hz) ในขณะที่ซิสเต็มของ Bluesound จะให้เสียงพูดที่ชัดเจนโดยเฉพาะกับเสียงผู้ชายมีความโดดเด่นมาก ส่วนชุดแซ็ท/สับของ Energy นั้น เสียงพูดชายจะขาดความลึกไป ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกันแล้วพบว่าชุดของ Energy จะอ่อนด้อยในย่านความถี่กลางตอนบน และช่วงความถี่ต่ำของเสียงพูด โดยเสียงพูด สนทนา โดยเฉพาะเสียงของผู้ชายนั้น ซิสเต็มของ Bluesound ให้ออกมาได้อย่างสมจริง และมีความเป็นธรรมชาติมากกว่า 

16

อย่างไรก็ตาม, โดยตัวมันเองของ PULSE SOUNDBAR นั้น ก็สามารถให้เสียงในย่านความถี่ต่ำที่ทอดขยายออกไปได้อย่างน่าพอใจซึ่งผมคิดว่าสำหรับการใช้งานเชิงคุณภาพทั่วไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มกับตัว PULSE SUB ด้วยซ้ำ แต่หากคุณคิดว่าต้องการ หรือรู้สึกอยากได้เบสส์ที่มากกว่านั้น ผมมีความเห็นว่าน่าจะพิจารณาตัวอื่นที่มีไดร์เวอร์ใหญ่กว่านี้หรืออีกวิธีที่เป็นคำแนะนำจาก Paul Barton ผู้ออกแบบลำโพงชุดนี้ก็คือใช้ PULSE SUB สองตัวซะเลย ซึ่งนั่นนอกจากมันจะช่วยให้การตอบสนองในย่านความถี่ต่ำๆ ที่ดีขึ้นแล้ว มันยังเพิ่มระดับความดังเสียงขึ้นไปอีกถึง 6 dB อีกด้วย  อย่างไรก็ตาม ซัพ-วูฟเฟอร์เพียงตัวเดียวก็ทำงานร่วมกับซาวดน์บาร์ได้อย่างลงตัวดีอยู่แล้ว ซึ่งหากขนาดห้องของคุณค่อนข้างเล็ก เก็บซ่อนมันได้ง่าย และต้องการซัพ-วูฟเฟอร์ระบบไร้สาย มันก็คือตัวเลือกในอุดมคติที่ทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี 

มีความน่าตื่นเต้นเล็กๆอยู่สักหน่อย ตรงที่ผมพบว่า PULSE SOUNDBAR มันสามารถทำงานแบบไร้สายร่วมกับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะในบ้านได้ ด้วยการเชื่อต่อผ่าน Bluetooth AptX ทำให้นอกจากเราสามารถเล่นเพลงที่เก็บไว้ในโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธได้แล้ว เรายังสามารถดูวีดิโอจาก Youtube แล้วฟังเสียงที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพจากซาวนด์บาร์ได้ แทนที่จะฟังเสียงจากลำโพงชุดคอมพ์เหมือนเคย

สรุป…

Bluesound PULSE SOUNDBAR มันช่างยอดเยี่ยมมาก เป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับ Hi-End ที่ร่วมสมัย ซึ่งได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดี มันให้การตอบสนองต่อสัญญาณเสียงดนตรีได้อย่างอบอุ่น น่าฟัง เปี่ยมไปด้วยอรรถรสตามธรรมชาติของเสียงดนตรี ที่เที่ยงตรงตามต้นฉบับแบบที่ออดิโอไฟล์ต้องการอย่างแท้จริง ผมชอบที่มันให้เสียงในย่านความถี่สูง ออกมาได้อย่างนุ่มนวล น่าฟัง ขณะที่เสียงกลางนั้นอิ่มเอิบ และให้การทำงานร่วมกับ Bluesound PULSE SUB ได้อย่างยอดเยี่ยมลงตัว ด้วยการให้เสียงที่ออกมาได้อย่างลึกล้ำน่าประทับใจยิ่ง 

17

หากห้องที่นำไปใช้มีขนาดใหญ่สักหน่อย การใช้ PULSE SUB สองตัว ก็เป็นเรื่องที่เหมาะสม เพราะมันไม่ได้ยุ่งยากในการที่จะวางตั้งแต่อย่างใด ขนาดที่เล็กกระทัดรัดของมันช่วยให้เก็บซ่อนได้ง่ายๆ เพราะทั้งซิสเต็มคือซาวนด์บาร์และซัพวูฟเฟอร์นั้นต่างถูกออกแบบมาให้เข้าคู่กันได้อย่างเหมาะสมอยู่แล้ว และเหมาะอย่างยิ่งในการที่จะใช้งานมันร่วมกับอุปกรณ์พกพา อย่างเครื่องเล่นเพลง หรือสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต รวมทั้งกับชุดคอมพิวเตอร์อีกทั้งการควบคุมการทำงานผ่านแอพลิเคชั่น BluOS ก็ทำได้อย่างสะดวกในทุกๆความต้องการใช้งานฟังค์ชั่นต่างๆ เมื่อเทียบกับราคาค่าตัวทั้งระบบแล้ว นับว่ามันเป็นชุดที่ให้ความคุ้มค่าสูงมาก ด้วยการเอื้อให้ใช้งานต่างๆได้อย่างมากมาย ในขณะที่ PULSE SOUNDBAR ด้วยตัวมันเองเดี่ยวๆก็ให้ความยอดเยี่ยมอย่างน่าประทับใจยิ่ง ทั้งด้วยประสิทธิภาพการทำงาน และคุณภาพเสียงที่แม้แต่ออดิโอไฟล์ก็มิอาจปฏิเสธ

หากคุณกำลังมองกาลำโพงระบบไร้สายระดับ Hi-ENd แล้วล่ะก็ ชื่อ Bluesound คือแบรนด์ที่ให้ความคุ้มค่าต่อการฟังอย่างยิ่ง 

ชอบ

  • แอพฯ BluOS สามารถใช้กับอุปกรณ์พกพาและชุดคอมพิวเตอร์ได้เป็นส่วนใหญ่
  • งานฝีมือที่มีความนอดเยี่ยมอย่างยิ่ง
  • ซาวนด์บาร์ด้วยตัวมันเองสามารถให้คุณภาพเสียงออกมาได้อย่างน่าฟัง ทั้งในแง่ของความอบอุ่น นุ่มนวล อิ่มเต็ม ตลอดจนเบสส์ที่ทอดขยายลงไปได้ต่ำอย่างน่าประทับใจ

สิ่งที่ใครเห็น

  • เอาท์พุทที่มากกว่านี้ในตัวซัพวูฟเฟอร์ 
  • รายละเอียดด้านความเป็น Hi-Emd ที่มากขึ้น
  • สาย Optical Toss link สำหรับใช้เชื่อมต่อกับทีวี 

อ่านรีวิวเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษได้ที่นี่! 

 

 

 

 

 

 

Advertisements

NAd C368 กับบทความที่จะเปลี่ยนความเชื่อเรื่องแอมป์ Class-D ไปตลอดกาล

NAD C368 : Hybrid Digital DAC Amplifiers

จาก avforums.com / February 2017

โดย Ed Selley แปลโดยคุณอธิวัฒน์ อัมพะเตมีย์

NAD C368BEE คือแอมป์ตัวล่าสุดจาก NAD ที่มาจากผู้ผลิตที่มีความโดดเด่นในตลาดเครื่องเสียงมาอย่างยาวนานตั้งแต่ยุค 70 ที่ NAD นั้นโด่งดังกับแอมป์ 3020 ที่ต่อมากลายเป็นต้นแบบหลักในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เน้นในเรื่องของกำลังขับและกำลังสำรองที่สูงเป็นพิเศษ ในราคาขายที่มีความคุ้มค่าเป็นหลัก

C368 นั้นก็เช่นกัน แม้เวลาจะผ่านไป 40 ปี และมีความเปลี่ยนแปลงอยู่บ้าง แต่พื้นฐานแล้วนี้คืออินติเกรตเตด แอมป์ แบบเดียวกับ 3020 มีความเหมือนกันอยู่สองอย่างคือ เล่นกับลำโพงที่หลากหลาย และต่อเครื่องเล่นแผ่นเสียงได้แล้วนั้น ที่เหลือคือความใหม่ที่ก้าวล้ำสมกับการใช้เวลา 40 ปีในการพัฒนา และกับการเปลี่ยนแปลงที่มากมาย ก็ต้องมีคำถามว่าแล้วมันจะยังคงความเป็น Master ได้เทียบเท่ากับรุ่นเก่าที่โด่งดังหรือไม่ หรือว่าในปี 2017 นี้แอมป์รุ่นใหม่จะทำได้ดีกว่า 3020 ในแง่ของความคุ้มค่าหรือไม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราจะได้มาทดสอบกัน

1

Specifications

C368 เป็นแอมป์อินติเกรตเตด แบบ 2 แชนแนล ที่ออกแบบด้วยวงจรดิจิตัลของ NAD นี่ก็หมายถึงว่านี่เป็นแอมป์แบบ Class-D หลายท่านคิดว่าแอมป์คลาสส์-ดี นั้นเสียงไม่ดี ก็ขอให้สละเวลามาศึกษาแอมป์ตัวนี้กันก่อน เพราะ NAD นั้นถือว่าเป็นเจ้าแรกๆ ที่รับคอนเซ็ปต์ของการใช้ภาคขยายแบบ Class-D หรือแอมป์ที่ใช้ภาคจ่ายไฟแบบ Switching มาใช้งานก็ว่าได้ แถมได้ใช้งานออกแบบมานานร่วมทศวรรษแล้ว อย่าง C368 นี้ก็ได้รับการออกแบบบนพื้นฐานของระบบที่เรียกว่า Hypex Module ซึ่งให้กำลังขับที่ 82 วัตต์/ข้าง และขยับขยายไป 120 วัตต์ แบบไดนามิคได้สบายๆ จนบอกได้ว่าคงไม่ค่อยมีลำโพงคู่ไหนที่แอมป์เครื่องนี้ขับไม่ออก

ด้วยการใช้ระบบ Class-D ก็ทำให้ C368 นั้นมีข้อดีตรงที่มีขนาดบางกว่าแอมป์ Class-AB อื่นๆ ในกำลังเท่าๆกัน แถมยังกินไฟน้อยกว่ามาก และยังเสียบไฟที่ Volt ต่างๆกันได้ไม่ต้องกลัวระเบิด ด้านหลังมีช่องเสียบต่อมาพอสมควร เช่น ช่องต่อเครื่องเล่นแผ่นเสียงหัวเข็ม MM ซึ่ง NAD นั้นมีชื่อเสียงมานานแล้วกับภาคโฟโนคุณภาพดี ตั้งแต่สมัยที่แผ่นเสียงเป็นแหล่งโพรแกรมหลัก-ล้มหาย- แล้วก็กลับมาใหม่ในทุกวันนี้ ก็ได้เห็นช่องต่อเครื่องเล่นแผ่นเสียงกลับมาอยู่ที่แอมป์ NAD อีกครั้ง นอกจากนั้นแล้ว ก็ยังมีช่อง Line อีกช่อง เผื่อไว้หากอยากจะต่ออะไรแบบอนาล็อคเข้าทางช่องทางนี้อีกก็เป็นข้อดีเช่นกัน ส่วนทางด้านดิจิตัลนั้น มี Optical และ Coaxial มาให้อย่างละสองช่อง พร้อมทั้งเสา Bluetooth สำหรับการฟังเพลงจากมือถือ โดย DAC ที่ใช้ในภาคนี้นั้นทาง NA ไม่ได้ให้ข้อมูลมา แต่จากการหาข้อมูลจากที่อื่น มีโอกาสที่ DAC นั้นจะเป็นแบบ 8 แชนแนล ของ ESS Sabre ซึ่งถือได้ว่าเป็น DAC เกรดสูงเลยทีเดียว

2

เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ NAD พยายามผลักดันระบบการอัพเกรดแบบ MDC ซึ่งกับ C368 นี้ก็มีช่องเสียบ MDC มาให้ 2 ช่อง ซึ่งตอนนี้มี MADC ที่หามาอัพเกรดได้ 2 แบบ แบบแรกคือ DD HDMI สำหรับเพิ่มขีดความสามารถในการต่อ HDMI (สำหรับการรับสัญญาณจากเครื่อง BD) และแบบที่สองเป็น BluOS ซึ่งทำให้มีขีดความสามารถในการเล่น Network Audio และ Multi-room นั่นเอง

Design

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว NAD นั้นมีสไตล์ของตัวเองมานานที่จะทำเครื่องออกมาเป็นสีเทาพร้อมปุ่มเปิดปิดสีเขียว อย่าง C368 ก็ยังพอมีเค้าอยู่ แต่สีเทาของ C368 นั้นดูเหมือนจะเข้มขึ้นมาเรื่อยๆจนเกือบจะกลายเป็นสีดำไปแล้ว ส่วนปุ่มเปิดสีเขียวก็หายไปแล้วด้วย

4หน้าตาของ C368 นั้น ทำมาได้ดี เป็นการแสดงให้เห็นถึงการออกแบบที่ให้ฟีเจอร์ต่างๆเรียงกันอย่างสมเหตุและผล และแทนที่จะมีปุ่มเยอะๆ NAD เลือกที่จะใช้จอ LCD เป็นตัวแสดงผลการคอนโทรลต่างๆ แม้จะว่าตรงๆว่าการใช้งานจริง มันก็ต้องเข้าโน่น กดนี่ให้งงๆกันบ้าง แต่พอให้อภัยเพราะมันทำให้ดูสวยงามโดดเด่นขึ้นมาเยอะเลย ตัวเครื่องผลิตสร้างได้ระดับโอเค ไม่ได้สุดยอดอะไร แต่ก็ไม่ได้ดูไม่ดี คือถ้าเทียบกับคู่แข่งในราคา 800 ปอนด์ด้วยกัน อาจจะรู้สึกว่าของเขาอาจจะดูหรูหรากว่า อย่าง Remote ที่ให้มาก็ดูธรรมดาไปหน่อย ซึ่ง NAD ก็คงบอกกลับมาว่า ของเขาเน้นเครื่องเคราภายในที่มองไม่เห็นมากกว่าด้านนอกที่ไม่ช่วยให้เสียงดีขึ้นเท่าไหร่นั่นเอง 

ก่อนที่จะทดสอบ ผมขอบอกว่า NAD มีการอัพเกรดซอฟท์แวร์อยู่บ้างทางเว็บไซต์ของเขา ผมแนะนำให้คุณไปอัพเกรดเครื่องให้ใช้ซอฟแวร์ใหม่ที่สุดก่อนที่จะฟังกันอย่างจริงจัง แม้มันจะไม่เยอะแยะมากมาย แต่เรื่องการใช้งานอะไรต่อมิอะไร เขาจะมีปรับปรุงกันอยู่เรื่อยๆ จึงขอแนะนำว่าควรตรวจสอบบ้างก็จะดี

Sound Quality

C368 นั้น มาถึงผมในสภาพที่เหมือนมีการใช้งานมาบ้างแล้ว ผมจึงทำการทดสอบแบบจริงจังในทันที 

เริ่ม, กับการฟังพิสูจน์ ลบล้างความเชื่อเก่าๆที่ว่าแบบ Class-D ให้เสียงที่บางและไม่เป็นธรรมชาติ นี่อาจจะจริงเมื่อในอดีตสมัย Class-D มีใหม่ๆ ซึ่งเมื่อฟัง C368 ได้ไม่ถึง 30 วินาทีแรก ผมก็บอกได้เลยว่า ความเชื่อเหล่านั้นใช้ไม่ได้กับ NAD แม้แต่น้อย เพราะเสียงที่ได้ยินนั้น เป็นเสียงที่ใหญ่ ชุ่มฉ่ำ มีบอดีย์ มีความอบอุ่น นุ่มนวลและเป็น 3 มิติ จนผมแทบจะบอกได้ว่าเสียงยังกะแอมป์หลอดนั่นเลยทีเดียว 

7

นี่หมายความว่าเมื่อฟังเพลง Calexico’s Algiers จากการต่อผ่านช่องโคแอ็กเชียลแล้ว เสียงที่ได้นั้นเต็มไปด้วยขนาดและบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความละเมียดละไมน่าฟัง จนไม่มีใครที่ไม่หยุดฟังเสียงแบบนี้ได้หรอก ตรงนี้เห็นได้ว่า คำสัญญาของ Class-D ที่จะให้กำลังสำรองที่ไร้ขีดจำกัดนั้นทำได้จริง ทำให้เสียงที่ได้นั้นไร้ซึ่งความเครียดแข็งอย่างสิ้นเชิง ถ้าคุณหาเพลง Hi-Res คุณพบว่าเสียงที่ได้นั้นดีขึ้นไปอีก จากไฟล์ 24/96 ของ Massive Attack’s Blue Lines ฟังออกมาแบบแทบไม่มีความเป็นดิจิตัลอยู่ในนั้นเลย เสียงร้องจากเพลง Safe from Harm นั้นออกมาเต็มที่แบบไร้ขีดจำกัด ทำให้นึกไปถึงเสียงที่เคยฟังจากแผ่นเสียง 180G เมื่อก่อนหน้านี้ไม่มีผิด เป็นเสียงที่ดีอย่างไม่คิดว่าจะได้จากแอมป์ราคา 800 ปอนด์เลยทีเดียว ยิ่งเมื่อฟังไปเรื่อยๆ กับเพลงที่มีความหนักหน่วงขึ้นก็พบว่า การตอบสนองเสียงทุ้มนั้นก็ดีมากๆ อย่างน่าประทับใจจนหากจะเกิดข้อจำกัด ก็บอกได้ว่าเกิดจากตัวลำโพงที่นำมาทดสอบร่วมมากกว่า 

ภาค Phono…

ทำออกมาได้ดีกว่าคู่แข่งในระดับเดียวกันมาก จากการต่อกับเครื่องเล่นแผ่นเสียง Avid Ingenium โทนอาร์ม SME M2-9 และหัวเข็ม Nagaoka MP150 เสียงที่ได้ยินออกมานั้น ไร้ซึ่งสัญญาณรบกวน และให้ผลงานทางเสียงออกมาได้ดีเทียบเท่ากับช่องดิจิตัลก็ว่าได้ ซึ่งเมื่อฟังสลับไปมาระหว่างสองภาคนั้น ผมก็มีความรู้สึกว่า คาแร็คเตอร์เสียงของ C368 นั้นหลักๆ มาจากภาคขยาย ไม่ใช่ภาคปรี–

Capture

อีกจุดที่น่าสนใจคือการใช้งานผ่าน Bluesound Module ซึ่งแม้การใช้งานอาจจะไม่ถึงกับไม่มีติดขัด แต่ก็สามารถทำให้ขีดความสามารถในการเล่นเน็ตเวิร์ค ออดิโอ ของ NAD ไปได้สวยงามมาก นอกจากนั้นแล้ว ยังเพิ่มความสามารถในการเล่น Multi-Room แบบก้าวหน้าได้เป็นอย่างดี ซึ่งแม้โมดูลตัวนี้ราคาเดี่ยวจะสูงถึง 400 ปอนด์ แต่พอรวมเข้าไปแล้วก็จะทำให้ C368 เป็นอินติเกรตเตด แอมป์ All In One ตัวเดียวจบแบบไม่ต้องไปเพิ่มอะไรอีกยาวนานกันเลยทีเดียว

ทางด้านการฟังเพลงผ่าน Bluetooth ถือว่าโอเค ใช้งานได้ดีตามมาตรฐานปี 2017 มีความนิ่งและมั่นคงที่ดี ระยะการใช้งานไกลตามมาตรฐาน ช่องเสียบหุฟังดี มีเสียงซ่าออกมาบ้าง และอาจจะดูไม่ทรงพลังบ้าง แต่โดยรวมให้การใช้งานที่น่าพึงพอใจ 

 สรุป

ถ้า NAD ทำหน้าตาของ C368 ให้ดูหวือหวาอวกาศมากกว่านี้ ผมว่าผู้คนคงฮือฮากับมันได้มากกว่านี้ เพราะจากการที่เฝ้าดูวงการเครื่องเสียงระยะหลังๆ ผมว่าเป็นเรื่องแปลกที่ผู้คนจะให้ความสำคัญกับหน้าตามากกว่าคุณภาพ และเครื่องที่มีหน้าตาหวือหวา มักจะได้รับความสนใจมากกว่าเสมอๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

NAD C368 เมื่อแกะล่องออกมาจากโรงงาน เป็นแอมป์ที่ทำงานได้ในระดับเบสิคแต่หากจะให้สุด การเติม Bluesound Module ลงไป จะทำให้มันกลายเป็นแอมป์ที่ครบเครื่องที่สุดจนไม่มีความจำเป็นต้องไปหาอะไรเพิ่มไปอีกนาน และหากจะให้สรุปอีกที นี่เป็นแอมป์ที่ให้เสียงที่ลื่นไหล ฉ่ำชื่นรื่นรมย์ ในน้ำเสียงที่สุดรุ่นหนึ่งที่ผมทดสอบมาในระยะหลังๆนี้ แม้ในระดับราคานี้อาจจะมีคู่แข่งที่ให้ไดนามิคที่ดีกว่าหน่อย แต่เมื่อเลือกถึงขีดความสามารถในการอัพเกรด การเพิ่มประโยชน์ใช้สอย คุณค่าในอนาคตแล้ว NAD C368 นี้จะเป็นเครื่องที่ผมแนะนำได้อย่างเต็มใจ 

อ่านเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษได้ ที่นี่!

NHT C-1 ลำโพงตู้ปิดที่ผลิตมาเพื่อฟังเพลงไฟล์ Digital อย่างแท้จริง

เรียกว่าลองกันมาแทบจะครบทุกรุ่นเลยนะครับ สำหรับลำโพง Classic Series ใหม่ของ NHT จากที่สร้างความประทับใจตั้งแต่ตัวตั้งพื้น C-4 ตัววางหิ้ง C-3 มาถึงวันนี้เกิดอยากลองตัวเล็กสุดในซีรีส์อย่าง C-1 กันบ้างว่าแนวเสียงจะเป็นอย่างไร เพราะจะว่าไปแล้ว C-1 นี่น่าจะเป็นรุ่นที่ถูกมองข้ามไปมากที่สุด เพราะแฟนๆไม่เล็ง C-3 ก็ไป C-4 เลย หรือไม่ก็เอา C-1 ไปเป็นแค่คู่หลังในระบบโฮม เธียเตอร์

DSCF3423

ซึ่งผมบอกได้เลยว่า “เสียดายมาก” หากเอาลำโพงเล็กๆคู่นี้ไปใช้เป็นแค่คู่หลัง เพราะหลังจากที่ใช้เวลาร่วมอยู่กับมันเป็นเวลาแรมเดือน ผมว่ามันเป็นลำโพงที่ดีมาก ดีพอที่จะหาเรื่อง หามุม ระบบให้มันสักระบบเพื่อใช้ฟังมันโดยเฉพาะเลยก็ว่าได้ จุดที่ผมอยากทดลองลำโพงรุ่นนี้ ด้วยความรู้สึกอยากทดลองอย่างนึง การทดลองนั้นคือการทดลองที่ว่า “NHT” เป็นลำโพงที่กินวัตต์จริงไหม? เพราะนี่เป็นคำถามที่ผมได้เห็นบ่อยมากเวลามีการพูดถึงลำโพง NHT ว่ากินวัตต์ไหม? มักจะเป็นคำถามแรกของใครก็ตามที่เห็นลำโพงรุ่นนี้ในทันที

ลำโพงตู้ปิด ต้องกินวัตต์เสมอ? ไม่มั๊งครับ ลำโพง AR 2AX ที่ผมฟังอยู่ทุกวัน ขับด้วยแอมป์หลอด 6V6 Pushpull 10 วัตต์ เสียงดังจนหูอื้อ เบสส์อิ่มลึกยังกับลำโพงตั้งพื้น เมื่อก่อนผมใช้ AR94SX 8 นิ้ว สองดอก ตู้ปิด ความไว 89 dB แอมป์ 20 วัตต์ ขับฉิวๆ NAD 3020 นี่แหละไพเราะนัก 

ผมเคยทดลอง NHT Classic Three รุ่นเก่า เอาแอมป์หลอด Parallel Single Ended 10 วัตต์ เปิดเสียงดังอิ่มเต็มทุ้มทิ้งตัวลงพื้น ยังกับลำโพงตั้งพื้น ลำโพง NHT กินวัตต์มีไหม? ตอบว่า…มี! 3.3 พวกยุคจุด 3 จุด 5 นั่นประไรครับ กินวัตต์แบบดุเดือด แอมป์ไม่แรงจริงๆ 250 วัตต์ก็เอาไม่ออก แบบนั้นผมก็ว่าเกินไป NHT รุ่นหลังๆเป็นตู้ปิด เหมือนเดิมที่ไม่ค่อยมีใครทำกันแล้วระบุความไวต่ำ 86 ดีบี แต่เอาเข้าจริงๆ ลองมาหลายครั้ง ผมว่า มันไม่ใช่ลำโพงกินวัตต์เพียงแต่มันเป็นลำโพงที่ชอบแอมป์ที่ดี แอมป์ที่จ่ายกระแสดีๆ ไม่ต้องวัตต์เยอะ ขอให้เก่งจ่ายกระแสดี ผมว่าเอาอยู่ เล่นได้สบายๆ มาคราวนี้ผมเลยอยากทดสอบอะไรที่แหวกคือเอา C-1 นี่แหละเล็กสุด น่าจะกินวัตต์สุด เบสส์น้อยสุด ขับยากสุด แล้วมาเอาแอมป์หลอดวัตต์น้อยๆ ขับดูกันว่าผลจะเป็นอย่างไร

ภายนอก

ลำโพง NHT รุ่นใหม่นี้งานสวยเช่นเดิมครับ ตู้ Hi Gloss สีดำเป็นเอกลักษณ์เงางามสวย NHT สีอื่นนี่รับไม่ได้เลยนะครับ ต้องดำเงาอย่างเดียว เป็นลำโพงสองทางดูง่ายไม่ได้มีอะไรซับซ้อน ไฮ-เทค อะไรเยอะแยะมากมาย กรวยวูฟเฟอร์เป็นโพลีโพรไพย์ลีนธรรมดาๆ ขนาด 5.25 นิ้ว ขอบยาง ทวีทเตอร์อลูมิเนียม 1 นิ้ว ทำงานตู้ปิด ขนาดเล็กๆ วางบนมือใหม่ๆของผมสบายๆ ขั้วต่อด้านหลังทำเป็นซิงเกิล – ไวร์ธรรมดาๆ กำหนดความไวไว้ 85 ดีบี ตอบสนองความถี่ 70-20,000Hz ทำงานเป็นแบบตู้ปิด แนะนำให้ใช้กับแอมป์ 35-100 วัตต์

DSCF3426

การทดสอบผมมาแปลกกว่าทุกครั้ง เพราะถ้าใช้แอมป์ NAD มันขับลำโพง NHT ออกอยู่แล้วครับ NAD เขากระแสแรงจ่ายกระแสดี กำลังสำรองก็ดี เรื่องขับ NHT ไม่ใช่ปัญหา แต่โจทย์คราวนี้ผมขอทดลองอะไรที่แปลกคือ ผมจะเอาแอมป์หลอดมาขับ NHT มันเป็นไปได้ไหม เอาลำโพงตู้ปิดที่ว่ากันว่ากินวัตต์มาขับด้วยแอมป์หลอดจะไปเหลือหรือ? อ่ะ…ลองดูกันหน่อย

ผมเริ่มแรกกับการเอาแอมป์หลอด รุ่นเก่าของ Philips HF-304 แบบ EL84 Pushpull กำลังขับ 10 วัตต์ต่อข้างมาขับ เริ่มเปิดเพลงแรกขึ้นมา ยอมรับในทันทีว่า 10 วัตต์เอา NHT รุ่นนี้ไหวครับ แต่ไม่สะใจเพราะต้องเร่งโวลูมขึ้นไปเยอะมากเกินไป ทำให้เสียงซ่ามันออกมาเยอะไปหน่อย “แต่” มี “แต่” ครับ เสียงที่ผมได้ยินออกมานั้น ผมว่ามันดีอ่ะ ถามว่าระดับเสียงที่ได้ยินดังพอไหม คำตอบคือ “พอ” ถามว่าโทนัล บาลานซ์ มันโอเคไหม ก็ตอบได้ว่า โอเคแหละ กับเพลง Pop Jazz 3-4 ชิ้น เพลงร้อง ผมว่าได้ แต่หากเจอดนตรีที่ซับซ้อนหน่อย ผมว่ามันเกิดอาการ “ไม่แม็ทซ์” กันขึ้นมามากกว่าขับไม่ไหวนะ ผมจึงเปลี่ยน ทีนี้ผมเอาแอมป์หลอดเหมือนเดิม แต่ขยับมาเป็นตัวที่กำลังขับเยอะที่สุดในบ้าน เป็น Marantz 8B ตัวนี้ EL34 Pushpull ให้กำลังขับที่ 35 วัตต์ (ซึ่งก็ยังเรียกว่ากระจุ๋มกระจิ๋มเหมือนเดิมเมื่อเทียบกับแอมป์สมัยใหม่) มาคราวนี้ เรียกว่าพลิกเลยครับ โวลูม ลดลงมาเยอะเลย จากเที่ยงเหลือประมาณ 11 โมง แต่ที่สำคัญคือเสียงที่ออกมานั้น เล่นเอาผมอึ้งไปเลยล่ะ 

ข้อแรก เรื่องกำลังขับ

หลอด 35 วัตต์ แม้จะเป็นขั้นต่ำสุดตามสเป็ค แต่ก็สามารถขับลำโพงนี้ออกมาได้ “หลุด” แบบสบายๆนะครับ ปิดเคสเรื่องแอมป์ ต้องหลายร้อยวัตต์ไปได้เลย เพราะหลอด 35 วัตต์ มันไม่ได้เยอะอะไร แต่แอมป์หลอดมันจ่ายกระแสดีครับ นี่คือที่ผมพยายามจะเน้นว่า NHT ไม่ได้กินวัตต์ แต่ชอบแอมป์ดี แอมป์ที่ดีคือ แอมป์ที่ High Current จ่ายกระแสดีๆ เอามาแม็ทซ์ได้ ก็หลุดตู้หายห่วง ทั้งความอิ่มเอิบของเสียง และความดังที่เล่นได้จนถึงขีดสุดของลำโพงนั่นแหละครับ

ข้อสอง เมื่อได้แอมป์เสียงอิ่ม นุ่มหนา

NHT C-1 เป็นลำโพงที่ให้สเกลเสียงที่ใหญ่จนน่าตกใจ เสียงร้องของ Diana Krall ในชุด Turn Up The Quiet ล่าสุด ใหญ่โตเต็มฝาห้องจนผมแปลกใจ ผมต้องบอกก่อนนะครับว่าลำโพงที่ใช้ประจำในห้องนี้ของผม เป็นลำโพงฮอร์น DIY วูฟเฟอร์ 15 นิ้ว ที่เมื่อผมเทียบ C-1 กับลำโพงคู่เดิมแล้ว ผมว่าสเกลเสียงของ C-1 นั้น ฟัดกับลำโพงใหญ่ๆได้อย่างไม่น่าเชื่อ! 

DSCF3431

มันให้ความล่องหนหายตัวไปของลำโพงแทบจะในทันทีที่เสียงเพลงดังขึ้น บ่งบอกถึงความสามารถในการกระจายเสียงที่เป็นอิสระจากแผงหน้าตู้ได้ดีเยี่ยม ลำโพงหายไป เหลือแต่เวทีเสียงที่กว้างแผ่ไกลออกไป สุ้มเสียงที่ใหญ่โต จนหลายครั้ง ลืมไป นึกว่าฟังลำโพงใหญ่คู่เดิมอยู่เลยทีเดียว 

พูดถึงโทนเสียงเรามักจะชินว่า NHT เป็นลำโพงที่ให้เสียงแนวโปร่งใส กรุ้งกริ้ง ออกบางหน่อย นั่นมันผิดหมดเลยกับในระบบนี้ (แอมป์หลอดหมดทั้งระบบ) NHT C-1 สำแดงตัวออกมาเป็นลำโพงที่ให้เสียงอิ่มนุ่ม น่าฟังจริงๆ ปลายเสียงแหลมให้ความใสสะอาดพอดีๆ ไม่ได้ใสเจิดจ้ากรุ้งกริ้งเกินงามอะไรเลย มันผิดบุคลิกที่คุ้นเคยไปหมด เสียงกลางใหญ่ อิ่ม อย่างช่วงหนึ่ง ผมนั่งดูสารคดี Netflix เรื่องราวของ Frank Sinatra โดยเปิดเสียงออกระบบนี้แหละ บางช่วงบางฉากมีเพลงของ Sinatra แทรกออกมา เสียงร้องของ Sinatra  นั้นใหญ่และลอยไปตรงจอ  55 นิ้ว อย่างน่าทึ่งมาก เสียงใหญ่เต็มจอเหมือนพุ่งทะลุออกมาจากจอ โฟคัสชัด วงบิกแบนด์แผ่กว้างไปรอบๆอาณาบริเวณ สร้างความรู้สึกเหมือนกำลังดูผ่านระบบโฮมเธียเตอร์ดีๆ ที่มีลำโพงเซ็นเตอร์ดีๆ ทั้งที่จริงๆ ผมฟังอยู่กับแค่ระบบ 2 แชนแนล และลำโพงคู่เล็กๆคู่เดียวเอง ตรงนี้แหละครับที่ผมอึ้ง เพราะทันทีที่วงบิกแบนด์กระหน่ำกลองขึ้นมา เสียงหวดกลองที่เต็มไปด้วยความหนักแน่น สวิงเสียงอย่างแรงไดนามิคอย่างดัง มันสร้างความน่าตื่นตาตื่นใจมาก เมื่อคิดว่ากำลังฟังลำโพงคู่เล็กนิดเดียวนี้อยู่ จนผมต้องแอบค้อนเจ้าลำโพงใหญ่คู่นั้นว่าแหมม ปล่อยให้น้องเค้ามาเทียบข้างได้ไงนะ

นอกจากที่จะให้ไดนามิค การสวิงเสียงที่น่าทึ่งแล้ว ผมก็ต้องแปลกใจอีกคำรบเมื่อพบว่ามันรับมือกับดนตรีบิกแบนด์ที่ซับซ้อนเซ็งแซ่ ได้อย่างดีเยี่ยม แม้บางครั้งพบความเพี้ยนพร่าจากการคุมตัวไม่อยู่บ้างที่ความดังแรงๆ แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันเสียรูปมวยใดๆเลย ดนตรีประเภทนี้นั้น มันท้าทายมากครับ มันท้าทายความสามารถทั้งแอมป์ ทั้งลำโพงที่จะคุมทุกอย่างให้อยู่ในระดับที่ดี บิกแบนด์ ถ้าเจอระบบไม่ดีจะเปลี่ยนจากความมันส์กลายไปเป็นความหนวกหูครับ ซึ่งในที่นี้ผมว่า NHT C-1 สอบผ่านด้วยคะแนนสูงแบบไม่น่าเชื่อเลยเมื่อเทียบกับขนาด ทีนี้ก็มาถึงเสียงที่ทำให้ผมอึ้งที่สุดล่ะครับ “ทุ้ม” ครับ

เวลาทดสอบลำโพงแบบนี้ ทรงนี้ ขนาดนี้ ถ้าจะให้เซฟตัวเองก็ต้องบอกว่า “ทุ้มพอได้แต่ถ้าจะให้ดีต้องมีสับ-วูฟเฟอร์ช่วย” ใช่ครับ กับ C-1 ผมคงต้องบอกแบบนั้น ถ้าคุณจะนำมันไปใช้กับการดูหนังโฮม เธียเตอร์แต่กับการฟังเพลงนั้น ผมว่ามันทำได้แบบน่าทึ่งมาก มากพอที่ผมจะบอกว่า หากฟังเพลง”คู่เดียวพอ”​ ไม่ต้องมีสับ-วูฟเฟอร์ครับ เพราะทุ้มที่ผมได้ยินออกมาจากลำโพงเล็กๆ 4.5 นิ้วนี้ มันอิ่ม แน่น หนัก และลึกอย่างไม่น่าเชื่อ (ผมใช้คำว่าไม่น่าเชื่อมากี่ครั้งแล้วเนี่ย) หลายต่อหลายเพลง จากหลายต่อหลายแนวเพลง เสียงทุ้มของลำโพงคู่นี้มันอิ่ม เด้ง หนัก และทิ้งลงพื้นแบบยอดเยี่ยม ไม่ต้องอะไรมาก จากเพลงเปิด Eagle Hell’s Freezes Over นั่นแหละครับ เสียงอิ่มแน่นใหญ่โตน่าทึ่งมาก และหากจะเทียบไป ผมว่าวูฟเฟอร์ 6.5 นิ้วก็ทำอะไรมันไม่ได้ เพราะที่มันให้นี่ ผมก็ไม่เห็นมันจะแพ้ 15 นิ้ว คู่ก่อนหน้านี้เท่าไหร่ (แต่ต้องอย่าไปมองวูฟเฟอร์มันตอนทำงานนะครับ ปั้มเข้า/ออกน่ากลัวเทียว) มันเป็นเสียงทุ้มที่เพียงพอและพอเพียงสำหรับการฟังเพลงทั่วไปที่หลากหลาย ผมจะขอยกเว้นก็ร็อคหูเหล็กแนวเดียวเท่านั้นแหละครับ 

สำหรับแนวเพลงที่ลำโพงคู่นี้ชอบ ผมว่ามันชอบเพลงโวคัล เสียงร้องมาก ใครชอบแนวเสียงแบบเสียงร้องอิ่ม เนียน หวาน เจือความโปร่งเอาไว้นิดหน่อย ไม่แห้ง มีขนาด มีสเกลที่ใหญ่เกินตัว ผมว่าจะต้องชอบมันมากๆ เสียงเปียโนก็เช่นกัน มีความสมจริงน่าฟังมากมาย ฟังแจสส์ ทริโอแบบ Bill Evans Trio นี่โดยเลยครับ มาครบทั้งบรรยากาศ ความโปร่งกังวาลที่พอเหมาะของเสียงเปียโน เบสส์ที่อิ่มนุ่มหนาเกินขนาด กลองแบบแซ่กวนไปรอบๆ แทบจะมองเห็นหนังกลองกันเลย เยี่ยมจริงๆหรือใครชอบ Sax ชอบ Trumpet เจอเสียงทรัมเป็ทของ Miles Davis แทร็คแรกจากอัลบัม Round Midnight เข้าไปก็จะชอบครับ เสียงทรัมเป็ทแบบใส่ตัวครอบ แหลม มันใสจี๊ด เข้าไปถึงใจพระเดชพระคุณ ยังกะ Miles มาเป่าอยู่ตรงหน้าเลยทีเดียว

มิติ เวทีเสียง สำหรับ NHT แล้วงานหมูครับ C-1 ให้เสียงที่กว้างขวางมาก สามารถผลักดันเวทีให้หลุดเกินขอบลำโพงด้านข้างออกไปได้แบบง่ายๆ ด้านลึกก็ถอยลงไปเป็นลำดับชั้นง่ายๆ ให้เสียงเป็น 3 มิติ ว่างั้น จัดวางดีๆ ลงขาตั้งมวลปานกลาง อย่าหนักมาก อย่าเบามาก โท-อินพอประมาณ แค่นี้ก็เป๊ะแล้ว จัดวางง่ายมาก ไม่ต้องซีเรียสอะไรมากมาย เวทีเสียงเยี่ยมในทุกด้าน หายห่วงครับ เมื่อเล่นมาถึงตรงนี้ผมมีเคล็ดลับในการเล่น NHT ให้แจ่มให้หลุด ให้อึ้ง

  1. ใช้แอมป์ดี จ่ายกระแสดี อย่าปิดกั้น อย่าแปลกใจที่ผมจะบอกว่าแอมป์หลอดก็ขับมันได้ดี ผมลองมาแล้วนี่ไง
  2. ใช้แอมป์ที่ให้เสียงแนวอิ่มหนา นุ่มหนา เข้มข้น อย่าเอาแอมป์ เสียงใสโปร่ง มาแม็ทซ์มันจะไปกันใหญ่ เสียงมันจะบาง 
  3. สายลำโพง สายสัญญาณ สายไฟ AC ก็เช่นกัน ให้หาสายเสียงอิ่ม นุ่ม หนาอวบมาผสมผสานเข้าไปช่วยเติมเนื้อ 
  4. อย่าอายที่จะปรับ Bass ช่วย หรือยก Loudness ช่วย ลำโพงคู่นี้มีขีดความสามารถในการรับเสียงทุ้มที่ดีมากกว่าที่คุณคิด ปรับไปเถอะครับ ถ้าปรับแล้วเสียงถูกใจเราขึ้น ปรับทุ้ม แหลมตำรวจไม่จับ ไม่ผิดกฎหมายหรอกครับ
  5. วางบนขาตั้งที่มีความมั่นคง ไม่โยกเยก ไม่เบาจนเกินไป และไม่หนักทึบจนเกินไป เล่นลำโพงวางหิ้ง ต้องไม่ประหยัดขาตั้งครับ
  6. NHT C-1 ไม่ชอบอนาล็อค แปลกนะครับ ผมฟังกับแผ่นเสียง เสียงออกมาธรรมกามาก เฉยๆเลย แต่พอเล่น Digital ทั้ง Hi-Res ทั้ง Streaming นะ…โอ้ มันออกมาเต็ม น่าทึ่งมาก เป็นลำโพงยุคใหม่จริงๆ

สรุป 

ตอนแรกที่ผมเอาลำโพงคู่นี้มาทดสอบ บอกตรงๆว่ากะเอามันมาฆ่าเลยนะ ใจผมน่ะพยายามหลอกตัวเองเสมอว่าลำโพงเล็กสู้ลำโพงใหญ่ไม่ได้หรอก ซึ่งก็จริงครับ ถ้าลำโพงเล็กคู่นั้นเป็นลำโพงคุณภาพต่ำๆ ทั่วไป แต่ NHT C-1 นี่ พิสูจน์ให้ผมเห็น และเซอร์ไพรซ์ผมในทุกกรณี ในระดับที่พลิกความเชื่อดั้งเดิมที่ผมมีต่อลำโพง NHT หมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกินวัตต์ เรื่องเสียงบาง เสียงใสเกิน เรื่องขับยาก จัดวางยาก อะไรต่อมิอะไร ซึ่งเมื่อลองเข้าจริงๆ มันเป็นลำโพงที่ทำให้ผมได้ประหลาดใจมากที่สุดในรอบหลายปีเลยทีเดียว บางทีเราไม่ได้คาดหวังอะไรมาก พอได้ผลที่ออกมาเกินคาดมันก็จะประหลาดใจมากมายแบบนี้แหละครับ ยิ่งเมื่อเทียบราคาขายต่อคู่แล้ว ผมว่า C-1 เป็นลำโพงที่มีราคาถูกมากๆ ครบเครื่องมากๆ เมื่อเทียบกับเสียงที่ได้ยิน ในระดับที่น่าทึ่งและมหัศจรรย์มากครับ ขอให้แม็ทซ์มันให้ดี มันจะสำแดงอิทธิฤทธิ์ออกมาให้คุ้นประหลาดใจเลยแหละ แนะนำอย่างยิ่งและควรหาโอกาสมาลองฟังด้วยตัวท่านเองครับ

LE#259-218 Sep-Oct 2017

บทความจาก Life Entertainment  ฉบับ 289

คอลัมภ์ : In House Test โดยคุณอธิวัฒน์ อัมพะเตมีย์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

PSB Imagine T3 ในมุมมองของ Secrets of Home Theatre and High Fiderlity

 

นี่คือลำโพงที่กำเนิดขึ้นมาจากความรัก และความทุ่มเท ของชายที่ชื่อ Paul Barton ผู้ที่ไม่ประนีประนอมยอมอ่อนโอนให้กับข้อจำกัดใดๆ แม้เพียงน้อยนิดต่องานอันเป็นสิ่งที่เขารักเป็นชีวิตจิตใจ และนับเป็นการพัฒนาการออกแบบอย่างเต็มรูปแบบที่ทำให้ลำโพงรุ่นนี้ก้าวขึ้นมาเป็น “ที่สุด” ของ PSB Imagine Series

เกริ่นนำ

IMG_9409จะว่าไป ใช่ว่า Paul Barton ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าทีมออกแบบของ PSB Speakers จะไม่เคยออกแบบลำโพงในระดับ Flagship Model มาก่อน เพราะลำโพงที่เคยได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดของค่ายนี้อย่าง Synchrony One ก็เคยอยู่ในตำแหน่งที่ว่านั้นมาตั้งแต่ครั้งที่ถูกแนะนำสู่วงการครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2008 โน่นแล้ว

อย่างไรก็ตาม กับหลายๆปีที่ผ่านมา ที่เขาได้มุ่งมั่นพัฒนาลำโพงในตระกูล Imagine Series ออกมาสู่วงการนั้น มันก็พอที่จะทำให้เรามองเห็นแนวทางในการที่เขาจะพัฒนาลำโพงระดับสุดยอดออกมาให้เห็นอีกครั้ง และนั้นเองก็คือที่มาของทั้งหมดอันได้บรรจุอยู่ใน Imagine T3 คู่นี้นี่เอง

สำหรับคนอย่างพอลแล้ว แนวคิดและโครงการออกแบบลำโพงอย่าง Imagine T3 นี่แหละ ที่เป็นความสุขอันแสนหวานในทุกขณะจิตของเขา ที่เราสามารถรับรู้ได้ในทันทีที่ได้ยินน้ำเสียงของชายผู้นี้ในยามที่เขาพูดถึงมัน

พอลออกจะมีน้ำใจต่อผมมาก ด้วยเราได้มีโอกาสพูดคุยกันก่อนหน้าที่ผมจะลงมือทำรีวิวชิ้นนี้ โดยเขาได้บอกถึงแนวทางที่เขามองเห็นว่าจะสามารถพัฒนา Synchrony One ให้ดีขึ้นไปอีกได้อย่างไร โดยสิ่งแรกที่เขาจะทำก็คือการให้ได้มาซึ่งไดนามิค เรนจ์ ที่ดีขึ้น สามารถผลักมวลอากาศให้เปี่ยมไปด้วยพลังมากขึ้น ในขณะที่ต่ำด้วยค่าความเพี้ยน ประการต่อมาก็คือการทำงานของไดร์เวอร์จะต้องมีพื้นที่มากพอในการที่จะผลักมวลอากาศปริมาณมากนั้นออกมาด้วยความถูกต้อง เที่ยงตรง อย่างแท้จริง ด้วยการออกแบบฐานรองของลำโพงที่ประกอบเข้าขาตั้งแบบเดือยแหลม ที่ทำให้แลเหมือนลำโพงคู่นี้จะแยกกับพื้นผิวห้องอย่างเด็ดขาดนั้น มันยังสามารถให้เสียงในย่านความถี่ต่ำๆ ออกมาครอบครองพื้นที่ภายในห้องได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งจากการออกแบบให้มี Port Plug ของวูฟเฟอร์แต่ละตัวนั้น ยังเป็นการช่วยให้สามารถปรับแต่งเสียงเบสส์ได้อย่างเหมาะสมในแต่ละสภาพห้องอีกด้วย

1437554851-psb-imagine-t3-details

พอลนั้นมีความสนใจในเรื่องดนตรีมาตั้งแต่เด็ก โดยเริ่มต้นเล่นไวโอลินเมื่ออายุ 9 ขวบ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากผู้เป็นบิดาและเป็นผู้มอบไวโอลินชั้นเยี่ยมจากฝีมือของ Stradivarius ให้แก่เขา เมื่ออายุได้ 19 ปี พอลเริ่มทำลำโพงขึ้นมาใช้เองร่วมกับเพื่อนที่มหาวิทยาลัย University of Waterloo ในเมืองออนตาริโอ ผมออกจะโชคดีที่เคยได้ทำรีวิว Imagine T2 และจำได้ว่าเคยถูกมนต์สะกดจากลำโพงคู่นั้นด้วยน่้ำเสียงที่อุดมไปด้วยความโปร่งใส กระจ่างชัด ในขณะที่ดูเหมือนว่า Image T3 จะขาดหายคุณภาพเหล่านั้นไป โดยมีสิ่งที่ดีขึ้นมาแทน อาทิ เวทีเสียงที่กว้างและลึกยิ่งขึ้น กับเบสส์ที่สะอาดขึ้น แต่นั้นคล้ายว่าผมจะคิดล่วงหน้าไปเอง ก็เป็นได้

การออกแบบ

ภาพลักษณ์และโครงสร้างของ Imagine T3 แทบไม่มีใดแตกต่างไปจาก Imagine Series รุ่นอื่นๆ เพียงแต่มันมีขนาดใหญ่กว่า ซึ่งในการออกแบบโครงสร้างนี้มี David Farrage นักออกแบบเชิงอุตสาหกรรม (Industrial Designer) เข้ามามีส่วนด้วยอย่างเป็นสำคัญ พอลให้ความเห็นว่าความกว้างหรือแผงหน้าของลำโพงนั้น ควรมีลักษณะค่อนข้างแคบหรือเพรียวบาง เท่าที่จำเป็น ในขณะที่ความลึกนั้นไม่มีใครสามารถระบุออกมาเป็นที่แน่นอนได้ เพราะมันมีความสำคัญของปริมาตรภายในตู้เข้ามามีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องด้วย ลำโพงคู่นี้มีความสูง 48 นิ้ว โดยตำแหน่งที่ติดตั้งทวีทเตอร์นั้นอยู่ที่ความสูง 35 นิ้ว จากพื้น โครงสร้างมีความมั่นคงแข็งแรงสูง ขณะเดียวกันก็ให้รับรู้ได้ถึงพื้นที่ว่างภายในที่มีขนาดใหญ่ ทำให้มันไม่ใช่ลำโพงที่จะง่ายต่อการเคลื่อนย้ายสักเท่าไหร่นัก ด้วยน้ำหนักที่ประมาณว่ากว่า 70 ปอนด์ Imagine T3 เป็นลำโพงที่แม้ว่าจะแลดูหรูหรา งามสง่า ทว่ามันก็สามารถตั้งวางไว้อย่างลงตัวกับทุกสภาพห้องด้วยความกลมกลืนอย่างยิ่งเช่นกัน

T3 Foot- Cross SectionPSB Imagine T3 มีผิวนอกของโครงสร้างตู้เป็นมันวาวและมีให้เลือก 2 สี หรือสองแบบคือ Glossy Black  และ Glossy Cherry ที่ทุกด้านไม่ว่าจะแผงหน้า ผนังด้านบน ด้านข้าง ตลอดจนด้านหลัง จะมีลักษณะเป็นแบบมัมวาวกลมกลืนเหมือนกันหมด จนทำให้เมื่อนำแผ่นตะแกรงปกป้องไดร์เวอร์มาปิดทับที่แผงหน้าของตู้ที่มีโครงสร้างสีเชอร์รี่แล้ว มันดูเหมือนจะกลายเป็นส่วนเกินไป  PSB กำหนดให้ Imagine T3 เป็นลำโพงที่ทำงานกระจายเสียงในแบบ 5 ทาง  ระบบท่ออากาศ 3 ชุด (Transitional 5-way, Triple Port Reflex) โดยการใช้ชุดตัวขับเสียงที่ออกแบบด้วยเทคโนโลยีใหม่ทั้งหมด ซึ่งก็เช่นเดียวกับลำโพงรุ่นสุดยอดอื่นๆ จากการออกแบบของพอลที่ผ่านๆมา ที่ชุดตัวขับเสียงนั้นจะต้องเป็นแบบพิเศษเฉพาะ ซึ่งออกแบบมาตามความชื่นชอบของเขาเท่านั้น โดยกรวยของไดรเวอร์ที่เป็นแบบ Cone นั้น มีโครงสร้างจากการขึ้นรูปจาก Felt/Fiberglass เคลือบสารสังเคราะห์พิเศษ ประกอบเข้ากับขอบยาง (Rubber Surround)  โดยชุดตัวขับเสียงทั้งหมดในตัวลำโพงเป็นวูฟเฟอร์ขนาด 7 นิ้ว สามตัว มิดเรนจ์ขนาด 5-1/4 นิ้ว หนึ่งตัว และทวีตเตอร์แบบ Titanium Dome ขนาด 1 นิ้ว ซึ่งใช้แม่เหล็กแบบ Neodymium ใช้การระบายความร้อนด้วยสารแม่เหล็กเหลว (Ferro-Fluid) อีกหนึ่งตัว และเป็นทวีทเตอร์แบบพิเศษที่เหมือนกับทวีทเตอร์ชั้นยอดที่ใช้ในลำโพงรุ่นพิเศษเท่านั้น คือทั้งหมดประกอบกันขั้นมาด้วยมือล้วนๆ ไม่มีการใช้เครื่องมือเครื่องไม้อื่นเข้ามาเกี่ยวข้องเลย

ชุดตัวขับเสียงย่ายความถี่ต่ำ หรือวูฟเฟอร์แต่ละตัวนั้นติดตั้งอยู่ในห้องเฉพาะ โดยโครงสร้างภายในแต่ละห้องมีการคาดดามภายในเพื่อป้องกันการเกิดรีโซแนนซ์อันไม่พึงประสงค์ แต่ละห้องมี Port หรือท่ออากาศเฉพาะ โดยอยู่ด้านหลังของตู้ และแต่ละพอร์ตนั้นมีวัสดุปิดการทำงานของท่ออากาศ หรือ  Port Plug ให้มาด้วย เพื่อควบคุมการทำงานของคลื่นความถี่ต่ำที่เกิดขึ้นภายในห้องฟังให้เหมาะสมกับสภาพทางด้านอะคูสติกของแต่ละห้องฟังที่แตกต่างกันไป รวมทั้งเพื่อเอื้อความสะอวกในการหาตำแหน่งวางลำโพงด้วย โดยสามารถปิดการทำงานเฉพาะท่อใดท่อหนึ่ง หรือสองท่อ หรือปิดหมดทั้งสามท่อก็ได้ ส่วนมิดเรนจ์ซึ่งติดตั้งอยู่ตอนบนสุดของตู้นั้น ก็อยู่ในโครงสร้างห้องเฉพาะเช่นเดียวกันแต่เป็นตู้ปิด หรือ Sealed Chamber อันมิดชิด

ชุดตัวขับเสียงทั้งหมดถูกติดตั้งอยู่บนแผงหน้าตู้ ซึ่งใช้ MDF ที่มีความหนา 2 นิ้ว และปิดทับขอบโดยรอบไว้ด้วยวงแหวนเพื่อซ่อมสกรูว์ที่ขัยให้ไดร์เวอร์ยึดติดกับแผงหน้าตู้เอาไว้ ลำโพงถูกวางเอาไว้บนฐานที่เป็นอะลูมิเนี่ยมหล่อเพื่อให้ได้ความมั่นคง และมีความเสถียรสูงสุด และให้ปรับความสูงของเดือยแหลมได้ในกรณีที่วางอยู่บนพื้นที่แนวระนาบไม่เสมอกัน ขั้วต่อลำโพงที่แผงหลังซึ่งติดตั้งอยู่ด้านล่างสุดนั้นออกแบบมาให้ใช้งานได้ทั้งการเล่นในแบบ Tri-Amp และ Bi-Amp โดยขั้วต่อนี้สามารถเชื่อมเข้าด้วยกันได้ด้วยแผ่นโลหะ (Jumper)  ที่มีให้มาพร้อมสรรพ

การเซ็ท – อัพ

หากจะกล่าวสำหรับการเล่นเครื่องเสียงทุกวันนี้แล้ว ห้องฟังที่ผมใช้งานอยู่ไม่ได้จัดว่าเป็นห้องที่ใหญ่โตอะไรนัก ด้วยสัดส่วนของความกว้างกับความลึกที่ 14×17 ฟุต กับความสูง 7 ฟุต ขณะเดียวกันมันก็สามารถทำเป็นห้องเปิดได้ด้วยขนาดที่ใหญ่ขึ้นเป็นสองเท่า ที่กล่าวให้ทราบเช่นนี้ก็เนื่องเพราะต้องการให้คุณๆทราบเป็นเบื้องต้นก่อนว่าห้องนี้มันไม่ง่ายนักที่จะจัดการกับเสียงเบสส์ให้อยู่หมัดได้ นั่นทำให้ผมต้องขยับลำโพงห่างออกมาจากผนังหลังค่อนข้างมาก ซึ่งมากเกินกว่าที่ตั้งใจไว้แต่แรก และเข้ามาใกล้ตำแหน่งนั่งฟังสักหน่อยโดยผมได้จัดการ Toe-In หรือเอียงแผงหน้าของมันเข้ามากันเล็กน้อย ในระดับที่สามารถสัมผัสโฟกัสของเสียงได้อย่างชัดแจ้ง ขณะเดียวกันก็ให้ระดับความดังของเสียงกลางออกมาอย่างเหมาะสม พร้อมๆกับให้รับรู้ได้ถึงความกว้างของภาพลักษณ์บนเวทีเสียงที่ให้ออกมาได้เป็นอย่างดี ดังที่ได้บอกแต่แรก ว่าลำโพงตั้งบนแท่นรองที่สามารถปรับระดับความสูง ต่ำ ได้ทั้งสี่มุม ผมึงปรับแผงหน้าให้มันลาดลงเล็กน้อย เพื่อให้ทวีทเตอร์สามารถยิงเสียงตรงมายังตำแหน่งที่นั่งฟังได้อย่างเหมาะสม โดยที่ขณะนั่งฟังนั้นหูสองข้างของผมจะสูงกว่าพื้นห้องประมาณ 32 นิ้ว (ในขณะที่บอกไว้ตอนต้นว่าทวีทเตอร์ติดตั้งอยู่บนแผงหน้าตู้ สูงจากพื้น 35 นิ้ว) ซึ่งกับที่กล่าวนั้น ท้ายที่สุดแล้วมันจะทำให้การกระจายเสียงที่สะอาดสะอ้านหรือไม่ได้โฟกัสจากทวีทเตอร์ที่เหมาะสมหรือเปล่าผมก็ไม่มั่นใจ บอกได้เพียงว่าสิ่งที่ Imagine T3 คู่นี้สามารถปรับแต่งหรือเซ็ต – อัพ เช่นนั้นได้เพียงเล็กๆน้อยๆ มันเป็นสิ่งที่น่าพอใจยิ่งสำหรับผม ผมมีเวลาอยู่กับ T3 ค่อนข้างนาน และในเวลาเดียวกันนั้นผมมีสารพัดแอมปลิไฟเออร์เข้ามาให้ลองเล่นไม่น้อย แต่ผมไม่เคยนำคู่นี้ออกมาจากซิสเต็มเลย โดยแอมป์ที่ใช้นั้นมีทั้ง Parasound Halo A21แอมป์แบบโซลิท-สเตท รวมทั้งอินตเกรตเต็ดแอมป์ของ Rega Elicit R และชุดแอมป์ในอนุกรม Azur Series ของ Cambridge Audio ส่วนโพรแกรมที่ใช้มีทั้งเครื่องเล่นแผ่นเสียงและเครื่องเล่นแผ่นเอสเอซีดี ซึ่งทั้งสองเครื่องล้วนเป็นของ Marantz สำหรับสายสัญญาณทั้งหมดที่ใช้ในซิสเต็มเป็นของ Transparent Audio 

การลองเล่น 

แผ่นที่อยู่ในความสนใจล่าสุดของผม ซึ่งทำให้ผมดึงมันออกมาจากชั้นวางเพื่อการลองลำโพงนี้เป็นแผ่นแรก คือ อัลบัมซีดีชุด Speechless ของ Bruce Cockburn ที่ให้เสียงกีตาร์โฟล์คออกมาไม่ธรรมดา โดยเฉพาะกับการทำงานระหว่างนิ้วหัวแม่มือของเขากับสายเสียงต่ำ E-Bass และผมคิดว่า Imagine T3 สามารถ่ายทอดความไม่ธรรมดาอันยอดเยี่ยมที่บันทึกเอาไว้นั้นออกมาให้รับรู้ได้อย่างหมดจด โดยเฉพาะกับแร็ค 3 Water into Wine ที่มีท่วงทำนองของเสียงดนตรีอันสวยงามนั้น มันสามารถสื่อออกมาให้รับรู้ไดอย่างชัดเจนทั้งเสียงของตัวโน้ตในย่านความถี่สูง ตลอดจนท่วงทำนองของเสียงในย่านความถี่ต่ำๆ ที่แอบแฝงอยู่ ลำโพงคู่นี้สามารถถ่ายทอดความรู้สึกสัมผัสของนิ้วที่กรีดกรายไปบนเส้นสายของกีตาร์ออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติมาก ยิ่งกว่านั้นมันยังให้รับรู้ถึงอารมณ์ที่เปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวาอย่างมาก น้ำเสียงจากแต่ละคอร์ดโดยรวมแล้ว ให้ออกมาอย่างสะอาดสะอ้านเสียงในย่านความถี่ต่ำสามารถทอดลงไปได้ต่ำอย่างน่าฟัง 

T3 Binding posts

เช่นเดียวกับที่ Imagine T2 ได้เคยสร้างความประทับใจแรกให้กับผมมาแล้ว เพราะชั่วเวลาไม่นานลำโพงคู่นี้สามารถพาผมเข้าถึงเสียงดนตรีที่กำลังฟังอยู่ได้เป็นอย่างดี การให้ไดนามิคเสียงที่สะอาด การถ่ายทอดสัญญาณฉับพลันที่รวดเร็ว การให้เสียงในย่านความถี่ต่ำๆออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม รวมทั้งสามารถคสบคุมเอาไว้ได้เป็นอย่างดี ความหวานซึ้งไพเราะ ของเสียงในย่านความถี่สูง รวมทั้งยังอุดมไปด้วยรายละเอียดให้รับรู้ได้อย่างชัดเจน กล่าวโดยรวมแล้วมันคือน้ำเสียงที่นำมาซึ่งความสุขในการฟังอย่างแท้จริง  

หลายคนคงคุ้นเคยกับวง Porcupine Tree ที่มี Gavin Harrison เป็นมือกลองกันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะกับงานดนตรีที่ชื่อ Cheating Polygraph ที่เกวินได้ก้าวข้ามพื้นฐานความเป็นดนตรีในรูปแบบของ Big Band และผมเองก็ประทับใจกับเสียงที่ได้ยินนั้นจากการเล่นผ่านระบบ Digital 5.1 และ DTS Surround แต่เมื่อผมมาลองฟังผ่าน Imagine T3 เพียงคู่เดียว ผมก็มิได้รู้สึกเลยว่าอะไรขาดหายไปจากที่เคยได้ยินมาบ้าง แม้ว่า PSB จะมีลำโพงเซ็นเตอร์ แชนแนล  Imagine C3 มาให้เติมเสียงทางด้านหน้าได้ แต่ผมว่าฟังในรูปแบบสเตอริโอกับลำโพงนี้เพียงคู่เดียว มันก็ยอดเยี่ยมมากเกินพอแล้ว 

กาวินได้จัดวางรูปแบบของแถวกลุ่มเครื่องเป่าทองเหลืองเอาไว้ที่แถวหน้า รวมทั้งที่ตำแหน่งกึ่งกลางด้วย และผมก็รับรู้ถึงความซับซ้อนของเสียงจากเครื่องเป่าที่แตกต่างกันออกมาได้อย่างรวดเร็ว Imagine T3 มิเพียงสื่อออกมาให้รับรู้ถึงความแตกต่างของแต่ละชิ้นเครื่องดนตรีได้เท่านั้น ปากมันยังสามารถบอกตำแหน่งแห่งหนของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นได้อย่างแม่นยำอีกด้วย รวมทั้งยังสามารถให้น้ำเสียงที่มีความเป็นดนตรีออกมาได้อย่างครบถ้วน ในช่วงต้นๆ ของแทร็ค What Happens Now? ให้ความเป็นดนตรี Jazz ออกมาได้อย่างมีชีวิตชีวา เสียงจากเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นมีความเกาะเกี่ยว และมีความสัมพันธ์สอดคล้องกันได้อย่างชัดเจน ทั้งในรูปแบบและเนื้อหา 

ผมไม่สามารถจินตนาการได้ว่ามีลำโพง สักเท่าไหร่ที่จะสามารถควบคุมเสียงของวงออร์เคสตราขนาดใหญ่ เอาไว้ได้เหมือนลำโพงคู่นี้บ้าง เสียงของกลุ่มเครื่องทองเหลืองให้ออกมาได้อย่างชัดเจน มีความคมชัด และบ่งบอกความเป็นโลหะอย่างชัดแจ้ง ในขณะที่กลุ่มเครื่องเคาะจังหวะ หรือเพอร์คัสวั่น แต่ละชิ้นต่างก็มีที่ทางห่างจากกันให้รับรู้ได้อย่างเหมาะสม น่าฟัง ไม่ว่าจะเป็นเสียงของกลอง ฉิ่ง (Cymbal) หรือระนาด (Xylophone) รวมทั้งหลอมรวมกันออกมาได้อย่างกลมกลืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเริ่มของแทร็ค Hate-song/ Halo แม้ว่าช่วงต้นๆ แทร็คจะเริ่มต้นด้วยเสียงของกลุ่มเพอร์คัสชั่นอย่างรวดเร็ว และเป็นช่วงสั้นๆ แต่ Imagine T3 สามารถถ่ายความแตกต่างของแต่ละเส้นเสียง จากแต่ละชิ้นเครื่องดนตรี รวมทั้งเสียงจากเครื่องเป่าลมนานาประเภท (Wind Instruments) ออกมาได้อย่างหมดจด รวมทั้งให้ตำแหน่งแห่งหนบนเวทีเสียงได้อย่างชัดเจนอีกด้วย จากนั้นผมก็ลองฟังด้วยรูปแบบของดนตรีที่มีความแตกต่างออกไปบ้างกับแนวของ Light Classical โดยหยิบงานชุด Serenade No.7 ‘Haffner’ K.250 ของ Mazart แผ่นซีดีของ JVC XDCD 24-bit จากการบรรเลงของ The Jean-Francois Pillard led Orchestra ที่ทั้งยิ่งใหญ่และมีความละเอียดอ่อนแฝงอยู่ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มเครื่องเสายที่มีความแตกต่างในความเหมือนอยู่ในที และก็เป็น Imagine T3คู่นี้ที่สามารถให้รายละเอียดของเสียงเดี่ยวไวโอลินออกมาได้อย่างโดเด่น สัมผัสได้ถึงพื้นที่และมวลอากาศ อันหลุดลอยออกมาจากเสียงอันต่ำลึกของเชลโล และแนวบรรเลงของฮอร์น ที่ประกอบกันเป็นฉากหลังมันสามารถรังสรรค์ภาพรวมของเสียงออกมาให้รับรู้ได้ถึงรายละเอียดต่างๆอย่างหมดจด และถ่ายทอดออกมาอย่างยิ่งใหญ่เต็มเวทีเสียงด้วยความน่าประทับใจอย่างยิ่ง 

ผมมีเวลาอยู่กับ PSB Imagine T3 คู่นี้นานพอกระทั่งอัลบัมไวนีลชึด Adele/25 วางจำหน่าย

816psb-promo_

แม้ว่าผมไม่ใช่แฟนของเธอ ผมก็ชื่นชอบน้ำเสียงอันมีบุคลิกเฉพาะตัวของเธออยู่ไม่น้อย ซึ่งลำโพงคู่นี้ก็ถ่ายทอดน้ำเสียงออกมาได้อย่างน่าฟัง รวมทั้งยังถ่ายทอดบุคลิกในน้ำเสียงนั้น ที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน ให้รับรู้ได้อย่างน่าทึ่งมากอีกด้วย ลำโพงคู่นี้โฟคัสไปยังบุคลิกในน้ำเสียงของเธอพร้อมกับควบคุมเอาไว้ได้เป็นอย่างดี และถ่ายทอดเสียงร้องของเธอออกมาให้รับรู้ได้อย่างน่าฟัง อัลบัมชุดนี้ถ่ายทอดความเป็นดนตรีที่สอดประสานกันระหว่างเสียงร้อง กับเสียงดนตรีออกมาได้อย่างลงตัว ซึ่งกับแทร็ค I Miss You สามารถบ่งบอกสิ่งที่ว่านี้ได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกับกับแทร็ค When We Were Young ลำโพงคู่นี้ก็สื่อให้รับรู้ได้ถึงบรรยากาศเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวา ขณะเดียวกันก็ให้ออกมาได้อย่างอ่อนหวาน น่าฟัง การทำงานของเปียโนกับเสียงร้องสอดประสานกันเป็นอย่างดี ที่บางครั้งบางคราวเสียงเปียโนหลุดลอยออกมาจากเครื่องดนตรีอื่นขึ้นมาประชันกับเสียงร้องนั้น ทำให้ผมหวังว่าสักวันคงมีอัลบัมเฉพาะที่เป็นการทำงานร่วมกัน ระหว่างเสียงร้องของเธอกับเสียงเปียนโนในรูปแบบของ Duet ให้ฟังกันบ้าง

รายละเอียดต่างๆที่ Imagine T3 ให้ออกมาตลอดช่วงความถี่เสียงนั้น ยังความประทับใจแก่ผมอย่างยิ่ง เสียงในย่านความถี่ต่ำๆ ถูกควบคุมเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ตลอดเวลา การใช้หรือไม่ใช้ Port Plug เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และให้รับรู้ถึงความแตกต่างของเสียงได้อย่างชัดเจน กับห้องที่มีความลึกค่อนข้างมากนั้นเรื่องนี้สำคัญมากทีเดียว แต่กับห้องของผมที่มีขนาดพื้นที่ไม่มากนักนั้น มันไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกว่าจะต้องปรับแต่งจุดนี้เพื่อให้วูฟเฟอร์บางตัวต้องทำงานในแบบพาสสีฟว์แต่อย่างใด ด้วยตลอดระยะเวลาที่ฟังลำโพงคู่นี้ผมไม่ได้รู้สึกมีช่วงไหนเลยที่เบสส์มันจะบวม หรืออวบอ้วนเกิน หรือเกินกว่าจะควบคุมได้นั่นเอง

สุดท้าย กับอัลบัม The Beatles White Album 

แผ่นไวนีลที่นำมาพิมพ์แผ่นใหม่จากการทำรีมาสเตอร์เมื่อปี ค.ศ. 2009 ได้ตอกย้ำถึงแก่นแท้ของความสุข ความเพลิดเพลิน ความเป็นดนตรี ที่ลำโพงคู่นี้ถ่ายทอดออกมาให้รับรู้ได้อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะกับเสียงในย่านความถี่กลางที่ให้ออกมาได้อย่างสุดยอด เป็นแต่ละเสียงร้องที่มีรูปทรงของแต่ละบุคลิกอันยอดเยี่ยม รวมทั้งเสียงกีตาร์ที่สะอาดสะอ้านอย่างหมดจดแท้จริง

สรุป

กล่าวในแง่ของความคุ้มค่าแล้ว Imagine T3 คือลำโพงที่มีราคาแพงที่สุด เท่าที่ PSB เคยทำออกมา แต่นั่นก็หาได้ทำให้ผมรู้สึกหวั่นไหวไปกับราคาคู่ละ US$7,500.- ของมันแต่อย่างใด เพราะนั้นมันสะท้อนถึงความคู่ควรและสมจริงอย่างถึงที่สุดแล้ว และที่พิเศษอว่านั้นซึ่งได้มาด้วยก็คือ งานฝีมือที่กอปรกันขึ้นมาเป็นลำโพงอันยอดเยี่ยม สมบูรณ์แบบในทุกรายละเอียดอันประณีตยิ่ง พร้อมด้วยขนาดและน้ำหนักตัวที่เหมาะสม รวมทั้งชุดไดร์เวอร์ที่ได้ถูกออกแบบ รวมทั้งคัดสรรวัสดุที่ใช้ มาเป็นอย่างดีอีกด้วย 

ในฐานะสถาปนิก มันเป็นเรื่องยากสำหรับผมที่ทำทุกสิ่งได้อย่างที่ต้องการ ด้วยมันมีเรื่องของงบประมาณเข้ามาเกี่ยวข้องกับแนวคิดของการออกแบบ คำว่า “ประนีประนอม” มันอาจจะใช้ได้ในทางการเมือง แต่ในแง่ของงานสร้างสรรค์แล้ว คำนี้มันไม่สามารถนำมาใช้ได้เลย จึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้เหมาะสมหรือออกมาดีที่สุด ต่อแนวคิดอันเป็นเลิศนั้น  ไม่มีความแตกต่างในเรื่องของการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นการทำบ้าน หรือทำลำโพง ทุกอย่างมักจะเริ่มต้นบนโต๊ะเขียนแบบด้วยดินสอและแผ่นกระดาษก่อนเสมอ โดยมีเรื่องของราคาและกลุ่มเป้าหมายเป็นสิ่งกำหนด แต่นั้นก็ไม่สามารถเรียกว่ากระบวนการสร้างงานที่สร้างสรรค์ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ เว้นเสียแต่ว่างานชิ้นนั้นมันจะถูกเรียกว่า Flagship หรือสิ่งซึ่งเป็นที่สุดแล้ว บนเส้นทางของงานนั้นๆ ความสำเร็จของการเป็นนักออกแบบอยู่ที่การสั่งสมประสบการณ์ในการรับมือกับเงื่อนไขต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม ลงตัว อาทิ ในเรื่องงบประมาณ และระยะเวลาดำเนินงาน ซึ่งเหล่านั้นล้วนเป็นสุดยอดของกระบวนการเรียนรู้ในสิ่งที่ควรหรือไม่ควรทำ 

T3 Family Cherry

ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อจบการรีวิวลำโพงคู่นี้ มันออกจะเป็นเรื่องยากสำหรับผมในการที่จะบอกออกมาได้ ว่า PSB Imagine T3 คู่นี้สร้างความอภิรมย์ให้แก่ผมในแง่ไหนได้บ้าง จึงจะครบถ้วนมในความรู้สึกที่ชื่นชม ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงที่เป็นกลาง มีความเป็นธรรมชาติ ง่ายต่อการทำงานด้วยกับแอมปลิไฟเออร์ได้อย่างหลากหลาย เบสส์ที่อยู่ในร่องในรอยอย่างถูกต้อง ทั้งแน่น กระชับ เปี่ยมไปด้วยพลัง และเป็นเบสส์ที่สะอาดอย่างแท้จริง ไดนามิคที่ยอดเยี่ยมทั้งแมคโคร ไดนามิค และไมโคร ไดนามิค การสนองตอบต่อสัญญาณฉับพลันได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และปราศจากความพร่าเพี้ยนอย่างสิ้นเชิง รู้แต่เพียงว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับผมเวลานี้คือ – แล้วผมจะแยกทางกับลำโพงคู่นี้ได้อย่างไรกัน!

PSB Imagine T3 จาก Secret of Home Theatre and High Fidelity 

ประจำเดือนเมษายน 2559

โดย Piero Gabucci

 

Edgar M. Villchur : บุรุษผู้เป็นตำนานแห่งวงการเครื่องเสียง

วันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2554 เป็นวันที่ Edgar M. Villchur หนึ่งในผู้ก่อตั้งลำโพง AR หรือ Acoustic Research ได้ถึงแก่กรรมลงในวัน 94 ปี ชายผู้นี้ได้กลายเป็นบุคคลสำคัญของวงการเครื่องเสียงเพราะสิ่งที่ได้มอบให้วงการนี้ นอกจากเรื่องลำโพงและเครื่องเล่นแผ่นเสียงแล้ว ก็ต้องบอกว่าการคิดค้นของเขานั้น เป็นคุณูปการแก่วงการเครื่องเสียงยุคใหม่เป็นยิ่งนัก แค่เอ่ยสิ่งที่เขาคิดค้นหลักๆ เช่นลำโพงระบบตู้ปิด (Acoustic Suspension) ทวีทเตอร์ทรงโดม หรือเครื่องเล่นแผ่นเสียงแบบสปริง 3 จุด เพียงแค่นี้เราก็เห็นแล้วว่า วงการเครื่องเสียงเป็นหนี้บุญคุณจากการคิดค้นของเขาผู้นี้ขนาดไหน

Edgar M. Villchur 

1

เกิดเมื่อปีวันที่ 28 พฤษภาคม 1917 ที่เมือง New York เป็นคนเรียนเก่งมาตั้งแต่เด็ก โดยจบการศึกษาระดับปริญญาโท ที่ New York City Collage ทางด้าน Art History โดยชีวิตมาเปลี่ยนผันเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย Edgar ถูกส่งไปประจำการที่ New Guinea รับหน้าที่ซ่อมอุปกรณ์สื่อสาร เรดาร์ และวิทยุ ให้กับหน่วยรบในตอนนั้น โดยหลังจากที่สงครามจบ เขาก็กลับมาเปิดร้านรับซ่อมวิทยุโทรทัศน์ที่ Greenwich Village, New York ซึ่งจังหวะนี้เองก็เริ่มที่จะศึกษาศาสตร์ของเครื่องเสียง โดยการเข้าศึกษาต่อที่ New York University ทางด้านคณิตศาสตร์และวิศวกรรม โดยเริ่มสนใจในเครื่องของเครื่องเสียงจริงจัง และเริ่มเขียนบทความส่งนิตยสาร Audio Engineering Magazine และกลายมาเป็นนักเขียนประจำในที่สุด นอกจากนั้นเขายังทำงานอีกหลายอย่าง ส่วนใหญ่เน้นไปทางด้านการค้นคว้า วิจัย และสอนหนังสือ

ในช่วงเวลานั้น Edgar มองวงการเครื่องเสียงว่า “ลำโพง” คือจุดอ่อนที่สุดของระบบเสียงในยุคนั้น ด้วยมุมมองที่ว่า เครื่องขยายเสียงหรือแหล่งโปรแกรมอย่างเครื่องเล่นแผ่นเสียงหรือเครื่องเล่นเทปนั้น สามารถให้เสียงและการตอบสนองที่เที่ยงตรงดีพอสมควรแล้ว แต่ในส่วนของลำโพงนั้นกลับยังให้การตอบสนองที่ไม่ดีพอ โดยเฉพาะเสียงทุ้ม ซึ่งลำโพงในยุคนั้นส่วนใหญ่ยังมีความผิดเพี้ยนในย่านความถี่นี้สูงอยู่ เพราะจุดอ่อนอยู่ที่การควบคุมการขยับของกรวยลำโพงในยุคนั้นที่ยังไม่เป็นเส้นตรงหรือ Linear เพียงพอที่จุะทำให้การตอบสนองความถี่เสียงทุ้มที่ถูกต้องและไม่เพี้ยนจากหลายๆปัจจุย โดยเฉพาะเรื่องการขยับของกรวยที่ควบคุมได้ไม่ดีพอ

Edgar จึงมาพร้อมกับไอเดียที่ใช้อากาศทำหน้าที่เหมือนเป็นสปริงที่มีความเที่ยงตรงสูง ควบคุมการขยับของกรวยลำโพงให้มีความสมานเสมอเป็นเส้นตรง คอยปั๊มมวลเสียงออกมาได้เท่าเทียมกันตลอดเวลาในการทำงาน ซึ่งแนวคิดนี้ทำให้ลำโพงสามารถให้การตอบสนองความถี่เสียงทุ้มลงไปได้ถึง 25 Hz โดยไม่มีความเพี้ยน

Edgar กับภรรยา Rosemary จึงช่วยกันทำลำโพงต้นแบบโดยใช้ตู้ที่ทำจากไม้อัด ไปนำเสนอให้กับผู้ผลิตลำโพงรายใหญ่ๆ ในสมัยนั้นเกือบทุกยี่ห้อ แต่ก็เหมือนกับนักประดิษฐ์อีกหลายๆคน แนวคิดของลำโพงแบบใหม่นี้ถูกปฏิเสธว่า “เป็นไปไม่ได้” จากผู้ผลิตเหล่านั้น Edgar จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจาก “ทำเอง” โดยการร่วมมือจากลูกศิษย์อีกคนหนึ่งคือ Henry Kloss ที่เชื่อในทฤษฎีเดียวกัน โดย Kloss เป็นสถานที่ตั้งโกดังอยู่ในเมือง Cambridge ที่สามารถใช้ผลิตตู้ลำโพงได้ ทั้งคู่จึงกลายมาเป็นหุ้นส่วนกัน และลำโพง AR หรือ Acoustic Research จึงก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1954 (Kloss ออกจาก AR ในสองปีถัดมาเพื่อก่อตั้งลำโพง KLH ซึ่งใช้ระบบตู้ปิดเหมือนกัน ผลงานสุดท้ายของ Henry Kloss คือ Tivoli Audio)

ลำโพงรุ่นแรกที่ Edgar ทำออกมาคือ AR-1 ซึ่งออกแสดงเป็นครั้งแรกในงาน New York Audio Show เมื่อปี 1954 และก็ประสบความสำเร็จในทันทีที่ออกวางจำหน่าย จากนั้นก็มีรุ่น AR-2 ออกมาซึ่งเป็นอีกรุ่นที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง

เมื่อแรกเริ่มผลิตลำโพง… 

3

และพิสูจน์ได้ว่าระบบ Acoustic Suspension นั้น ทำงานได้ผลจริงๆ วิบากกรรมแรกที่ Edgar ต้องเจอคือ เมื่อผู้ผลิตรายใหญ่เริ่มกลับมาเห็นค่าของการออกแบบเช่นนี้ ผู้ผลิตรายอื่นๆก็เริ่มที่จะทำลำโพงแบบตู้ปิดออกมา โดยการจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้กับ AR แต่ปัญหาก็เกิดเมื่อมียักษ์ใหญ่อย่าง Electro Voice ซึ่งฉวยโอกาสบอกออกมาหน้าตาเฉยว่าตัวเองนั้นคิดค้นระบบตู้ปิดก่อน Edgar และผลิตลำโพงตู้ปิดออกมาโดยไม่ยอมจ่ายค่าลิขสิทธิ์ จึงเกิดการฟ้องร้องกลับกันไปมา วันหนึ่ง Edgar ยอมถอย เพราะไม่เห็นประโยชน์ เขาเห็นกรณีก่อนหน้านี้ที่ Edwin Howard Armstrong ผู้คิดค้นระบบ FM แล้วโดนองค์กรใหญ่อย่าง RCA ขโมยไอเดียไป แล้วก็สู้กันอยู่ในศาลนานจนสุดท้าย Edwin แพ้ในที่สุดและลงเอยด้วยการฆ่าตัวตาย Edgar บอกว่า แทนที่จะเอาสมองมาเสียอารมณ์กับการต่อสู้กับยักษ์ใหญ่ในศาล สู้เอามาใช้คิดค้นสิ่งใหม่ๆให้กับวงการดีว่า แล้วก็เป็นอย่างว่า Edgar คิดค้นสิ่งใหม่ๆต่อไป สิ่งต่อมาที่คิดคือ ทวีทเตอร์แบบโดม ที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Direct Radiator-Dome Tweeter ลำโพงสำหรับเสียงแหลมแบบใหม่ที่ให้ผลในการตอบสนองความถี่เสียงแหลมได้กว้างขวางราบเรียบ และดีขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นในช่วงเดียวกันการพัฒนา Acoustic Suspension Woofer ก็มาถึงจุดที่ลงตัว แต่ถ้าเราบอกว่ามันคือวูฟเฟอร์ที่ใช้ขอบเป็นวัสดุที่มีความนุ่ม (เช่น โฟม หรือภายหลังมักเป็นยาง) และตัวขอบเป็นทรงโค้งนูนขึ้นมา เพื่อให้กรวยวูฟเฟอร์ สามารถขยับเข้าออกได้เป็นช่วงลึกมากเป็นพิเศษนั้น ซึ่งเป็นวูฟเฟอร์ที่เราเห็นชินตากับลำโพงแบบ Dynamic เกือบทุกคู่บนโลก เป็นผลของการคิดค้นโดย Edgar นี่เอง (สมัยนั้นวูฟเฟอร์ส่วนใหญ่จะเป็นขอบผ้าบ้าง ขอบกระดาษหยักๆ แข็งๆ ซึ่งการขับของกรวยวูฟเฟอร์จะน้อยมาก ต้องอาศัยตู้ใหญ่ๆ ท่อใหญ่ ช่วยระบายเสียงทุ้มออกมา ซึ่งทำให้ลำโพงมีขนาดใหญ่โต)

8ซึ่งในวงการถือว่า การออกแบบทวีทเตอร์แบบโดม และวูฟเฟอร์แบบ Acoustic Suspension นี่เองที่เรียกได้ว่า คือผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มอบไว้ให้กับลำโพงก็ว่าได้ หลังจากที่ลำโพงขายดิบขายดีจน AR มีฐานะมั่นคง ในปี 1961 Edgar ก็ได้ฝากผลงานการคิดค้นที่สำคัญต่อวงการอีกครั้ง ด้วยการออกแบบเครื่องเล่นแผ่นเสียง และตีพิมพ์เผยแพร่แนวทางการออกแบบที่มีการริเริ่มมากมายหลายรูปแบบ เครื่องเล่นแผ่นเสียงแบบใหม่นี้ เป็นเครื่องที่ตัวโทนอาร์มและจานหมุน (Platter) ถูกติดตั้งอยู่ด้วยกันบนชุดช่วงล่างที่ถูกแขวนลอยอิสระแยกออกมาจากตัวแท่นของเครื่องเล่นแผ่นเสียง ซึ่งการออกแบบเช่นนี้ ทำให้การสั่นสะเทือนใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นกับตัวแท่นจะมีผลมารบกวนการทำงานของโทนอาร์มและหัวเข็มน้อยมาก Edgar แสดงให้เห็นด้วยการเอาค้อนฟาดลงไปที่แท่นเครื่องเล่นแผ่นเสียงนี้ขณะที่เล่นแผ่นอยู่ โดยไม่มีเสียงปึ้งหีือไม่มีอาการตกร่องใดๆ แม้แต่น้อย ซึ่งการออกแบบเช่นนี้ นอกจากจะช่วยสกัดการสั่นสะเทือนอย่างได้ผลแล้ว ยังช่วยแก้อาการ “เบส์บวมคราง” ที่มักจะเกิดขึ้นกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงแบบดั้งเดิม ที่โดนแรงสั่นของความถี่ต่ำจากลำโพงมารบกวน สั่นผ่านลำโพงมาทางพื้น ผ่านชั้นวาง ขึ้นสั่นแท่นไปจนถึงปลายเข็ม ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่รบกวนคุณภาพเสียงของเครื่องเล่นแผ่นเสียงในยุคนั้นด้วย

4

นอกจากนั้นเครื่องเล่นแผ่นเสียงนี้ ยังมีการก่อกำเนิดเทคนิคใหม่ๆ อีกหลายส่วน โทนอาร์มที่มีระบบหน่วง ป้องกันอุบัติเหตุจากการเผลอทำก้านหล่น จะมีระบบเบรคกันไม่ให้หล่นกระแทกเกิดความเสียหาย มีการใช้มิเตอร์ AC รอบต่ำการรบกวนต่ำ และที่สำคัญที่สุดคือ ระบบ Belt Drive ที่อาศัยสายพานยางเป็นตัวรับแรงส่งจากมอเตอร์มาหมุนแป้นอีกทอดหนึ่ง ซึ่งเป็นระบบที่เรียบง่ายและเป็นต้นแบบแห่งเครื่องเล่นแผ่นเสียงระบบ Belt Drive เกือบทุกยี่ห้อในโลกมาจนถึงปัจจุบัน  

หลังจากที่มีผลิตภัณฑ์ที่โด่งดังมากมายไม่ว่าจะเป็นลำโพง AR3 และรุ่นสุดท้ายของ Edgar คือ AR4 ในปี 1967 Edgar ก็ขายบริษัท Acoustic Research ให้กับ Teledyne ภายใต้ข้อตกลงที่ว่า Edgar จะไม่ออกมาทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องเสียงอีก ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ณ ตอนนั้น Edgar M. Villchur ก็คงเตรียมตัวจะวางมือจากการประดิษฐ์คิดค้นให้กับวงการเครื่องเสียงจริงๆแล้วนั่นเอง

Edgar M. Villchur บอกเสมอว่า…

ตัวเขาเป็น “นักประดิษฐ์” หรือ “Innovator” ดังนั้นหลังจากวางมือจากการทำลำโพงและเครื่องเสียง เขาจึงหันหน้าเข้าสู่การค้นคว้าวิจัย เครื่องช่วยการฟังผู้สูญเสียการได้ยิน (เช่นคนหูตึง หรือคนชราที่เริ่มไม่ได้ยิน) ซึ่งในยุคนั้นเครื่องช่วยฟังทำได้เพียงแต่การขยายเสียงทุกอย่างพร้อมๆกันขึ้นมา ซึ่งปัญหาก็คือมันจะขยายเสียงทุกอย่างในอัตราส่วนเท่าๆกัน หมายความว่าเสียงที่เบาก็จะดังขึ้นจนได้ยินชัด แต่เสียงที่ดังอยู่แล้วก็จะถูกขยายดังจนเกินไป ในที่สุด Edgar ก็ค้นพบหลักการที่เรียกว่า Multi Chanel Compression คือการตรวจสอบระดับความถี่เสียงของผู้ป่วยแต่ละคนว่าสูญเสียการได้ยินที่ความถี่ใด และก็ทำเครื่องขยายเสียงเฉพาะความถี่นั้นๆ ซึ่งการที่มันเป็นระบบหลาย Channel ผู้ป่วยก็สามารถได้รับการขยายเสียงช่วยในหลายย่านความถี่อีกด้วย

6นอกจากนั้นแล้ว Edgar ยังคิดค้นระบบที่เรียกว่า WDRC หรือ Wide Dynamic Range Compression ระบบบีบเสียงที่แก้ปัญหาการขยายเสียงทั้งย่านให้หมดไปเพราะระบบนี้จะทำการลดระดับเฉพาะเสียงที่ดัง ในขณะที่เพิ่มเสียงที่เบาไปพร้อมๆกัน ทำให้ผู้ป่วยสามารถฟังเสียงที่ชัดเจนในระดับที่เท่ากันในทุกย่านได้ ซึ่งถือว่าการคิดค้นของ Edgar นั้น เป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะมันตัดปัญหาเดิมๆไปอย่างสิ้นเชิง Edgar ไม่ได้นำผลงานชิ้นนี้ไปจดสิทธิบัตรเพื่อรอรับสตางค์ค่าลิขสิทธิ์ แต่ตีพิมพ์แนวความคิดของเขาลงในหนังสือ และเปิดกว้างให้ใครก็ได้นำไปผลิตเพื่อช่วยเหลือผู้ที่สูญเสียการได้ยินโดยไม่รับเงินแม้แต่สตางค์แดงเดียว ผู้ที่สนใจนำไปต่อยอดคนแรกคือ Bell Sound ซึ่งไม่ได้ทำอะไรต่อจนกระทั่ง Resound อีกผู้ผลิตหนึ่งนำไอเดียไปพัฒนาต่อ โดยใช้แนวทางของ Edgar ซึ่งระบบช่วยการได้ยินของ Resound นั้นประสบความสำเร็จ และระบบ Wide Dynamic Range Compression ของ Edgar ก็กลายเป็นมาตรฐานหลักของวงการต่อมาจนถึงปัจจุบัน จึงไม่มีเครื่องช่วยฟังเครื่องไหน ยี่ห้อใด ทั้งดิจิตัลและอนาล็อค ที่ไม่ได้ใช้ระบบ WDRC จากแนวความคิดของ Edgar!

นอกจากการเป็นนักคิด นักค้นคว้าที่ฝากผลงานซึ่งกลายเป็น “สิ่งปกติที่เห็นกันในปัจจุบัน” แล้ว Edgar ยังเป็นนักบริหารและนักการตลาดที่ยอดเยี่ยม เขาคือคนแรกๆ ที่ริเริ่มการส่งเสริมพนักงานในองค์กรให้มีสิทธิในการเติบโตในหน้าที่การงานที่เท่าเทียมกัน มีการแบ่งปันผลประกอบการให้กับคนงาน (Profile Sharing) มีการริเริ่มให้มีการประกันสุขภาพพนักงาน รวมถึงการทำองค์กรที่ “เน้นบริการ” เป็นรายแรกๆ ด้วยการรับประกันซ่อมสินค้าให้ฟรีแบบ Life Time (ภายหลังเปลี่ยนเป็น 5ปี) ซึ่งทำให้ AR เป็นบริษัทแรกๆ ที่ได้รับการกล่าวขานถึง “บริการที่ดีเยี่ยม” เป็นครั้งแรกๆ ในยุคสมัยที่สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจะมีใครทำกัน

Edgar ไม่ใช่แค่นักออกแบบลำโพงธรรมดาๆ

10

การคิดค้นของเขา ได้มอบอะไรมากมาย ไม่ว่าจะเป็นลำโพงตู้ปิด ขอบโฟมนุ่ม ทวีทเตอร์โดม เครื่องเล่นแผ่นเสียงสปริง 3 จุด เหล่านี้อาจจะมองว่าไม่มากมายอะไร แต่หากเรามองกันลึกๆ มองไปที่ลำโพงรอบๆตัวเรา เราจะทึ่งที่พบว่า แนวคิดของ Edgar นั้น ยังมีอยู่ในลำโพงยุคปัจจุบันเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นลำโพงจากจีนคู่ละไม่กี่ร้อย ไปจนถึงลำโพงไฮ-เอนด์ คู่ละหลายล้านบาท  แทบไม่มีลำโพงไหนเลยที่ไม่มีสิ่งที่เกิดจากแนวความคิดและมันสมองของชายนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ หากปราศจากเขา รูปแบบของลำโพงคงไม่ได้เป็นอย่างที่เราพบเห็นในปัจจุบันอย่างแน่นอน

RIP. Edgar M. Villchur 1917 – 2011

ลำโพงตั้งพื้น PSB กับรางวัลที่ได้จาก The Absolute Sound 2017

เป็นที่ทราบกันดีว่า ทุกๆปี The Absolute Sound นิตยสารเครื่องเสียงชื่อดังระดับโลก จะรีวิวเครื่องเสียง High-End ในประเภทต่างๆ และจำแนะนำว่าในระดับราคานี้ สินค้าแบรนด์ใดที่ควรเป็นเจ้าของ ซึ่งบอกได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจที่เครื่องเสียงของโคไน้ซ์ฯ ได้นำเข้ามานั้น ติดโผหลายรุ่น หลายแบรนด์ทุกปี และปี 2017 นี้ ลำโพง PSB ก็ติดอันดับถึง 3 รุ่นด้วยกัน เริ่มจากซ้ายมือตัวแรก…

 PSB Imagine T3 : Music Lives Here

816psb-promo_

$7500 

เป็นรุ่นเรือธงของ Paul Barton หรือรุ่น Top ล่าสุดของ PSB ลำโพงตั้งพื้นคู่นี้ ให้คามคุ้มค่าเกิดราคาอย่างมาก ออกแบบได้งดงาม ข้อสำคัญคือ ทำให้รู้ว่ามันเป็นผู้นำทางด้านการออกแบบวิศวกรรมของดอกลำโพงในตลาดลำโพงทั้งหมดเลยทีเดียว T3 เป็นลำโพง 5 ทาง ที่ใช้งานง่าย สามารถเล่นได้กับห้องขนาดต่างๆ ต้องขอบคุณการออกแบบที่มีวูฟเฟอร์ 3 ตัว ซึ่งแต่ละตัวติดตั้งอยู่ในห้องของตัวเอง ลำโพงขนาด 7 นิ้ว สามตัวนี้สามารถทำงานพร้อมกัน หรือแยกกันได้แล้วแต่ผู้เล่นจะเลือกโดยจะมีปลั๊กมาให้เสียบข้างหลังของลำโพง

ราคาปกติคู่ละ 179,800 บาท

 

 

PSB Imagine X2T : Transitional 3-way Tower Speaker

imagine-x2t

ถัดมาเป็นลำโพงตั้งพื้นราคาระดับกลาง แต่ให้คุณภาพเสียงที่ดีมาก ได้แก่ X2T ลำโพงคู่ทรงพลังขนาดกะทัดรัก มีลำโพงในตัว 4 ตัว 3 ทาง กึ่งแบบของ D’Appolito เป็นลำโพงตั้งพื้นที่ผลิตออกมาแล้วสมกับชื่อเสียงลำโพงจากประเทศแคนาดา และเหมาะกับสโลแกนที่ยึดมั่นมาตลอด “Real Sound for Real People” หรือเสียงที่แท้จริงสำหรับนักฟังเพลงตัวจริง เบสส์แน่น คุ้มค่าเงินที่เสียไป เกินความคาดหมาย เพราะเค้าให้ความเข้มแข็งของเสียงในช่วงความถี่ต่ำมาก จึงเป็นลำโพงคู่โปรดของเหล่า Audiophile ที่ยอมควักกระเป๋าตังค์จ่ายให้ด้วยความยินดี

ราคาปกติคู่ละ 40,500 บาท

 

PSB Imagine T2 : Stylish, Transitional 5-way Tower Speaker

ImagineT2

คู่สุดท้ายเป็นลำโพงตั้งพื้นที่รูปร่างสง่างาม หรูหรา ขนาดไม่ใหญ่โต แต่ให้เสียงที่ใหญ่เกินเนื้อ เกินตัวไปมากเลยทีเดียว ไดนามิคดีเยี่ยม สามารถตอบสนองดนตรีขนาดใหญ่มากๆได้ เบสส์มากพอสำหรับฟังเพลงแนวออร์เคสตรา ร็อค หรือ ป๊อบก็ได้ แต่หากชอบดนตรีที่มีไปป์ ออร์แกน อาจต้องมี ซัพ-วูฟเฟอร์ด้วย เสียงและการกระจายโดยรอบของเสียงกว้างขวาง และให้ภาพของการแสดงจริงๆ เหมือนส่งตรงจากห้องหัด

PSB Imagine T2 ให้ความเพี้ยนต่ำมาก กลางแหลมสะอาด ให้เสียงเป็นธรรมชาติ เป็นกลาง โดยเฉพาะฟังกับวงศ์ออร์เคสตรา จะให้เสียงที่สมจริงจนน่าแปลกใจ ไม่ว่าจะเป็นเปียนโน เสียงร้อง Paul Barton ดูเหมือนตั้งใจจะทำให้ T2 เป็นลำโพงระดับมาสเตอร์พีซที่ราคาจับต้องได้

ราคาปกติคู่ละ 80,200 บาท